ผมเดินทางมาที่ ‘อโรคยศาล’ วัดคำประมง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หลังจากได้ข่าวมานานแล้วว่า วัดแห่งนี้มีพระรักษามะเร็งได้ผล เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ป่วยในฐานะสถานบำบัดทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มุ่งเน้นการรักษาแบบองค์รวม โดยเฉพาะคนไข้ที่หมดหวังจากวิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน 

บรรยากาศของวัดแห่งนี้มีสภาพเป็นวัดป่ามากกว่าวัดทั่วไป จากต้นไม้ สระน้ำ และความร่มรื่น ภายในวัด

ผมมาทราบภายหลังว่าบรรยากาศความร่มรื่นคือส่วนหนึ่งในการรักษาโรคร้ายนี้

หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม วัย 65 ปี เจ้าอาวาสวัดคำประมง เป็นอดีตวิศวกรกรมชลประทานในภาคอีสาน 

หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง

เมื่อ 40 ปีก่อนท่านได้ฟังธรรมจาก หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จึงเกิดศรัทธา ลาออกจากราชการมาบวชเป็นพระวัดสันติสังฆาราม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2539 หลวงตาปพนพัชร์ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดคำประมงแล้ว อาพาธด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูก ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฉายแสงและทำคีโมอย่างเต็มที่เป็นเวลาร่วมครึ่งปี วันแรกที่กลับมาถึงวัด ท่านเจ็บปวดทรมานมาก อาการหนักขนาดมีเลือดออกทางจมูก หายใจลำบาก ท่านจึงตัดสินใจนั่งสมาธิทั้งคืนจนจิตนิ่ง และศึกษาตำราสมุนไพรโบราณที่มีอยู่เล่มเดียวในวัด จนคิดสูตรยาสมุนไพรขึ้นมารักษาตัวเอง

ท่านรักษาตัวเองด้วยการต้มยาสมุนไพรฉัน ฉันยาแก้วแรกรู้สึกจมูกโล่งขึ้น หายใจสะดวก อาการค่อยๆ ดีขึ้น ภายหลังท่านมาตรวจที่โรงพยาบาล สแกนคอมพิวเตอร์ไม่พบค่ามะเร็ง ก้อนเนื้อในโพรงจมูกก็หายไป

สูตรยาสมุนไพรนี้ประกอบด้วยพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและมะเร็งหลายชนิด เช่น หัวร้อยรู หญ้าหนวดแมว ฯลฯ โดยเฉพาะหัวร้อยรูหรือว่านหัวร้อยรู พืชที่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก ถือเป็นพญาของยาสมุนไพรสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง

อโรคยศาล รพ. แผนไทยที่เยียวยาผู้ป่วยมะเร็งด้วยสมุนไพรคู่กับสมาธิและการสัมผัสธรรมชาติ

หลังท่านหายจากอาการอาพาธ ชาวบ้านที่ป่วยมะเร็งทราบข่าวก็พากันมาหาให้ท่านช่วยเหลือ ท่านมิอาจปฏิเสธผู้คน เกิดความเมตตาเพื่อนมนุษย์ จึงนำสมุนไพรและสมาธิบำบัดมาช่วยรักษา จนทำให้เกิดอโรคยศาลขึ้น 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มารักษาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รอความตายที่บ้าน จึงมุ่งมาหาด้วยความหวังสุดท้าย

ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามแนวทางการแพทย์แบบองค์รวม เน้นการใช้ยาสมุนไพรควบคู่กับสมาธิและธรรมชาติบำบัด ภายใต้แนวคิด ‘อยู่สบาย ตายสงบ งบไม่เสีย’

ท่านบอกว่า “ยิ่งเราอยู่ห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด ก็ป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น”

วิธีรักษาของท่านไม่ได้เน้นการให้ยาสมุนไพรอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าการรักษาจะได้ผล ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะจิตใจที่เครียด โดยให้ผู้ป่วยสัมผัสธรรมชาติตลอดเวลา สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะท่านเชื่อว่ายิ่งใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะช่วยเยียวยา

ท่านบอกว่า เป้าหมายของการรักษาไม่ได้อยู่ที่จะรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว ท่านรักษาใจผู้ป่วยเป็นหลักก่อน มิใช่ตัวโรค บรรเทาอาการเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานด้วยยาสมุนไพร

ดูแลจิตวิญญาณผู้ป่วยที่ต้องการความเข้าใจชีวิตและมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย

ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มต้นจนวาระสุดท้าย

ดูแลถึงผู้ใกล้ชิดในครอบครัวผู้ป่วย

ถ้าหากว่าจะต้องเสียชีวิตก็เสียชีวิตไปอย่างสุขสงบ (ตายแบบยิ้มได้) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติตามแนวทางศาสนาและวิทยาศาสตร์การแพทย์

ญาติของผู้ป่วยก็จะได้รับประโยชน์จากการช่วยดูแลผู้ป่วย ซึ่งมีผลต่อการปรับทัศนคติในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจและดูแลตนเองไม่ให้ป่วยเป็นมะเร็งต่อไป

แต่ละคืนผู้ป่วยและญาติจะมารวมตัวกันที่บริเวณระเบียงด้านหน้าอโรคยศาล เพื่อร่วมกันสวดมนต์ ร้องเพลง ออกกำลังกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และนั่งสมาธิ โดยมีหลวงตามาร่วมกิจกรรมด้วย

ท่านทำให้ผู้ป่วยมีเสียงหัวเราะ ได้ปลดปล่อยความรู้สึกเก็บกดที่ค้างคาภายในจิตใจ

ท่านจัดปาร์ตี้ดาวรุ่งพุ่งเมรุ หรือจัดงานแฟนซีให้ผู้ป่วยแต่งตัวเป็นผี ประกวดว่าใครจะสวยกว่ากัน ท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครง เสียงหัวเราะ และเป็นการปลงอนิจจังไปในตัว

ตลอดเวลาที่สนทนากับหลวงตา เราได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ของท่านตลอดเวลา และเมื่อติดตามท่านไปเยี่ยมผู้ป่วย ไปดูผู้ป่วยต้มสมุนไพรด้วยตนเอง ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งรอยยิ้ม

ดูเหมือนบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เป็นบรรยากาศที่ท่านพยายามสร้างขึ้นตลอดเวลาในวัดแห่งนี้ เพราะเป็นเพชฌฆาตทำลายความเครียดและทำลายศัตรูตัวร้ายอย่างมะเร็งได้เป็นอย่างดี

“มีคนถามหลวงตาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาหรือญาติที่เป็นมะเร็งจะหายไหม ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นมะเร็งระยะที่ลุกลามไปมาก กระจายไปทั่วแล้ว ถ้าเราบอกว่าหาย มันเหมือนเราหลอกเขาหรือเปล่า แต่หากบอกว่าไม่หาย ไม่ดีขึ้น มันก็เหมือนหลอกเขา เพราะมีผู้ป่วยหลายรายมาที่นี่แล้วอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าบอกไม่หาย เขาก็หมดกำลังใจ…

“แต่สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากที่นี่ก็คือ จิตวิญญาณของความเป็นพุทธะ จิตวิญญาณของความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่จะเข้าใจชีวิตมากกว่าที่เคยเป็น”

อโรคยศาล รพ. แผนไทยที่เยียวยาผู้ป่วยมะเร็งด้วยสมุนไพรคู่กับสมาธิและการสัมผัสธรรมชาติ

คนป่วยที่เข้ามาที่วัดจะได้รับการรักษาฟรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีญาติมาดูแลเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว คนป่วยจะได้ไม่รู้สึกเดียวดาย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรักษาตัวประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้น และกลับไปรักษาที่บ้าน โดยทางโรงพยาบาลจะส่งสมุนไพรไปให้ผู้ป่วยต้มด้วยตนเองเป็นประจำ

อโรคยศาลกลายเป็นโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยที่รักษาผู้ป่วยเฉพาะทางด้านมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทย เปิดทำการตั้งแต่ พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 15 ปี มีผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาทั้งสิ้นจำนวนหกพันกว่าคน และเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสถิติที่น่าสนใจมาก

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านเห็นผู้ป่วยหลายคนตายจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าคนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มองเห็นคุณค่าในชีวิตและยอมรับความจริงในชีวิต ได้อยู่พร้อมหน้ากับคนรัก และจากไปอย่างสงบ

ปัจจุบันทางวัดยังต้องจัดส่งสมุนไพรให้คนป่วยนำไปทานเดือนละ 2,000 ชุด นั่นแสดงว่ายังมีคนมีชีวิตรอดอีก 2,000 คน

ท่านมีอาสาสมัครจำนวนมากหลากหลายอาชีพมาช่วยงาน ตั้งแต่หมอ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก แม่บ้าน ฯลฯ มีเครือข่ายทั่วประเทศที่พร้อมช่วยเหลือท่าน

ทุกวันนี้อโรคยศาลเป็นเสมือนโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป เป็นแหล่งศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นสถานที่ดูงานของการแพทย์ไทยแผนโบราณทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันมาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง พบว่าตัวยามีผลในการยับยั้งเชื้อมะเร็งและรักษาโรคแทรกซ้อนได้จริง

นอกจากนี้ อโรคยศาลยังนำวิทยาการสมัยใหม่บางอย่าง เช่น Dark-field Microscope มาใช้ตรวจสอบเลือดสดๆ (Live Blood Analysis) ของผู้ป่วย เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์และติดตามความก้าวหน้าในการรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น โดยการแนะนำของกองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

ปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดำเนินการถอดบทเรียนองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้วยแนวทางของอโรคยศาล วัดคำประมง เพื่อเป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแก่โรงพยาบาลอื่นต่อไป

พ.ศ. 2558 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ให้หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม

ท่านบอกเสมอว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ทรมาน ได้อยู่กับคนรัก หากมีชีวิตได้นานๆ ก็นับเป็นโชคดี เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ได้จากไปอย่างสงบ ไม่ทรมาน และไม่โดดเดี่ยว

สูตรตัวยาสมุนไพรที่ท่านค้นพบ ไม่เคยจดลิขสิทธิ์ ท่านแจกจ่ายให้ทุกคน ไม่เคยหวงวิชา ท่านบอกว่ายิ่งแพร่หลาย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น

65 ปีของมนุษย์คนหนึ่ง ใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน

สนใจร่วมบริจาค ติดต่อที่ www.khampramong.org/donate.html

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“มาเที่ยวญี่ปุ่นมีป่าให้เดินด้วยหรือ”

หลายคนแปลกใจหลังจากผู้เขียนกลับจากเดินป่ามาร่วม 10 วัน พร้อมรูปถ่ายเป็นพยาน อันที่จริงหากเปรียบเทียบพื้นที่ป่าแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมีป่ามากกว่าประเทศไทยเสียอีก คือมีป่าประมาณร้อยละ 67 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 29 ของพื้นที่ประเทศ แม้ว่าป่าในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นป่ารุ่น 2 ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ทดแทนป่าดั้งเดิมที่ถูกตัดไปเมื่อร่วม 100 กว่าปีก่อน

เวลาเดินทาง ทุกคนจะรู้สึกอย่างเดียวกันว่า หากสนใจจะไปเจออะไร ส่วนใหญ่ก็จะโฟกัสหรือจดจ้องไปที่นั้นอย่างเดียว หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วตั้งใจจะมาเที่ยวเมือง อารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นก็คิดจะเดินเที่ยวเมืองเป็นหลัก หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อมาเดินดูวัดและปราสาทสำคัญ ก็คิดจะเดินเที่ยวในเมืองเป็นหลัก

เช่นเดียวกัน ทริปนี้ผู้เขียนสนใจจะมาเดินป่าที่ญี่ปุ่น พอลงเครื่องบิน เมืองรายทางแทบจะเป็นทางผ่าน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามป่าเขามากกว่า เครื่องบินจากเมืองไทยมาจอดที่จังหวัดฟุกุโอกะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวไทย แต่เราไม่ได้เข้าเมือง นั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นลงใต้ไปจังหวัดคุมาโมโตะ

ชินคันเซ็น แปลว่า สายทางไกลสายใหม่ เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของ เปิดใช้งานครั้งแรกใน พ.ศ. 2507 ต้อนรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว  และขยายโครงข่ายไปทั่วประเทศ แต่เป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล จนการรถไฟญี่ปุ่นเป็นหนี้จนแทบล้มละลาย ในที่สุดก็ต้องแปรรูปให้บริษัทเอกชน 4 แห่งรับมาดำเนินการต่อเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ปัจจุบันเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมีระยะทางประมาณ 2,800 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็ว 240 – 320 กิโลเมตร / ชั่วโมง และเคยทำลายสถิติโลกจากการวิ่งด้วยความเร็ว 603 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งรถไฟความเร็วสูงที่ได้รับการยอมรับในประสิทธิภาพจากทั่วโลกมี 3 ประเทศคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

เคยสงสัยไหมว่าทำไมหัวขบวนรถไฟหัวกระสุนจึงมีสภาพคล้ายปากนกยื่นออกมา คำตอบคือ รถไฟความเร็วสูงยุคแรกๆ เมื่อแล่นผ่านอุโมงค์จะเกิดคลื่นความดันของอากาศจากความเร็วของรถไฟ เมื่อพุ่งผ่านอากาศจะเกิดเสียงโซนิกบูมดังมาก เป็นมลพิษทางอากาศของประชาชนแถวนั้น ซึ่งวิศวกรก็แก้ไขไม่ได้สักที

จนกระทั่ง อิไอจิ นาคัตสุ วิศวกรนักดูนก สังเกตเห็น ‘นกกระเต็น’ เอาหัวพุ่งจากอากาศที่มีความต้านทานต่ำลงสู่ผิวน้ำที่มีความต้านทานสูงเพื่อจับปลา โดยมีน้ำกระเซ็นเพียงเล็กน้อย จึงเกิดความคิดที่จะออกแบบหัวรถไฟตามแบบปากของนกกระเต็น ซึ่งหัวรถไฟที่มีปากยาวยื่นออกมาแบบปากของนกกระเต็น เมื่อแล่นออกจากอุโมงค์ จะสามารถลดเสียงดังได้จริงและประหยัดพลังงานอีกด้วย

เราแวะค้างคืนที่จังหวัดคุมาโมโตะ จังหวัดที่มีเจ้าหมีดำคุมะมง มาสคอตประจำจังหวัด ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยรู้จักดี รุ่งเช้าเรานั่งรถไฟมุ่งหน้าลงใต้ที่จังหวัดคาโกชิมะ เพื่อมาขึ้นเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าไปเกาะยากุชิมะ เกาะรูปทรงกลมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคาโกชิม่า ห่างจากเกาะคิวชูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2536 พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300,000 ไร่ และมีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกประมาณ 67,000 ไร่  โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาชิราคาวะ อันเป็นป่ากึ่งเขตร้อนชื้นที่หาไม่ง่ายในประเทศทางเหนือ มียอดเขามิยาโนอูระสูง 1,936 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดที่ยากจะพิชิตได้

ป่ายากุชิมะ

ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ป่าปลูกใหม่ แต่เป็นป่าดั้งเดิมอายุนับพันปีที่เคยเป็นที่ทำสัมปทานทำไม้ในอดีต แต่ได้รับการอนุรักษ์ในเวลาต่อมา จนกลายเป็นอุทยานป่ากึ่งเขตร้อนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น จะเรียกว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์ยากุชิมะก็คงไม่ผิดอะไร

เราเริ่มต้นเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีหลายสาย ตั้งแต่ใช้เวลาไม่กี่นาที ครึ่งชั่วโมง 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 10 ชั่วโมง ต้องเอาเต็นท์ไปค้างแรมบนภูเขา อากาศหนาวเย็น ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งสังเกตได้ว่า ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนมาก มีพืชพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นที่เกิดขึ้นบริเวณนี้หลายพันชนิด มีกวางและลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ และเห็นได้เป็นระยะเมื่อเดินลึกเข้าไป พึงระลึกเสมอว่า เดินป่าในญี่ปุ่นมีกฎ 3 ข้อสำคัญคือ

  1. อย่าออกนอกเส้นทาง
  2. นำอะไรเข้าไป เอาออกมาให้หมด ขยะทั้งหลายและก้นบุหรี่
  3. อยากสูบบุหรี่เมื่อใด สูบได้ แต่อย่าเดินไปสูบไป

ตลอดระยะทางเดินป่าญี่ปุ่นจะสอดส่องหาเศษขยะยากกว่าหาดอกไม้จริงๆ เพราะคนที่นี่มีวินัยสูงมาก และเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน การทิ้งขยะถือเป็นการไม่เคารพสิทธิ์คนอื่น

เดินไปสักพักน้ำตกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น เกาะแห่งนี้มีน้ำตกหลายแห่งจนมีชื่อเรียกว่า Water Island จากความสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำที่มีน้ำไหลตลอด และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปีมากกว่าฝนตกทั่วญี่ปุ่นถึง 5 เท่าจากผืนป่าดิบ

เราไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ อากาศเย็นขึ้น สภาพป่าเปลี่ยนไป ตามพื้นดินระหว่างทางปกคลุมไปด้วยป่ามอสและดอกไม้เล็กกระจิริด หากไม่สังเกตก็อาจมองข้ามไป เพราะเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ เช่นเดียวกัน บางครั้งเรื่องราวของคนเล็กๆ อาจมีคุณค่ามากกว่าคนใหญ่ๆ เราเห็นรากไม้ขนาดยักษ์อยู่คู่กับดงมอสเล็กๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความประทับใจของดงมอสและป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กลายเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์แอนิเมชันของค่าย Studio Ghibli เรื่อง เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Mononoke-Hime) อันโด่งดัง ที่ออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1997 เป็นการ์ตูนที่สะท้อนให้คนหันมาอนุรักษ์ธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป

ลึกเข้าไปอีก เห็นร่องรอยของตอไม้ที่หลงเหลือจากการตัดไม้สัมปทานในอดีต ไม่ไกลมีต้นไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี เราเห็นคุณทวดต้นยาคุสึงิ หรือสนญี่ปุ่นพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอายุหลายพันปี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะแห่งนี้อีกด้วย เรายืนต่อหน้าคุณทวดเหล่านี้ ความสูงร่วม 30 เมตร มีเส้นรอบวง 15 เมตร บางต้นมีอายุถึง 3,000 ปี เราโอบกอดและสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตา การผ่านร้อนผ่านหนาวของคุณทวดเหล่านี้ คุณทวดเห็นชีวิตมาเยอะมาก ตั้งแต่การทำลายล้าง สงคราม การสร้างบ้านแปงเมืองของผู้คน คุณทวดมองดูปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยความสงบนิ่ง ต้นไม้ใหญ่ค้ำจุนโลกนี้เกินกว่าที่มนุษย์ตัวกระจิริดอย่างเราจะหยั่งรู้ได้

ป่ายากุชิมะ

คืนต่อมา เราไปดูเต่าขึ้นมาวางไข่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเกาะ ตรงบริเวณหาดนากาตะ เกาะแห่งนี้เป็นเขตอนุรักษ์เต่าตนุที่สำคัญ จัดการโดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ เราไปเองไม่ได้ ต้องมีคนนำทาง แต่ก่อนไปต้องเข้ารับฟังการบรรยายและแจ้งข้อห้ามต่างๆ ระหว่างการเดินลงชายหาด เช่น ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามถ่ายรูป ห้ามฉายไฟฉาย ห้ามจับโดนตัวเต่า ห้ามเก็บไข่ เป็นต้น เขาค่อนข้างเข้มงวด หากใครทำผิดระเบียบอาจถูกเชิญออกไป

เวลา 2 ทุ่ม ชาวบ้านพาเราเดินลงหาดท่ามกลางความมืดมิด เพราะห้ามใช้ไฟฉาย เกรงว่าจะเป็นการรบกวนไม่ให้เต่าขึ้นมาวางไข่ เขาให้พวกเรารออยู่ด้านบนของหาด  มีเจ้าหน้าที่ไปสังเกตดูว่าเต่าขึ้นมาวางไข่หรือยัง

เรารออยู่ร่วม 2 ชั่วโมง สักพักเต่าเริ่มขึ้นมาจากทะเล มาขุดหลุมบนเนินทรายเพื่อวางไข่ เจ้าหน้าที่พาเราไปดูเต่าขณะวางไข่ มีเพียงไฟฉายสีแดงจางๆ ไม่รบกวนเต่า ส่องไปที่บริเวณก้นของเต่า แม่เต่าขนาดความยาวเกือบเมตรเบ่งไข่ลงมาทีละลูกสองลูก บางช่วงเบ่งแรงออกมา 4 – 5 ลูก ไข่เต่ามีลักษณะกลมๆ คล้ายลูกปิงปอง มีเมือกใสๆ เหนียวๆ ติดอยู่ที่เปลือก แม่เต่าเบ่งไข่ออกมาประมาณ 100 กว่าฟอง แล้วนางก็เอาขาหลังปัดทราย กลบไข่ที่นางวางไว้เป็นอันเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่เอาแท็กมาติดที่ขาของแม่เต่า ทำบันทึกไว้เป็นข้อมูล สักพักแม่เต่าก็คลานลงทะเล เสร็จภารกิจในการสืบพันธุ์

ธรรมชาติในประเทศนี้มีเรื่องราวให้เรียนรู้อีกมากมาย อาจมากกว่าเรื่องราวในเมืองที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load