มนุษย์เราต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บมาตั้งแต่โบราณเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โรคเรื้อน โรคห่ามาถึงโรคซาร์ส ล่าสุดก็คือโควิด-19 ที่เราอยู่กับมันมามากกว่า 1 ปีแล้ว และสิ่งที่คู่กับโรคภัยก็คือสถานที่รักษาโรคหรือสถานพยาบาล ซึ่งในวัฒนธรรมขอมโบราณได้สร้างอาคารประเภทหนึ่งขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่รักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางใจของประชาชนเรียกว่า ‘อโรคยศาล’

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาล แปลตามตัวอักษรได้ว่า ศาลาไร้โรค หรือก็คือสถานพยาบาลนั่นละครับ สร้างขึ้นตามพระราชดำริของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยบันทึกเอาไว้ในจารึกปราสาทตาพรหมว่า ทรงให้สร้างขึ้นมากถึง 102 แห่งในแต่ละวิษัยหรือเมือง ในจำนวนนั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 30 แห่งด้วยกัน กระจายตัวอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ขอนแก่น มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ 1 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ปราจีนบุรี รวมทั้งสิ้น 9 จังหวัด

อโรคยศาลบางแห่งยังพบจารึกด้วย ซึ่งจารึกนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอโรคยศาลเอาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งพระราชปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในการสร้างอโรยคศาลว่า

“โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นทุกข์ของเจ้าเมือง”

ไม่เพียงเท่านั้น ในจารึกยังมีการให้รายละเอียดอื่นๆ ของอโรคยศาลด้วย ทั้งรูปเคารพเจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาล ซึ่งแจกแจงทั้งจำนวนและหน้าที่เอาไว้เสร็จสรรพ ทั้งแพทย์ ผู้จดสถิติ ผู้ดูแลทรัพย์ ผู้หาข้าวเปลือก ผู้หาฟืน ผู้ตำข้าว ผู้หุงต้ม ผู้จ่ายยา ผู้โม่ยา โหราจารย์ และผู้ประกอบพิธี โดยจะมีจำนวนบุคลากรตั้งแต่ 50 ไปจนถึง 98 คนต่อหนึ่งสถานพยาบาลเลยครับ และยังให้รายละเอียดของสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคเอาไว้ด้วย เช่น น้ำผึ้ง พริกไทยขาว จันทน์เทศ มหาหิงค์ กระวาน การบูร บุนนาค ขิง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ก็ยังคงใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาลเมื่อครั้งยังสมบูรณ์จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือสถานพยาบาลสร้างด้วยไม้ ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยจริงๆ และส่วนที่สองคือเทวาลัยหรือวัดในสถานพยาบาล แต่ก็แน่นอนครับ ด้วยสภาพอากาศแบบร้อนชื้นเช่นประเทศไทยของเรา อาคารไม้ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 800 ปีก่อน ย่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา คงเหลือเพียงศาสนสถานประจำสถานพยาบาลหรือสุคตาลัยเท่านั้น (สุคตาลัย แปลว่า ที่ประทับของพระสุคต ซึ่งเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้าครับ) และอาคารนี้แหละครับที่เราเรียกกันว่า ‘อโรคยศาล’

จุดเด่นอย่างหนึ่งของอโรคยศาล (ขออนุญาตเรียกอโรคยศาลแทนสุคตาลัย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ) ซึ่งสร้างขึ้นในศิลปะขอมแบบบายน ก็คือหน้าตาของอโรคยศาลที่เหมือนกันหมด ทั้งแผนผัง ทั้งอาคาร ราวกับว่าสร้างโดยมีพิมพ์เขียวเดียวกันเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นอโรคยศาลที่อยู่ในประเทศกัมพูชา เช่น ปราสาทเลียคเนียง (Prasat Leak Neang) เมืองเสียมเรียบ หรือในประเทศไทย เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด จังหวัดสุรินทร์ ก็ล้วนแต่หน้าตาเหมือนกัน มีองค์ประกอบเดียวกัน ซึ่งถ้าเราจำได้ เวลาเราไปอโรคยศาลที่เราไม่เคยไป ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นอโรคยศาลครับ

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : โอภาส จริยพฤติ
อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาลจะมีปราสาทประธานองค์เดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบรรณาลัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท หันหน้ามายังปราสาทประธาน และมีกำแพงล้อมรอบอาคารทั้งหมดเอาไว้ โดยที่มีซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระอยู่ทางด้านหน้า บางครั้งจะมีประตูเล็กๆ อยู่ข้างโคปุระเป็นเหมือนทางเข้าออกรองด้วยครับ นอกกำแพงมีสระน้ำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : www.gotoknow.org/posts/608722
อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม อโรคยศาลในประเทศกัมพูชาและประเทศไทยก็ยังมีความต่างกันอยู่นะครับ แม้ว่าแผนผังจะเหมือนกัน หน้าตาอาคารเหมือนกัน แต่วัสดุที่ใช้สร้างในสองประเทศกลับใช้วัสดุคนละแบบกัน ในกัมพูชา อโรคยศาลสร้างด้วยหินทราย ซึ่งเป็นวัสดุแบบเดียวกับที่ใช้สร้างปราสาทหินแบบอื่นๆ ในศิลปะขอมโบราณแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้งานมีความละเอียดมากกว่า มีรายละเอียดมากกว่า

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : โอภาส จริยพฤติ

แต่อโรคยศาลในไทยมักมีวัสดุหลักเป็นศิลาแลง ยกเว้นแต่ส่วนที่ต้องแกะสลัก เช่น หน้าบันหรือทับหลัง จะใช้หินทรายเพราะแกะสลักง่ายกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะจำเป็นต้องเร่งสร้างให้เสร็จทันกำหนดก็ได้

นอกจากนี้ อโรคยศาลหลายแห่งมักมีชิ้นส่วนหินทรายจากปราสาทหินหลังอื่น ซึ่งอาจจะร้างหรือพังไปแล้วมาใช้ใหม่ด้วย เช่น ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ มีการนำเอาทับหลังศิลปะบาปวนจากปราสาทร้างหลังหนึ่งกลับมาใช้ แทนที่จะต้องแกะสลักทับหลังขึ้นใหม่

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

และเพราะเป็นวัดในสถานพยาบาล พระพุทธรูปประจำศาสนสถานนี้จึงต้องเป็นพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ ซึ่งมาพร้อมกับบริวารทั้งสองคือ พระโพธิสัตว์สุริยไวโรจนจันทโรจิ และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนโรหิณีษะ ตามความที่ปรากฏในจารึกว่า

“ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระชินะ ผู้เป็นพระราชาแห่งรัศมี คือ พระไภษัชคุรุไวฑูรยะ เพราะพระองค์ จึงเกิดความเกษมและความไม่มีโรคแก่ประชาชน ผู้ฟังอยู่แม้เพียงชื่อ (ของพระองค์)

“พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ ผู้ขจัดความมืดคือโรคของประชาชนขอจงชนะที่เชิงเขา คือ (พระบาทของ) พระพุทธเจ้า”

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม รูปลักษณะของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น กลับนำรูปแบบของพระวัชรธร พระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มาใช้แทนที่รูปของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ทั่วไป ซึ่งจะแสดงปางสมาธิโดยที่มีหม้อน้ำอยู่ที่พระหัตถ์ที่ประสานกัน แต่รูปเคารพประธานที่พบในอโรคยศาลนั้นจะถือวัชระ (สายฟ้า) ที่พระหัตถ์ขวา และถือกระดิ่งที่พระหัตถ์ซ้าย โดยพระหัตถ์ขวาจะอยู่เหนือพระหัตถ์ซ้าย ยกขึ้นระดับพระอุระ 

แล้วทำไมถึงเชื่อว่ารูปของพระวัชรธรนี้คือพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภากันล่ะ ทั้งที่แทบไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยสักอย่างเดียว 

เพราะว่าประติมากรรมนี้มักจะพบร่วมกับประติมากรรมอีก 2 องค์ ซึ่งองค์หนึ่งจะถือหม้อน้ำที่มีพวย อีกองค์จะถือหม้อน้ำที่ไม่มีพวยเสมอ โดยหม้อนี้น่าจะเป็นหม้อใส่น้ำอมฤต ซึ่งก็หมายความว่า ประติมากรรมถือหม้อน้ำทั้งสอง ย่อมหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งสองผู้รักษาโรคภัยของประชาชนด้วยโอสถ (น้ำอมฤต) นั่นเอง ดังนั้น แม้จะหยิบยืมลักษณะของพระวัชรธรมา แต่ประติมากรรมนี้ก็คือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาในแบบบายนสไตล์นั่นเองครับ

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย
ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

นอกจากนี้ ภายในบรรณาลัย ซึ่งหากแปลตามตัวอักษรจะแปลว่าห้องสมุด เพราะแต่เดิมสันนิษฐานกันว่าเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา แต่สำหรับบรรณาลัยของอโรคยศาลนั้น หลายแห่งพบว่าเป็นสถานที่ประดิษฐานประติมากรรมเหมือนกัน โดยจะประดิษฐานพระกาลทรงครุฑและพระยมทรงกระบือ ถ้าถามว่าทำไมถึงมีการบูชาพระยมและพระกาล ซึ่งต่างเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับความตาย นั่นก็น่าจะเป็นเพราะผู้ป่วยย่อมหวาดกลัวความตายเป็นธรรมดา การบูชาเทพเจ้าทั้งสององค์นี้อาจเพื่อให้ชีวิตรอดพ้นจากความตายก็เป็นได้

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

เชื่อกันว่าการที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างอโรคยศาลทั่วทั้งพระราชอาณาจักร อาจเป็นเพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ หรืออาจต้องการปฏิบัติพระองค์เป็นดั่งธรรมราชาเช่นเดียวกับ พระเจ้าอโศกมหาราช หรืออาจจะเป็นทั้งสองเหตุผลก็ได้ เพราะนอกจากจะทรงสร้างอโรคยศาลแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังทรงสร้าง ‘บ้านมีไฟ’ หรือ วหนิคฤหะ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘ธรรมศาลา’ จำนวนถึง 121 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโบราณสู่เมืองพระนคร (ยโสธรปุระ) ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ราชมรรคา’ ครับ

แม้ภายหลังจากสิ้นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว อโรคยศาลก็ยังคงทำหน้าที่ต่อเนื่องไปอีกสักพักหนึ่ง จนกระทั่งขาดการสนับสนุนจากส่วนกลาง หลังจากพ่ายแพ้ต่อกองทัพของอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1974 การดำเนินการรักษาพยาบาลต่างๆ จึงสิ้นสุดลง คงเหลือเพียงหน้าที่ของศาสนสถานประจำอโรคยศาล ที่บางแห่งยังทำหน้าที่ในฐานะศาสนสถานประจำชุมชนต่อมา กลายเป็นวัดเนื่องในศาสนาพุทธแบบเถรวาท บางแห่งกลายเป็นศาลบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม อีกหลายแห่งได้พังทลายลง คงเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น 

ปัจจุบัน อโรคยศาลหลายแห่งก็ยังคงทำหน้าที่เหล่านั้นอยู่เช่นเดิม ในขณะที่อีกหลายแห่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากร ทำให้เราได้เห็นรูปร่างที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นความทรงจำจากอดีตของสถานพยาบาลและวัดประจำสถานพยาบาลนั้นที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบันครับ

สุดท้ายนี้ จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เราอาจจะต้องอยู่กับโควิด-19 กันอีกนาน ก็ขอให้ผู้อ่านทุกคนรักษาสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้ดีนะครับ ขอให้พระไภษัชยคุรุฯ อวยพรให้ทุกท่านปลอดจากโรคภัยใดๆ ครับผม

เกร็ดแถมท้าย

  1. อโรคยศาลในประเทศไทยที่มีกว่า 30 แห่งนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพังทลาย ที่ยังสมบูรณ์และน่าไปชมจริงๆ ยังมีอีกหลายที่นะครับ นอกจากปราสาทตาเมือนโต๊ด จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ ที่ผมได้นำภาพมาให้ชมแล้ว ก็จะมีปรางค์กู่ จังหวัดชัยภูมิ หรือกุฏิฤๅษีบ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
  2. นอกจากอโรคยศาลแล้ว ธรรมศาลาก็เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมในศิลปะบายนที่น่าสนใจและมีพิมพ์เขียวเดียวกันหมดเช่นกัน และหลายครั้งที่ศาสนสถานทั้งสองประเภทมักตั้งอยู่ในระยะไม่ได้ไกลกันนัก เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ดและปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์
  3. จริงๆ แล้วในสมัยหลัง พุทธศาสนายังได้มีการออกแบบพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกปางหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเช่นกัน นั่นก็คือ พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว ใครสนใจตามไปอ่านกันได้นะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load