“ถึงเวลาที่ Movement ด้านศิลปะร่วมสมัยบนโลก จะต้องพูดเรื่องประเด็นสาธารณะด้วย”

หลายครั้งที่คนมองว่างานศิลปะที่จัดแสดงเรียงรายอยู่ตามนิทรรศการต่างๆ มักสวยงาม ชวนปล่อยใจถ่ายรูปได้ทั้งวัน แต่ Chief Curator ของนิทรรศการศิลปะที่เชียงใหม่นี้อย่าง ชล เจนประภาพันธ์ เน้นว่างานนี้ไม่ใช่แค่สวยดูเพลิน แต่แฝงนัยยะเรื่องสภาพสังคมอากาศไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างแยบยล

 ชล เจนประภาพันธ์

นิทรรศการ ART for AIR โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ในปีนี้ต่อยอดจากงาน ART Auction for AIR เมื่อปีที่แล้ว โดยครั้งนี้มีศิลปินกว่า 90 ชีวิตมาร่วมถ่ายทอดผลงานของพวกเขาผ่านงานศิลป์แขนงต่างๆ กว่า 80 ชิ้น เพื่อแสดงให้เห็นการขับเคลื่อนให้เกิดงาน Art Biennale เล็กๆ ขึ้นของศิลปินในโซนภาคเหนือ และเป็นการบอกเล่าประเด็นทางสังคมที่โยงใยกันอยู่ผ่านมุมมองเชิงสุนทรียศาสตร์ แม้ว่าธีมของงานครั้งนี้จะเป็นเรื่องของ PM 2.5 ฝุ่นควัน และมลภาวะในเชียงใหม่ แต่ล้วนโยงใยอยู่ด้วยประเด็นทางสังคมที่หยั่งลึกกว่านั้น

โจทย์ของงานนี้คือการใช้การสื่อสารผ่านงานศิลปะ เพื่อเป็นพื้นที่ในการแสดงออกว่า คนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมก็อยากจะบอกเล่า เรียนรู้ และทำให้ประเด็นเรื่อง PM 2.5 ขยายกว้างออกไป ผ่านมุมมอง ความคิดเห็น และสมมติฐานในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการสนทนา ดึงให้คนที่เข้ามาชมได้ร่วมพูดคุยถึงปัญหานี้

เราอยากชวนผู้อ่านตามไปดูงานศิลปะ 10 ชิ้นที่ Curator เลือกมาให้แล้วว่าเจ๋งจนต้องตามไปดู

1

ลมหายใจเดียวกัน

คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ศิลปะเพื่อการย้ำเตือนถึงปัญหา

เมื่อกวาดสายตามองจนทั่วลานกว้างสุดลูกหูลูกตาบริเวณหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ รูปสลักของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน พร้อมกับป้ายสลักวลี ‘Our house is on fire’ 

ลมหายใจเดียวกัน, คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) คือความประทับใจที่ทำให้ คามิน เลิศชัยประเสริฐ เลือกเธอมาเป็นสัญลักษณ์หลักในงานศิลปะชิ้นนี้ ด้วยมุมมองที่เธอมีต่อปัญหาโลกร้อน ทำให้คามินอยากสะท้อนพลังของเด็กผู้หญิงคนนี้ออกมา พลังแห่งความต้องการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน เมื่อบวกกับวลีที่เธอเคยพูดเอาไว้ ยิ่งเป็นการย้ำเตือนให้เห็นว่า โลกที่เราอาศัยอยู่กำลังเกิดวิกฤต

รูปสลักของเกรตาตั้งอยู่บนงานประติมากรรมจากไม้ขนุนที่ล้มตายตามธรรมชาติ แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นภาพโครงกระดูกมนุษย์ ฝูงช้าง และต้นไม้เล็กๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกชีวิตต่างอยู่ร่วมกันด้วยความสัมพันธ์ของระบบนิเวศ หากธรรมชาติอยู่ต่อไปไม่ได้ มีหรือที่มนุษย์และสัตว์จะดำรงอยู่ต่อไป

ลมหายใจเดียวกัน, คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ที่ตั้ง : ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : เปิดทำการทุกวัน

2

THE BEAUTY OF FIRE

สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์

ศิลปะเพื่อการส่งต่อความงามของเปลวไฟและชีวิต

“ไฟคือสิ่งสวยงามและวัฒนธรรม ไม่ใช่อันตราย ปัญหาไม่ใช่ไฟ แต่คือการใช้ไฟ”

THE BEAUTY OF FIRE, สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์

ชลอธิบายถึงงานศิลปะจัดวางที่บอกเล่าความงามของเปลวไฟและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติของชาวปกาเกอะญอ ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาอยู่ร่วมกับการใช้ไฟเพื่อทำไร่หมุนเวียนมาหลายร้อยปี แต่ในวันนี้วัฒนธรรมของพวกเขาถูกมองว่าเป็นตัวการของปัญหา ทำให้ภูมิสถาปนิกสาวอย่าง บีน-สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ จัดทำผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา เพื่อบอกว่าวิถีชีวิตและการเผาของชุมชนบนพื้นที่สูงอาจไม่ใช่ตัวการหลักของปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น

“การสั่งห้ามเผาแบบปีที่แล้วยิ่งสร้างปัญหา แทนที่เขาจะได้ทยอยเผาบางอย่าง กลับต้องมาอั้นแล้วเผาทีเดียว” ชลเล่าก่อนจะชื่นชนความเจ๋งของงานศิลป์ชิ้นนี้ว่า โครงเหล็กสีดำ ล้อมด้วยผ้าสีขาวบางๆ ปักเล่นสีของเปลวเพลิง ซ่อนลวดลายของชนเผ่าปกาเกอะญอ ที่ถูกจัดเรียงอย่างละเอียดงดงามด้วยลูกเดือย และเมล็ดพืชเล็กๆ ชวนให้เราลองมองถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นแพตเทิร์นของธรรมชาติ

THE BEAUTY OF FIRE, สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์

ที่ตั้ง : โกดังจริงใจ 45 ถนน อัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันเสาร์และวันอาทิตย์ 9.00 น. – 16.00 น.

วันจันทร์และวันศุกร์ 10.00 น. – 16.00 น.

ปิดวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี

3

Will we recognize them?

เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

ศิลปะเพื่อการตระหนักรู้

“บางอย่างอาจจะสายเกินไป จนสุดท้ายเราอาจทำขึ้นมาได้แค่การจำลอง”

Will we recognize them?, เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

ทางซ้ายมือของงาน THE BEAUTY OF FIRE มีซากต้นเต็งหนามที่ถูกไฟคลอก ผลงานของ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล จัดวางไว้ ความน่าสนใจของงานชิ้นนี้ คือการแฝงวิธีคิดไว้อย่างแยบคาย ตั้งแต่การออกตามหาซากไม้ที่ล้มจากการโดนไฟคลอก แล้วใช้ดินบริเวณรอบๆ มาปั้นเป็นต้นเต็งหนามจำลองติดตั้งลงบนซากของต้นจริง แบบเก็บรายละเอียดจากตอนที่ยังมีชีวิตอยู่มาเป๊ะๆ ทุกกระเบียดนิ้ว

เช่นเดียวกับงานที่ผ่านมาของเขา ซึ่งมักใช้แรงบันดาลใจจากโรคภูมิแพ้ที่เป็นอยู่ บอกเล่าปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต โดยงานชิ้นนี้โจ้ต้องการสื่อสารให้เห็นว่า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นแย่มากจนไม่ควรปล่อยให้สายเกินไป

ลองแวะชมงานศิลป์ชิ้นนี้ดู บางทีเราอาจจะไม่อยากปล่อยให้คำว่าสายเกินไปเกิดขึ้นในชีวิตเราอีกก็ได้

Will we recognize them?, เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

ที่ตั้ง : โกดังจริงใจ 45 ถนน อัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันเสาร์และวันอาทิตย์ 9.00 น. – 16.00 น.

วันจันทร์ และวันศุกร์ 10.00 น. – 16.00 น.

ปิดวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี

4

A Silent Storm พายุเงียบ และ Debris สะเก็ด

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ศิลปะเพื่อการสะท้อนส่วนหนึ่งของชีวิต

ภายในโกดังแห่งนี้ยังมีงานภาพถ่ายขนาดใหญ่ที่คล้ายเป็นป้ายประชาสัมพันธ์ 2 ชิ้น ของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล บอกเล่าเรื่องราวของฝุ่นควันในเชียงใหม่ออกมาอย่างง่ายๆ จัดแสดงอยู่

A Silent Storm พายุเงียบ และ Debris สะเก็ด, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

“มันคือภาพที่ทุกคนเห็นแล้วรู้ว่า คนเชียงใหม่ตื่นมาก็ต้องมองไปที่ดอยสุเทพ มองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มองจนตัวเขากลายเป็นสภาพแวดล้อมไปแล้วส่วนหนึ่ง” ชลพูดถึงภาพ A Silent Storm พายุเงียบ ภาพของชายคนหนึ่งที่มองภูเขาในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆ ในการสังเกตค่าความหนาแน่นของฝุ่นละอองในอากาศด้วยตาเราเอง จากรายละเอียดของต้นไม้และภูเขาที่จะค่อยๆ เลือนหายไปในวันที่ฝุ่นหนาแน่นขึ้น 

Debris สะเก็ด ภาพถ่ายของชายหนุ่มที่ถูกพ่นสีคาดทับด้วยเส้นสายสีดำคล้ายเส้นเลือด ภาพนี้เจ้ยต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางอากาศที่เกิดขึ้น เพื่อส่งแรงกระเพื่อมนี้ในวงกว้าง พร้อมตั้งคำถามว่า เรามีความสุขกับชีวิตที่กลายเป็นส่วนหนึ่งกับฝุ่นไหม

A Silent Storm พายุเงียบ และ Debris สะเก็ด, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ที่ตั้ง : โกดังจริงใจ 45 ถนน อัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันเสาร์และวันอาทิตย์ 9.00 น. – 16.00 น.

วันจันทร์และวันศุกร์ 10.00 น. – 16.00 น.

ปิดวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี

5

ผลงาน Sound Installation

อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

ศิลปะเพื่อการรับฟังปัญหา

บางครั้งการเสพงานศิลป์ก็ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่ตาเห็น

ผลงาน Sound Installation, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

แค่เดินผ่านประตูทางเข้าโกดังจริงใจ ลองมองไปทางขวามือ จะเห็นลำโพง 5 ตัวที่ห้อยโยงลงมาจากเพดาน ลองก้าวเข้าไป แล้วให้เสียงบทกวีที่ถูกบันทึกขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะโอบล้อมตัวเรา ผ่านการถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงของ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ที่เป็นการอ่านบทกวีบทหนึ่ง ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง จนทำให้ถ้อยคำต่างๆ ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง รวมกับการซ้อนทับของเสียงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งบางครั้งเราอาจมองไม่เห็นมันเลย

“น้ำเสียงอารยาจะทำให้เราเห็นว่า นี่คือสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ เราแทบจะหายใจไม่ออกเลย” ชลบอกถึงความน่าสนใจของงานชิ้นนี้ ซึ่งเป็นงานที่เข้าใจง่าย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งในวิธีการสื่อสาร 

ลองหลับตาลงแล้วสัมผัสงานชิ้นนี้ เพราะบางครั้งงานศิลป์ดีๆ อาจไม่ต้องใช้สายตามอง

ผลงาน Sound Installation, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

ที่ตั้ง : โกดังจริงใจ 45 ถนน อัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันเสาร์ และวันอาทิตย์ 9.00 น. – 16.00 น.

วันจันทร์และวันศุกร์ 10.00 น. – 16.00 น.

ปิดวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี

6

บทสนทนาระหว่างผานกับกระจกรถยนต์

ต่อลาภ ลาภเจริญสุข

ศิลปะเพื่อการถกเถียงและพูดคุย

สรุปว่ามลพิษที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนทำ

งาน Kinetic Art ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ทำไร่อย่างผานไถ ถูกติดตั้งให้เคลื่อนที่ลากวนเรื่อยๆ บนลานดินวงกลม กับกระจกรถยนต์ที่ปล่อยควันออร์แกนิกออกมาได้ เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ต้องการสร้างตัวแทนของบทสนทนาระหว่างคนเมืองกับชาวดอยขึ้นมา

บทสนทนาระหว่างผานกับกระจกรถยนต์, ต่อลาภ ลาภเจริญสุข

เพราะทุกคนต่างมีแนวคิดและข้อโต้แย้งของตัวเอง เกี่ยวกับตัวการที่แท้จริงของปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น ตัวแทนของชาวดอยอย่างผานไถ ถูกใช้เพื่อสะท้อนความคิดที่ว่า ยิ่งคนเมืองขับรถเยอะก็ยิ่งสร้างมลพิษเยอะ เช่นเดียวกับกระจกรถยนต์ที่เป็นตัวแทนของคนเมือง ก็สะท้อนความคิดว่า วัฒนธรรมการเผาของชาวดอยต่างหากที่เป็นตัวการของมลพิษ

นอกจากความสวยงามของงานศิลปะแล้ว การได้พูดคุยถึงสิ่งที่แฝงอยู่ในงานชิ้นนั้นๆ ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเสพงานศิลป์เช่นกัน ลองไปดูงานชิ้นนี้ แล้วคุยกับคนข้างๆ เราอาจจะรู้ว่ากระจกรถยนต์กับผานไถ กำลังคุยอะไรกัน

บทสนทนาระหว่างผานกับกระจกรถยนต์, ต่อลาภ ลาภเจริญสุข

ที่ตั้ง : โกดังจริงใจ 45 ถนน อัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันเสาร์และวันอาทิตย์ 9.00 – 16.00 น.

วันจันทร์และวันศุกร์ 10.00 – 16.00 น.

ปิดวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี

7

คนฝาก

DDMY Studio

ศิลปะเพื่อการเตือนภัย

เคยจินตนาการถึงงานศิลปะที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีบ้างไหม

เสาของโกดัง 5 ต้น ถูกติดตั้งเซ็นเซอร์รับความร้อนของอุปกรณ์ต้นแบบเครื่องตรวจจับไฟ ด้วยแนวคิดว่า หากเรามีอุปกรณ์ที่แจ้งเตือนไฟป่าได้ เราคงจะดับไฟได้ก่อนมันลุกลามเป็นวงกว้าง ร่วมกับการประยุกต์เทคโนโลยี IOT โดยการติดตั้งเครื่องตรวจจับไฟไว้กับต้นไม้ อุปกรณ์นี้จะส่งสัญญาณต่อๆ กันเป็นเครือข่าย เพื่อความสามารถในการส่งสัญญาณจากจุดที่ไร้สัญญาณโทรศัพท์ไปยังจุดแจ้งเตือนในพื้นที่ต่างๆ ว่าเกิดไฟไหม้ที่บริเวณใด เพื่อเข้าไปดูแลและระงับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

คนฝาก, DDMY Studio

เพียงแค่ยกมือขึ้นที่หน้ากล่องไฟจำลองที่ติดตั้งภายในโกดัง อุปกรณ์ต้นแบบจะทำงานขึ้นทันที โดยที่เราสังเกตการแจ้งเตือนจุดที่เกิดไฟได้จากภาพที่ฉายลงบนพื้นบริเวณทางเข้างาน 

ใครไม่อินกับการเดินดูงานศิลป์ไปเรื่อยๆ ลองพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับชิ้นงานแบบนี้บ้าง ก็อาจเปลี่ยนมุมมองการชมงานศิลปะของเราไปได้

คนฝาก, DDMY Studio

ที่ตั้ง : โกดังจริงใจ 45 ถนน อัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันเสาร์ และวันอาทิตย์ 9.00 – 16.00 น.

วันจันทร์ และวันศุกร์ 10.00 – 16.00 น.

ปิดวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี

8

Fog You

เป็นเอก รัตนเรือง

ศิลปะเพื่อการเมืองที่ทับซ้อนอยู่ในฝุ่นควัน

เมื่อเรื่องของฝุ่นควันทับซ้อนอยู่กับเรื่องการเมือง

Fog You, เป็นเอก รัตนเรือง

ออกจากโกดังจริงใจ ไปต่อกันที่ Gallery Seescape ที่นี่มีการฉายภาพยนตร์สั้น โดย ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง ผ่านมุมมองที่ว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เพียงฝุ่นควันที่เป็นมลพิษ แต่การเมืองเองก็เช่นกัน ซึ่งเราเองก็ถูกมลพิษเหล่านั้นปกคลุมอยู่ โดยที่ต้อมผนวกเอากระแสทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน เข้ากับควันสีขาว เพื่อถ่ายทอดปัญหามลพิษในอากาศ และความคลุมเครือที่กำลังเข้าปกคลุมตัวเราโดยไม่ทันสังเกต

ตัวภาพยนตร์ถูกนำเสนออย่างเรียบง่าย ด้วยภาพผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะมีควันค่อยๆ เข้ามาปกคลุม จนตัวเธอหายไป พร้อมกับเสียงของผู้คนที่กำลังประท้วงอยู่

ใช้เวลากับภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้สักหน่อย เราอาจได้เห็นประเด็นที่โยงใยกันอยู่ของปัญหาฝุ่นควัน และสถานการณ์ทางการเมือง

Fog You, เป็นเอก รัตนเรือง

ที่ตั้ง : Gallery Seescape 22/1 ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : 11.00 – 20.00 น. ปิดวันจันทร์

9

“มาสร้างฉากโรแมนติกกัน — Let’s Make a Romantic Scene”

สาครินทร์ เครืออ่อน

ศิลปะเพื่อการบอกเล่าผลกระทบของฝุ่นควัน

หากพูดถึงลูกแก้วหิมะ คุณนึกถึงอะไร

บรรยากาศสุดโรแมนติกของบ้านหลังเล็กๆ แสนอบอุ่นในโดมแก้ว ปกคลุมด้วยหิมะ

“มาสร้างฉากโรแมนติกกัน -- Let’s Make a Romantic Scene”, สาครินทร์ เครืออ่อน

แต่งานชิ้นนี้ของ สาครินทร์ เครืออ่อน บรรจุแลนด์มาร์กเด่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ย่อส่วนเอาไว้ในโดมแก้วที่ระลึกที่มีของเหลวผสมฝุ่นจากแผ่นกรองอากาศในบ้านของชาวเชียงใหม่ ร่วมกับการตั้งกล้องขนาดเล็กฉายไปที่ผนัง เพื่อขยายภาพของบรรยากาศภายในโดมเหล่านั้นให้ออกมาเหมือนจริงที่สุด

โดยสาครินทร์ต้องการบอกเล่าว่า ปัญหาฝุ่นควันนั้นเกิดขึ้นและส่งผลกระทบในแทบจะทุกด้าน ทั้งความเป็นอยู่ของผู้คน แหล่งศิลปวัฒนธรรม สถานที่ประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่สื่อถึงผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว ไปจนถึงปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของชาวเชียงใหม่อีกด้วย

ถ้าเรามองว่าบ้านหลังน้อยในโดมแก้วที่บรรจุหิมะเทียม เป็นฉากที่สุดจะโรแมนติก แล้วเหล่าแลนด์มาร์กในโดมแก้วของสาครินทร์ล่ะ โรแมนติกหรือเปล่า

“มาสร้างฉากโรแมนติกกัน -- Let’s Make a Romantic Scene”, สาครินทร์ เครืออ่อน

ที่ตั้ง : หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (อาคารส่วนหลัง) ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันพุธ – วันอาทิตย์ 8.30 – 16:00 น.

10

Supporting Structure

สิทธิกร ขาวสะอาด

ศิลปะเพื่อชนชั้นที่ถูกกดทับ

พร้อมหรือยังที่จะเดินทางสู่ดวงจันทร์

งานศิลป์ชิ้นนี้ คือการ Parody ประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ เมื่อ สิทธิกร ขาวสะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ถุงปุ๋ยมาตัดเย็บเป็นชุดสำหรับจับตัวต่อและกระเป๋าเป้ ที่เมื่อเอามาประกอบกันแล้ว มันกลับกลายเป็นชุดนักบินอวกาศ 

Supporting Structure, สิทธิกร ขาวสะอาด

ชุดนักบินอวกาศจากกระสอบปุ๋ยและเมล็ดพืชของชาวบ้าน นำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วนำเสนอผ่าน Performance Art เป็นวิดีโอประกอบอยู่ในจอเล็กๆ บนพื้น เผยให้เห็นภาพของนักบินอวกาศที่เดินอยู่กลางไร่นา กลางทุ่ง เพื่อล้อเลียนและเล่าออกมาว่า ก่อนการไปอวกาศ เรามองเห็นชาวไร่ ชาวนา อีกมากมายที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จากการถูกกดทับด้วยระบบเกษตรกรรมหรือไม่

 ใครที่อยากรู้ว่าการไปดวงจันทร์ และการถูกกดทับของชาวไร่ชาวนา มีนัยยะอะไรซ่อนอยู่ ต้องลองไปสัมผัสงานชิ้นนี้ของสิทธิกรดูสักครั้ง 

Supporting Structure, สิทธิกร ขาวสะอาด

ที่ตั้ง : หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (อาคารส่วนหลัง) ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 (แผนที่)

วันที่จัดแสดง : ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 30 เม.ย. 2564

เวลาทำการ : วันพุธ – วันอาทิตย์ 8.30 – 16:00 น.


นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง การแสดงชุด Limbo ของ พิเชษฐ กลั่นชื่น จัดแสดงในระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง แต่ในงานนี้คือครั้งแรกของโชว์นี้ในประเทศไทย ที่จะมีให้ติดตามชมย้อนหลังได้ทาง Facebook : Chiang Mai ART for AIR หรืองานเรื่องกลิ่นของ กมล เผ่าสวัสดิ์ บริเวณคาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม ที่จะพาคุณไปตามหากลิ่นของเชียงใหม่ที่หายไป 

ใครอยากจัดแผนการชมนิทรรศการเอง ยังมีผลงานจัดแสดงในอีกหลายๆ สถานที่ อย่างพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา (บริเวณพื้นที่รอบนอก), หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ (บริเวณพื้นที่รอบนอก), The Meeting Room Art Gallery, Dream Space Gallery, ร้านนายภูมินทร์ กันธาสี, วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม, วัดพระธาตุดอยคำ ไปจนถึงสวนสาธารณะหนองบวกหาด โดยแต่ละพื้นที่มีเวลาเปิดทำการต่างกันออกไป เช็กวัน-เวลาให้ชัวร์แล้วไปชมงานกัน 

ใครไม่สะดวกเดินทางเข้าชมนิทรรศการ ทีมผู้จัดงานกำลังรวบรวมผลงานไว้ให้ติดตาม ผ่านช่องทางต่อไปนี้

เว็บไซต์ : www.artforair.org

Facebook : Chiang Mai ART for AIR

Writer

อาสา งามกาละ

มือใหม่หัดเขียน ที่ตกหลุมรักการทิ้งตัวบนโซฟานุ่มๆ ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ และรายล้อมด้วยพลังงานบวก มีงาน (บังเอิญ) ประจำคือ พี่เลี้ยงของลูกแมวกำลังโต

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

17 มิถุนายน 2565
3.60 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ในชีวิตคนเรามีสิ่งที่ชอบถึงขนาดเรียกว่าเป็น ‘ความรัก’ จนถึงขั้น ‘หลงใหล’ อยู่เพียงไม่กี่อย่าง

คนชอบดื่มกาแฟย่อมต้องรักการดื่มกาแฟ หรือถ้าถึงขนาดเป็นเจ้าของกิจการที่มีหน้าที่ชงให้คนอื่นดื่ม ยิ่งต้องทวีความรัก ความชอบ และความหลงใหลมากกว่าใคร ครั้นจะรักการชงและชิมแต่ในร้านของตัวเอง ก็เหมือนกับการอยู่แต่ในกะลา ไม่กล้าออกจากเซฟโซนไปไหน วลีเด็ดจาก สามก๊ก แว่วมากระทบหูว่า ‘รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง’ เป็นการเปรียบเปรยให้เห็นว่า คุณควรออกไปแสวงหากาแฟร้านอื่น ๆ ดื่มบ้าง เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้เขาพัฒนากันไปถึงขั้นไหน มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือหลุดหายไปจากวงโคจรบ้าง เพลานี้มีเมล็ดกาแฟอะไรเด็ดแบบไม่ควรพลาด มีวิธีชง เครื่องมือ อุปกรณ์แบบไหนมาใหม่ หรืออะไรกำลังเป็นที่กล่าวขวัญและควรรู้

จะแค่ตามหารสชาติ ตามหาแรงบันดาลใจ หรือจะอะไรก็ตาม แต่เหนือสิ่งอื่นใด การ ‘รู้เขารู้เรา’ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทำธุรกิจ ที่ต้องรู้ท่าทีของคู่แข่งหรือคู่ค้าของเรา นับรวมถึงธุรกิจร้านกาแฟด้วย

คอลัมน์ Take Me Out ครั้งนี้ ป้าพิม-เพลินพิศ เรียนเมฆ ขอชวนคุณเดินสายตระเวนชิมกาแฟทั่วราชอาณาจักร เป็นการแนะนำร้านกาแฟที่ชอบในแบบที่ใช่ตามสไตล์ป้า กับ ‘5 ร้านทั่วเมืองกรุง’ ยังไม่เลยไปต่างถิ่น ต่างแดน ต่างประเทศ ขอแบบใกล้ ๆ ตามไปง่าย ๆ กันก่อน และตามประสาป้าก็ต้องชอบร้านในแบบฉบับป้า ๆ ที่เจ้าของหรือคนชงล้วนเป็นคนปลายหลัก 6 ทะลุข้ามหลัก 7 นอกจากจะแตกต่างด้วยวิธีการของแต่ละร้านแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

01
หน่ำเฮงหลี : ร้านเก่า กาแฟแก่

หน่ำเฮงหลี : ร้านเก่า กาแฟแก่

ถ้านับอายุตึกแถวห้องนี้ ก็ไม่น่าจะมากกว่าเจ้าของร้านกาแฟ ‘หน่ำเฮงหลี’ รุ่นปัจจุบันสักเท่าใด พี่น้อง 3 สาวแต่ละคนวัยเกือบ 70 รับช่วงร้านมาจากเตี่ย และยังคงดำเนินกิจการสืบต่อมาจนบัดนี้

ตัวอาคารยังคงงดงามตามกาลเวลา แม้ผ่านมาเนิ่นนาน ร้านนี้เคยเป็น ‘สภากาแฟ’ อันโด่งดังในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีอิสระทางความคิดและมีการพบปะของนักเขียน นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ หรือคนวัยทำงาน มาจับกลุ่มพูดคุยถกเถียงถึงประเด็นร้อน และสารพัดเรื่องราวจนมืดค่ำกันเป็นเรื่องธรรมดา ก่อนความคึกคักนั้นจะค่อยถอยห่างจางหาย เหลือเพียงอดีตให้เล่าขานและจดจำ โต๊ะและเก้าอี้ชุดเก่ายังจัดวางอยู่ที่เดิม พัดลมเพดานยังตรึงอยู่บนขื่อ แม้ใบพัดไม้จะถูกถอดออกเพราะหมดอายุการใช้งาน แต่การนั่งดื่มกาแฟร้อนใส่นมข้นแกล้มขนมปังสังขยายังทำได้อยู่

หน่ำเฮงหลี : ร้านเก่า กาแฟแก่

แม้ ‘กาแฟกลิ่นคาราเมล’ สูตรเด็ดของร้านจะไม่หวนกลับมาให้ได้ลิ้มรสอีก และรสชาติใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคยจะเข้ามาแทนที่ แต่เสน่ห์ของหน่ำเฮงหลียังเด่นชัดเสมอ กาแฟยังคงเข้มขลัง ขนมปังยังหอมกรุ่น สังขยาไข่ไม่ใส่แป้งสียังคงตุ่น ป้า 3 คน ยังยืนหยัดชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง ปาดสังขยา และเสิร์ฟให้เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

แวะเยี่ยมเยือนกันได้ พวกเธอคงดีใจ

หน่ำเฮงหลี : ร้านเก่า กาแฟแก่

หน่ำเฮงหลี

ที่ตั้ง : 212 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 06.00 – 15.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2281 2134

02
ซ้อแห้ง : กาแฟโบราณในร้านโชห่วย

ซ้อแห้ง : กาแฟโบราณในร้านโชห่วย

วิถีของคนรุ่นก่อนในถิ่นเก่าที่ยังคงมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ เฉกเช่นชุมชนริมคลองบางหลวง บ้านแต่ละหลังตั้งเรียงรายแนบชิดติดกัน จนหลังคาทับซ้อนเกยกันมาเนิ่นนาน และอยู่อย่างสงบร่มเย็นเป็นสุขมาโดยตลอด

ร้านโชห่วยในบ้านของ ซ้อแห้ง ขายสินค้าครัวเรือนแทบทุกชนิด ทั้งข้าวสาร ถ่าน กะปิ น้ำปลา และสารพันของจำเป็น ไม่เคยขาดหรือหายไปจากช่องชั้นที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก แต่ก็หากันจนเจอเสมอ

ซ้อแห้ง : กาแฟโบราณในร้านโชห่วย

อีกสิ่งที่ไม่เคยขาดหายไปเช่นกัน คือ โอเลี้ยง โอยัวะ ในกระป๋องนมผูกหูด้วยเชือกที่ซ้อแห้งชงขายมามากกว่า 50 ปี กาแฟโบราณหวานเข้มถึงใจ ปลุกยามเช้าให้ตาตื่น เพิ่มความสดชื่นยามร้อนในตอนบ่าย เตาตั้งหม้อต้มกาแฟยังเป็นแบบเก่า ถูกซ้อนด้วยหัวแก๊สเพื่อความสะดวก ไม้ทุบน้ำแข็งอันเดิมถูกปลดระวางวางเกะกะสุมกันอยู่

ซ้อแห้ง : กาแฟโบราณในร้านโชห่วย

ซ้อแห้ง ป้าแห้ง หรือยายแห้ง วัย 74 ยังคงแข็งแรง สดใส ยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าทุกวัน

ถ้าไปดูโขนหรือเสพงานศิลป์ที่บ้านศิลปิน แวะไปชิมกาแฟโบราณจากมือชงรุ่นเก๋า และถามไถ่เรื่องราวแต่หนหลังของชาวริมคลองแห่งนี้ได้ ซ้อชอบเล่าแบบไม่มีพัก ไม่มีเบรก จนรู้ลึก รู้ดีแทบทุกตารางนิ้วของพื้นที่

ร้านซ้อแห้งกาแฟโบราณ บ้านศิลปินคลองบางหลวง

ที่ตั้ง : 309 ซอยเพชรเกษม 28 แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 08 4880 7340

Facebook : บ้านศิลปิน คลองบางหลวง Artist House Bangkok

03
Simply Caf : สปีดบาร์ก็มี

สาวน้อยผมสีทองแดงวัย 64 ปี สวมถุงมือดำ กดช็อตเอสเปรสโซ่จากเครื่องชงอัตโนมัติราคาค่อนล้านคนเดียว ในร้านกาแฟชื่อ ‘Simply Caf’ สาวเท่คนนี้มีชื่อว่า ดวงสมร ตันกายา มีบัดดี้คู่ใจเป็นวิศวกรหนุ่มหน้าใสผู้ไม่อยากจากแม่ไปทำงานไกล จึงตัดสินใจเปิดร้านกาแฟที่เรียบง่ายสมชื่อร้านในย่านรัตนาธิเบศร์

Simply Caf : สปีดบาร์ก็มี

การตกแต่งน้อยแต่มาก ทันสมัย อุปกรณ์ชงกาแฟและเครื่องมือเครื่องใช้ทุกชิ้น ล้วนอยู่ในระดับท็อปฮิตทั้งราคาและคุณภาพ เมล็ดกาแฟหลากหลายในร้านคั่วโดย ‘คุณลูก’ หรือบัดดี้คนที่ถูกเอ่ยถึง ส่วนคุณแม่เป็นมือหลักในการชงกาแฟ และช่วยคุณลูกเป็นงานรอง ส่วนคุณลูกที่คั่วกาแฟขายเป็นหลัก ยามว่างก็มาเสริมทัพเป็นบาริสต้ากับคุณแม่

Simply Caf : สปีดบาร์ก็มี

กาแฟนมรสชาติดี อเมริกาโน่ก็เยี่ยม ขอยกความเด่นให้ช็อตเอสเปรสโซ่ที่นวลละมุน หอมกรุ่นมาก การใช้เครื่องชงคุณภาพเยี่ยมตามราคาค่าตัว ร่วมกับการคั่วเมล็ดอย่างเหมาะสม ทำให้กาแฟแก้วนี้ตราตรึงใจ จนต้องย้อนกลับไปจิบอีกหลายครั้ง ที่สำคัญ ราคาไม่แรง รสชาติกวาดโค้งเข้าเส้นชัย นำโด่งไร้คู่แข่ง แม้จะอยู่ในย่านชานเมืองก็ตาม

Simply Caf 

ที่ตั้ง : 20 ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (แผนที่)

(ร้านอยู่ริมถนน ถัดจากคอนโด Skyline ประมาณ 50 เมตร ข้าง 7-Eleven ก่อนถึงทางเข้าคอนโดฯ ลุมพินี)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 08 9894 3129

04
Oak-Rong Cafe : เมื่อถึงทีของสโลว์บาร์

สำหรับกาแฟสายพิเศษหรือสเปเชียลตี้ที่เรียกกันว่า ‘สโลว์บาร์’ มีวิธีชงแบบเนิบช้า

ส่วนการชงแบบดริปหรือ Pour Over หมายถึง การรินน้ำลงบนผงกาแฟอย่างทะนุถนอมค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดึงเอารสชาติเด่นของกาแฟให้ออกมาแสดงตัวตนได้เต็มที่ น้ำกาแฟจึงยังคงความนุ่มนวลหอมกรุ่นเสมอ

การจะได้ผลลัพธ์เช่นนั้นต้องอาศัยการฝึกปรือบ่อย ๆ จนชำนาญ เฉกเช่นเดียวกับ ป้านก-อรวรรณ สนิธวรรณะ ผู้จัดสรรพื้นที่ของบ้านให้เป็นคาเฟ่ขนาดกะทัดรัด สำหรับยืนดริปกาแฟให้ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือน คู่กับลูกชายที่ยังคงชื่นชอบการชงแบบสปีดบาร์ด้วยเครื่องชงเอสเปรสโซ่แมชชีน

Oak-Rong Cafe : เมื่อถึงทีของสโลว์บาร์

กาแฟในถุงจากหลายโรงคั่วที่ตั้งเรียงรายให้เลือก ต้องผ่านการเห็นชอบจากคนทั้งคู่ ด้วยความชอบในวิธีการชงที่แตกต่างกัน ผู้ชื่นชอบกาแฟจึงเลือกเมล็ดกาแฟและวิธีการชงในแบบที่ตนชอบได้ ถ้าเป็นคนรักนมจะเลือกเมนูลาเต้ลายสวยก็ได้ หรือสายดำจะเลือกแบบดริปที่ให้กลิ่นหอมจนทะลุแมสก์ก็ได้ดั่งใจ

นอกจากเสิร์ฟกาแฟเป็นหลักแล้ว ยังบริการเครื่องดื่มอื่น ๆ และเค้กรสชาติดี เสริมด้วยอาหารจานเดียวง่าย ๆ อารมณ์คล้ายไปกินข้าวบ้านเพื่อน โดยมีแม่เพื่อนเป็นผู้ลงมือปรุงให้อย่างเต็มใจ

Oak-Rong Cafe : เมื่อถึงทีของสโลว์บาร์

Oak-Rong Cafe & Aramta Studio

ที่ตั้ง : 134 ซอยติวานนท์ 40 ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 07.00 – 17.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 07.00 – 15.00 น. (ปิดวันอังคาร)

โทรศัพท์ : 09 1452 9955

Facebook : Oak-Rong Cafe & Aramta Studio

05
ร้านกาแฟลุงต่าย : เป็นหนึ่งเรื่องหม้อ

ถึงวัยจะไม่ทะลุหลัก 6 แต่ต้องยอมใจให้เขาคนนี้ สมชาติ บางต่าย หรือ ลุงต่าย มีชื่อลือลั่นในการเป็นมือหนึ่งด้านการใช้อุปกรณ์ชงกาแฟอย่าง ‘หม้อต้มแบบอิตาลี’ ที่เรียกหน้าตาและวิธีการของมันว่า Moka Pot

ร้านกาแฟลุงต่าย : เป็นหนึ่งเรื่องหม้อ

Moka Pot เป็นหม้อต้มกาแฟหน้าตาแปลก แยกออกเป็น 2 ส่วน บนและล่าง มีกรวยใส่กาแฟและวางตรงกลางระหว่างหม้อด้านล่างที่เอาไว้เติมน้ำไม่ให้เกินวาล์วของตัวหม้อ นำหม้อด้านบนมาประกบหมุนให้แน่นพอตึงมือ แล้วนำไปต้ม เมื่อน้ำเดือดจะดันตัวทะลุกรวย ผ่านผงกาแฟบดขึ้นไปให้น้ำกาแฟรินไหลออกทางช่องเล็ก และค้างนองอยู่บนหม้อด้านบนที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ก่อนนำไปผสมให้เกิดเป็นเมนูต่าง ๆ เช่น อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว แต่ที่น่าทึ่งคือการทำกาแฟดำให้ไม่ขม ไม่เข้ม หากแต่นุ่มละมุนลิ้น หนักแน่นด้วยบอดี้ และชูกลิ่นของกาแฟตัวนั้น ๆ ให้ทวีความหอม

ร้านกาแฟลุงต่าย : เป็นหนึ่งเรื่องหม้อ

ร้านลุงต่ายเรียงรายด้วยหม้อต้มที่แขวนอยู่ริมผนัง แต่ละใบเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ผ่านกาลเวลามาเกือบสิบปี ตั้งแต่ผมลุงยังดำสนิท เปลี่ยนเป็นแซมขาวแบบไม่ใช่แค่ประปราย จวบจนวันนี้ วันที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับในเรื่องฝีมือการใช้หม้อที่เชี่ยวชาญชำนาญยุทธของวงการกาแฟบ้านเรา

ร้านกาแฟลุงต่าย

ที่อยู่ : ถนนบรมราชชนนี-คลองบางระมาด แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 18.00 น. (ปิดบริการวันจันทร์และวันพฤหัสบดี)

โทรศัพท์ : 09 0974 5962

Facebook : ร้านกาแฟลุงต่าย

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

เพลินพิศ เรียนเมฆ

ทาสแมวชอบหมา แต่หลงรักกาแฟไม่น้อยไปกว่าการอ่านหนังสือและท่องเที่ยว

Photographers

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

เพลินพิศ เรียนเมฆ

ทาสแมวชอบหมา แต่หลงรักกาแฟไม่น้อยไปกว่าการอ่านหนังสือและท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load