มนุษย์เราต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บมาตั้งแต่โบราณเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โรคเรื้อน โรคห่ามาถึงโรคซาร์ส ล่าสุดก็คือโควิด-19 ที่เราอยู่กับมันมามากกว่า 1 ปีแล้ว และสิ่งที่คู่กับโรคภัยก็คือสถานที่รักษาโรคหรือสถานพยาบาล ซึ่งในวัฒนธรรมขอมโบราณได้สร้างอาคารประเภทหนึ่งขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่รักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางใจของประชาชนเรียกว่า ‘อโรคยศาล’

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาล แปลตามตัวอักษรได้ว่า ศาลาไร้โรค หรือก็คือสถานพยาบาลนั่นละครับ สร้างขึ้นตามพระราชดำริของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยบันทึกเอาไว้ในจารึกปราสาทตาพรหมว่า ทรงให้สร้างขึ้นมากถึง 102 แห่งในแต่ละวิษัยหรือเมือง ในจำนวนนั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 30 แห่งด้วยกัน กระจายตัวอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ขอนแก่น มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ 1 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ปราจีนบุรี รวมทั้งสิ้น 9 จังหวัด

อโรคยศาลบางแห่งยังพบจารึกด้วย ซึ่งจารึกนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอโรคยศาลเอาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งพระราชปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในการสร้างอโรยคศาลว่า

“โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นทุกข์ของเจ้าเมือง”

ไม่เพียงเท่านั้น ในจารึกยังมีการให้รายละเอียดอื่นๆ ของอโรคยศาลด้วย ทั้งรูปเคารพเจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาล ซึ่งแจกแจงทั้งจำนวนและหน้าที่เอาไว้เสร็จสรรพ ทั้งแพทย์ ผู้จดสถิติ ผู้ดูแลทรัพย์ ผู้หาข้าวเปลือก ผู้หาฟืน ผู้ตำข้าว ผู้หุงต้ม ผู้จ่ายยา ผู้โม่ยา โหราจารย์ และผู้ประกอบพิธี โดยจะมีจำนวนบุคลากรตั้งแต่ 50 ไปจนถึง 98 คนต่อหนึ่งสถานพยาบาลเลยครับ และยังให้รายละเอียดของสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคเอาไว้ด้วย เช่น น้ำผึ้ง พริกไทยขาว จันทน์เทศ มหาหิงค์ กระวาน การบูร บุนนาค ขิง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ก็ยังคงใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาลเมื่อครั้งยังสมบูรณ์จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือสถานพยาบาลสร้างด้วยไม้ ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยจริงๆ และส่วนที่สองคือเทวาลัยหรือวัดในสถานพยาบาล แต่ก็แน่นอนครับ ด้วยสภาพอากาศแบบร้อนชื้นเช่นประเทศไทยของเรา อาคารไม้ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 800 ปีก่อน ย่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา คงเหลือเพียงศาสนสถานประจำสถานพยาบาลหรือสุคตาลัยเท่านั้น (สุคตาลัย แปลว่า ที่ประทับของพระสุคต ซึ่งเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้าครับ) และอาคารนี้แหละครับที่เราเรียกกันว่า ‘อโรคยศาล’

จุดเด่นอย่างหนึ่งของอโรคยศาล (ขออนุญาตเรียกอโรคยศาลแทนสุคตาลัย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ) ซึ่งสร้างขึ้นในศิลปะขอมแบบบายน ก็คือหน้าตาของอโรคยศาลที่เหมือนกันหมด ทั้งแผนผัง ทั้งอาคาร ราวกับว่าสร้างโดยมีพิมพ์เขียวเดียวกันเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นอโรคยศาลที่อยู่ในประเทศกัมพูชา เช่น ปราสาทเลียคเนียง (Prasat Leak Neang) เมืองเสียมเรียบ หรือในประเทศไทย เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด จังหวัดสุรินทร์ ก็ล้วนแต่หน้าตาเหมือนกัน มีองค์ประกอบเดียวกัน ซึ่งถ้าเราจำได้ เวลาเราไปอโรคยศาลที่เราไม่เคยไป ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นอโรคยศาลครับ

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : โอภาส จริยพฤติ
อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาลจะมีปราสาทประธานองค์เดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบรรณาลัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท หันหน้ามายังปราสาทประธาน และมีกำแพงล้อมรอบอาคารทั้งหมดเอาไว้ โดยที่มีซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระอยู่ทางด้านหน้า บางครั้งจะมีประตูเล็กๆ อยู่ข้างโคปุระเป็นเหมือนทางเข้าออกรองด้วยครับ นอกกำแพงมีสระน้ำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : www.gotoknow.org/posts/608722
อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม อโรคยศาลในประเทศกัมพูชาและประเทศไทยก็ยังมีความต่างกันอยู่นะครับ แม้ว่าแผนผังจะเหมือนกัน หน้าตาอาคารเหมือนกัน แต่วัสดุที่ใช้สร้างในสองประเทศกลับใช้วัสดุคนละแบบกัน ในกัมพูชา อโรคยศาลสร้างด้วยหินทราย ซึ่งเป็นวัสดุแบบเดียวกับที่ใช้สร้างปราสาทหินแบบอื่นๆ ในศิลปะขอมโบราณแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้งานมีความละเอียดมากกว่า มีรายละเอียดมากกว่า

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : โอภาส จริยพฤติ

แต่อโรคยศาลในไทยมักมีวัสดุหลักเป็นศิลาแลง ยกเว้นแต่ส่วนที่ต้องแกะสลัก เช่น หน้าบันหรือทับหลัง จะใช้หินทรายเพราะแกะสลักง่ายกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะจำเป็นต้องเร่งสร้างให้เสร็จทันกำหนดก็ได้

นอกจากนี้ อโรคยศาลหลายแห่งมักมีชิ้นส่วนหินทรายจากปราสาทหินหลังอื่น ซึ่งอาจจะร้างหรือพังไปแล้วมาใช้ใหม่ด้วย เช่น ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ มีการนำเอาทับหลังศิลปะบาปวนจากปราสาทร้างหลังหนึ่งกลับมาใช้ แทนที่จะต้องแกะสลักทับหลังขึ้นใหม่

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

และเพราะเป็นวัดในสถานพยาบาล พระพุทธรูปประจำศาสนสถานนี้จึงต้องเป็นพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ ซึ่งมาพร้อมกับบริวารทั้งสองคือ พระโพธิสัตว์สุริยไวโรจนจันทโรจิ และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนโรหิณีษะ ตามความที่ปรากฏในจารึกว่า

“ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระชินะ ผู้เป็นพระราชาแห่งรัศมี คือ พระไภษัชคุรุไวฑูรยะ เพราะพระองค์ จึงเกิดความเกษมและความไม่มีโรคแก่ประชาชน ผู้ฟังอยู่แม้เพียงชื่อ (ของพระองค์)

“พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ ผู้ขจัดความมืดคือโรคของประชาชนขอจงชนะที่เชิงเขา คือ (พระบาทของ) พระพุทธเจ้า”

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม รูปลักษณะของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น กลับนำรูปแบบของพระวัชรธร พระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มาใช้แทนที่รูปของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ทั่วไป ซึ่งจะแสดงปางสมาธิโดยที่มีหม้อน้ำอยู่ที่พระหัตถ์ที่ประสานกัน แต่รูปเคารพประธานที่พบในอโรคยศาลนั้นจะถือวัชระ (สายฟ้า) ที่พระหัตถ์ขวา และถือกระดิ่งที่พระหัตถ์ซ้าย โดยพระหัตถ์ขวาจะอยู่เหนือพระหัตถ์ซ้าย ยกขึ้นระดับพระอุระ 

แล้วทำไมถึงเชื่อว่ารูปของพระวัชรธรนี้คือพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภากันล่ะ ทั้งที่แทบไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยสักอย่างเดียว 

เพราะว่าประติมากรรมนี้มักจะพบร่วมกับประติมากรรมอีก 2 องค์ ซึ่งองค์หนึ่งจะถือหม้อน้ำที่มีพวย อีกองค์จะถือหม้อน้ำที่ไม่มีพวยเสมอ โดยหม้อนี้น่าจะเป็นหม้อใส่น้ำอมฤต ซึ่งก็หมายความว่า ประติมากรรมถือหม้อน้ำทั้งสอง ย่อมหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งสองผู้รักษาโรคภัยของประชาชนด้วยโอสถ (น้ำอมฤต) นั่นเอง ดังนั้น แม้จะหยิบยืมลักษณะของพระวัชรธรมา แต่ประติมากรรมนี้ก็คือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาในแบบบายนสไตล์นั่นเองครับ

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย
ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

นอกจากนี้ ภายในบรรณาลัย ซึ่งหากแปลตามตัวอักษรจะแปลว่าห้องสมุด เพราะแต่เดิมสันนิษฐานกันว่าเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา แต่สำหรับบรรณาลัยของอโรคยศาลนั้น หลายแห่งพบว่าเป็นสถานที่ประดิษฐานประติมากรรมเหมือนกัน โดยจะประดิษฐานพระกาลทรงครุฑและพระยมทรงกระบือ ถ้าถามว่าทำไมถึงมีการบูชาพระยมและพระกาล ซึ่งต่างเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับความตาย นั่นก็น่าจะเป็นเพราะผู้ป่วยย่อมหวาดกลัวความตายเป็นธรรมดา การบูชาเทพเจ้าทั้งสององค์นี้อาจเพื่อให้ชีวิตรอดพ้นจากความตายก็เป็นได้

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

เชื่อกันว่าการที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างอโรคยศาลทั่วทั้งพระราชอาณาจักร อาจเป็นเพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ หรืออาจต้องการปฏิบัติพระองค์เป็นดั่งธรรมราชาเช่นเดียวกับ พระเจ้าอโศกมหาราช หรืออาจจะเป็นทั้งสองเหตุผลก็ได้ เพราะนอกจากจะทรงสร้างอโรคยศาลแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังทรงสร้าง ‘บ้านมีไฟ’ หรือ วหนิคฤหะ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘ธรรมศาลา’ จำนวนถึง 121 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโบราณสู่เมืองพระนคร (ยโสธรปุระ) ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ราชมรรคา’ ครับ

แม้ภายหลังจากสิ้นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว อโรคยศาลก็ยังคงทำหน้าที่ต่อเนื่องไปอีกสักพักหนึ่ง จนกระทั่งขาดการสนับสนุนจากส่วนกลาง หลังจากพ่ายแพ้ต่อกองทัพของอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1974 การดำเนินการรักษาพยาบาลต่างๆ จึงสิ้นสุดลง คงเหลือเพียงหน้าที่ของศาสนสถานประจำอโรคยศาล ที่บางแห่งยังทำหน้าที่ในฐานะศาสนสถานประจำชุมชนต่อมา กลายเป็นวัดเนื่องในศาสนาพุทธแบบเถรวาท บางแห่งกลายเป็นศาลบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม อีกหลายแห่งได้พังทลายลง คงเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น 

ปัจจุบัน อโรคยศาลหลายแห่งก็ยังคงทำหน้าที่เหล่านั้นอยู่เช่นเดิม ในขณะที่อีกหลายแห่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากร ทำให้เราได้เห็นรูปร่างที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นความทรงจำจากอดีตของสถานพยาบาลและวัดประจำสถานพยาบาลนั้นที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบันครับ

สุดท้ายนี้ จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เราอาจจะต้องอยู่กับโควิด-19 กันอีกนาน ก็ขอให้ผู้อ่านทุกคนรักษาสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้ดีนะครับ ขอให้พระไภษัชยคุรุฯ อวยพรให้ทุกท่านปลอดจากโรคภัยใดๆ ครับผม

เกร็ดแถมท้าย

  1. อโรคยศาลในประเทศไทยที่มีกว่า 30 แห่งนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพังทลาย ที่ยังสมบูรณ์และน่าไปชมจริงๆ ยังมีอีกหลายที่นะครับ นอกจากปราสาทตาเมือนโต๊ด จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ ที่ผมได้นำภาพมาให้ชมแล้ว ก็จะมีปรางค์กู่ จังหวัดชัยภูมิ หรือกุฏิฤๅษีบ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
  2. นอกจากอโรคยศาลแล้ว ธรรมศาลาก็เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมในศิลปะบายนที่น่าสนใจและมีพิมพ์เขียวเดียวกันหมดเช่นกัน และหลายครั้งที่ศาสนสถานทั้งสองประเภทมักตั้งอยู่ในระยะไม่ได้ไกลกันนัก เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ดและปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์
  3. จริงๆ แล้วในสมัยหลัง พุทธศาสนายังได้มีการออกแบบพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกปางหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเช่นกัน นั่นก็คือ พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว ใครสนใจตามไปอ่านกันได้นะครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คำว่า ‘วัด’ อาจเป็นคำจำกัดความที่ทำให้เรานึกถึงศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า ‘วัด’  นี้กว้างกว่านั้นเยอะ เพราะเรามีทั้งวัดในศาสนาอื่นอย่าง วัดแขก หรือ วัดซิกข์ รวมไปถึงวัดในศาสนาพุทธเหมือนกันแต่เป็นฝ่ายมหายานอย่าง วัดจีน หรือ วัดญวน ซึ่งถ้าให้เรานึกภาพ เราอาจจะนึกไม่ออกว่าวัดจีนกับวัดญวนต่างกันยังไง งั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมารู้จักวัดญวนผ่าน ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ กันครับ

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จากวัดญวนตลาดน้อยสู่วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือที่หลายคน รวมถึงผมด้วยมักจะเรียกว่า ‘วัดญวนตลาดน้อย’ เพราะตัววัดตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพมหานครเลยนะครับ และเพราะเป็นวัดญวน วัดนี้ก็มีชื่อในภาษาเวียดนามเช่นกันว่า วัดคั้นเวิน หรือ คั้น เวิน ตื่อ สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหลัง พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่องเชียงสืออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 1 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งขณะนั้นกำลังสนใจเรื่องพุทธศาสนามหายาน ได้โปรดให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และท่านองค์ฮึงได้ถวายวิสัชนาแก่พระองค์ ดังนั้น เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานสมณศักดิ์แก่องฮึงเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ และได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศสยามด้วย พร้อมกันนั้น พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดด้วย

แม้แต่ในรัชกาลต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังพระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์ต่อมา เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นก็ได้มีการฉลองพระอารามใน พ.ศ. 2420 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ ซึ่งหมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จีนไทยผสมผสานกับงานศิลปะชิ้นเอกบนแผ่นกระเบื้อง

ถึงจะเป็นวัดญวนที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน แต่วัดญวนในไทยทุกวัดจะมีอุโบสถเป็นอาคารหลักเช่นเดียวกับวัดไทยอยู่เสมอ วัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็เช่นกัน อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างอาคารแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 ประดับหน้าบันด้วยงานปูนปั้น เข้ากับหลังคาสไตล์จีนที่มีความแอ่นโค้ง และประดับด้วยปูนปั้นที่ส่วนปลายอันเกิดจากการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยต่อมา เพราะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าแล้วจะเห็นหลังคาเดิมไม่ได้แอ่นขนาดนี้  ซึ่งหน้าบันปูนของวัดนี้จะมีช่องขนาดเล็กล้อมรอบด้วยมังกรหลากสี ภายในช่องมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย อยู่

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์
ภาพ : www.facebook.com/culturebma/posts/986315358161920

ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็คือประตูด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็นประตูเปิดปิดแบบปกติ แต่ของที่นี่ใช้บานเฟี้ยมผสมผสานลวดลายเข้ากับตัวอักษรภาษาจีน ด้านบนมีแผ่นไม้ระบุข้อความว่า “ทรงพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งบอกเล่าที่มาของชื่อวัดนี้ได้อย่างดี แถมบริเวณนี้ยังมีทั้งระฆัง มีทั้งกลอง ติดตั้งเอาไว้สำหรับใช้เรียกพระภิกษุมาทำวัตรด้วย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

พอเข้าไปด้านในก็จะพบกับพระประธานขนาดใหญ่ปางสมาธิครองจีวรห่มเฉียงอย่างจีน สังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้ง 2 ฝั่งที่จะมีจีวรพาดเอาไว้ แตกต่างจากในศิลปะไทยที่เวลาครองจีวรห่มเฉียงจะมีจีวรพาดแค่ฝั่งเดียว ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกคู่ แต่วัดนี้ไม่ได้ใช้พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะที่นี่ใช้รูปพระมหากัสสปะและพระอานนท์แทน ซึ่งแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าสูงวัยคู่กับพระสาวกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ต่างจากคู่ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าหนุ่มทั้งคู่ โดยรอบพระประธานและพระสาวกยังมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายองค์จากหลายยุคสมัย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แต่ภายในอาคารที่ทั้งผนัง เพดาน และเสา ล้วนแล้วแต่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก แต่วัดอุภัยราชบำรุงก็ยังเก็บบางสิ่งเอาไว้เหมือนเช่นในอดีต ซึ่งสิ่งนั้นต้องก้มลงมองครับ นั่นคือกระเบื้องปูพื้นนั่นเอง ที่วัดแห่งนี้เก็บรักษากระเบื้องปูพื้นดั้งเดิมเอาไว้พอสมควร โดยจะอยู่บริเวณอาสนสงฆ์ที่ยกพื้นขึ้นมา มีทั้งกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาว หรือที่นักสะสมจะเรียกว่า Blue & White รวมไปถึงกระเบื้องเคลือบสีอื่น ๆ มีทั้งลวดลายแบบเบสิกไปจนถึงลายพันธุ์พฤกษาอลังการ ซึ่งจัดเรียงอย่างประณีตและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบมาก

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ที่สถิตร่างอดีตเจ้าอาวาส

ด้านหลังอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาบูรพาจารย์ อาคารซึ่งพบได้ทั้งในวัดจีนและวัดญวน สำหรับวัดอุภัยราชบำรุงนั้นมาในรูปของอาคารทรงตึก ซึ่งชั้นล่างใช้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส แต่เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของโต๊ะบูชาบูรพาจารย์ โต๊ะซึ่งครอบแก้วสี่เหลียมใสเอาไว้ ภายในบรรจุทั้งป้ายชื่อและร่างจริงของอดีตเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุงสมชื่อโต๊ะบูชาบูรพาจารย์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ในส่วนของป้ายชื่อนั้นจะเป็นของเจ้าอาวาสรุ่นเก่า ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องค์ฮึง) เจ้าอาวาสรูปแรกนับแต่การสถาปนานามวัดเป็นวัดอุภัยราชบำรุง พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี๊ยด) และองสรภาณมธุรส (อานาน) เจ้าอาวาส 2 รูปถัดมา แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 2 รูปถัดมาจะอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป

ในกรณีของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 คือ พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องโผซ้าย) นั้นเนื่องจากหลังท่านมรณภาพแล้วปรากฏของร่างของท่านกลับแห้งไปโดยไม่เน่าเปื่อย จึงได้นำร่างของท่านมานั่งบนเก้าอี้และประดิษฐานบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่อาวาสรูปถัดมา คือ พระสมณานัมวุฑฒาจารย์ไพศาลคณกิจ (หลวงพ่อโผ) เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวจีน จึงได้มีการหล่อรูปหลวงพ่อโผเป็นรูปหล่อสำริดขนาดเท่าจริงตั้งก่อนจะตั้งบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่ร่างจริงของท่านบรรจุอยู่ที่วิหารหลวงพ่อโผ ณ วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

ฮวงซุ้ยรูปเจดีย์และต้นโพธิ์อิมพอร์ตจากอินเดีย

ข้าง ๆ อุโบสถมีเจดีย์ทรงถะจีนสูง 5 ชั้นที่มีอาคารแบบจีนขวางอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนเจดีย์ทรงถะทั่วไป แต่เจดีย์องค์นี้ไม่ใช่แค่เจดีย์ธรรมดานะครับ เพราะถึงหน้าตาจะเป็นเจดีย์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือ ฮวงซุ้ย ครับ ใช่ครับ ฮวงซุ้ยที่ปกติจะเป็นเนินดินที่มีแผ่นหินอยู่ด้านหน้านั่นละครับ แต่ที่วัดอุภัยราชบำรุงนี้พิเศษมากกว่านั้น เพราะสร้างเป็นถะจีนซะเลย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แล้วฮวงซุ้ยนี้เป็นของใครกัน ก็ต้องไปดูแผ่นหินด้านหน้านั่นละครับ ซึ่งเขียนชื่อของเจ้าของฮวงซุ้ยเอาไว้ด้วยภาษาจีน แต่ถ้าใครอ่านภาษาจีนไม่แตกฉาน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่อยากรู้ว่าฮวงซุ้ยนี้ของใคร ให้ลองเดินวนรอบถะ ก็จะพบกับแผ่นศิลาอีก 4 แผ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสภาพลบเลือนอย่างมาก ข้อความบนจารึกแผ่นนี้กล่าวถึงประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดแห่งนี้ เราจึงถึงบางอ้อว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐีผู้นี้นี่เองที่เป็นเจ้าของฮวงซุ้ยแห่งนี้

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

และไม่เพียงแต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เท่านั้นที่มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ภายในวัด เพราะด้านหลังถะจีนมีภูเขาจำลองตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิเช่นเดียวกับถะจีนด้านหน้า มีทั้งที่เป็นเจดีย์และแผ่นป้ายศิลา ภูเขาจำลองลูกนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่คุณหญิงสุ่น ภริยาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) ซึ่งหลังจากที่สามีเสียชีวิตก็ได้ทำนุบำรุงวัดต่อมา จนเมื่อท่านเสียชีวิตจึงได้มีการสร้างภูเขาลูกนี้ขึ้นเพื่อไว้บรรจุอัฐิของท่านเมื่อ พ.ศ. 2462 

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

ภายในภูเขาลูกนี้ยังมีอัฐิของ คุณเจริญ โชติกสวัสดิ์ ธิดาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) และคุณหญิงสุ่น ซึ่งได้สร้างตึกแถว 7 ห้องอุทิศเป็นศาสนสมบัติและได้เชิญอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้หลังจากที่คุณเจริญเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2476 ด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จารึกเอาไว้บนแผ่นศิลาบนถะจีนด้วยเช่นกัน แต่เป็นคนละแผ่นกับประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนะครับ ส่วนอีก 2 แผ่นที่เหลือเป็นจารึกสมัยหลังลงมาอีกที่กล่าวถึงการบูรณะฮวงซุ้ยใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2530

ภายในวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ภายในวัดเช่นเดียวกับวัดไทยหลายแห่ง แต่ความพิเศษของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ก็คือ เป็นต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งต้นโพธิ์ชุดนี้เป็นต้นโพธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายหน่อมาให้เมื่อ พ.ศ. 2420 

และไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มา ยังโปรดฯ ให้มีการแห่ มีคนสวมกางแกงสีแดง 200 ชีวิตลากหน่อนี้ที่ตั้งอยู่ในเก๋งหลังคาเกี้ยวมาส่งยังวัดพร้อมพลองแบกตาม 10 คู่ เสียมแบกตาม 10 คู่ จีนหามบุ้งกี๋สำหรับปลูก 10 คู่ ถังสังกะสีใส่น้ำหาบตาม 10 คู่ แล้วเมื่อถึงพระฤกษ์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จมาทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งหน่อต้นโพธิ์ในวันนั้น ผ่านมา 145 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับป้ายประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนอยู่

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

มรดกชาวญวนในวันที่ไม่มีชาวญวน

ถึงแม้ว่าวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้จะเป็นวัดญวนก็ตาม แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนชาวมอญในย่านตลาดน้อยนั้นได้สูญสิ้นไปจนแทบหมดสิ้นแล้ว แม้การทำวัตรจะยังสวดมนต์ด้วยภาษาเวียดนาม แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบวัดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งงานกันไปมาจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นญวน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวญวนที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยืนยันได้ผ่านศาสนพิธีพิเศษที่หาชมได้ยากอย่างพิธีบูชาเทพนพเคราะห์ ซึ่งเป็นพิธีพิเศษเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเท่านั้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุงเลยครับ จะใช้รถส่วนตัวมาจอดในวัดก็ได้ หรือนั่งรถสาธารณะอย่างรถเมล์ แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กมาก็ได้ แต่แนะนำให้นั่งรถสาธารณะ เพราะปกติลานหน้าอุโบสถจะมีรถจอดอยู่พอสมควร
  2. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นแค่ 1 ในวัดญวน 17 วัดที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯนี้มีถึง 7 วัด เช่น วัดกุศลสมาคร วัดโลกานุเคราะห์ วัดสมณานัมบริหาร เป็นต้น ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างกับวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมกันดูได้
  3. หรือถ้าใครมาที่วัดอุภัยราชบำรุงแล้วอยากไปดูศิลปะจีน ใกล้ ๆ กันจะมีศาลเจ้าโจวซือกงและศาลเจ้าโรงเกือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด แต่ก็จะเห็นภาพของศิลปะจีนได้พอสมควร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปถึงวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดบำเพ็ญจีนพรตไปเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load