ผมเดินทางมาที่ ‘อโรคยศาล’ วัดคำประมง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หลังจากได้ข่าวมานานแล้วว่า วัดแห่งนี้มีพระรักษามะเร็งได้ผล เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ป่วยในฐานะสถานบำบัดทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มุ่งเน้นการรักษาแบบองค์รวม โดยเฉพาะคนไข้ที่หมดหวังจากวิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน 

บรรยากาศของวัดแห่งนี้มีสภาพเป็นวัดป่ามากกว่าวัดทั่วไป จากต้นไม้ สระน้ำ และความร่มรื่น ภายในวัด

ผมมาทราบภายหลังว่าบรรยากาศความร่มรื่นคือส่วนหนึ่งในการรักษาโรคร้ายนี้

หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม วัย 65 ปี เจ้าอาวาสวัดคำประมง เป็นอดีตวิศวกรกรมชลประทานในภาคอีสาน 

หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง

เมื่อ 40 ปีก่อนท่านได้ฟังธรรมจาก หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จึงเกิดศรัทธา ลาออกจากราชการมาบวชเป็นพระวัดสันติสังฆาราม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2539 หลวงตาปพนพัชร์ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดคำประมงแล้ว อาพาธด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูก ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฉายแสงและทำคีโมอย่างเต็มที่เป็นเวลาร่วมครึ่งปี วันแรกที่กลับมาถึงวัด ท่านเจ็บปวดทรมานมาก อาการหนักขนาดมีเลือดออกทางจมูก หายใจลำบาก ท่านจึงตัดสินใจนั่งสมาธิทั้งคืนจนจิตนิ่ง และศึกษาตำราสมุนไพรโบราณที่มีอยู่เล่มเดียวในวัด จนคิดสูตรยาสมุนไพรขึ้นมารักษาตัวเอง

ท่านรักษาตัวเองด้วยการต้มยาสมุนไพรฉัน ฉันยาแก้วแรกรู้สึกจมูกโล่งขึ้น หายใจสะดวก อาการค่อยๆ ดีขึ้น ภายหลังท่านมาตรวจที่โรงพยาบาล สแกนคอมพิวเตอร์ไม่พบค่ามะเร็ง ก้อนเนื้อในโพรงจมูกก็หายไป

สูตรยาสมุนไพรนี้ประกอบด้วยพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและมะเร็งหลายชนิด เช่น หัวร้อยรู หญ้าหนวดแมว ฯลฯ โดยเฉพาะหัวร้อยรูหรือว่านหัวร้อยรู พืชที่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก ถือเป็นพญาของยาสมุนไพรสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง

อโรคยศาล รพ. แผนไทยที่เยียวยาผู้ป่วยมะเร็งด้วยสมุนไพรคู่กับสมาธิและการสัมผัสธรรมชาติ

หลังท่านหายจากอาการอาพาธ ชาวบ้านที่ป่วยมะเร็งทราบข่าวก็พากันมาหาให้ท่านช่วยเหลือ ท่านมิอาจปฏิเสธผู้คน เกิดความเมตตาเพื่อนมนุษย์ จึงนำสมุนไพรและสมาธิบำบัดมาช่วยรักษา จนทำให้เกิดอโรคยศาลขึ้น 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มารักษาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รอความตายที่บ้าน จึงมุ่งมาหาด้วยความหวังสุดท้าย

ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามแนวทางการแพทย์แบบองค์รวม เน้นการใช้ยาสมุนไพรควบคู่กับสมาธิและธรรมชาติบำบัด ภายใต้แนวคิด ‘อยู่สบาย ตายสงบ งบไม่เสีย’

ท่านบอกว่า “ยิ่งเราอยู่ห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด ก็ป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น”

วิธีรักษาของท่านไม่ได้เน้นการให้ยาสมุนไพรอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าการรักษาจะได้ผล ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะจิตใจที่เครียด โดยให้ผู้ป่วยสัมผัสธรรมชาติตลอดเวลา สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะท่านเชื่อว่ายิ่งใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะช่วยเยียวยา

ท่านบอกว่า เป้าหมายของการรักษาไม่ได้อยู่ที่จะรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว ท่านรักษาใจผู้ป่วยเป็นหลักก่อน มิใช่ตัวโรค บรรเทาอาการเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานด้วยยาสมุนไพร

ดูแลจิตวิญญาณผู้ป่วยที่ต้องการความเข้าใจชีวิตและมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย

ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มต้นจนวาระสุดท้าย

ดูแลถึงผู้ใกล้ชิดในครอบครัวผู้ป่วย

ถ้าหากว่าจะต้องเสียชีวิตก็เสียชีวิตไปอย่างสุขสงบ (ตายแบบยิ้มได้) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติตามแนวทางศาสนาและวิทยาศาสตร์การแพทย์

ญาติของผู้ป่วยก็จะได้รับประโยชน์จากการช่วยดูแลผู้ป่วย ซึ่งมีผลต่อการปรับทัศนคติในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจและดูแลตนเองไม่ให้ป่วยเป็นมะเร็งต่อไป

แต่ละคืนผู้ป่วยและญาติจะมารวมตัวกันที่บริเวณระเบียงด้านหน้าอโรคยศาล เพื่อร่วมกันสวดมนต์ ร้องเพลง ออกกำลังกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และนั่งสมาธิ โดยมีหลวงตามาร่วมกิจกรรมด้วย

ท่านทำให้ผู้ป่วยมีเสียงหัวเราะ ได้ปลดปล่อยความรู้สึกเก็บกดที่ค้างคาภายในจิตใจ

ท่านจัดปาร์ตี้ดาวรุ่งพุ่งเมรุ หรือจัดงานแฟนซีให้ผู้ป่วยแต่งตัวเป็นผี ประกวดว่าใครจะสวยกว่ากัน ท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครง เสียงหัวเราะ และเป็นการปลงอนิจจังไปในตัว

ตลอดเวลาที่สนทนากับหลวงตา เราได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ของท่านตลอดเวลา และเมื่อติดตามท่านไปเยี่ยมผู้ป่วย ไปดูผู้ป่วยต้มสมุนไพรด้วยตนเอง ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งรอยยิ้ม

ดูเหมือนบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เป็นบรรยากาศที่ท่านพยายามสร้างขึ้นตลอดเวลาในวัดแห่งนี้ เพราะเป็นเพชฌฆาตทำลายความเครียดและทำลายศัตรูตัวร้ายอย่างมะเร็งได้เป็นอย่างดี

“มีคนถามหลวงตาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาหรือญาติที่เป็นมะเร็งจะหายไหม ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นมะเร็งระยะที่ลุกลามไปมาก กระจายไปทั่วแล้ว ถ้าเราบอกว่าหาย มันเหมือนเราหลอกเขาหรือเปล่า แต่หากบอกว่าไม่หาย ไม่ดีขึ้น มันก็เหมือนหลอกเขา เพราะมีผู้ป่วยหลายรายมาที่นี่แล้วอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าบอกไม่หาย เขาก็หมดกำลังใจ…

“แต่สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากที่นี่ก็คือ จิตวิญญาณของความเป็นพุทธะ จิตวิญญาณของความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่จะเข้าใจชีวิตมากกว่าที่เคยเป็น”

อโรคยศาล รพ. แผนไทยที่เยียวยาผู้ป่วยมะเร็งด้วยสมุนไพรคู่กับสมาธิและการสัมผัสธรรมชาติ

คนป่วยที่เข้ามาที่วัดจะได้รับการรักษาฟรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีญาติมาดูแลเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว คนป่วยจะได้ไม่รู้สึกเดียวดาย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรักษาตัวประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้น และกลับไปรักษาที่บ้าน โดยทางโรงพยาบาลจะส่งสมุนไพรไปให้ผู้ป่วยต้มด้วยตนเองเป็นประจำ

อโรคยศาลกลายเป็นโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยที่รักษาผู้ป่วยเฉพาะทางด้านมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทย เปิดทำการตั้งแต่ พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 15 ปี มีผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาทั้งสิ้นจำนวนหกพันกว่าคน และเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสถิติที่น่าสนใจมาก

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านเห็นผู้ป่วยหลายคนตายจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าคนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มองเห็นคุณค่าในชีวิตและยอมรับความจริงในชีวิต ได้อยู่พร้อมหน้ากับคนรัก และจากไปอย่างสงบ

ปัจจุบันทางวัดยังต้องจัดส่งสมุนไพรให้คนป่วยนำไปทานเดือนละ 2,000 ชุด นั่นแสดงว่ายังมีคนมีชีวิตรอดอีก 2,000 คน

ท่านมีอาสาสมัครจำนวนมากหลากหลายอาชีพมาช่วยงาน ตั้งแต่หมอ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก แม่บ้าน ฯลฯ มีเครือข่ายทั่วประเทศที่พร้อมช่วยเหลือท่าน

ทุกวันนี้อโรคยศาลเป็นเสมือนโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป เป็นแหล่งศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นสถานที่ดูงานของการแพทย์ไทยแผนโบราณทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันมาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง พบว่าตัวยามีผลในการยับยั้งเชื้อมะเร็งและรักษาโรคแทรกซ้อนได้จริง

นอกจากนี้ อโรคยศาลยังนำวิทยาการสมัยใหม่บางอย่าง เช่น Dark-field Microscope มาใช้ตรวจสอบเลือดสดๆ (Live Blood Analysis) ของผู้ป่วย เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์และติดตามความก้าวหน้าในการรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น โดยการแนะนำของกองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

ปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดำเนินการถอดบทเรียนองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้วยแนวทางของอโรคยศาล วัดคำประมง เพื่อเป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแก่โรงพยาบาลอื่นต่อไป

พ.ศ. 2558 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ให้หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม

ท่านบอกเสมอว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ทรมาน ได้อยู่กับคนรัก หากมีชีวิตได้นานๆ ก็นับเป็นโชคดี เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ได้จากไปอย่างสงบ ไม่ทรมาน และไม่โดดเดี่ยว

สูตรตัวยาสมุนไพรที่ท่านค้นพบ ไม่เคยจดลิขสิทธิ์ ท่านแจกจ่ายให้ทุกคน ไม่เคยหวงวิชา ท่านบอกว่ายิ่งแพร่หลาย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น

65 ปีของมนุษย์คนหนึ่ง ใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน

สนใจร่วมบริจาค ติดต่อที่ www.khampramong.org/donate.html

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“จิตรกรคนอื่นอาจประสบความสำเร็จด้วยการดัดแปลงตัวเองให้เขากับสังคม ทั้งทรยศกับสิ่งที่ตัวเองได้เริ่มไว้ แต่ปิกัสโซไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาเชื้อเชิญความสำเร็จเข้ามาหาทีละน้อย ขณะที่แวนโกะห์เชื้อเชิญความล้มเหลว นำทางไปสู่ความสำเร็จในภายหลัง ทั้งสองคนนี้เหมือนกันและต่างกัน เหมือนกันในแง่ความสำเร็จทางศิลปะ นำมาซึ่งแบบฉบับของศิลปินแห่งยุคสมัยของเรา” จอห์น เบอร์เกอร์ นักวิจารณ์ศิลปะ กล่าวถึงความสำเร็จของปิกัสโซ่ในปี 1921

ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ่ เป็นหนึ่งในศิลปินชั้นแนวหน้าผู้ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ภาพเขียนของเขาอาจไม่ใช่ภาพราคาแพงที่สุดในโลก (ภาพราคาแพงที่สุดในโลกคือภาพ Salvator Mundi ผลงานของของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ราคาประมูล 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 13,600 ล้านบาท) แต่ภาพของปิกัสโซติดอันดับภาพเขียนราคาแพง 1 ใน 10 มาแทบทุกครั้งที่มีการประมูลผลงานของเขาออกสู่ท้องตลาด

ตลอดชีวิตของเขาที่มีอายุยืนยาวถึง 91 ปี (ค.ศ. 1881 – 1973) ปิกัสโซ่ สร้างผลงานไว้ร่วม 50,000 ชิ้น แบ่งเป็น ภาพวาด 1,885 ชิ้น ประติมากรรม 1,228 ชิ้น งานเซรามิก 2,880 ชิ้น งานแกะสลัก 18,095 ชิ้น ภาพพิมพ์หิน 6,112 ชิ้น ภาพสลักนูน 3,181 ชิ้น ภาพลายเส้น 7,089 ชิ้น ประเมินว่าตอนเสียชีวิต ปิกัสโซ่ทิ้งทรัพย์สินไว้มีมูลค่าประมาณ 260 ล้านดอลลาร์ฯ ในราคาเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันคงมีมูลค่ามหาศาล

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

คงมีศิลปินไม่กี่คนผู้สร้างผลงานไว้ให้กับโลกได้อย่างมากมายถึงเพียงนี้ จนกลายเป็นบุคคลที่นิตยสาร ไทม์ ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสตศตวรรษที่ 20

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเกิดของปิกัสโซ่ที่เมืองมาลากา ในแคว้นอันดาลูซิอา ทางภาคใต้ของประเทศสเปน ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย
เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

บริเวณหน้าบ้านเกิดของเขา มีรูปปั้นปิกัสโซ่ขนาดเท่าตัวจริงนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งในสวนสาธารณะ ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวไปนั่งถ่ายรูปคู่กับเขาอย่างเป็นกันเอง

บ้านเกิดของเขาเป็นตึกแถวเล็ก ๆ ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซ่ (Museo Casa Natal de Picasso) ในวัยเด็กเขาใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่บ้านหลังนี้ ก่อนจะเดินทางไปพักอาศัยตามที่ต่าง ๆ ในสเปน และย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสเป็นการถาวรจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ตรงทางเข้ามีป้ายเขียนข้อความว่า “ปิกัสโซ่เกิดในบ้านหลังนี้ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1881 เขาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ในเมืองมาลากาจนอายุ 9 ขวบ และกลับมาเยี่ยมบ้านอีกหลายครั้ง บ้านเกิดหลังนี้อยู่ในงานของเขา ในความทรงจำ และในอารมณ์ความรู้สึกของเขาอย่างมิอาจลบเลือนได้”

เมื่อเดินขึ้นบันไดไปห้องจัดแสดงห้องแรก มีบันทึกเล่าเรื่องที่บ้านหลังนี้ว่า “พอคลอดออกมา หนูน้อยคนนี้เกือบตายเพราะไม่หายใจ ใคร ๆ ก็คิดว่าตายแล้ว เอาร่างไม่ไหวติงมาวางไว้บนโต๊ะครัว แต่ซัลวาดอร์ ลุงของเขาที่เป็นแพทย์ โน้มตัวลงและพ่นควันซิการ์มาที่จมูกของเด็ก ทำให้เด็กเริ่มไอและหายใจสำเร็จ”

ภายในห้องจะเห็นเสื้อผ้าสีขาวถักลูกไม้ในวัยเด็ก ใบประกาศนียบัตรการได้รับศีลล้างบาป รองเท้าหัดเดินคู่แรก ตุ๊กตาของเล่นเด็ก ภาพถ่ายครอบครัว พ่อแม่ ปิกัสโซ่ และน้องสาวในช่วงปี 1895 – 1896 สมุดบันทึกด้วยลายมือ และภาพวาดหลายรูปฝีมือโฮเซ รุยซ์ อี บลัส พ่อของปิกัสโซ่ ผู้เป็นครูสอนศิลปะ School of Fine Arts of Malaga ทำให้ลูกชายคนโตได้รับอิทธิพลการวาดรูปจากพ่อตั้งแต่เป็นเด็กน้อย

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

ปิกัสโซ่มีพรสวรรค์ด้านการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขาฉายแววการเป็นศิลปินระดับโลกด้วยการพูดคำว่า “piz, piz” (มาจากคำว่า lápiz เป็นภาษาสเปน แปลว่า ดินสอ (Pencil) แทนที่จะพูดคำว่า แม่ เหมือนเด็กทั่วไป เขาชอบขีด ๆ เขียน ๆ มาตั้งแต่จำความได้ และพ่อได้ซื้อพู่กันและจานสีเป็นของขวัญวันเกิดให้เมื่อครบ 6 ขวบ

ในห้องหนึ่งมีคำพูดของปิกัสโซ่จัดแสดงว่า

“แม่เคยพูดกับผมว่า หากเจ้าเป็นทหาร เจ้าจะได้เป็นนายพล หากเจ้าเป็นนักบวช เจ้าจะได้เป็นโป๊ป แต่ผมเป็นแค่จิตรกร

และกลายเป็นปิกัสโซ่”

เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของปิกัสโซที่สเปน ทำความรู้จักชีวิตและงานในทุกช่วงวัย

หากดูผลงานของปิกัสโซ่ตลอดชีวิต จะพบว่าเขาชอบวาดภาพนกพิราบเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก และครั้งหนึ่งตอนเด็กชายปิกัสโซ่อายุ 13 ขวบ ขณะที่พ่อกำลังวาดรูปนกพิราบ แต่วาดยังไม่เสร็จ ต้องออกไปทำธุระข้างนอก พอกลับมาปรากฏว่าลูกชายไปวาดรูปนกพิราบจนเสร็จเป็นรูปนกอย่างงดงามกว่าฝีมือตัวเองเสียอีก และเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 15 ปีก็มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

ในห้องหนึ่งที่เรียกว่า ห้องนกพิราบ จัดแสดงภาพวาดนกพิราบหลายภาพที่ปิกัสโซ่และพ่อของเขาวาด และต่อมาภาพลายเส้นนกพิราบเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของสันติภาพ ทุกครั้งที่มีการพูดถึงสันติภาพไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ภาพวาดนกพิราบของเขาจะปรากฏขึ้นควบคู่กันไป และปิกัสโซ่เองก็ได้เข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์หลายครั้งในปี 1950 ที่ประชุมสภาสันติภาพในเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ปิกัสโซ่ได้กล่าวสุนทรพจน์สั้น ๆ ว่า ภาพนกพิราบเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพ่อของเขาผู้ชอบวาดภาพนกพิราบ

ผู้เขียนเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ห้องทำงานของพ่อปิกัสโซ่ ที่ยังจัดวางเฟอร์นิเจอร์โต๊ะ เก้าอี้ ชุดรับแขก ภาพถ่าย ภาพวาด และสมุดบันทึกวางบนโต๊ะไว้เหมือนเมื่อร้อยปีก่อน ย้อนอดีตให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีชีวิตเสมอ

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

ระหว่างทางแต่ละห้อง จะมีคำพูดของปิกัสโซ่ชวนสะกิดใจเรา อาทิ

“สำหรับผม ไม่มีอดีตหรืออนาคตในงานศิลปะ ถ้างานศิลปะไม่สามารถดำรงอยู่เป็นปัจจุบันได้ตลอดกาล ก็ไม่ควรเป็นงานศิลปะ งานศิลปะของกรีก อียิปต์ หรืองานของจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ผ่านมา ไม่ใช่งานศิลปะในอดีต บางทีมันเป็นงานในขณะปัจจุบันยิ่งเสียกว่าที่เคยเป็นอีก”– ปิกัสโซ่ 1923

ห้องสุดท้ายที่ผู้เขียนแวะเข้าไป น่าจะเป็นห้องที่เป็นบทสรุปชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้เป็นอย่างดี เป็นที่ทราบกันดีว่าปิกัสโซ่ฉายแววอัจฉริยะวาดภาพได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่เป็นเด็ก ประสบความสำเร็จในอาชีพตั้งแต่วัยหนุ่ม ภาพเขียนของเขาขายได้ในราคาดีมากมาตลอดชีวิต เขาเป็นนักทดลอง พยายามสร้างสรรค์งานศิลปะใหม่ ๆ แบบไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะงานศิลปะแบบคิวบิสม์ ที่กล่าวกันว่าเขาได้รับอิทธิพลจากหน้ากากแอฟริกัน นอกจากนั้นเขายังหยิบจับวัสดุทุกอย่างมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่างานปั้น งานแกะสลัก งานพิมพ์ไม้ พิมพ์หิน พิมพ์แผ่นโลหะ และภาพลายเส้น

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

มีภาพชุดหนึ่งในห้องสุดท้าย แสดงภาพวาดในช่วงบั้นปลายชีวิต หลายภาพเขาตวัดปลายพู่กันราวกับเด็กน้อยเป็นผู้วาด ช่างเรียบง่าย ไร้เดียงสาแต่ทรงพลังยิ่ง และมีภาพชุดหนึ่งเป็นภาพวาดลายเส้นกระทิงที่เขาวาดในช่วงอายุต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม วัยชรา จนมาภาพสุดท้ายก่อนตายไม่กี่ปี จะเห็นพัฒนาการของภาพวาดกระทิงจากภาพเหมือนจริง มาเป็นภาพแบบคิวบิสม์ และค่อย ๆ ถอดรูป ลดรูป ลดรายละเอียดไปเรื่อย ๆ จนภาพสุดท้ายกลายเป็นภาพลายเส้นไม่กี่เส้น บริสุทธิ์เหมือนเด็กวาด แต่ชัดเจนในความเป็นกระทิง

Pablo Ruiz Picasso House Museum บ้านเกิดที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ

ครั้งหนี่ง ปิกัสโซ่เคยกล่าวในงานนิทรรศการศิลปะเด็กว่า

“ตอนผมอายุเท่าเด็กน้อยเหล่านี้ ผมวาดภาพเหมือนได้งดงามระดับเทพอย่างราฟาเอล แต่ผมต้องใช้เวลาเกือบตลอดชีวิต เพื่อจะกลับมาวาดภาพได้บริสุทธิ์เหมือนเด็กเหล่านี้”

จะมีสักกี่คนที่มีพลังทำงานสร้างสรรค์งานทรงคุณค่าทิ้งไว้กับโลกได้ตลอดเวลาแบบไม่เคยหยุดนิ่ง จนเกือบสุดท้ายของลมหายใจ

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load