สารภาพกันตามตรง ทันทีที่รู้ว่าจะได้ไปสัมภาษณ์ ซงจุงกิ หัวใจติ่งอย่างฉันก็เต้นผิดจังหวะไปหมด ตื่นเต้นถึงขนาดที่ว่านอนไม่หลับไปหลายคืน

หลังห่างหายไปจากวงการกว่า 3 ปี ตั้งแต่ซีรีส์เรื่อง Descendants of the Sun เขาก็มารับบทใหม่ พลิกบทบาทกัปตันหนุ่มชุ่มหัวใจ มาเป็นหนุ่มชาวเผ่าเลือดร้อน ผู้ต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองในเรื่อง Arthdal Chronicles (อาธดัล สงครามสยบบัลลังก์)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

แค่ซงจุงกิคนเดียวยังทำใจลำบาก งานนี้ Netflix ยังชวน The Cloud ไปคุยกับ จางดงกอน คิมจีวอน และ คิมอ๊กบิน อีก 3 นักแสดงนำในเรื่อง Arthdal Chronicles นี้ด้วย

แทบไม่ได้นอนไปจนวันเดินทางกันพอดี!

เล่าก่อน เรื่อง Arthdal Chronicles เป็นซีรีส์แนวดราม่า-แฟนตาซี เกี่ยวกับการกำเนิดของอารยธรรมและรัฐชาติในยุคโบราณที่เกิดก่อนกาล ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความขัดแย้ง และการต่อสู้ของวีรบุรุษในตำนาน ณ เมืองอาธ (Arth) อาณาจักรโบราณ ซึ่งกำกับโดย คิมวอนซอก (จาก Sungkyunkwan Scandal, Misaeng, Signal และ My Mister) และเขียนบทโดย คิมยองฮยอน, ปาร์คซังยอน (จาก Deep Rooted Tree, Six Flying Dragons, Queen Seondeok)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

2 นักเขียนผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนบทซีรีส์ประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดในเกาหลี

“มันไม่เคยมีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่เล่าถึงยุคโบราณเลย สิ่งเดียวเกี่ยวกับยุคโบราณที่ผู้คนจะหยิบมาสร้างเป็นแก่นของเรื่องราวต่างๆ ก็คือ ปกรณัมกรีกและโรมันจากฝั่งโลกตะวันตก ซึ่งโลกยุคโบราณไม่ได้มีเพียงชาวคอร์เคเชียนเท่านั้น เราจึงคิดว่า Arthdal Chronicles จะเป็นโปรเจกต์ที่มีความหมายในการนำเสนอตำนานเกี่ยวกับวีรบุรุษที่มีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา” เขาว่าอย่างนั้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรื่องราวใน Arthdal Chronicles ดำเนินเรื่องผ่านบทบาทของ ‘อึนซอม’ (ซงจุงกิ) ชายหนุ่มผู้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเผ่าของตนเอง แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูใสซื่อ แต่สัญชาตญาณแห่งการปกป้องของเขานั้นกลับแข็งแกร่ง และเกิดมาพร้อมกับพลังจากดาวหางสีฟ้า ทำให้เขาไม่เคยลังเลที่ต่อสู้กับใครหน้าไหน

‘ทากน’ (จางดงกอน) บุตรแห่งซานุง หัวหน้าเผ่าแซนยอก ผู้มีรูปโฉมงดงามและเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ วีรบุรุษผู้มีรอยยิ้ม (เลือดเย็น) เปื้อนใบหน้าอยู่เสมอ ทว่าทากนกลับอันตรายนัก เขามักเก็บงำความรู้สึกไว้ โดยที่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าเขาจะระเบิดโทสะออกมาเมื่อไหร่

‘ทันยา’ (คิมจีวอน) เธอเป็นทายาทแห่งมารดาของเผ่าวาฮัน ผู้ระลึกได้ว่าชะตาของเธอมีไว้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์และโอบอุ้มประชาชนของเธอจากเผ่าอื่นๆ

และ ‘แทอารา’ (คิมอ๊กบิน) บุตรีแห่งผู้นำเผ่าแฮ หญิงงดงามที่สุดแห่งอาธดัลซึ่งกลับกระหายซึ่งอำนาจ แทอาราเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญเพลงดาบตั้งแต่อายุยังน้อย เธอมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สูงสุดในฐานะสมาชิกของเผ่าแฮ และเป็นผู้นำเทคโนโลยีทองแดงจากโลกตะวันตกเข้ามา

ขอสปอยล์เพียงเท่านี้…

Arthdal Chronicles กำลังจะฉายพร้อมกันทั่วโลกกว่า 190 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ใน Netflix สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชื่อดัง

ก่อนตามไปชมเรื่องนี้ The Cloud ขอพาไปคุยกับ 4 นักแสดงนำถึงการทำงานในบทบาทที่ได้รับและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งพิสูจน์ความสามารถในการแสดงออกมาอย่างเต็มเปี่ยม สมกับที่ทีมผู้สร้างเอ่ยปากว่า พวกเขาเป็นตัวละครในซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่เล่าเรื่องราวยุคโบราณของเกาหลีและถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์ Arthdal Chronicles หลังจากที่ได้อ่านบท

ซงจุงกิ : ผมมีความเคารพนับถือในตัวนักเขียนบทและผู้กำกับอย่างมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ดังนั้น ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากนี้ ตอนที่ผมได้อ่านบทครั้งแรกผมก็รู้สึกประทับใจมากในมิติและความลุ่มลึกของเนื้อเรื่อง ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นรู้สึกทึ่งกับจินตนาการของนักเขียนบทมากๆ

จางดงกอน : อย่างแรกเลยคือ ผมเป็นแฟนคลับตัวยงของนักเขียนบทคิมยังฮยอนและนักเขียนบทพัคซังยอน ผมสนใจคอนเซปต์การสร้างโลกก่อนยุคประวัติศาสตร์มาก และสมาชิกในทีมนักแสดงทุกคนก็เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนที่ผมอยากร่วมงานด้วย มันเลยเป็นอีกตัวแปรสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผมถูกดึงดูดโดย ‘ทากน’ ตัวละครที่ผมแสดง ผู้ยืนอยู่อย่างหมิ่นเหม่ระหว่างความดีและความชั่ว ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครตัวนี้ ซึ่งนับว่าเป็นตัวละครที่ดีที่นักแสดงคนไหนก็ต้องอยากเล่น

คิมจีวอน : ตอนที่ฉันอ่านบทเรื่องนี้ครั้งแรกฉันคิดกับตัวเองว่าเรื่องนี้สามารถผลิตเป็นซีรีส์เกาหลีได้จริงๆ เหรอ และฉันยังคิดต่อไปว่าถ้ามันทำได้จริงๆ มันน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นมากๆ แน่นอน ฉันหลงสเน่ห์คาแรกเตอร์ของทันยาตั้งแต่ได้อ่านบท และฉันชอบผลงานชิ้นก่อนๆ ของนักเขียนบททั้งสองท่าน และที่สำคัญที่สุดคือ พอรู้ว่าผู้กำกับคิมวอนซอกจะรับหน้าที่กำกับซีรีส์เรื่องนี้ มันทำให้ความตื่นเต้นของฉันทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

คิมอ๊กบิน : ฉันหยุดตื่นเต้นไม่ได้เลยหลังจากที่ได้อ่านบท มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างและพัฒนาเรื่องราวแบบนี้ และฉันก็รักตัวละครในเรื่องด้วย มันมีเผ่าพันธ์ุมากมายในเรื่อง และทุกๆ เผ่าพันธุ์มีความแตกต่างกัน

ทุกตัวละครในเรื่องมีเป้าหมายและความต้องการเป็นของตัวเอง มันน่าสนใจมากที่ได้อ่านว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อความต้องการเหล่านั้นซ้อนทับกัน บทดึงฉันไว้ให้คอยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดไป ฉันคิดว่าตัวเองคงโง่มากถ้าไม่ตกลงรับเล่นเรื่องนี้

ที่ผ่านมาคุณรับบทบาทเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ เป็นผู้นำ ทำเพื่อคนอื่น คิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ คาแรกเตอร์เหล่านี้เหมือนหรือต่างกับตัวตนจริงๆ ของคุณอย่างไร

ซงจุงกิ : มีทั้งเหมือนและไม่เหมือน ที่เหมือนชีวิตจริงของผมคือ คิดถึงคนอื่นก่อน และชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เรื่องความเป็นผู้นำผมไม่รู้ว่าทำได้ดีหรือเปล่า คนที่เหมาะกับคำว่าผู้นำน่าจะเป็นจางดงกอนมากกว่า เพราะเขาได้รับบทบาทและมีตัวตนจริงๆ ที่น่าจะตรงกับคำว่าผู้นำ ส่วนคาแรกเตอร์อื่นๆ ก็เหมือนตัวตนของผมครึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนครึ่งหนึ่ง ที่เหมือนที่สุดคือขี้เล่น ขี้แกล้ง ผมชอบแกล้งคนอื่น แล้วจางดงกอนก็รับมุกได้ดี ยิ่งทำให้ผมแกล้งคนอื่นได้มากกว่าเดิม

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรารู้มาว่าคุณเชี่ยวชาญการขี่ม้าอยู่แล้ว แต่การขี่ม้าในการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ต่างกันไหม

ซงจุงกิ : นับจากครั้งล่าสุดที่ผมซ้อมขี่ม้า ผมต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อที่จะกลับมาคุ้นเคยกับมัน ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ม้าที่อึนซอมขี่ชื่อว่า ‘โดอึล’ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่นั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มนุษย์ควบคุมสัตว์ แต่พวกเขาคือเพื่อนที่เท่าเทียมกัน ผมต้องฝึกฝนทักษะเพิ่มเพื่อที่จะแสดงจังหวะการเคลื่อนไหวให้เป็นธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาเยอะมากเพื่อฝึกฝน แม้กระทั่งในช่วงพักเบรกผมก็ยังอยู่บนหลังม้าเพื่อใช้เวลากับม้าให้มากขึ้น

พูดกันตรงๆ ผมชอบที่จะอยู่ใกล้กับม้า เพราะว่าเสื้อผ้าของอึนซอมนั้นบางมาก การอยู่บนหลังม้าจึงช่วยให้ร่างกายผมอบอุ่น (หัวเราะ) เรามีประสบการณ์สนุกๆ ระหว่างถ่ายทำซีนมอนทาจ (Montage) ในเชจู ตอนที่อึนซอมบอกกับโดอึลว่า

“ขอข้าปีนขึ้นไปบนหลังเจ้าได้ไหม ได้โปรดให้ข้าขึ้นไปเถิด” แล้วโดอึลก็ผลักให้อึนซอมล้มลงบนพื้น ผู้กำกับคิมตัดสินใจปล่อยให้การถ่ายทำดำเนินต่อไปโดยไม่สั่งคัต ทำให้ผมต้องด้นสด หลังจากนั้นม้าก็ค่อนข้างเป็นมิตรกับผมมากขึ้น ผมนั่งหมอบอยู่บนพื้นเหมือนสัตว์และเงยหน้าขึ้นมองม้า ทันทีที่เราสบตากันม้าก็ทิ้งตัวลงกลิ้งบนพื้น ผู้กำกับจับภาพนั้นไว้ได้ และคุณก็คงจะได้ชมฉากนั้นในตอนใดตอนหนึ่งของซีรีส์ หลังจากที่เราถ่ายทำฉากนั้นเสร็จ ทีมงานทุกคนต่างปรบมือให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ที่มีช่วงเวลาย้อนไปในอดีตที่เก่าแก่มากๆ ข้อมูลที่คุณใช้ศึกษาอ้างอิงต้องหายากมากแน่ๆ คุณทำอย่างไรบ้างเพื่อสวมบทบาทนี้

ซงจุงกิ : ผมคิดว่าคำถามนี้มีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว ด้วยตัวเรื่องที่ย้อนกลับไปในอดีตที่ไกลมาก ตอนที่ถ่ายทำผมเลยไม่ได้เข้าถึงบทบาทในฐานะซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ส่วนมากผมเลือกใช้การผสมผสานเทคนิคแอคติ้ง บุคลิก การพูด และท่าทาง ทั้งจากซีรีส์แนวย้อนยุคร่วมกับซีรีส์แนวสมัยใหม่ด้วย ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องจำกัดแนวทางของซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ แทนที่จะเปลี่ยนไปใช้เทคนิคแอคติ้งแบบอื่นเพียงเพราะว่านี่เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ในทางกลับกัน ผมเลือกที่จะละทิ้งองค์ประกอบบางอย่างที่เรามักจะพบเห็นในซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ไป

นอกจากนี้ อึนซอมยังเป็นตัวละครที่ไม่อยู่นิ่ง ผมไม่ได้แสดงบทนี้โดยการยืนอยู่กับที่ในขณะที่ถ่ายทำ อึนซอมเคลื่อนไหวไปทั่ว ทั้งขี่ม้า วิ่งไปรอบๆ ว่ายน้ำ กระโดดหน้าผา กระโจนลงจากหลังม้า หรือแม้แต่ปีนหน้าผา เขาเป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้น ผมจึงใช้เวลาครุ่นคิดถึงวิธีการที่ผมจะนำเสนอการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ซึ่งในบรรดาทั้งหมดแล้ว การขี่ม้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกขี่ม้า แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็จับจังหวะเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกัน

จางดงกอน : ซีรีส์นี้เกิดขึ้นในยุคสำริด สาเหตุที่อาธดัลมีความก้าวหน้าและเป็นเมืองศิวิไลซ์เมื่อเทียบกับชนเผ่าอื่นๆ นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีลับของพวกเขาซึ่งใช้สำริดเป็นเครื่องมือ แต่แน่นอนว่าคุณจะไม่ได้เห็นภาพของมนุษย์ยุคบรรพกาลวิ่งไปมาและส่งเสียงแทนการพูดภาษาคนหรอกนะ (หัวเราะ) เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกสมมติซึ่งสร้างขึ้นมาจากจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้น ตัวละครจึงมีปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในยุคหลัง ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครจึงคล้ายคลึงกับสิ่งที่เรารู้สึกในทุกวันนี้มากๆ ผมจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นอะไรที่ยากเป็นพิเศษในการแสดงความรู้สึกทั่วไป อย่างความสุขหรือความเศร้าของตัวละครของผม

เนื่องจากทากนเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาธดัลและเป็นตัวละครที่มีสเน่ห์มาก ผมคิดว่ามันจะดูสมจริงขึ้นหากตัวละครนี้มีร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆ ผมจึงออกกำลังกายหนักมาก เหมือนจะหนักที่สุดในชีวิตเท่าที่ผมเคยทำเลยด้วยซ้ำ ผมตั้งใจจะเพิ่มน้ำหนักตัวให้ได้ 10 กิโลกรัม แต่ผมทำได้แค่ 8 กิโลกรัมเท่านั้นครับ

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงช่วงชีวิตตลอด 20 ปี เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของพลังในตัวเขา ดังนั้น ผมจึงตั้งใจถ่ายทอดเสียงและบุคลิกของทากนให้ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ กระทั่งกลายเป็นชายหนุ่มที่น่าเชื่อถือในที่สุด

คิมจีวอน : เพราะมันเป็นยุคที่เก่ามาก ฉันไม่สามารถจินตนาการภาพออกมาได้ด้วยตัวเองเลย ต้องอาศัยศึกษาเอาจากหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่หลังจากที่เริ่มถ่ายทำและเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันก็เข้าใจขึ้นมาว่า ‘อ๋อ บทมันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อแบบนี้นี่เอง’

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การได้ลองสวมบทบาทใหม่ๆ ทำให้นักแสดงแต่ละท่านได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยเฉพาะกับบทบาทในเรื่องนี้

ซงจุงกิ : อย่างแรกเลยผมอิจฉาอึนซอมในเรื่องนี้มาก เพราะถ้าเราทุกคนมีชีวิตและความคิดแบบอึนซอมในเรื่องคงจะไม่มีความเครียด ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องสงสัยใคร ไม่ต้องกลัวใครหักหลัง มีความบริสุทธิ์ในตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ได้คงจะมีความสุขน่าดู

จางดงกอน : การได้รับบทบาทใหม่ๆ เหมือนการได้รับประสบการณ์ใหม่เรื่อยๆ เพราะชีวิตจริงของผมคงเป็นเหมือนบทบาทที่แสดงไม่ได้ สำหรับบททากน ตอนแรกคนดูคงอธิบายไม่ได้ว่าคนนี้เป็นคนดีหรือคนร้าย เพราะคนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกเป็นใคร เขาก็จะมองว่าคนนี้ต้องเป็นตัวร้ายแน่เลย แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป มันมีมุมที่เขาเป็นคนดีด้วย เขาทำเพื่อเผ่าพันธุ์ของเขา การตีบทนี้ให้แตกจึงยากพอสมควร ผมต้องเรียนรู้วิธีคิดของตัวละคร มันเป็นเหมือนผลงานชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งของผม ผมเล่นบทร้ายมาหลายเรื่อง เล่นหนังฟอร์มใหญ่มาหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยาก เป็นความท้าทายมาก

คิมจีวอน : ฉันได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น ในบทพูดถึงชีวิตของคนหลายเผ่าพันธุ์ เวลาแสดงจะไม่ค่อยมีบทบาทที่เน้นตัวละครคนเดียวหรือ 2 คน ไม่ได้มีซีนแสดงอารมณ์คนเดียวมากนัก เวลาเล่นต้องรู้บทคนอื่นที่ถ่ายร่วมกันด้วย นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มากที่สุด ละครเรื่องอื่นฉันไม่ได้แสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่นเยอะขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน

คิมอ๊กบิน : ฉันได้มิตรภาพใหม่ๆ จากการถ่ายทำครั้งนี้ เนื่องจากมีทั้งรุ่นพี่และคุณจีวอนมีของกินให้ฉันตลอดเวลา การถ่ายทำร่วมกันใช้เวลานาน แต่ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เข้ากันได้ดี ตลอดการถ่ายทำจึงไม่น่าเบื่อ ถึงเหนื่อยก็ยิ้มได้ เพราะทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็สู้ไปด้วยกัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

บทบาทของผู้หญิงในเรื่องต่างจากผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างไร

ซงจุงกิ : ที่ผมรู้สึกได้คือ ยุคสมัยในเรื่องปกครองโดยผู้หญิง หัวหน้าเผ่าก็เป็นผู้หญิง เวลาส่งตำแหน่งต่อก็ส่งให้ผู้หญิง

คิมอ๊กบิน : ในซีรีส์สมัยโชซอนเราจะเห็นคาแรกเตอร์ของผู้หญิงที่น่าอึดอัด ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้หญิง แต่สมัยนั้นมองว่าผู้หญิงต้องมีสถานะแค่นี้ ต้องไม่มีปากมีเสียง ต้องทำตามสิ่งที่ผู้ชายบอก แต่ในเรื่องนี้เผ่าของจีวอนก็มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าเผ่า แต่เผ่าของฉันไม่แบ่งหญิงชาย ผู้นำเป็นใครก็ได้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีความเป็นผู้นำ ปกครองคนได้ แต่การจะรับตำแหน่งต่อได้ต้องตามสายเลือดเท่านั้น ในเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลังผู้ชาย ทุกคนมีสิทธิ์ มีหน้าที่ เหมือนกัน แค่พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรามองตัวละครผู้หญิงในเรื่องในมุมเฟมินิสม์ได้ไหม

คิมจีวอน : สมัยนั้นคนยังไม่คิดว่าผู้ปกครองต้องเป็นหญิงหรือชาย แค่พิสูจน์ได้ว่าฉันมีความสามารถพอจะปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ก็พอ เนื่องจากบทบาทของทันยาคือรับอำนาจมาทางสายเลือด เขาก็คิดแค่เขาต้องเป็นผู้นำอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะฉะนั้น ไม่น่ามีความคิดว่าต้องแบ่งแยกเรื่องหญิงชาย ฉันปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ ฉันก็จะได้รับการยอมรับจากคนอื่นให้ดำรงตำแหน่งนี้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การต่อสู้ของตัวละครหญิงในเรื่องเป็นการต่อสู้ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง หรือการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง

คิมอ๊กบิน : บทของฉันไม่ได้บอกว่าต่อสู้ในฐานะผู้หญิงหรือหัวหน้า แต่ในเรื่องนี้เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะทันยา เขาเลยต้องสู้เพื่ออำนาจสูงสุด

ถ้าคุณคือแทอารา จะเลือกอะไรระหว่างอำนาจและความรัก

คิมอ๊กบิน : ฉันคิดว่าฉันก็คงจะเลือกอำนาจเหมือนกัน ความรู้สึกมันเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา แต่อำนาจสิยั่งยืน แต่เดี๋ยว… อำนาจก็ถูกยึดไปจากคุณได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

ความท้าทายในการรับบทบาทในเรื่องนี้

จางดงกอน : เป็นความยากเรื่องการแสดง เพราะตัวละครตัวนี้ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่บอกใคร การเก็บอารมณ์มันก็ยาก ผู้กำกับเลยบอกให้คิดตามความเป็นจริง คือไม่ต้องเก็บอารมณ์นั้นเอาไว้ และให้เรารู้สึกแบบเดียวกับทากน แล้วถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมา นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่ต้องสื่อออกมาให้ได้เหมือนที่ผู้กำกับต้องการ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

คิมจีวอน : ตอนแรกมันยากนิดหน่อยในการจินตนาการถึงบุคลิกและมารยาทในการพูดของตัวละคร แต่พอฉันให้เวลากับการอ่านบทมากขึ้น ฉันก็ตระหนักได้ว่าผู้คนจะมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยสัตว์หรือโรคภัย และฉันคิดว่ามนุษย์ที่แข็งแรงกว่า แกร่งกว่า และว่องไวกว่า หรือคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น ที่จะอยู่รอด ทำให้ฉันคิดไปถึงว่าเผ่าวาฮัน ทันยา หรืออึนซอม จะต้องเฉลียวฉลาด สามารถตอบสนองต่อภยันตรายได้อย่างรวดเร็ว และจะต้องระแวดระวังความเสี่ยงอยู่เสมอ

พูดอีกอย่างก็คือ ฉันสร้างตัวละครขึ้นมาตามที่ฉันจินตนาการ ในขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เล่าอยู่ในช่วงยุคก่อน แต่การเป็นอยู่ของผู้คนและความต้องการต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากทุกวันนี้เสียเท่าไหร่

คิมอ๊กบิน : ตัวละครในเรื่อง Arthdal Chronicles ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง แต่แทอาราเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เธอถูกใช้เป็นวิธีในการสร้างอำนาจ  มันเลยขับเคลื่อนความกระหายของเธอ สร้างอำนาจเพื่อออกมาจากจุดนั้น คำพูดของเธอสามารถทิ่มแทงผู้คนได้เหมือนเหล็กใน และเธอก็เยือกเย็นและแหลมคมได้ราวกับดาบ ซึ่งฉันมองว่านั่นเป็นความน่าสนใจของตัวละครนี้ เธอปิดบังความเจ็บปวดทรมานของเธอในตอนที่เธอไร้อำนาจไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเห็นใจเธอ

และกับคนที่เธอแคร์จริงๆ เธอจะรักพวกเขามาก แต่ในฐานะที่เธอเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เธอสามารถก้าวผ่านและกลายเป็นคนเยือกเย็น แม้แต่ตอนที่เธอเข้าใจทุกสิ่งในหัว เธอกลับพบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งนั้นด้วยหัวใจของเธอ มันเลยทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่คาดคิดลงไป นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจสำหรับตัวละครนี้ และฉันพยายามที่จะเน้นย้ำมัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้มีความเป็นสากลแค่ไหน จะเข้าถึงคนทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ได้ไหม เหมือนอย่างที่มีคนบอกว่าเรื่องนี้จะเป็น Game of Thrones ยุคใหม่

ซงจุงกิ : คงเทียบกับ Game of Thrones ไม่ได้ เพราะผมยังไม่ได้ดู เลยไม่รู้ว่าจะเหมือนแค่ไหน เรื่องนี้พระเอกเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะมีส่วนคล้ายกับชีวิตผู้ชม เรื่องความรัก ความโลภ ความหลงต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน พื้นที่ไหน ก็เหมือนกัน ตัวเนื้อเรื่องน่าจะทำให้ทุกคนสนุกได้ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การที่ซีรีส์เรื่องนี้จะเผยแพร่บน Netflix กว่า 190 ประเทศ และมีผู้ชมมากถึง 148 ล้านคน คุณรู้สึกยังไงบ้าง

ซงจุงกิ : ผมอยากรู้ว่าผู้ชมจะมีความเห็นอย่างไรต่อซีรีส์เรื่องนี้ ผมหวังว่าผู้ชมจะรู้สึกบันเทิงไปกับเรื่องราว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมหวังว่าผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างและความเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์เรื่องนี้ อยากให้ผู้ชมรับรู้ว่าคุณสามารถมองหาซีรีส์ที่มีคุณภาพน่าจับตามองได้ในประเทศเกาหลี อย่างที่หลายคนคงทราบว่าคุณภาพของซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับดีมาก แต่เนื่องจากว่าซีรีส์ของเราจะถูกเผยแพร่ในหลายประเทศ ผมจึงอยากที่จะเห็นกระแสตอบรับจากผู้ชมที่อยู่ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ช่วยแชร์ความเห็นกับผมด้วยนะครับ ผมอยากรู้มากๆ

จางดงกอน : โดยปกติแล้วเมื่อภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องหนึ่งถูกผลิตขึ้นมา กลุ่มผู้ชมหลักที่เราสนใจก็คือคนเกาหลี แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ Netflix เปิดโอกาสให้พวกเราสามารถผลิตซีรีส์ที่มีกลุ่มผู้ชมหลักจากทั่วโลก นั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่าอยู่นิดๆ ด้วย

อย่างแรกสุดเลย ผมอยากขอบคุณผู้ชมจากทั่วโลกที่รอชม Arthdal Chronicles อยู่ การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้คือการเดินทางอันแสนยาวนานที่ใช้เวลาไปกว่า 9 เดือน นักแสดงและทีมงานทุกคนต่างก็ทำงานกันอย่างหนักเพื่อโปรเจกต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจที่จะบอกว่า พวกเรามีซีรีส์ที่ดีเยี่ยมจะนำเสนอให้คุณได้รับชม

คิมจีวอน : การที่ได้ยินและคิดว่า Arthdal Chronicles จะมีผู้ชมที่มากมายขนาดนั้นผ่าน Netflix ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าเลย ฉันยังไม่ได้เห็นผลงานหลังจากที่ใส่เสียง VFX และผ่านการตัดต่อทั้งหมดจนเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ฉันคิดว่าฉันเองก็คงจะได้สนุกไปพร้อมๆ กับผู้ชมท่านอื่นนั่นแหละ พวกเราทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างหนักเพื่อซีรีส์เรื่องนี้ ฉันคาดหวังว่าคนดูจะสนุกและคิดว่า ว้าว สิ่งนี้มันสุดยอดไปเลย ฉันไม่เคยคิดถึงภาพประวัติศาสตร์แบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย

คิมอ๊กบิน : ฉันเองก็เป็นแฟนตัวยงของ Netflix ดังนั้น นี่เลยเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและตื้นตันมาก ฉันหวังว่าจะมีผู้ชมมากมาย

และเพราะนี่เป็นซีรีส์ที่พูดถึงจุดแรกเริ่มของเกาหลี ฉันคิดว่าคงจะได้ผลตอบรับที่แตกต่างไปจากซีรีส์เกาหลีย้อนยุคเรื่องอื่นๆ พวกเราพยายามอย่างหนักในการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นมา ฉันเลยตื่นเต้นว่าเราจะได้รับผลตอบรับแบบไหน แฟนพันธ์ุแท้หนังย้อนยุคจะต้องชอบเรื่องนี้แน่ๆ มันเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ความขัดแย้ง ฉากต่อสู้ และฉากที่น่าตกตะลึงมากมาย

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรคือเหตุผล 3 ข้อที่เราต้องดูเรื่องนี้

ซงจุงกิ : หนึ่ง มีซงจุงกิ สอง มีจางดงกอน สาม มันสนุก

คิมจีวอน : บรรยากาศธรรมชาติในเรื่องไม่เหมือนในซีรีส์เรื่องไหน มีความลี้ลับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วฉันชอบ และอยากให้ผู้ชมได้เห็นบรรยากาศที่เป็นฉากของเรื่องที่สมจริง

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load