สุขสันต์เทศกาลอีสเตอร์แด่ผู้อ่านทุก ๆ ท่านครับ เดือนนี้ในโบสถ์ต่าง ๆ ยังเป็นบรรยากาศของการเฉลิมฉลองการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นรหัสธรรมลึกซึ้งในคริสต์ศาสนา นั่นคือ พระเยซูคริสต์ทรงผ่านการทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพในวันที่ 3 ในโอกาสนี้ก็เลยอยากชวนทุกท่านไปทำความรู้จักกับคติความเชื่อในศาสนาคริสต์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงนักในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระทรมานของพระเยซู นั่นคือคติความเชื่อเกี่ยวกับ ‘เครื่องทรมานของพระคริสต์’ หรือ ‘Arma Christi’ 

Arma Christi เป็นภาษาละติน มีที่มาจากชื่อกลอนภาษาอังกฤษบทหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 14 หมายถึง ‘ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์’ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า ให้คริสตชนทุกคนให้สวมใส่ ‘ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์’ เพื่อไม่ให้แพ้การล่อลวงของซาตาน (ดูรายละเอียดในพระธรรมเอเฟซัส 6: 11 ซึ่งในพระคัมภีร์ภาษาละตินตอนนี้ใช้คำว่า Induite vos armaturam Dei แปลว่า “ให้เราสวมใส่ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ เพื่อจะได้ต่อต้านการล่อลวงของปีศาจได้”)

การพัฒนาคำสอนทางเทววิทยาและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์ขึ้นมาอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังหมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ทรมานและประหารชีวิตพระคริสต์ด้วย ซึ่งเราคงคุ้นเคยกันในช่วงวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) วันที่ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู ก่อนเทศกาลอีสเตอร์เล็กน้อย

บรรดาคริสต์ชนที่ได้รับอิทธิพลจากชาติสเปนและโปรตุเกส อย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์และศรีลังกา จะจัดแสดงละคร ‘พระมหาทรมาน’ (Passion of the Christ) โดยใช้คนจริง ๆ แสดงแทนบุคคลต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ และเมื่อถึงฉากตรึงกางเขน ก็จะแขวนประติมากรรม ‘รูปพระตาย’ บนไม้กางเขนจำลอง ละครศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ก็มีการแสดงในไทยด้วย โดยเหลือเพียง 2 ชุมชนที่สืบทอดมา คือโบสถ์คอนเซ็ปชัญและโบสถ์ซางตาครู้ส ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบเนื่องไปถึงสมัยอยุธยา

จุดเริ่มต้นที่ชาวคริสต์ให้ความสำคัญกับการรับทรมานของพระเยซูคริสต์นี้ มีกำเนิดมาตั้งแต่ยุคกลาง โดยเฉพาะในสมัยของพระสันตะปาปาเกรโกรี มหาสมณะ (Gregory the great ค.ศ. 540 – 604)  มีใจความหลักก็คือ พระคริสต์ทรงรับทรมานเพราะบาปของมนุษย์ ดังนั้น คริสตชนที่ดีจึงควรมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของพระองค์ โดยการพิจารณาใคร่ครวญและร่วมเป็นทุกข์พร้อมกับพระองค์ มีการประพันธ์บทสวดมากมายเพื่อการไตร่ตรองเหตุการณ์นี้ จากพื้นฐานทางเทววิทยา ทำให้เกิดความนิยมในการแสวงหา ‘พระธาตุ’ (Relic) ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทรมานของพระคริสต์ โดยรวบรวมมาจากอิสราเอล แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

สิ่งของที่ค้นพบมาได้ก็มีทั้งตะปูที่ตรึงพระหัตถ์และพระบาท ค้อน คีมที่ใช้ตอกและถอนตะปู ไม้กางเขนของแท้ ซึ่งได้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 มงกุฎหนาม แผ่นป้ายบอกข้อหาเหนือกางเขน นำมาประดิษฐานไว้ในมหาวิหารต่าง ๆ ในยุโรปให้ผู้คนเคารพบูชา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีทางที่ของเหล่านี้จะคงเหลือครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งยังชวนให้ตั้งคำถามว่า เวลาผ่านมาหลายร้อยปี จะหลงเหลือของแท้อยู่ได้อย่างไร

เมื่อ Arma Christi ปรากฏในงานศิลปกรรมประเภทต่าง ๆ 

จากเทววิทยาเรื่องพระมหาทรมานของพระคริสต์ที่นำไปสู่การแสวงหาพระธาตุแล้ว ก็ยังเกิดประเพณีการสร้างสรรค์งานศิลปะในหัวข้อที่เรียกว่า Arma Christi ขึ้นด้วย ในยุคกลาง หัวข้อนี้สร้างสรรค์ขึ้นกันอย่างแพร่หลาย โดยนำเอาสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ มาจัดวางประชุมรวมกันในภาพเดียว โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นภาพวาด ภาพแกะสลักนูนสูง หรือประติมากรรมลอยตัว เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้อ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพ พิจารณาไตร่ตรองและมีส่วนร่วมไปกับพระทรมานของพระคริสต์ได้ทั้งหมด เป็นเสมือนไอค่อน (Icon) ที่เสริมศรัทธา 

ขณะเดียวกันยังมีทฤษฎีที่เสนอแนะว่า Arma Christi นั้น พัฒนามาจากคติความเชื่อเรื่อง ‘กางเขนทรงชัยชนะ’ หรือ Crux Invicta ซึ่งเป็นปฏิทรรศน์ที่ดูขัดแย้งกันที่ชาวคริสต์เชิดชูไม้กางเขน สัญลักษณ์แห่งความตายอันน่าอัปยศของชาวโรมัน ให้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ เพราะพระคริสต์ทรงชนะบาปและความตายโดยทางไม้กางเขน คริสเตียนในยุคกลางจึงค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดในการเชิดชูเครื่องทรมานอื่น ๆ ของพระคริสต์ในฐานะสัญลักษณ์แห่งชัยชนะขึ้นมาบ้าง โดยอาจได้รับอิทธิพลจากความคิดของชาวโรมันที่มักจะเอาชุดเกราะและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ สวมเข้ากับหุ่นไม้แล้วปักไว้ในสมรภูมิที่เพิ่งพิชิตได้ เป็นเสมือนอนุสาวรีย์การมีชัยชนะเหนือศัตรู คตินี้เรียกว่า Tropaion แปลว่า ชัยชนะ

ลักษณะภาพ Arma Christi โดยทั่วไปมักแสดงออกเป็นภาพพระคริสต์ที่กำลังระทมทุกข์อยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ทรมานและประหารชีวิตพระองค์ราว ๆ 20 ชนิด ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวว่ามีอะไรบ้าง เพิ่มหรือลดจำนวนเครื่องทรมานได้โดยอิสระ ขึ้นอยู่กับศิลปินและผู้ว่าจ้าง แต่โดยส่วนมากแล้ว ได้แก่

ไม้กางเขน เป็นสัญลักษณ์แรก ๆ ที่คริสตชนพยายามค้นหา ‘พระธาตุ’ ของแท้ให้พบ และนำมาเชิดชูเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

ค้อนและคีม ที่ใช้ตอกและถอนตะปูตอกตรึงพระหัตถ์และพระบาท

หอก หมายถึงหอกของลองกินุส ทหารโรมันผู้แทงสีข้างของพระองค์ เพื่อทดสอบว่าพระคริสต์สิ้นพระชนม์หรือไม่

แส้ ที่ใช้เฆี่ยน ที่เรียกกันว่า แมวเก้าหาง เพราะเป็นแส้เก้าแฉกที่มีตะขอโลหะติดที่ปลาย คอยฉีกเนื้อของผู้ที่โดนเฆี่ยน แส้มักปรากฏคู่กับเสาโรมัน ซึ่งเป็นเสาที่ใช้สำหรับผูกนักโทษเวลาเฆี่ยน

ฟองน้ำเสียบไม้ มาจากเหตุการณ์ที่พระเยซูตรัสว่ากระหายน้ำ บรรดาผู้คนแถวนั้นจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำส้ม (ไวน์ชนิดหนึ่ง มีผลทางการแพทย์ในการลดความเจ็บปวดของนักโทษประหาร นัยว่าเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง) เสียบกิ่งไม้ต้นหุสบให้พระองค์ทรงดื่ม บางครั้งจึงวาดภาพต้นหุสบนี้ไว้บริเวณกางเขนด้วย (ต้นหุสบ (Hyssopus officinalis) เป็นไม้พุ่มในวงศ์กะเพราชนิดหนึ่งในเขตยุโรปใต้และตะวันออกกลาง เป็นสมุนไพรโบราณใช้ระงับเชื้อ) 

บันได ใช้ตอนเชิญพระศพลงจากกางเขน ในศิลปะบางชิ้นสร้างให้พระคริสต์ไต่บันไดขึ้นไปบนกางเขนเอง แสดงว่าพระองค์ทรงเต็มพระทัยรับทรมานเพื่อบาปของมนุษย์

มือตบ เป็นมือเปล่า ๆ ที่ไม่มีเจ้าของ มาจากเหตุการณ์ตอนที่บรรดาทหารเอาผ้าคลุมพระคริสต์ไว้ แล้วตบพระพักตร์เยาะเย้ยให้พระองค์ทายว่าใครเป็นผู้ตบ บางครั้งมีการวาดภาพเท้าที่ใช้เตะพระคริสต์ด้วย

ลูกเต๋า มาจากเหตุการณ์ตอนบรรดาทหารโรมันถอดเสื้อของพระองค์ออกตกลงจะแบ่งกัน แต่ผ้าผืนนั้นไร้รอยตะเข็บ จึงฉีกแบ่งกันไม่ได้ เมื่อไม่ลงตัวจึงทอยลูกเต๋ากันเพื่อจะได้ยกให้ผู้ชนะ ผ้าผืนนี้มีนิทานเล่าว่า เมื่อพระองค์ประสูติ พระนางมารีย์เอาผ้าพันพระองค์วางไว้ในรางหญ้า ผ้าผืนนั้นก็เติบโตขึ้นไปพร้อมกับพระองค์ด้วย จึงเป็นผ้าผืนใหญ่ที่ไม่มีรอยตะเข็บการเย็บเข้าด้วยกันเลย

ไก่ ปรากฏในงานศิลปะเสมอ ๆ หมายถึงไก่ของนักบุญเปโตร เมื่อพระเยซูทำนายว่า เปโตรจะทรยศพระองค์ก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง 

เหรียญเงิน 30 เหรียญ มาจากเหตุการณ์ที่ยูดาสทรยศพระเยซู โดยขายพระองค์ให้กับศัตรูในราคา 30 เหรียญ

ผ้าเช็ดหน้าของนางเวโรนิกา มีที่มาจากเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ที่มีสตรีผู้หนึ่งเอาผ้ามาเช็ดพระพักตร์ที่เปื้อนโลหิตและเหงื่อให้พระเยซู ไม่ปรากฏชื่อของสตรีนางนั้น แต่มักเรียกนางว่า ‘เวโรนิกา’ (Veronica) อันแปลว่า ผ้าเช็ดหน้า

Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
Arma Christi มีรายละเอียดแตกต่างออกไป เช่น มีคบไฟ จอกใส่น้ำส้ม และดาบของนักบุญเปโตร
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Arma_Christi
Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
Man of Sorrows with the Arma Christi ค.ศ. 1470 – 1485 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ Germanisches นูเรมเบิร์ก 
ภาพ : link.springer.com/chapter/10.1007/978-3-030-76970-3_12
Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
The Man of Sorrows in the arms of the Virgin โดย Hans Memling ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 แสดงภาพ Arma Christi ที่แตกต่างออกไป เช่น มีภาพใบหน้าบุคคลที่ตัดสินลงโทษหรือเยาะเย้ยพระเยซู รวมทั้งมือและเท้าที่ทำร้ายพระองค์ด้วย
ภาพ  : artsandculture.google.com/asset/the-man-of-sorrows-in-the-arms-of-the-virgin-hans-memling/2QEiLMlkgiKpLA

ตัวอย่างที่หลงเหลือในเมืองไทย : อาร์มา คริสตีของโบสถ์กาลหว่าร์

ดังที่ได้เกริ่นไปแต่ตอนต้นว่า โบสถ์ในเมืองไทยที่ยังคงจัดแสดงละครพระมหาทรมานอยู่จนปัจจุบัน ยังเหลืออยู่ 2 แห่งที่โบสถ์คอนเซ็ปชัญกับโบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งเป็นชุมชนเชื้อสายโปรตุเกส (ซึ่งทั้งสองแห่งไม่พบคติเกี่ยวกับ Arma Christi ที่เก่าแก่) ส่วนโบสถ์กาลหว่าร์หรือวัดแม่พระลูกประคำในชุมชนตลาดน้อยนั้น ในปัจจุบันคงเหลือแต่พิธีแห่รูปพระตายเท่านั้น มิได้มีการแสดงละคร

 ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คาทอลิกไทย ประจำหอจดหมายเหตุอัสสัมชัญ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า แต่เดิมชุมชนโบสถ์กาลหว่าร์ก็น่าจะมีการจัดแสดงละครศักดิ์สิทธิ์ตามขนบธรรมเนียมโปรตุเกสเช่นกัน เพราะมีการค้นพบเครื่องทรมานของพระคริสต์ หรือ Arma Christi จากหีบไม้ขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาไว้ภายในโบสถ์ ซึ่งแต่เดิมจะมีตระกูลที่รักษากุญแจหีบไว้ พร้อมกับหีบบรรจุรูปพระตายที่อัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงให้พม่า สิ่งที่อยู่ในหีบนั้นประกอบด้วย ตะปู 3 ดอกขนาดใหญ่ แส้ (ที่เหลือแต่ด้าม) ค้อนและคีม มงกุฎหนามจำลอง และลูกเต๋า 3 ลูก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการพิสูจน์อายุของรูปพระตายด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่า Arma Christi ของโบสถ์กาลหว่าร์อาจจะจัดสร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันด้วย

“แต่ก่อนชุมชนกาลหว่าร์คงจะมีการเล่นละครศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน” อาจารย์พุฒิพงศ์เปิดประเด็น “เพราะชุมชนแห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยามาก่อน พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่กุฎีจีน ที่เดียวกับชุมชนซางตาครู้ส แต่ต่อมามีเรื่องขัดแย้งกัน และกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็นพวกขุนนางเก่า ได้อพยพข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่แถวตลาดน้อยแห่งนี้ แล้วเชิญเอารูปพระตายพร้อมกับเครื่องทรมานมาด้วย 

“แต่พอนาน ๆ ไป ชาวโปรตุเกสลดจำนวนลง ชาวจีนคริสตังเข้ามาแทนที่ ชาวจีนที่มาอยู่ใหม่คงรักษาประเพณีการเล่นละครศักดิ์สิทธิ์ไว้ไม่ได้ครบถ้วน จึงเหลือแต่การแห่พระตายเท่านั้น เครื่องทรมานอื่น ๆ จึงถูกเก็บใส่หีบปิดตาย แล้วไม่ได้เอามาใช้อีกเลย จากบันทึกของโบสถ์ใน ค.ศ. 1942 ยังพบว่า มีการเชิญรูปแม่พระกับนักบุญยอห์น อัครสาวก ออกมาแห่ในพิธีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (หรือศุกร์พระตาย) ด้วย น่าสนใจว่ารูปปั้นทั้งสองนั้น มีแต่ศีรษะและมือที่คงเหลืออยู่ เชื่อว่าคงเป็นธรรมเนียมโปรตุเกสโบราณ ที่จะตกแต่งหุ่นรูปพระด้วยเสื้อผ้า มีโผล่ออกมาแต่หัวและมือเท่านั้น เรายังเห็นวิธีการแต่งตัวให้พระรูปแบบนี้ในศิลปะฟิลิปปินส์” 

อาจารย์พุฒิพงศ์เอาภาพประติมากรรมศีรษะของแม่พระและนักบุญยอห์นที่แสดงสีหน้าโศกเศร้ามาให้ชม แม่พระนั้นสังเกตได้ว่าเป็นสตรีมีเนินอก ส่วนนักบุญยอห์นนั้นหันหน้าไปทางขวา เพราะในธรรมเนียมโบราณถือว่าท่านยืนอยู่ทางซ้ายมือของพระเยซู และมองขึ้นยังกางเขนที่อยู่ขวามือ เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่มีธรรมเนียมการนำรูปทั้งสองและเครื่องทรมานต่าง ๆ ออกแห่แล้ว 

ผมยังจินตนาการถึงวันที่ชุมชนแห่งนี้ยังจัดละครศักดิ์สิทธิ์ระลึกถึงพระมหาทรมาน อาจจะเป็นเวลาเมื่อ 300 ปีก่อนตามธรรมเนียมของชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา แล้วอาจจะจัดอีกครั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในบางกอก ณ ราชธานีใหม่ แล้วอดคาดหวังต่อไปในอนาคตไม่ได้ว่า มีความเป็นไปได้เพียงไรที่ชุมชนคริสตังแห่งตลาดน้อยนี้ จะฟื้นฟูประเพณีการแสดงละครศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่ โดยผ่านการวิจัยศึกษาความเป็นไปได้ของรูปแบบพิธีเดิม จัดสร้างยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ให้ครบถ้วน เพื่อรักษาศรัทธาที่สืบทอดกันมากว่า 300 ปีให้กลับคืนมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง

Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
รูปพระตายของโบสถ์กาลหว่าร์ ซึ่งเป็นรูปที่นำมาจากกรุงศรีอยุธยา
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
รูปศีรษะของนักบุญยอห์นอัครสาวก ซึ่งใช้ในพิธีแห่พระตาย ในอดีตจะต้องมีการสวมผมปลอมและเครื่องแต่งกายต่าง ๆ อย่างพร้อมสรรพ โผล่ออกมาเพียงศีรษะและมือที่ทำจากไม้เท่านั้น
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
รูปแม่พระในกริยาเศร้าโศก ในอดีตจะมีการตกแต่งด้วยผมปลอมและเสื้อผ้าก่อนนำเข้าพิธี วิธีตกแต่งรูปพระเช่นนี้ยังเห็นได้ในสเปนและฟิลิปปินส์
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
ภายในโบสถ์แม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์)
ภาพ : เจิดจ้า รุจิรัตน์

ท่านที่สนใจพิธีแห่พระตายที่วัดแม่พระลูกประคำ ตลาดน้อย กรุงเทพฯ เข้าร่วมพิธีได้ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี (แต่ไม่ตรงกันเพราะใช้ปฏิทินจันทรคติ ติดตามได้ในเฟซบุ๊กของทางวัด)

ขอบคุณอาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี แห่งหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

Writer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

เมื่อเอ่ยถึง ‘ขนมฝรั่ง’ ที่เราคุ้นเคยกันดีทุกวันนี้ ต่างก็ทราบกันดีว่าเป็นผลผลิตมาจากมรดกตกทอดที่มิชชันนารีชาวโปรตุเกสนำเข้ามาพร้อมกับคริสต์ศาสนาตั้งแต่สมัยอยุธยา และทำกันสืบเนื่องมาถึงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีต้นตำรับอยู่ในหมู่บ้านเชื้อสายโปรตุเกสอย่างบ้านกุฎีจีนหรือชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญ ก่อนจะแพร่หลายออกไปนอกชุมชนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมขนมไทยไป 

แต่นอกจากขนมลูกครึ่งอิทธิพลโปรตุเกส-สยามในดินแดนไทยแล้ว หากลองสืบสาแหรกกันดู ในดินแดนต่างประเทศที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมโปรตุเกสอย่างญี่ปุ่น ก็ปรากฏว่ามีขนมร่วมเชื้อเครือญาติที่ปรุงรสสืบทอดกันมายาวนานกว่า 400 ปีแล้ว มีลักษณะหน้าตาใกล้เคียงกับขนมลูกครึ่งในสยาม ขนมเหล่านั้นก้าวข้ามรั้ววังเข้าสู่ราชสำนักจนกลายเป็น ‘ขนมประจำชาติญี่ปุ่น’ เช่นเดียวกับฝอยทอง ทองหยอด หรือขนมตระกูลทอง ๆ ทั้งหลายที่เรานิยมทำกินกันในงานมงคล วันนี้จึงอยากจะพูดถึงขนมสัญชาติญี่ปุ่นหลากหลายรส ที่บรรดามิชชันนารีคาทอลิกนำเข้ามาพร้อมกับคริสต์ศาสนา

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
โบสถ์ซางตาครู้ส ชุมชนโปรตุเกสดั้งเดิมของบางกอก แหล่งกำเนิดขนมฝรั่งเลิศรสหลากหลายสูตร
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ขนมฝรั่งกุฎีจีน ตำรับจากโปรตุเกส
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ขนมหลากหลายประเภทในชุมชนกุฎีจีน

มิชชันนารีแห่งญี่ปุ่นกับนโยบายต่อต้านคริสเตียน

400 กว่าปีก่อน นักบุญฟรังซิส เซเวียร์ มิชชันนารีชาวสเปนผู้เรืองนาม เดินทางไปประกาศพระนามของพระคริสต์ในญี่ปุ่น มีผู้คนกลับใจเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์มากมาย เมื่อผลงานของท่านเป็นที่ประจักษ์ในยุโรป จากนั้นเหล่ามิชชันนารีชาวโปรตุเกสและสเปน ต่างติดตามกันเข้าไปทำงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในหมู่เกาะ ‘สุดปลายแผ่นดิน’ นี้ จนกล่าวกันว่า มีชาวคริสต์กว่า 3 แสนคน (ประมาณการกันว่า ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นมีประชากรราว ๆ 3 ล้านคน) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากมาย ยิ่งไปกว่านั้น มีบรรดาไดเมียวและเจ้าผู้ครองนครหลายคนที่หันมายอมรับนับถือศาสนาคริสต์ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สำหรับชาวบ้านที่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น คริสต์ศาสนาเป็นเหมือน ‘ความหวัง’ ของเขาในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้น เพราะสภาพสังคมที่ถูกกดขี่จากกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในระบบฐานันดรและชาติกำเนิดจนไม่อาจลืมตาอ้าปากได้ง่าย ๆ 

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ภาพนันบัง หรือคนเถื่อนจากทางใต้ถือของบรรณาการ
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Namban-08.jpg

‘ขนมหวาน’ เองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมิชชันนารีกับชาวบ้าน และเจ้านายผู้ปกครอง ดังปรากฏว่า ใน ค.ศ. 1569 มิชชันนารีชาวโปรตุเกสชื่อ หลุยส์ ฟรัวซ์ ได้นำขนมลูกกวาด ‘คอนเฟตโต’ (Confeito) ไปเป็นของขวัญให้กับ โอดะ โนบุนากะ ขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน พร้อมกับของขวัญบรรณาการอื่น ๆ ขนมน้ำตาลที่โปร่งแสงเหมือนแก้วนี้ คงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจโนบุนากะ ผู้ได้ชื่อว่าโปรดปรานของหวานมาก เขาตอบแทนบาทหลวงฟรัวซ์ด้วยลูกพลับหวานตากแห้งแบบญี่ปุ่น อันเป็นของโปรดของเขา โนบุนากะยังได้มีโอกาสลองลิ้มชิม ‘ขนมปังบิสกิต’ ซึ่งทำให้เขาติดอกติดใจในรสชาติ ถึงกับสั่งจากพ่อค้าในโอซาก้าเข้ามาบ่อย ๆ 

ความสัมพันธ์กับโปรตุเกสเช่นนี้คงจะราบรื่นเป็นอย่างดี เพราะโอดะก็สนับสนุนคริสต์ศาสนาพอสมควรทีเดียว เขาต้องการพันธมิตรจากตะวันตกไว้ซื้ออาวุธปืนและคัดง้างกับบรรดานักบวชชาวพุทธที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านเขา และในที่สุด บาทหลวงฟรัวซ์ก็ได้กลายเป็นคนสนิทของโนบุนากะ เขาได้รู้เห็นเป็นพยานการทำสงครามกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา และได้อยู่ในเหตุการณ์จุดจบของโนบุนากะด้วย

นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
ภาพโอดะ โนบุนากะ ไดเมียวผู้โปรดปรานของหวานและให้การอุปถัมภ์คริสต์ศาสนา
ภาพ : th.wikipedia.org/wiki
นันบัง สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกส ที่กลายเป็นของหวานประจำชาติญี่ปุ่นเหมือนฝอยทองบ้านเรา
คัมเปโตะ (こんぺいとう) ขนมลูกกวาดแบบโปรตุเกสในญี่ปุ่น
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Konpeitō

เวลาผ่านไป ขั้วอำนาจทางการเมืองก็ผันเปลี่ยนไปด้วย เมื่อโนบุนากะถูกโค่นล้มลง และตามมาด้วยการสถาปนาระบบโชกุนภายใต้ตระกูลโตกุกาวะขึ้น พระจักรพรรดิทรงมีฐานะเป็นเพียงหุ่นเชิด และเริ่มเกิดความหวาดระแวงชาวคริสต์ที่ติดต่อโดยตรงกับชาวยุโรป (หรือที่เรียกกันว่า นันบัง หรือพวกป่าเถื่อนจากทิศใต้) ฝรั่งดั้งขอพวกนี้มิได้นำมาเพียงศาสนาของพระเยซู แต่นำอาวุธปืนไฟสมัยใหม่มาด้วย จำนวนคริสตังที่เพิ่มขึ้นมากมายก็เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงเกิดการต่อต้านเบียดเบียนคริสตศาสนา บรรดาไดเมียวที่เคยนับถือคริสต์ก็ต้องนับถืออย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ส่วนบรรดาคริสตังที่เคยมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูก็ถูกห้ามนับถือ หากจับได้จะต้องรับโทษถึงประหารชีวิต โดยการตรึงกางเขนเช่นเดียวกับพระคริสต์ บางส่วนก็ลงสำเภาหนีไปประเทศที่มีอิสรภาพทางศาสนา (เช่น สยามหรือฟิลิปปินส์ ปัตตาเวีย ที่นับถือคริสต์เช่นกัน) บางส่วนก็หลบซ่อนตามเกาะแก่งหรือหุบเขา กลายเป็น ‘คริสตังลับ’ หรือ Kakure Kirishitan ที่รักษาความเชื่อของตนโดยไม่มีบาทหลวงเข้าไปดูแลไว้ได้ถึงกว่า 200 ปี โดยพวกเขาเก็บรักษาเศษผ้าเปื้อนเลือดของบรรพชนที่ยอมสละชีวิตเพื่อศาสนาไว้เคารพบูชา เป็นเครื่องเตือนใจพร้อมกับคำทำนายโบราณว่า หากผ่านไป 7 ชั่วอายุคน พวกเขาจะมีอิสรภาพในการนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง

ขนมนันบังในญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกกีดกั้น

ในช่วงที่ศาสนาคริสต์กำลังรุ่งเรืองในญี่ปุ่น (ราว ๆ ศตวรรษที่ 17 หรือช่วงรัชกาลพระนเรศวรถึงพระเจ้าปราสาททองของไทย) คงจะเกิดการถ่ายทอดสูตรอาหารแบบ ‘นันบัง’ หรือตำรับคนเถื่อนทางใต้ให้กับชุมชนคาทอลิกในญี่ปุ่น อาหารบางอย่างปรุงขึ้นตามกฎเกณฑ์ทางศาสนา เช่น เทมปุระ เป็นอาหารประเภทผักชุบแป้งทอด นิยมรับประทานกันในทุกวันศุกร์และในช่วงเทศกาลมหาพรต ที่ชาวคาทอลิกจะถือศีลอดอาหาร (โดยจะอดเนื้อสัตว์ใหญ่) ดังนั้น ผักทอดที่ให้พลังงานจึงเหมาะกับวัฒนธรรมนี้ – ซึ่งแตกต่างออกไปจากขนมหวาน ซึ่งดูจะเป็นอาหารที่ได้รับยกเว้นจากข้อห้ามทางศาสนาทั่วทั้งโลก ความหวานจากน้ำตาลจากเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทุกวัฒนธรรม และแทบไม่มีข้อห้ามทางศาสนาสำหรับน้ำตาลเลย ไม่มีศาสนาหรือวัฒนธรรมใดที่รังเกียจขนมหวาน (ยกเว้นในกรณีของช็อกโกแลตที่ถูกพระศาสนจักรคาทอลิกตั้งแง่ในระยะแรกที่นำเข้ามาจากโลกใหม่-อเมริกา) 

อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่ว่า เมื่อ 500 ปีก่อน น้ำตาลเป็นสิ่งที่หายาก โดยเฉพาะน้ำตาลจากอ้อย ที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากจีนในฐานะสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับให้ชนชั้นสูงใช้ทำขนมหวาน และใช้ปรุงยาสำหรับชาวบ้าน น้ำตาลนั้นมาจากไร่อ้อยที่ต้องแบ่งแรงงานจากการทำไร่ไถนา (ซึ่งจำเป็นมากกว่าในการผลิตอาหารหลักสำหรับบริโภคในชีวิตประจำวัน) ความหรูหราของขนมจึงถูกใช้ในฐานะของขวัญที่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และความชื่นชมยินดีในโอกาสพิเศษหรือรับรองแขกจากแดนไกลเท่านั้น

จึงไม่น่าประหลาดใจนักว่า เมื่อรัฐบาลโตกุกาวะประกาศปิดประเทศ ห้ามนับถือคริสต์ศาสนาในศตวรรษที่ 17 กลับไม่มีท่าทีรังเกียจขนมที่มาจากคนต่างชาติต่างศาสนาเหล่านี้เลย ในเวลานั้นขนมแบบนันบังแพร่หลายไปทั่วแล้ว ผนวกกับในช่วงศตวรรษที่ 18 น้ำตาลเริ่มมีราคาถูกลง เพราะโชกุนโตกุกาวะ โยชิมุเนะ โชกุนคนที่ 8 ได้ริเริ่มการทำไร่อ้อยในริวกิวและอามามิ ทำให้คนทั่วไปเริ่มมีโอกาสลิ้มลองน้ำตาลได้ง่ายขึ้น (ในสมัยของโชกุนท่านเดียวกันนี้ เริ่มมีการริเริ่มทำฟาร์มโคนมตามแบบชาวดัตช์ด้วย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มนม และการนำนมมาใช้ประกอบอาหารกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปหลายร้อยปีในยุคสงครามกลางเมือง) 

ชาวญี่ปุ่นคงจะนิยมชมชื่นขนมนันบังมาก ถึงกับบันทึกตำรา ‘ขนมฝรั่งคนเถื่อน’ หลายชนิดลงในตำราสมัยเอโดะ เช่น ตำราของ Ichirobei Umemura ที่เรียบเรียงใน ค.ศ. 1718 ตำรานี้มีการพรรณนาถึงกรรมวิธีการใช้ ‘เตาอบ’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และให้รายชื่อขนมหลายอย่างที่อาจจะเทียบเคียงกับปัจจุบันได้ เช่น คัสเตลล่า (เค้ก) ขนมฝรั่ง (ซึ่งมีลักษณะคล้ายขนมฝรั่งกุฎีจีน) โบโรที่คล้ายกับขนมผิง และลูกกวาดหนามสีสวยนาม ‘คัมเปโตะ’ 

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
ภาพห้องครัวทำขนมจากตำราของ Ichirobei Umemura
ภาพ : www.library.tohoku.ac.jp/collection/exhibit/sp/2005/list3/007.html

คัมเปโตะ เป็นลูกกวาดชนิดหนึ่งที่มีกำเนิดในโปรตุเกส ซึ่งปรากฏในรายชื่อเครื่องบรรณาการที่มิชชันนารีนำมามอบให้แก่โอดะ โนบุนากะ (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว) ขนมชนิดนี้ทำจากเกล็ดน้ำตาลเคลือบงา ที่ต้องนำน้ำตาลมากวนในกระทะขอบสูงขนาดใหญ่เป็นเวลา 2 -3 สัปดาห์ กว่าจะได้ลูกกวาดขนาดใหญ่ที่มีหนามฟูสวย 

ขนมชนิดนี้คล้ายคลึงกับ ‘ลูกกวาด’ ชาววังของสยาม ซึ่งได้ชื่อว่าลูกกวาดเพราะกรรมวิธีทำนั้นต้องใช้มือลงไปกวนกวาดในกระทะทองเหลืองที่ลนไฟให้ร้อน ห้ามใช้ช้อนหรือทัพพี เพราะลูกกวาดจะไม่ขึ้นหนาม ส่วนไส้ในของสยามนั้นเป็นเมล็ดฟักทองหรือถั่วประเภทต่าง ๆ ถือว่าเป็นขนมชาววัง เฉกเช่นเดียวกับคัมเปโตะของญี่ปุ่น ก็ถูกพัฒนาจนมีหลายสูตร เช่น รสเกลือ ไวน์ ชาเขียว โฮจิฉะ เป็นขนมอวดฝีมือที่ช่างทำขนมอาจจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการฝึกฝน 

ในท้ายที่สุดแล้วขนมนี้ก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ราชสำนัก กลายเป็นขนมชั้นสูงที่ราชสำนักจะบรรจุในกล่องอย่างสวยงาม ส่งไปพระราชทานในฐานะของขวัญแสดงความยินดีในโอกาสต่าง ๆ สำหรับสามัญชน คัมเปโตะยังเป็นของขวัญในงานแต่งงาน แสดงความยินดีในการคลอดลูก หรือถวายให้ศาลเจ้าและอารามต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นของหรูหราที่กลายเป็นขนมญี่ปุ่นเต็มตัวมากว่า 200 ปี และในที่สุด เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดต่ำลงมาจากการขยายพื้นที่ทำไร่อ้อยทั่วโลก คัมเปะโตะก็กลายเป็นขนมที่ให้พลังงานสูงสำหรับทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
กระบวนการทำคัมเปโตะในปัจจุบัน
ภาพ : www.youtube.com/watch?v=ckZlXSnLOOo

ส่วนเค้กคัสเตล่า ฝอยทองญี่ปุ่น โบโร (คุกกี้) และคาราเมลจากโปรตุเกส ยังเป็นขนมสูตรหรูหราประจำครัวขุนนางญี่ปุ่นต่อไป แม้ว่าในระยะต่อมา พวกโปรตุเกสจะถูกสั่งห้ามเข้าประเทศ ญี่ปุ่นปิดประเทศในศตวรรษที่ 17 ยอมให้ชาวดัตช์โปรแตสแตนต์ที่รักษาสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายทางด้านศาสนาภายในญี่ปุ่น เข้ามาค้าขายแต่เพียงผู้เดียว กระนั้นก็ดี มนตร์เสน่ห์ของขนมจากตะวันตกก็ไม่ได้หายไปไหน ชาวญี่ปุ่นยังคงจดบันทึกตำรับขนมแบบดัตช์เพิ่มเติมต่อไปในฐานะ ‘ขนมนันบัง’ เคียงคู่ไปกับสูตรขนมโปรตุเกสโบราณ เมนูที่เพิ่มเติมเข้าไปนั้นมีสูตรขนมปังชนิดต่าง ๆ และพาสต้าด้วย ชาวดัตช์ที่เข้ามาค้าขายในญี่ปุ่น ยังมีภาระที่ต้องเดินทางไปเข้าพบโชกุที่เมืองหลวงเอโดะทุกปีหรือ 2 ปี ที่นั่นพวกเขายังได้รับการต้อนรับอย่างดีด้วยงานเลี้ยงหรูหรา เช่นเดียวกับขนมแบบตะวันตกก็ยังเป็นที่ต้อนรับเสมอในเมืองหลวง

'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
Keiren Shomen หรือฝอยทองแบบญี่ปุ่น มักห่อด้วยสาหร่าย มีที่มาจาก “fios de ovos” ของโปรตุเกส
ภาพ : ippin.gnavi.co.jp/article-12443/
'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
ภาพ Tamago Boro ที่มีหน้าตาคล้ายขนมผิงในประเทศไทย
ภาพ : spoonfulpassion.com/mini-egg-biscuit/)
'นันบัง' สูตรขนมฝรั่งจากโปรตุเกสที่เอาชนะนโยบายต่อต้านคริสเตียนในญี่ปุ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ
‘คาเซอิตะ’ ขนมบิสกิตข้าวเหนียวสอดไส้แยม เป็นหนึ่งในขนมโปรตุเกสโบราณของญี่ปุ่น มีที่มาจาก Caixa da Marmelada ขุนนางตระกูลโฮโซคาวะใช้เป็นบรรณาการไปยังเมืองหลวง มีการประทับตราประจำตระกูลบนขนมด้วย
ภาพ : ippin.gnavi.co.jp/article-1601/

วัฒนธรรมนันบังยังดำเนินต่อไปในโลกาภิวัตน์

เป็นเวลา 200 ปีที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ จนถึงสมัยศตวรรษที่ 19 เมื่อ ‘เรือดำ’ ของ มัทธิว เพอรี่ นายพลจัตวาแห่งสหรัฐอเมริกาเข้ามากดดันให้ญี่ปุ่นยอมรับการติดต่อจากภายนอกอีกครั้ง ระบบโชกุนค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง ขณะที่ระบบพระจักรพรรดิถูกนำกลับมาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกได้รับเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจอีกครั้ง (แต่ก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อ 400 ปีก่อน) ส่วนขนมนันบังนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เคยหายไปไหน มันติดอยู่ในปลายลิ้นของผู้คนชนชั้นสูงมาตลอดเวลาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังกลับได้รับความนิยมชมชอบขึ้นจนแพร่หลายออกจากรั้ววัง ในเวลาเดียวกันสูตรขนมจากประเทศตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ หลังการปฏิรูปเมจิ จนมีคำกล่าวว่า ขนมในประเทศญี่ปุ่นมี 2 ประเภท คือขนมแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ และขนมนันบังที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ แต่การฟื้นฟูครั้งหลังนี้มิได้มาพร้อมกับคริสต์ศาสนา หากแต่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินต่อไปพร้อมกับร้านเบเกอรี่หน้าตาแปลกใหม่แฟนตาซีที่เติบโตพร้อมกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมอย่างจริงจัง ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าวงการโภชนาการของญี่ปุ่นไปเลยทีเดียว

Writer & Photographer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load