ผมเดินทางมาที่ ‘อโรคยศาล’ วัดคำประมง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หลังจากได้ข่าวมานานแล้วว่า วัดแห่งนี้มีพระรักษามะเร็งได้ผล เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ป่วยในฐานะสถานบำบัดทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มุ่งเน้นการรักษาแบบองค์รวม โดยเฉพาะคนไข้ที่หมดหวังจากวิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน 

บรรยากาศของวัดแห่งนี้มีสภาพเป็นวัดป่ามากกว่าวัดทั่วไป จากต้นไม้ สระน้ำ และความร่มรื่น ภายในวัด

ผมมาทราบภายหลังว่าบรรยากาศความร่มรื่นคือส่วนหนึ่งในการรักษาโรคร้ายนี้

หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม วัย 65 ปี เจ้าอาวาสวัดคำประมง เป็นอดีตวิศวกรกรมชลประทานในภาคอีสาน 

หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง

เมื่อ 40 ปีก่อนท่านได้ฟังธรรมจาก หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จึงเกิดศรัทธา ลาออกจากราชการมาบวชเป็นพระวัดสันติสังฆาราม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2539 หลวงตาปพนพัชร์ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดคำประมงแล้ว อาพาธด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูก ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฉายแสงและทำคีโมอย่างเต็มที่เป็นเวลาร่วมครึ่งปี วันแรกที่กลับมาถึงวัด ท่านเจ็บปวดทรมานมาก อาการหนักขนาดมีเลือดออกทางจมูก หายใจลำบาก ท่านจึงตัดสินใจนั่งสมาธิทั้งคืนจนจิตนิ่ง และศึกษาตำราสมุนไพรโบราณที่มีอยู่เล่มเดียวในวัด จนคิดสูตรยาสมุนไพรขึ้นมารักษาตัวเอง

ท่านรักษาตัวเองด้วยการต้มยาสมุนไพรฉัน ฉันยาแก้วแรกรู้สึกจมูกโล่งขึ้น หายใจสะดวก อาการค่อยๆ ดีขึ้น ภายหลังท่านมาตรวจที่โรงพยาบาล สแกนคอมพิวเตอร์ไม่พบค่ามะเร็ง ก้อนเนื้อในโพรงจมูกก็หายไป

สูตรยาสมุนไพรนี้ประกอบด้วยพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและมะเร็งหลายชนิด เช่น หัวร้อยรู หญ้าหนวดแมว ฯลฯ โดยเฉพาะหัวร้อยรูหรือว่านหัวร้อยรู พืชที่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก ถือเป็นพญาของยาสมุนไพรสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง

อโรคยศาล รพ. แผนไทยที่เยียวยาผู้ป่วยมะเร็งด้วยสมุนไพรคู่กับสมาธิและการสัมผัสธรรมชาติ

หลังท่านหายจากอาการอาพาธ ชาวบ้านที่ป่วยมะเร็งทราบข่าวก็พากันมาหาให้ท่านช่วยเหลือ ท่านมิอาจปฏิเสธผู้คน เกิดความเมตตาเพื่อนมนุษย์ จึงนำสมุนไพรและสมาธิบำบัดมาช่วยรักษา จนทำให้เกิดอโรคยศาลขึ้น 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มารักษาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รอความตายที่บ้าน จึงมุ่งมาหาด้วยความหวังสุดท้าย

ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามแนวทางการแพทย์แบบองค์รวม เน้นการใช้ยาสมุนไพรควบคู่กับสมาธิและธรรมชาติบำบัด ภายใต้แนวคิด ‘อยู่สบาย ตายสงบ งบไม่เสีย’

ท่านบอกว่า “ยิ่งเราอยู่ห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด ก็ป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น”

วิธีรักษาของท่านไม่ได้เน้นการให้ยาสมุนไพรอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าการรักษาจะได้ผล ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะจิตใจที่เครียด โดยให้ผู้ป่วยสัมผัสธรรมชาติตลอดเวลา สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะท่านเชื่อว่ายิ่งใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะช่วยเยียวยา

ท่านบอกว่า เป้าหมายของการรักษาไม่ได้อยู่ที่จะรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว ท่านรักษาใจผู้ป่วยเป็นหลักก่อน มิใช่ตัวโรค บรรเทาอาการเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานด้วยยาสมุนไพร

ดูแลจิตวิญญาณผู้ป่วยที่ต้องการความเข้าใจชีวิตและมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย

ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มต้นจนวาระสุดท้าย

ดูแลถึงผู้ใกล้ชิดในครอบครัวผู้ป่วย

ถ้าหากว่าจะต้องเสียชีวิตก็เสียชีวิตไปอย่างสุขสงบ (ตายแบบยิ้มได้) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติตามแนวทางศาสนาและวิทยาศาสตร์การแพทย์

ญาติของผู้ป่วยก็จะได้รับประโยชน์จากการช่วยดูแลผู้ป่วย ซึ่งมีผลต่อการปรับทัศนคติในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจและดูแลตนเองไม่ให้ป่วยเป็นมะเร็งต่อไป

แต่ละคืนผู้ป่วยและญาติจะมารวมตัวกันที่บริเวณระเบียงด้านหน้าอโรคยศาล เพื่อร่วมกันสวดมนต์ ร้องเพลง ออกกำลังกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และนั่งสมาธิ โดยมีหลวงตามาร่วมกิจกรรมด้วย

ท่านทำให้ผู้ป่วยมีเสียงหัวเราะ ได้ปลดปล่อยความรู้สึกเก็บกดที่ค้างคาภายในจิตใจ

ท่านจัดปาร์ตี้ดาวรุ่งพุ่งเมรุ หรือจัดงานแฟนซีให้ผู้ป่วยแต่งตัวเป็นผี ประกวดว่าใครจะสวยกว่ากัน ท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครง เสียงหัวเราะ และเป็นการปลงอนิจจังไปในตัว

ตลอดเวลาที่สนทนากับหลวงตา เราได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ของท่านตลอดเวลา และเมื่อติดตามท่านไปเยี่ยมผู้ป่วย ไปดูผู้ป่วยต้มสมุนไพรด้วยตนเอง ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งรอยยิ้ม

ดูเหมือนบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เป็นบรรยากาศที่ท่านพยายามสร้างขึ้นตลอดเวลาในวัดแห่งนี้ เพราะเป็นเพชฌฆาตทำลายความเครียดและทำลายศัตรูตัวร้ายอย่างมะเร็งได้เป็นอย่างดี

“มีคนถามหลวงตาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาหรือญาติที่เป็นมะเร็งจะหายไหม ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นมะเร็งระยะที่ลุกลามไปมาก กระจายไปทั่วแล้ว ถ้าเราบอกว่าหาย มันเหมือนเราหลอกเขาหรือเปล่า แต่หากบอกว่าไม่หาย ไม่ดีขึ้น มันก็เหมือนหลอกเขา เพราะมีผู้ป่วยหลายรายมาที่นี่แล้วอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าบอกไม่หาย เขาก็หมดกำลังใจ…

“แต่สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากที่นี่ก็คือ จิตวิญญาณของความเป็นพุทธะ จิตวิญญาณของความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่จะเข้าใจชีวิตมากกว่าที่เคยเป็น”

อโรคยศาล รพ. แผนไทยที่เยียวยาผู้ป่วยมะเร็งด้วยสมุนไพรคู่กับสมาธิและการสัมผัสธรรมชาติ

คนป่วยที่เข้ามาที่วัดจะได้รับการรักษาฟรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีญาติมาดูแลเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว คนป่วยจะได้ไม่รู้สึกเดียวดาย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรักษาตัวประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้น และกลับไปรักษาที่บ้าน โดยทางโรงพยาบาลจะส่งสมุนไพรไปให้ผู้ป่วยต้มด้วยตนเองเป็นประจำ

อโรคยศาลกลายเป็นโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยที่รักษาผู้ป่วยเฉพาะทางด้านมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทย เปิดทำการตั้งแต่ พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 15 ปี มีผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาทั้งสิ้นจำนวนหกพันกว่าคน และเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสถิติที่น่าสนใจมาก

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านเห็นผู้ป่วยหลายคนตายจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าคนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มองเห็นคุณค่าในชีวิตและยอมรับความจริงในชีวิต ได้อยู่พร้อมหน้ากับคนรัก และจากไปอย่างสงบ

ปัจจุบันทางวัดยังต้องจัดส่งสมุนไพรให้คนป่วยนำไปทานเดือนละ 2,000 ชุด นั่นแสดงว่ายังมีคนมีชีวิตรอดอีก 2,000 คน

ท่านมีอาสาสมัครจำนวนมากหลากหลายอาชีพมาช่วยงาน ตั้งแต่หมอ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก แม่บ้าน ฯลฯ มีเครือข่ายทั่วประเทศที่พร้อมช่วยเหลือท่าน

ทุกวันนี้อโรคยศาลเป็นเสมือนโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป เป็นแหล่งศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นสถานที่ดูงานของการแพทย์ไทยแผนโบราณทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันมาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง พบว่าตัวยามีผลในการยับยั้งเชื้อมะเร็งและรักษาโรคแทรกซ้อนได้จริง

นอกจากนี้ อโรคยศาลยังนำวิทยาการสมัยใหม่บางอย่าง เช่น Dark-field Microscope มาใช้ตรวจสอบเลือดสดๆ (Live Blood Analysis) ของผู้ป่วย เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์และติดตามความก้าวหน้าในการรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น โดยการแนะนำของกองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

ปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดำเนินการถอดบทเรียนองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้วยแนวทางของอโรคยศาล วัดคำประมง เพื่อเป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแก่โรงพยาบาลอื่นต่อไป

พ.ศ. 2558 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ให้หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม

ท่านบอกเสมอว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ทรมาน ได้อยู่กับคนรัก หากมีชีวิตได้นานๆ ก็นับเป็นโชคดี เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ได้จากไปอย่างสงบ ไม่ทรมาน และไม่โดดเดี่ยว

สูตรตัวยาสมุนไพรที่ท่านค้นพบ ไม่เคยจดลิขสิทธิ์ ท่านแจกจ่ายให้ทุกคน ไม่เคยหวงวิชา ท่านบอกว่ายิ่งแพร่หลาย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น

65 ปีของมนุษย์คนหนึ่ง ใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน

สนใจร่วมบริจาค ติดต่อที่ www.khampramong.org/donate.html

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

2 พฤศจิกายน 2564
12K

ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี คุณเอื้อย-พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้าและเดินทางไกลมากกว่าผู้คนจำนวนมาก ในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส หากนับเป็นระยะทางของอาชีพนี้ คุณเอื้อยคงโบยบินไปทั่วโลกมาหลายล้านกิโลเมตร

จนกระทั่งเมื่อวัย 50 เริ่มต้น เธอได้เลือกเส้นทางชีวิตแบบใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพเดิมเลย คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

หากใครเป็นคนเมืองชลบุรี อาจจะเคยขับรถผ่านโรงไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัด คือ ‘ไต้ลิ้มค้าไม้’ ริมถนนสายบางนา-ตราด

พิมล จิระณานนท์ บิดาของคุณเอื้อย เป็นผู้ก่อตั้งไต้ลิ้มค้าไม้เมื่อ 50 กว่าปีก่อน  ไต้ เป็นภาษาจีนแปลว่า ใหญ่ ลิ้ม แปลว่า ป่า สองคำนี้จึงมีความหมายถึงป่าใหญ่ และต่อมา ไต้ลิ้ม ได้กลายเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ของคุณเอื้อย ผู้บุกเบิกแบรนด์นี้มาได้ไม่นาน

“สมัยเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ป๋าพายเรือขายถ่านไม้โกงกางและไม้ไผ่ในคลองประเวศ และต่อมาไปทำงานอยู่โรงเลื่อยไม้ในจังหวัดอุดรธานี  รู้ช่องทางค้าไม้ จึงกลับมาเปิดโรงค้าไม้ รับไม้ตามโรงเลื่อยต่างจังหวัดมาขายในกรุงเทพฯ และต่อมาเปิดร้านขายไม้แถวพระโขนง แล้วมีกิจการเรือประมงจับปลามาขายแถวปากน้ำด้วย” คุณเอื้อยลูกสาวคนโต ลำดับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคุณพ่อให้ฟัง

“ประมาณ พ.ศ. 2510 ป๋าเป็นเจ้าของเรือประมงสองลำ ทุกปีต้องขูดเพรียงที่มาเกาะลำตัวเรือ  เพรียงทำให้ไม้ผุ ต้องมาที่อู่เรือแถวปากน้ำ ยกเรือขึ้นมาวางบนคานเรือ แล้วขูดเพรียงออกพร้อมกับทาสีเคลือบเนื้อไม้ใหม่ไม่ให้ผุ  แต่ระยะหลังอู่เรือเต็มตลอดเพราะเรือเยอะ ต้องเสียเวลารอนานมาก ป๋าเลยคิดจะหาที่มาทำคานเรือเอง จึงมาหาซื้อที่ดินแถวตำบลคลองตำหรุ ชลบุรี ด้านหน้าติดถนนใหญ่ มีด้านหลังติดคลองไปออกแม่น้ำบางปะกงได้ พอได้ที่แปลงนี้ก็เอาเรือมาจากปากน้ำ อ่าวไทย เข้ามาที่นี่แทน มาซ่อมแซมประจำปีเช่นขูดเพรียง ทาสี”

จากจุดเริ่มต้นเพียงแค่ทำคานเรือซ่อมเรือประมงของตัวเอง ก็มีคนแถวนี้เอาเรือมาจ้างขูดเพรียงด้วย ทำไปทำมา เลยกลายเป็นอู่ต่อเรือ และเปิดโรงไม้ไต้ลิ้มค้าไม้ ทำธุรกิจโรงเลื่อย ขายไม้ปลูกบ้าน ไม้ต่อเรือ ไม้ต่อรถบรรทุก รับต่อเรือประมงและเรือยอร์ช

คุณเอื้อยพาผู้เขียนเดินสำรวจโรงไม้ไต้ลิ้ม บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองไม้กองอยู่เป็นจำนวนมาก เกือบทั้งหมดเป็นไม้เก่าเก็บอายุหลายสิบปี ที่ปัจจุบันขายยากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลง

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

“จำได้ว่าตอนที่ป๋ายังต่อเรืออยู่ ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะไม้ตะเคียน เป็นไม้แข็งมาก ทนน้ำ ทนผุ  ส่วนข้างในเก๋งเรือก็เป็นไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้แดง มีลวดลายสวยมาก และไม่ได้ราคาแพงเหมือนปัจจุบัน”

แต่แล้วเมื่อเกิดพายุเกย์ถล่มอ่าวไทยใน พ.ศ. 2532 มีเรือประมงจำนวนมากเสียหาย จนเจ้าของเรือต้องเลิกกิจการไป และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่อเรือของอู่ต่อเรือแห่งนี้ กิจการต่อเรือเริ่มซบเซาลง จนคุณพิมลต้องเลิกกิจการอู่ต่อเรือ

“ตอนนั้นลูกค้าต่อเรือมาจากทางใต้ พอเรือล่มจากพายุเกย์ก็เจ๊งหมด ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไม่มาซื้อเรือของป๋า เรือที่เราขึ้นโครงกระดูกงูบนคานเรือสามสี่ลำก็ไม่มีคนมาซื้อ  ขณะเดียวกัน รายได้จากขายไม้แปรรูปไปต่อรถพ่วงก็ลดลงอีก”

ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับไม้จะเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ 

“สมัยนั้น รถพ่วงหรือรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ ไม่ได้เป็นตู้เหล็กแบบสมัยนี้ แต่ใช้ไม้มาประกอบเป็นโครงรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกซุงหรือรถพ่วงชนิดต่างๆ เรียกกันว่า รถสาลี่  ที่จังหวัดชลบุรีมีอู่ต่อรถพ่วงเยอะมาก เพราะรถบรรทุกสมัยก่อน เจ้าของรถจะซื้อมาเฉพาะหัวรถ แล้วมาจ้างอู่ต่อรถประกอบโครงรถ กับพื้นรถด้วยไม้เป็นหลัก แต่ระยะหลังพอเปลี่ยนเป็นตู้เหล็ก เราก็ขายไม้ลดลง”

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

โรงไม้ไต้ลิ้ม จึงเปลี่ยนมาเน้นการขายไม้แปรรูปสำหรับปลูกบ้าน เช่น ไม้พื้น บันได ไม้ฝา รับทำวงกบ บานประตู บานหน้าต่าง โดยใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ตะเคียนทอง และไม้เต็ง  

แต่ช่วงหลัง มีวัสดุทดแทนไม้แปรรูปมากขึ้น บ้านต่างๆ ก็นิยมใช้จากราคาที่ถูกกว่า และเมื่อผู้คนนิยมอาศัยในคอนโดมิเนียมมากขึ้น ความต้องการใช้ไม้ในการสร้างบ้านหรือแต่งบ้าน ก็ลดน้อยลงตามยุคสมัย

“สมัยก่อนหมู่บ้านจัดสรรไม่เยอะ คนนิยมมาซื้อไม้ไปสร้างบ้านทั้งหลัง แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น เจ้าของโครงการก็ใช้วัสดุทดแทนมากกว่าไม้จริง อย่างไม้เต็ง ตะเคียน ทำโครงสร้างพวกเสา คานไม้ได้ดี แต่เดี๋ยวนี้โครงสร้างบ้านกลายเป็นเหล็กไปเกือบหมด”

วันเวลาผ่านไป ลูกๆ โตขึ้น ต่างคนมีอาชีพการงานของตัวเอง เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงใน พ.ศ. 2538 แม่ผู้อายุมากขึ้นมารับช่วงกิจการแทนพ่อ จนลูกๆ เริ่มคิดว่า วันหนึ่งต้องกลับมาดูแลกิจการโรงไม้ที่ซบเซาลงเรื่อยๆ 

“จำได้ว่าป๋าเคยจ้างให้ออกจากการบินไทย เพื่อมาช่วยป๋าทำงานที่โรงไม้ แต่ก็ไม่ยอมลาออก เพราะรู้สึกสบาย ได้เที่ยวด้วย แต่พอป๋าตาย ก็เริ่มคิดมากขึ้น ระหว่างเป็นแอร์ฯ ลึกๆ ก็คิดถึงโรงไม้ของป๋าตลอดเวลา กลับมาบ้าน เดินรอบโรงไม้ ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ไม้เก่าเก็บเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง แต่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร จนกระทั่งน้องสาวมีไอเดียว่า จะออกแบบพวกโต๊ะ เก้าอี้ไม้ มาออกบูทขายที่งานสวนหลวงร.9 ปีละครั้ง”

พ.ศ.​ 2549 ไต้ลิ้มค้าไม้ เริ่มทำโต๊ะ เก้าอี้สนาม และเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง ด้วยเห็นว่าไม้เนื้อแข็งดีๆ เป็นของมีค่า และนับวันจะหายากขึ้น การทำเฟอร์นิเจอร์นอกจากได้ใช้ไม้เหล่านี้ให้คุ้มค่าแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าให้กับงานไม้อีกด้วย  แบบของเฟอร์นิเจอร์ในปีแรกๆ พัฒนามาจากงาน DIY โดยพัฒนาและเสริมรายละเอียดให้งานแต่ละชิ้นแข็งแรงทนทานและใช้งานได้นาน

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นลองทำดู โดยมีรุ่นพี่สถาปนิก คุณประกาสิต แย้มบุญชู ช่วยออกแบบเก้าอี้ โต๊ะทานอาหาร และม้านั่งแนว Contemporary ซึ่งมีรูปทรงร่วมสมัย มี Form & Function ที่ลงตัว โดยเน้นโครงสร้างแข็งแรงและนั่งสบาย ทำให้ไต้ลิ้มค้าไม้ได้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแฮนด์เมดคุณภาพดี ส่งมอบให้กับลูกค้าที่รักงานไม้

“แต่ทำได้สักพัก น้องสาวก็ย้ายครอบครัวไปอยู่นิวซีแลนด์ เราเลยมาช่วยดูแลแทน ไปขายที่สวนหลวง ร.9 ทุกปี มีลูกค้าชมว่างานเฟอร์นิเจอร์ไม้สวย และรุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่วงการเฟอร์นิเจอร์ บอกว่า น่าจะทำจริงจัง ไปขายในงานบ้านและสวน แต่เราคิดหนัก เพราะค่าที่แพงมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจไปจองบูท น้องสาวสังเกตเห็นชื่อร้านค้าในงานส่วนใหญ่มีแต่ชื่อฝรั่ง เลยใช้ชื่อร้าน ไต้ลิ้ม (TAILIM) ให้ดูแตกต่างไปเลย”

พอเริ่มเป็นแบรนด์ ‘TAILIM’ ชัดเจนขึ้นมาและการลงทุนสูงขึ้น เฉพาะค่าจองบูทในงานประมาณ 200,000 บาท คุณเอื้อยจึงเริ่มคิดว่า การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้คงต้องจริงจังแล้ว การลาออกจากอาชีพเก่าจึงเกิดขึ้น

พ.ศ. 2558 คุณเอื้อยก็ลาออก Early Retire มาจากการบินไทย และบอกแม่ว่าขอเวลา 5 ปี จะทำให้ร้านไม้แห่งนี้เป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีคุณภาพให้ได้

“ตอนแรกไม่รู้เรื่องการออกแบบเลย แต่ก็เป็นความหลอนมาตลอดว่า ถ้ามีคนในบ้านเรียนออกแบบมาสักคน จะมีประโยชน์มากในการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ พอลาออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อยากเรียนออกแบบให้ได้ ก็เลยไปเรียนที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ เรียนสองปีเต็ม “

โบราณบอกว่า ชีวิตคนเราเริ่มต้นเมื่ออายุ 50 ปี

คุณเอื้อยในวัย 50 ต้นๆ กลับมาเป็นนักเรียนออกแบบ แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเลย ไม่ว่าการวาดรูป การใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ 

“เราน่าจะเป็นนักเรียนที่อายุมากและด้อยประสบการณ์มากที่สุด ตอนเรียนซัฟเฟอร์มาก เพราะไม่เคยมีพื้นฐาน เคยวาดแต่การ์ตูน แต่นี่ต้องวาดภาพแบบ Perspective วาดภาพสามมิติ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียนไปร้องไห้ไป เพราะเหมือนอยู่กันคนละโลก

“สามีบอกว่า ถ้ามันปวดใจขนาดนี้ก็เลิกเรียนเลย แต่ให้ถามตัวเองก่อนว่า ที่ผ่านมาพยายามถึงที่สุดหรือยัง สุดท้ายก็ฮึดสู้

“ตอนนั้นจำคำพูดป๋าได้แม่นเลย ป๋าชอบพูดว่า ‘คนเป็นไม่ใช่คนตาย’ ตอนแรกไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่มาตอนนี้เข้าใจชัดเจนว่า คนเป็นยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องคิดแก้ปัญหาไปสิ ไม่ใช่คนตายแล้วนอนในโลงนิ่งๆ”

2 ปีต่อมา คุณเอื้อยก็ได้กลายมาเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ เธอได้กลับมาฟื้นฟูกิจการโรงไม้เก่าของคุณพ่อ จากโกดังเก็บไม้กลายเป็นร้านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ และแบรนด์ของไต้ลิ้ม ที่คนรุ่นเก่ารู้จักในฐานะโรงไม้คุณภาพสูง กลายเป็นแบรนด์ของเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง

“สิ่งที่ได้จากการเรียน นอกจากพื้นฐานการออกแบบ Product Design แล้ว สิ่งที่ได้คือวิธีคิด  อาทิ ถ้าจะออกแบบเก้าอี้ตัวใหม่ จะได้วิธีคิดชัดเจน ออกแบบให้ใคร ใครคือผู้ใช้ มีฟังก์ชันอะไร และใช้กับสเปซแบบไหน ฯลฯ  เราต้องตอบคำถาม What Where When Why How ได้ให้หมดก่อนจะออกแบบ

 “โชคดีที่ครูผู้สอน Daniel Martinez เขาสอนเก่งมาก และรู้จุดอ่อนจุดแข็งของเราว่า เราจะออกแบบอะไรได้ดี”

พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

วิชาสุดท้ายก่อนจบ คือการออกแบบเก้าอี้ตัวหนึ่ง โดยครู Daniel ให้การบ้านไปหารูปเก้าอี้ที่ชอบมา 10 ตัว และค่อยๆ วิเคราะห์เก้าอี้แต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร ทำด้วยวัสดุอะไร และทำไมเราชอบ จนกระทั่งให้ออกแบบเก้าอี้ที่เราชอบ 10 ตัวตามสไตล์ของเรา เริ่มจากการทำโมเดลด้วยกระดาษ จนพัฒนากลายมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบของเราแค่ตัวเดียว 

“ในบรรดา Product Design ทั้งหมด ออกแบบเก้าอี้ยากสุด อย่างออกแบบโต๊ะมีมาตรฐานเหมือนกัน สูง 75 เซนติเมตร แต่เก้าอี้ต้องออกแบบให้นั่งสบาย ถ้าฟอร์มสวยแต่นั่งไม่สบายก็ไม่ตอบโจทย์ เก้าอี้ต้องมีองศาในการเอียงที่รับกับพนักพิง หากพนักพิงตรงก็นั่งไม่สบาย การออกแบบเก้าอี้ให้สบายจึงปราบเซียน” 

จากแบบที่วาดในกระดาษ คุณเอื้อยเริ่มพัฒนาเป็นเก้าอี้ไม้จริงๆ แต่ต้องผ่านการทำโมเดล 1 : 5 ด้วยกระดาษและไม้สักถึง 8 ครั้งกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบ

“ตอนดูในแบบสามมิติ หมุนไปหมุนมานึกว่าสวย แต่พอทำออกมาจริง ปรากฏว่านั่งไม่สบาย ก็ต้องไปทำใหม่อีกหลายครั้ง กว่าจะได้ของต้นแบบ”

เก้าอี้รุ่น ‘สบาย’ จึงเป็นผลงานการออกแบบชิ้นแรก และกลายเก้าอี้ขายดีอันดับต้นๆ ของแบรนด์ ไต้ลิ้ม

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ไต้ลิ้มนอกจากการออกแบบแล้ว คือเป็นงานไม้เนื้อแข็ง Solid Wood ทำด้วยมือทุกอย่าง งานเซาะร่องเข้าเดือย เป็นงานที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ต้องใช้มือเท่านั้น และใช้งานได้หลายสิบปี

กล่าวกันว่า เวลาซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ อยากรู้ว่างานแข็งแรงและละเอียดเพียงใด ให้ดูโครงสร้างและส่วนที่ไม่ถูกโชว์ คือพื้นส่วนใต้โต๊ะหรือเก้าอี้ ว่าทำงานเรียบร้อยไหม เซาะร่อง เข้าเดือย เรียบร้อยไหม หรือสัมผัสแล้วยังมีเสี้ยนไหม 

“มีเด็กรุ่นน้องคนหนึ่งเก็บเงินมาซื้อโต๊ะ TAILIM ตัวละสี่หมื่นบาท หลังจากเราอธิบายให้ฟังว่า เราทำโต๊ะตัวนี้อย่างไร ใช้ไม้อะไร เล่าเรื่องงานทำมือด้วยฝีมือช่างไม้ ประกอบโต๊ะด้วยการเซาะร่อง เข้าเดือยอย่างละเอียด แบบที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เราต้องขัดไม้อย่างละเอียดก่อนส่งไปให้ช่างทำสี งานสีต้องขัดเสี้ยนให้หมด ถ้าเป็นโรงงานก็อาจจะทาสีสองสามรอบ แต่ของที่นี่ทำไม่รู้ว่ากี่รอบ ไม่เคยนับรอบ ช่างสีของเรารู้ว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเนื้อไม้แต่ละแผ่นดูดสีไม่เท่ากัน เราต้องทำจนกว่าผิวสัมผัสจะดีที่สุด”

ทุกวันนี้ จากโรงไม้อายุเกินครึ่งร้อยปีที่เคยมีชีวิตชีวาและซบเซามานาน แต่คุณเอื้อยได้ปลุกให้กองไม้เหล่านี้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง กองไม้ที่ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยแต่ประการใด แต่เป็นความมุ่งมั่นและอดทนที่จะสืบทอดและต่อยอดธุรกิจโรงไม้ไต้ลิ้ม แม้ไม่ได้เรียนหรือมีความรู้การออกแบบและประสบการณ์การทำเฟอร์นิเจอร์มาเลย อาศัยความอดทนต่อสู้กับปัญหาและพร้อมเรียนรู้และพัฒนา

“อยากทำ ก็ลองทำ ลองผิด ลองถูก อยากเรียน ก็ไปเรียน อยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ ถ้ามัวแต่คิด ก็จะไม่ได้ทำ ถ้าจะทำ ก็ทำให้ดีที่สุด” ทั้งหมดจึงมาเป็น TAILIM ทุกวันนี้

แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงแบรนด์ TAILIM ยังมีลูกค้าสม่ำเสมอ อันเป็นผลพวงจากความรักและความประณีตในการสร้างงานทำมือจริงๆ 

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load