คามิน เลิศชัยประเสริฐ เพิ่งชักชวนเพื่อนศิลปินร่วมสมัยอีก 24 ท่าน ส่งผลงานส่วนตัวมาจัดงานประมูลศิลปะภายใต้โครงการ ART Auction for AIR เพื่อระดมทุนสำหรับให้กลุ่ม ‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ นำไปเป็นค่าดำเนินการเคลื่อนไหวแก้ปัญหาฝุ่นละอองในเชียงใหม่และภาคเหนืออย่างจริงจัง โดยจะจัดประมูลกันวันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่โครงการ One Nimman

ศิลปะเพื่อลมหายใจ : โครงการศิลปะของ  คามิน เลิศชัยประเสริฐ  และเพื่อน เพื่ออากาศที่ดีของเชียงใหม่และโลก

นอกเหนือจากเป็นงานประมูลศิลปะสาธารณะครั้งแรกในเชียงใหม่ที่รวมผลงานของศิลปินร่วมสมัย ‘บิ๊กเนม’ ของประเทศไว้มากมาย (อินสนธิ์ วงศ์สาม, สมลักษณ์ ปันติบุญ, ชาติชาย ปุยเปีย, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ฯลฯ) หากผมสนใจบทบาทของการเป็น ‘ตัวตั้งตัวตี’ ในการทำงานศิลปะโดยมีเป้าประสงค์ต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงซีรีส์ผลงานล่าสุดของเขาที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกำลังจะจัดแสดงในนิทรรศการ ART for AIR เดือนเมษายน ปี 2020 นี้ ที่จังหวัดเชียงใหม่

และนั่นคือที่มาของการสนทนา และบทความนี้

ศิลปะเพื่อลมหายใจ : โครงการศิลปะของคามินและเพื่อน เพื่ออากาศที่ดีของเชียงใหม่และโลก

เกรต้า ธันเบิร์ก

เกรต้า ธันเบิร์ก ทำหน้าถมึงทึงอยู่บนแคนวาสที่พิงไว้บนผนังกลางสตูดิโอของคามิน เลิศชัยประเสริฐ

เป็นงานศิลปะ งานจิตรกรรมชิ้นล่าสุดของศิลปิน กระนั้นผมก็กลับได้ยินเสียงแว่วมาจากในรูป ทักทายผมด้วยประโยค How dare you?

เกรต้า ธันเบิร์ก โดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ที่บ้านของศิลปินในซอยวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เรานัดพบกันในปลายเดือนธันวาคม ในปีที่อากาศหนาวเย็นกว่าปีไหนๆ หากปัญหาฝุ่นควันที่ควรจะมา (อยู่เป็นประจำ) ในเดือนมีนาคม ก็กลับมาเยือนคนเชียงใหม่เร็วกว่าปีใดๆ

เจ้าของบ้านทักทายผมด้วยคำถาม รู้สึกอย่างไรกับผู้หญิงในรูป

คามินวาดรูปด้วยการเปิดคลิปสุนทรพจน์ฉบับเต็มของ เกรต้า ธันเบิร์ก ที่เธอพูดบนเวที UN Climate Summit 2019 เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562 ที่นิวยอร์ก ผ่านช่องข่าวของ Workpoint News ในยูทูบ หยุดเวลาไว้ตรงนาทีที่ 0.51 ณ ขณะที่เกรต้าพูดขึ้นว่า “และระบบนิเวศกำลังล้มลง”

แตกต่างจากรูปต้นฉบับตรงบริเวณซับไตเติลภาษาไทยของคามิน คำว่า ‘ล้มลง’ นั้นได้ล้มลงไปจากบรรทัดตามความหมายจริงๆ

เกรต้า ธันเบิร์ก โดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ขณะที่หลายคนมองว่านี่คือสุนทรพจน์ที่สั่นสะเทือนจิตสำนึกของผู้ใหญ่และของโลก บางส่วนก็มองว่านี่เป็นเพียงอาการดราม่าโดยไม่ดูบริบทของเด็กหญิงคนหนึ่ง หรือถึงขั้นมองว่านี่เกรต้าเป็นเพียงหุ่นเชิดให้เอ็นจีโอผ่านการเขียนบท กระทั่งกับคนที่มีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกันยังมีมุมมองตอบรับเกี่ยวกับสุนทรพจน์ของเกรต้าแตกต่างกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคามินจึงถาม

หนึ่งในศิลปินไทยร่วมสมัยที่ได้รับการยอมรับระดับสากลมากที่สุด สร้างชื่อจากผลงานด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ตั้งแต่ภาพถ่าย จิตรกรรม ประติมากรรม รวมถึงศิลปะติดตั้ง และภาพเคลื่อนไหว คามินก่อตั้งมูลนิธิที่นาร่วมกับฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และสถาปนาพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยของทศวรรษที่ 31 พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งใจนำเสนอสิ่งของซึ่งเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือจิตวิญญาณของผู้คนในฐานะงานศิลปะ จากคานาซาวา ประเทศญี่ปุ่น ไปถึงชิคาโก เชียงใหม่ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2 ปีก่อนที่เขาจะได้รับรางวัลศิลปาธร (ประจำ พ.ศ. 2560) ศิลปินเปลือยกายนั่งสมาธิแทนประติมากรรมเปลือยของเขาเอง ซึ่งจัดแสดงที่ Palais de Tokyo ประเทศฝรั่งเศส และล่าสุดเขากำลังมีนิทรรศการเดี่ยว “…” (อ่านว่า ‘ว่าง’) จัดแสดงที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ซึ่งจะสิ้นสุดไปในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563 

หากใครติดตามผลงานของคามินจะทราบดีว่างานส่วนใหญ่ของเขาสะท้อนมุมมองปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะปรัชญาเต๋าและเซน ชิ้นงานจิตรกรรมฝีแปรงหนาและหนัก บ้างเป็นกลุ่มคำที่ทำให้ผู้ชมได้ฉุกคิด หรือไม่ก็ภาพเขียนนามธรรมที่ชวนให้ไตร่ตรอง หากไม่นับงานประติมากรรมที่เขาถอดแบบและสร้างสรรค์ขึ้นมาจากการทำเหมือนบุคคลจริง ภาพเขียนเรียลลิสติกของเกรต้า ธันเบิร์ก ที่เขาเพิ่งวาดเสร็จ ถือเป็นงานที่แปลกออกไปจากเส้นทางการทำงานตลอดหลายปีของเขา ราวกับเป็นผลงานของศิลปินคนละคน

ศิลปะเพื่อลมหายใจ : โครงการศิลปะของคามินและเพื่อน เพื่ออากาศที่ดีของเชียงใหม่และโลก

“จริงๆ ผมเพิ่งรู้จักเกรต้าไม่กี่วันมานี้เองนะ” คามินพูดขึ้น โดย ‘ไม่กี่วัน’ ที่ว่านั้น คือไม่กี่วันหลังจากที่เกรต้าขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ไปหลายเดือน ฝุ่นตลบจากดอกไม้และก้อนอิฐในโลกอินเทอร์เน็ตที่มีต่อท่าทีของเธอจางหายไปนานแล้ว

“เปิดวนดูอยู่หลายรอบมาก นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ดูสุนทรพจน์ที่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า”

เช่นเดียวกับผู้ใหญ่อีกหลายคน คามินเข้าใจถึงความเดือดดาลของเกรต้าและตระหนักถึงความเฉยเมยและปล่อยปละละเลยในการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง แต่แทนที่เขาจะแชร์คลิปวิดีโอดังกล่าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เหมือนอีกหลายล้านคนบนโลกโซเชียล เขากลับเลือกที่สร้างงานจิตรกรรมทำซ้ำรูปของเกรต้าขณะกล่าวสุนทรพจน์อย่างตรงไปตรงมา

วางกาน้ำชาบนโต๊ะ นั่งลง และบรรจงรินน้ำชาลงถ้วยเซรามิก

“คุณคิดเห็นอย่างไรกับคนในรูป” ศิลปินถามผมอีกครั้ง

เกรต้า ธันเบิร์ก โดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ

สภาลมหายใจเมืองเชียงใหม่

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ คือคนที่นำพาเกรต้า ธันเบิร์ก เข้ามาในจิตสำนึกของคามิน

ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาชัชวาลย์โทรศัพท์หาคามิน บอกจุดประสงค์ว่าเขากับพันธมิตรกำลังจะก่อตั้ง ‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ ภาคประชาสังคมที่ระดมกำลังทุกภาคส่วนในการแก้วิกฤตฝุ่นละอองในเชียงใหม่ ชัชวาลย์อยากให้คามินช่วยออกแบบโลโก้ให้แก่กลุ่ม เพื่อจะได้นำโลโก้ดังกล่าวไปทำเป็นของที่ระลึกวางจำหน่าย นำเงินมาสมทบทุนในการดำเนินกิจกรรม

อย่างไรก็ดี คามิน-ศิลปินที่นับถือชัชวาลย์ในฐานะคนทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยอุดมการณ์อย่างแท้จริงกลับปฏิเสธ

“ผมบอกพี่ชัชวาลย์ไปว่า ในเวลาเท่ากันกับการออกแบบโลโก้ ผมวาดรูปชิ้นเดียว แล้วเอาไปขาย ยังได้เงินมามากกว่า ให้ผมช่วยพี่ด้วยวิธีอื่นดีกว่า เลยเสนอไอเดียในการชวนเพื่อนศิลปินคัดเลือกชิ้นงานของตัวเองคนละหนึ่งชิ้น มอบให้กองทุนนี้เอาไปประมูล หาเงินมาขับเคลื่อนโครงการจะดีกว่า” คามินกล่าว และนั่นคือที่มาของงานประมูลศิลปะที่กำลังจะเกิดขึ้น

คามินไล่โทรศัพท์หาเพื่อนศิลปิน ชวนให้พวกเขาบริจาคผลงานมาประมูล ซึ่งแน่นอน ทุกคนมีคำถาม-เอาเงินไปทำอะไร สภาลมหายใจเชียงใหม่คืออะไร ใครคือสภาลมหายใจฯ เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง อนาคตจะทำอะไร และอีกมากมาย ซึ่งคามินตอบคำถามไม่ได้

“ผมบอกแค่ว่าผมเชื่อพี่ชัชวาลย์ เขาทำงานจริงและน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เลยนัดทุกคนมาที่บ้าน และนัดให้พี่ชัชมาเล่าถึงโครงการให้ทุกคนฟัง ใครไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อเขา” คามินกล่าว

ศิลปะเพื่อลมหายใจ : โครงการศิลปะของคามินและเพื่อน เพื่ออากาศที่ดีของเชียงใหม่และโลก

หากคุณทำงานภาคประชาสังคม ไม่มีทางที่จะไม่รู้จัก ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา และประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา พร้อมไปกับการขับเคลื่อนด้านศิลปวัฒนธรรมและการศึกษา ชัชวาลย์อยู่ในแวดวงเอ็นจีโอเพื่อสิ่งแวดล้อมมาทั้งชีวิต เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำกิจกรรมต่อต้านการสร้างบ้านพักของข้าราชการศาลที่ขึ้นไปปลูกบนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ (บ้านป่าแหว่ง) และขับเคลื่อนในการรณรงค์เพื่อแก้ปัญหามลภาวะของเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

เพื่อภาพของสภาลมหายใจฯ ที่สมบูรณ์ นี่คือปากคำของเขา

“ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดหมอกควัน เราโทษกันไปมาอีกไม่ได้แล้ว นี่เป็นปัญหาที่เชื่อมกันหมด ทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตทั้งในเมืองและชนบท และเศรษฐกิจ สภาลมหายใจเชียงใหม่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานประสานกันทุกส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน อย่างการหาวิธีการจัดการไร่ข้าวโพดอย่างยั่งยืน การจัดการกับป่าผลัดใบโดยไม่ต้องเผาใบไม้ หรือรณรงค์ด้านขนส่งมวลชนเพื่อลดการใช้พาหนะส่วนตัวในเมือง เป็นต้น

“อย่างที่บอกว่าปัญหามันเชื่อมกันหมด ถ้าจะแก้ไขก็ต้องแก้กันในทุกส่วน เพื่อให้วิกฤตมันหายไปอย่างยั่งยืน” ชัชวาลย์กล่าว

แน่นอน เมื่อมองว่าทุกคนในเมืองมีส่วนทำให้เกิดหมอกควัน แม้ไม่ได้เป็นคนเผาใบไม้หรือขยะ การที่คามินระดมเงินทุนผ่านการประมูลศิลปะ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของเมืองที่เขาอาศัย

“ตอนแรกคิดกันว่าจะชวนศิลปินสร้างงานขึ้นมาใหม่และทำการประมูลกัน แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ก็กลัวกันว่าจะทำไม่ทันหรือทำแล้วงานอาจไม่มีคุณภาพมากพอ ซึ่งอาจหาเงินจากการประมูลไม่ได้ เลยให้ศิลปินแต่ละท่านเลือกงานที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ส่งมาประมูลดีกว่า ขณะเดียวกันก็ชวนศิลปินร่วมสมัยที่อยู่ในภาคเหนือ มาสร้างงานขึ้นมาใหม่โดยมีเนื้อหาเชื่อมโยงไปกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วจัดแสดงนิทรรศการกันอีกทีเดือนเมษายนนี้” คามินกล่าว

ศิลปะเพื่อลมหายใจ : โครงการศิลปะของคามินและเพื่อน เพื่ออากาศที่ดีของเชียงใหม่และโลก
ภาพ : พรเทพ จิตต์ผ่อง

คามินเลือก Miracle งานจิตรกรรมสีอะคริลิก เขียนคำว่า ‘ปาฏิหาริย์’ จากชุด “…” ส่งเข้าประมูล ขณะที่งานที่เขาจะทำขึ้นมาใหม่เพื่อจัดแสดงในหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (หอศิลป์สามกษัตริย์) ในเดือนเมษายนนี้ เขาคิดถึงการสร้างงานที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการรับรู้เรื่องสภาวะอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมของทั้งโลก เนื่องจากทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน

และนั่นทำให้เขาคิดถึงเกรต้า ธันเบิร์ก

Pure Perception

คุณบอกว่าคุณเพิ่งรู้จักเกรต้า ธันเบิร์ก จากการรีเสิร์ชเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อทำงานศิลปะไม่กี่วันที่ผ่านมา

ใช่ มันเหมือนถูกตบหน้า ไม่ใช่เพิ่งมารู้จักนะ เห็นข่าวตั้งแต่วันที่เด็กคนนี้กล่าวสุนทรพจน์แล้ว แต่ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง มองว่าเป็นอีกข่าวหนึ่งในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งมารีเสิร์ชจริงจัง และเปิดฟังอย่างตั้งใจ ผมเหมือนถูกเขาตบหน้า เด็กอายุ 16 ที่จริงจังกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผมอายุปูนนี้แล้ว ตระหนักด้วยว่าโลกมันกำลังแย่ แต่ก็กลับเฉยเมยมาตลอด ทำไมเราจึงมักง่ายได้มากขนาดนี้ และไอ้ความมักง่ายของเรามันก็สะสมมากขึ้นๆ จนเด็กคนหนึ่งทนไม่ไหว และลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา

แล้วยิ่งพอไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับเกรต้า เขาไม่ใช่เพิ่งจะมาทำวันสองวัน เขาทำมาหลายปีแล้ว ซึ่งผมก็รู้สึกได้ถึงพลังงาน ซึ่งเป็นพลังงานที่ผมคิดมาตลอด แบบเดียวกับที่ผมทำพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณ แห่งศตวรรษที่สามสิบเอ็ด เปรียบร่างกายเป็นพิพิธภัณฑ์ และจิตวิญญาณคืองานศิลปะ ผมเห็นถึงจิตวิญญาณของความทุ่มเท ความห่วงใย ความรักที่เขามีต่อธรรมชาติ จนทำให้เราขนลุก เด็กตัวแค่นี้มันกล้าหาญ มันไม่ประนีประนอมต่อโลก และผมกำลังสูญเสียความสร้างสรรค์แบบเด็กคนนี้ไป

เลยคิดจะวาดรูปเกรต้าเสียเลย

เหมือนโมเนต์ มองดอกบัวแล้วประทับใจ ก็เลยวาดรูปดอกบัว ผมเห็นเกรต้าในยูทูบ ก็วาดรูปจากยูทูบ

ผมอยากพูดถึงเรื่องพลังงานของคนคนหนึ่ง เด็กคนหนึ่งที่คิดเรื่องนี้ทั้งชีวิตแล้วทุ่มเท มันทำให้เราเกิด Awareness ผมคิดว่าคนที่ดูรูปนี้ คลิปนี้ อาจจะรู้สึกอย่างเดียวกับผม ที่ทำให้เรารู้สึกไม่อยากเมินเฉยกับมันอีกต่อไป คำพูดของเด็กคนนี้มีพลัง เพราะมันบริสุทธิ์ มันมีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องเชื่อตัวเด็กก็ได้ แต่ให้เชื่อนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้ามาหลายสิบปี เมื่อเด็กคนนี้ตระหนักได้ดีและหยิบขึ้นมาพูด บางคนอาจมองว่าเด็กคนนี้ใช้อารมณ์ แต่เขากำลังพูดข้อเท็จจริง

คุณเชื่อว่าเกรต้าเป็นสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนให้คนเมินเฉย หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม

อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นคนที่เมินเฉยต่อสิ่งแวดล้อมหรอก เพียงแต่เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน ผมสนใจในด้านศาสนา แต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ ถ้าอากาศมันเป็นพิษ ถ้าน้ำท่วมโลก เกิดภัยพิบัติ หรือกระทั่งสงคราม คนที่ยึดถือในศาสนาจะมีความสุขได้อย่างไร จากที่ไม่คิดว่ามันเป็นความเร่งด่วน แต่พอรีเสิร์ชข้อมูล น้ำจะท่วมหลายๆ ที่ของโลกแค่ชั่วอายุคนเองนะ

คามิน เลิศชัยประเสริฐ

คนมักเข้าใจว่าการศึกษาเซนอย่างที่คุณศึกษาคือการปล่อยวาง พาตัวให้หลุดพ้นจากปัญหา

ไม่เลย เซนมันคือการเชื่อมโยง เรามองว่าทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน ชีวิตเราจะมีความสุขได้อย่างไร ถ้าคนรอบตัวไม่มีความสุข สังคมที่คุณอยู่ไม่มีความสุข เราคือสังคม เราแยกตัวออกจากมันไม่ได้ ถ้าเราคิดดี ผลดีก็ส่งต่อถึงคนอื่น เช่นเดียวกับถ้าเราคิดชั่ว ความชั่วมันก็ถูกส่งต่อให้คนอื่น

หลายคนมักเข้าใจการปล่อยวางคือการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งผิด นั่นคือความขี้เกียจ การปล่อยวางคือการที่เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างด้วยศักยภาพของเราอย่างเต็มที่แล้ว และสุดท้ายผลลัพธ์มันอาจไม่เป็นใจ แต่เราก็รับมือกับมันได้

เซนจริงๆ คือการเข้าใจกฎธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ระบบนิเวศ การเข้าใจในหน้าที่ของตัวเองในสังคมก็เป็นการเข้าใจกฎธรรมชาติ ในฐานะศิลปิน ผมสามารถทำงานศิลปะเพื่อระดมเงินทุนให้คนที่ทำงานด้านให้การศึกษาหรือการรณรงค์ขับเคลื่อนต่อไปได้ ใครทำอะไรได้ก็ช่วยกันไป อย่างคุณเป็นนักข่าว คุณมีหน้าที่นำความจริงมาเผยแพร่ ก็เป็นหน้าที่หนึ่งในกฎธรรมชาติ

การมองอากาศก็เป็นส่วนหนึ่งของเซน ท้องฟ้าอากาศมันไม่มีประเทศไง มันไม่ได้บอกว่านี่อากาศของไทย อันนี้ของพม่า แต่มันคืออากาศเดียวกันทั้งโลก เวลาผมมองปัญหามลภาวะของเชียงใหม่ จึงไม่ได้เห็นแค่ในเชียงใหม่ แต่มันส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ รวมถึงต่อเพื่อนบ้าน และต่อโลก 

ถ้ามีคนโต้แย้งว่าโลกเดินทางมาไกลเกินจะหันหลังกลับแล้ว ตื่นตัวไปก็เท่านั้น

แต่คุณจะทนอยู่ในเชียงใหม่ หรือในประเทศที่ทุกฤดูแล้งก็มีมลภาวะทางอากาศรุนแรงอย่างนี้ได้ตลอดหรือ คุณจะต้องหาหน้ากากมาสวมตอนออกจากบ้านทุกวันในรอบหนึ่งหรือสองเดือนของทุกปีได้หรือ

คนส่วนใหญ่ก็คิดแบบนี้ เพราะคิดว่าชีวิตประจำวันเราไม่อาจเลี่ยงอะไรได้เลย เราไม่สามารถนั่งเรือข้ามมหาสมุทรแทนการนั่งเครื่องบินแบบเกรต้าได้ ขณะเดียวกันลำพังแค่กินเนื้อสัตว์ ก็ส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อให้นายทุนนำมาเลี้ยงอาหารสัตว์ ซึ่งทำให้ต้องเกิดการเผาไร่ เผาป่าอีก แต่ถ้าเราตระหนัก และรู้จักเลือกใช้ เลือกบริโภคเท่าที่จำเป็นจริงๆ ทำคนเดียวมันไม่เห็นผลหรอก แต่ถ้าคนตระหนักพร้อมกันในจำนวนมหาศาล มันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ผมมาคิดเลยว่าทำไมเกรต้าทำได้ เขาไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเอง แต่เขาเปลี่ยนพ่อแม่ เปลี่ยนเพื่อนที่โรงเรียน และกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของคนอีกหลายล้านคนทั่วโลก

คามิน เลิศชัยประเสริฐ

แต่ขณะเดียวกันหลายคนก็ไม่เชื่อในตัวเกรต้า

ความคุ้นชินกับบริโภคนิยมทำให้สิ่งที่เกรต้าพูดจากข้อเท็จจริงกลายเป็นความเชื่อไป เช่นที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มอง เพราะเขาเห็นว่าตัวเองสำคัญที่สุด และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เขาเชื่ออย่างนั้น อีกเรื่องสำคัญที่ผมกลับมาวาดรูปเชิงเรียลลิสติกอีกครั้ง เพราะผมสนใจชั่วขณะของการรับรู้แบบ Pure Perception คือการรับรู้ที่บริสุทธิ์ โดยไม่ผ่านอีโก้หรืออคติส่วนตัว อย่างที่ผมถามคุณว่ารู้สึกอย่างไรกับเกรต้า เพราะสาสน์เดียวกัน คนฟังอาจมีปฏิกิริยาตอบรับไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือรสนิยมส่วนตัวของใครคนนั้น

เราสามารถมองสิ่งใดๆ โดยปราศจากความคิดหรือประสบการณ์ส่วนตัวได้จริงหรือ

จริงอยู่มันยากที่เมื่อเรามองอะไรแล้วจะไม่เอาตัวตนของเราเข้ามาจับ แต่การตระหนักรู้ว่าเรามีตัวตนนี่แหละ มันทำให้ตัวตนเราหายไป พอตระหนักรู้ มันทำให้เราหยุดคิดปรุงแต่ง เพ่งจิตไปที่ข้อมูลเพื่อมองเห็นสัจธรรม ซึ่งมันบริสุทธิ์มาก คือคุณมองเห็นข้อมูลของเกรต้าที่กำลังบอกคุณ คุณศึกษาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เธอเอามาอ้างอิง คุณจะเห็นว่าอีกไม่นานโลกกำลังจมน้ำ คุณกำลังจมน้ำ ถ้าคุณเมินเฉยกับมัน คุณอาจตายก่อน แต่คุณจะมีความสุขอยู่ได้จริงหรือหากลูกหลานของคุณต้องมารับผลกรรมจากความเมินเฉยของคุณ

นอกจากงานเกรต้า งานในชุด Pure Perception ของคุณมีเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ผมเขียนงานชุดนี้มาได้สองปีแล้ว เขียนจากชั่วขณะหรือเหตุการณ์ที่ผมเห็นว่ามันเป็นการรับรู้ที่บริสุทธิ์ของเรา ภาพแรกที่ผมเขียน ก่อนหน้านี้ผมเบื่อกับแวดวงศิลปะ คิดจะเลิก จะขายบ้าน ขายสตูดิโอ ย้ายไปอยู่นอกเมือง และหันไปทำการเกษตร มีอยู่วันหนึ่งผมไปเจอพี่จอห์น เขาเป็นศิลปินที่เปิดร้านขายรูปอยู่ท่าแพ วันนั้นเขาสวมเสื้อยืดที่เพนต์เอง เสื้อยืดเขียนว่า Live for today, no amount of worries can change tomorrow, not amount of guilt can change yesterday. เห็นแล้วประทับใจ ก็เลยขอถ่ายรูปเขาที่สวมเสื้อตัวนั้นไว้

ภาพนั้นมันทำให้ผมตระหนักว่าผมคิดมากไปเรื่องอนาคต จากที่คิดลังเลว่าจะเลิกทำศิลปะอย่างสิ้นเชิง หรือเป็นศิลปินต่อไป จริงๆ ไม่ต้องไปคิดกับมันเลยก็ได้ มันไม่จำเป็นต้องถูกกับผิด หรือขาวกับดำชัดเจน ผมก็เลยวาดรูปจากพี่จอห์นจากภาพถ่ายลงแคนวาส เป็นภาพเรียลลิสติกภาพแรกในรอบสามสิบปี

จากนั้นผมก็เขียนบทบันทึกลงไปด้านหลังแคนวาส งานชิ้นนี้จัดแสดงในนิทรรศการ “…” ซึ่งพูดถึงความว่าง ในส่วนจัดแสดงตรงนี้ ภาพเขียนทั้งหมดเป็นแคนวาสว่างเปล่า ผมกลับภาพจิตรกรรมไว้ด้านหลังเฟรม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความว่างในหลายมิติ โดยรูปพี่จอห์นเป็นรูปสุดท้ายของส่วนนี้ นี่เป็นรูปเดียวที่ไม่ว่างเปล่า แต่มันก็สะท้อนความว่างของตัวผม ว่างจากการเป็นตัวเรา

หลังจากนั้นผมก็เริ่มเขียนรูปเรียลลิสติกในประเด็น Pure Perception เรื่อยมา เขียนเท่าที่ทักษะของคนไม่ได้วาดรูปแบบนี้มาสามสิบปีจะวาดได้ สวย ไม่สวยไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผมแค่พบเห็น รู้สึก และเขียนมันออกมา

เขียนแต่เรียลิสติกมาตลอดสองปี

ไม่ ก็เขียนภาพอย่างอื่นด้วย แต่กับงานชุด Pure Perception ผมเขียนมาได้สี่สิบรูปแล้ว ด้านหลังของทุกรูปจะมีข้อเขียนเกี่ยวกับการรับรู้ที่ผมมีต่อเหตุการณ์นั้นๆ มีภาพหนึ่งที่ผมแคปเจอร์หน้าจอยูทูบมาวาดเหมือนกัน เป็นคลิปสัมภาษณ์ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น นักร้องลูกทุ่งที่เป็นดราม่าอยู่ตอนนี้

เด็กคนนี้มันแต่งเพลง เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว เด็กคนนี้เก่ง ฉลาด ผมชื่นชม แต่ก็ไม่ได้อะไร จนไปเจอคลิปสัมภาษณ์ที่เขาออกมาแก้ดราม่าเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเนรคุณพ่อตัวเอง เหมือนรวยแล้ว แต่ไม่ช่วยเหลือพ่อนี่แหละ ซึ่งก็โดนชาวเน็ตรุมด่า แต่มาดูจริงๆ แล้ว เขาไม่ได้ไม่ช่วยเหลือ เขาก็ยังให้เงินอยู่ แต่ไม่ได้ให้มากมายอะไร เพราะพ่อทิ้งเขาไปตั้งแต่เด็ก ไม่ดูดำดูดีเลย กลับกันเขาดูแลแม่เต็มที่ ให้เงินเดือนเป็นแสนบาท เพราะแม่เลี้ยงเขามาทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีจะกิน ประมาณนี้

ก่อนจะมีคลิปดังกล่าว ข่าวสารในอินเทอร์เน็ตที่พูดถึงเด็กคนนี้มันมีความหลากหลายมาก บางสำนักก็ชื่นชม บางสำนักก็โจมตีอย่างหนัก มันทำให้ผมย้อนคิดว่าเวลาเจอข่าวเนี่ย บางครั้งเราก็ไม่ได้ชั่งตวงข้อมูลด้วยตัวเองก่อน พร้อมจะเชื่อในข่าวที่เขาเขียนทันที จนมาเจอคลิปสัมภาษณ์ที่เจนนี่ออกมาเล่าชีวิตของเธอทั้งหมดให้ฟังนี่แหละ ผมฟังแล้วตื้นตันใจ เลยเขียนรูปนี้ขึ้นมา

คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ผมว่าน่าแปลกใจมากกว่าที่ศิลปินอย่างคามินติดตามชีวิตของ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น

ผมติดตามหมดแหละ มองโดยที่ไม่ได้เอาตัวเราเข้าไป พบเห็นเรื่องอะไรที่ทำให้เราร้องไห้ได้ หรือรู้สึกว่าตัวเองหลงลืมหรือสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป ก็เขียนมันขึ้นมา

ล่าสุดที่ผมชวนพี่ชัชวาลย์มาพูดเรื่องสภาลมหายใจเชียงใหม่ให้เพื่อนศิลปินฟัง ผมก็ถ่ายรูปบันทึกและเขียนภาพขึ้นมา ผมเขียนรูปนี้เพราะรู้สึกว่าก่อนหน้าที่ทุกคนจะมา ผมโทรชวนเพื่อน และเพื่อนก็จะถามด้วยความกังวลหลากหลายมาก พี่ชัชวาลย์คือใคร เอาเงินไปทำอะไร เชื่อถือได้มากแค่ไหน แล้วถ้าให้งานไปประมูล ถ้าประมูลไม่ได้ราคาจะทำยังไง

ผมก็บอกว่ามึงก็ต้องมาฟังไง แล้วผมก็มานั่งคิด จริงๆ ทุกคนก็อยากช่วยเหลือเมือง ช่วยเหลือสังคม แต่เราเชื่อใครไม่ได้เลย ไม่มีใครให้กูเชื่อ ไม่มีองค์กรให้เชื่อ รัฐบาลก็ไม่น่าเชื่อถือ เราขาดความเชื่อถือความเป็นมนุษย์ของคนอื่น

ประเด็นที่เขียนก็คือ ไม่ใช่ว่าผมเชื่อสภาลมหายใจฯ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ สิ่งที่ผมทำนี่คือผมเชื่อพี่ชัช เพราะผมรู้จักเขาเมื่อสามสิบปีก่อน เขาชวนผมมาทำโครงการป่าต้นน้ำ แล้วทุกวันนี้เขาก็ยังทำเรื่องธรรมชาติกับการอนุรักษ์เหมือนเดิม ผมไม่อยากเชื่อว่าคนเราสามสิบปีแล้ว ยังทำเรื่องเดียวกันนี้อยู่ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เป็นงานที่มีผลตอบแทนส่วนตัวมากมายอะไรเลย

ปีที่แล้วอากาศเชียงใหม่แย่มาก หายใจไม่ออก ผมคุยกับภรรยาว่าจะขายบ้านทิ้ง ย้ายจังหวัดไปอยู่ที่อื่นดีกว่า เชียงใหม่อากาศแย่ติดอันดับโลก ไม่น่าอยู่แล้ว แต่คุณคิดดู ขณะที่ผมคิดแก้ปัญหาด้วยการทิ้งมันไป พี่ชัชสู้เพื่อคนอื่นตลอดมา สู้เพราะคิดว่าเราทำให้อากาศมันดีขึ้นได้ คนพวกนี้ของจริง จิตละเอียดกว่าเราอีก แล้วเราพูดเรื่องศิลปะ ธรรมะ ไม่มีเลยในตัวเรา หลอกชาวบ้านได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ ไอ้ Pure Perception คือการมองเข้าไปวิพากษ์ในตัวเอง แล้วตัวเราน่ะคือปัญหา การทำงานชุดนี้คือการพยายามก้าวข้ามตัวเราเอง ก้าวข้ามความคิดว่าเราเป็นศูนย์กลาง

คุณมีแผนจะจัดแสดงผลงานชุดนี้เมื่อไหร่

ผมตั้งใจจะทำให้ครบหนึ่งร้อยชิ้น หาที่จัดแสดง และทำเป็นหนังสือ งานทุกชิ้นผมมีข้อเขียนอยู่ด้านหลังภาพ พอเป็นหนังสือ ภาพเขียนจะทำงานเป็นภาพประกอบ ประกอบบทความนั้นๆ

ส่วนภาพเกรต้า ธันเบิร์ก ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่จะจัดแสดงเกรต้าแยกมาต่างหากในนิทรรศการ ART for AIR ด้วยที่เชียงใหม่ด้วย โดยคิดว่าจะจัดแสดงพร้อมกับทำวิดีโอแอนิเมชันบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยในการเผาขยะหรือป่าในพื้นที่เล็กๆ ก่อนจะลามไปถึงระบบนิเวศใหญ่ๆ ตั้งใจให้วิดีโอนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารว่าปัญหามลภาวะทางอากาศที่กระทบต่อโลก และเผยแพร่ในยูทูบต่อไป

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์

จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันเป็น Perception ของคุณ ผมไม่มานั่งคิดว่าอะไรเป็นศิลปะหรือไม่เป็น แค่คิดว่าหากงานชิ้นนี้มันสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมได้ หรือเปลี่ยนอะไรใครได้บ้าง ก็พอใจแล้ว

คามิน เลิศชัยประเสริฐ
  • ART  Auction for AIR จะมีการประมูลงานขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563 ห้อง Nimman Convention Center ชั้น 5 โครงการ One Nimman เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ดูรายชื่อศิลปินและงานที่จะนำมาประมูลได้ที่ www.facebook.com/webreaththesameair
  • ติดตามการเคลื่อนไหวของสภาลมหายใจเชียงใหม่ผ่าน Facebook : สภาลมหายใจเชียงใหม่

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load