สุขสันต์เทศกาลอีสเตอร์แด่ผู้อ่านทุก ๆ ท่านครับ เดือนนี้ในโบสถ์ต่าง ๆ ยังเป็นบรรยากาศของการเฉลิมฉลองการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นรหัสธรรมลึกซึ้งในคริสต์ศาสนา นั่นคือ พระเยซูคริสต์ทรงผ่านการทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพในวันที่ 3 ในโอกาสนี้ก็เลยอยากชวนทุกท่านไปทำความรู้จักกับคติความเชื่อในศาสนาคริสต์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงนักในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระทรมานของพระเยซู นั่นคือคติความเชื่อเกี่ยวกับ ‘เครื่องทรมานของพระคริสต์’ หรือ ‘Arma Christi’ 

Arma Christi เป็นภาษาละติน มีที่มาจากชื่อกลอนภาษาอังกฤษบทหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 14 หมายถึง ‘ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์’ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า ให้คริสตชนทุกคนให้สวมใส่ ‘ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์’ เพื่อไม่ให้แพ้การล่อลวงของซาตาน (ดูรายละเอียดในพระธรรมเอเฟซัส 6: 11 ซึ่งในพระคัมภีร์ภาษาละตินตอนนี้ใช้คำว่า Induite vos armaturam Dei แปลว่า “ให้เราสวมใส่ยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ เพื่อจะได้ต่อต้านการล่อลวงของปีศาจได้”)

การพัฒนาคำสอนทางเทววิทยาและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์ขึ้นมาอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังหมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ทรมานและประหารชีวิตพระคริสต์ด้วย ซึ่งเราคงคุ้นเคยกันในช่วงวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) วันที่ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู ก่อนเทศกาลอีสเตอร์เล็กน้อย

บรรดาคริสต์ชนที่ได้รับอิทธิพลจากชาติสเปนและโปรตุเกส อย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์และศรีลังกา จะจัดแสดงละคร ‘พระมหาทรมาน’ (Passion of the Christ) โดยใช้คนจริง ๆ แสดงแทนบุคคลต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ และเมื่อถึงฉากตรึงกางเขน ก็จะแขวนประติมากรรม ‘รูปพระตาย’ บนไม้กางเขนจำลอง ละครศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ก็มีการแสดงในไทยด้วย โดยเหลือเพียง 2 ชุมชนที่สืบทอดมา คือโบสถ์คอนเซ็ปชัญและโบสถ์ซางตาครู้ส ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบเนื่องไปถึงสมัยอยุธยา

จุดเริ่มต้นที่ชาวคริสต์ให้ความสำคัญกับการรับทรมานของพระเยซูคริสต์นี้ มีกำเนิดมาตั้งแต่ยุคกลาง โดยเฉพาะในสมัยของพระสันตะปาปาเกรโกรี มหาสมณะ (Gregory the great ค.ศ. 540 – 604)  มีใจความหลักก็คือ พระคริสต์ทรงรับทรมานเพราะบาปของมนุษย์ ดังนั้น คริสตชนที่ดีจึงควรมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของพระองค์ โดยการพิจารณาใคร่ครวญและร่วมเป็นทุกข์พร้อมกับพระองค์ มีการประพันธ์บทสวดมากมายเพื่อการไตร่ตรองเหตุการณ์นี้ จากพื้นฐานทางเทววิทยา ทำให้เกิดความนิยมในการแสวงหา ‘พระธาตุ’ (Relic) ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทรมานของพระคริสต์ โดยรวบรวมมาจากอิสราเอล แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

สิ่งของที่ค้นพบมาได้ก็มีทั้งตะปูที่ตรึงพระหัตถ์และพระบาท ค้อน คีมที่ใช้ตอกและถอนตะปู ไม้กางเขนของแท้ ซึ่งได้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 มงกุฎหนาม แผ่นป้ายบอกข้อหาเหนือกางเขน นำมาประดิษฐานไว้ในมหาวิหารต่าง ๆ ในยุโรปให้ผู้คนเคารพบูชา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีทางที่ของเหล่านี้จะคงเหลือครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งยังชวนให้ตั้งคำถามว่า เวลาผ่านมาหลายร้อยปี จะหลงเหลือของแท้อยู่ได้อย่างไร

เมื่อ Arma Christi ปรากฏในงานศิลปกรรมประเภทต่าง ๆ 

จากเทววิทยาเรื่องพระมหาทรมานของพระคริสต์ที่นำไปสู่การแสวงหาพระธาตุแล้ว ก็ยังเกิดประเพณีการสร้างสรรค์งานศิลปะในหัวข้อที่เรียกว่า Arma Christi ขึ้นด้วย ในยุคกลาง หัวข้อนี้สร้างสรรค์ขึ้นกันอย่างแพร่หลาย โดยนำเอาสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ มาจัดวางประชุมรวมกันในภาพเดียว โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นภาพวาด ภาพแกะสลักนูนสูง หรือประติมากรรมลอยตัว เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้อ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพ พิจารณาไตร่ตรองและมีส่วนร่วมไปกับพระทรมานของพระคริสต์ได้ทั้งหมด เป็นเสมือนไอค่อน (Icon) ที่เสริมศรัทธา 

ขณะเดียวกันยังมีทฤษฎีที่เสนอแนะว่า Arma Christi นั้น พัฒนามาจากคติความเชื่อเรื่อง ‘กางเขนทรงชัยชนะ’ หรือ Crux Invicta ซึ่งเป็นปฏิทรรศน์ที่ดูขัดแย้งกันที่ชาวคริสต์เชิดชูไม้กางเขน สัญลักษณ์แห่งความตายอันน่าอัปยศของชาวโรมัน ให้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ เพราะพระคริสต์ทรงชนะบาปและความตายโดยทางไม้กางเขน คริสเตียนในยุคกลางจึงค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดในการเชิดชูเครื่องทรมานอื่น ๆ ของพระคริสต์ในฐานะสัญลักษณ์แห่งชัยชนะขึ้นมาบ้าง โดยอาจได้รับอิทธิพลจากความคิดของชาวโรมันที่มักจะเอาชุดเกราะและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ สวมเข้ากับหุ่นไม้แล้วปักไว้ในสมรภูมิที่เพิ่งพิชิตได้ เป็นเสมือนอนุสาวรีย์การมีชัยชนะเหนือศัตรู คตินี้เรียกว่า Tropaion แปลว่า ชัยชนะ

ลักษณะภาพ Arma Christi โดยทั่วไปมักแสดงออกเป็นภาพพระคริสต์ที่กำลังระทมทุกข์อยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ทรมานและประหารชีวิตพระองค์ราว ๆ 20 ชนิด ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวว่ามีอะไรบ้าง เพิ่มหรือลดจำนวนเครื่องทรมานได้โดยอิสระ ขึ้นอยู่กับศิลปินและผู้ว่าจ้าง แต่โดยส่วนมากแล้ว ได้แก่

ไม้กางเขน เป็นสัญลักษณ์แรก ๆ ที่คริสตชนพยายามค้นหา ‘พระธาตุ’ ของแท้ให้พบ และนำมาเชิดชูเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

ค้อนและคีม ที่ใช้ตอกและถอนตะปูตอกตรึงพระหัตถ์และพระบาท

หอก หมายถึงหอกของลองกินุส ทหารโรมันผู้แทงสีข้างของพระองค์ เพื่อทดสอบว่าพระคริสต์สิ้นพระชนม์หรือไม่

แส้ ที่ใช้เฆี่ยน ที่เรียกกันว่า แมวเก้าหาง เพราะเป็นแส้เก้าแฉกที่มีตะขอโลหะติดที่ปลาย คอยฉีกเนื้อของผู้ที่โดนเฆี่ยน แส้มักปรากฏคู่กับเสาโรมัน ซึ่งเป็นเสาที่ใช้สำหรับผูกนักโทษเวลาเฆี่ยน

ฟองน้ำเสียบไม้ มาจากเหตุการณ์ที่พระเยซูตรัสว่ากระหายน้ำ บรรดาผู้คนแถวนั้นจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำส้ม (ไวน์ชนิดหนึ่ง มีผลทางการแพทย์ในการลดความเจ็บปวดของนักโทษประหาร นัยว่าเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง) เสียบกิ่งไม้ต้นหุสบให้พระองค์ทรงดื่ม บางครั้งจึงวาดภาพต้นหุสบนี้ไว้บริเวณกางเขนด้วย (ต้นหุสบ (Hyssopus officinalis) เป็นไม้พุ่มในวงศ์กะเพราชนิดหนึ่งในเขตยุโรปใต้และตะวันออกกลาง เป็นสมุนไพรโบราณใช้ระงับเชื้อ) 

บันได ใช้ตอนเชิญพระศพลงจากกางเขน ในศิลปะบางชิ้นสร้างให้พระคริสต์ไต่บันไดขึ้นไปบนกางเขนเอง แสดงว่าพระองค์ทรงเต็มพระทัยรับทรมานเพื่อบาปของมนุษย์

มือตบ เป็นมือเปล่า ๆ ที่ไม่มีเจ้าของ มาจากเหตุการณ์ตอนที่บรรดาทหารเอาผ้าคลุมพระคริสต์ไว้ แล้วตบพระพักตร์เยาะเย้ยให้พระองค์ทายว่าใครเป็นผู้ตบ บางครั้งมีการวาดภาพเท้าที่ใช้เตะพระคริสต์ด้วย

ลูกเต๋า มาจากเหตุการณ์ตอนบรรดาทหารโรมันถอดเสื้อของพระองค์ออกตกลงจะแบ่งกัน แต่ผ้าผืนนั้นไร้รอยตะเข็บ จึงฉีกแบ่งกันไม่ได้ เมื่อไม่ลงตัวจึงทอยลูกเต๋ากันเพื่อจะได้ยกให้ผู้ชนะ ผ้าผืนนี้มีนิทานเล่าว่า เมื่อพระองค์ประสูติ พระนางมารีย์เอาผ้าพันพระองค์วางไว้ในรางหญ้า ผ้าผืนนั้นก็เติบโตขึ้นไปพร้อมกับพระองค์ด้วย จึงเป็นผ้าผืนใหญ่ที่ไม่มีรอยตะเข็บการเย็บเข้าด้วยกันเลย

ไก่ ปรากฏในงานศิลปะเสมอ ๆ หมายถึงไก่ของนักบุญเปโตร เมื่อพระเยซูทำนายว่า เปโตรจะทรยศพระองค์ก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง 

เหรียญเงิน 30 เหรียญ มาจากเหตุการณ์ที่ยูดาสทรยศพระเยซู โดยขายพระองค์ให้กับศัตรูในราคา 30 เหรียญ

ผ้าเช็ดหน้าของนางเวโรนิกา มีที่มาจากเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ที่มีสตรีผู้หนึ่งเอาผ้ามาเช็ดพระพักตร์ที่เปื้อนโลหิตและเหงื่อให้พระเยซู ไม่ปรากฏชื่อของสตรีนางนั้น แต่มักเรียกนางว่า ‘เวโรนิกา’ (Veronica) อันแปลว่า ผ้าเช็ดหน้า

Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
Arma Christi มีรายละเอียดแตกต่างออกไป เช่น มีคบไฟ จอกใส่น้ำส้ม และดาบของนักบุญเปโตร
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Arma_Christi
Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
Man of Sorrows with the Arma Christi ค.ศ. 1470 – 1485 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ Germanisches นูเรมเบิร์ก 
ภาพ : link.springer.com/chapter/10.1007/978-3-030-76970-3_12
Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
The Man of Sorrows in the arms of the Virgin โดย Hans Memling ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 แสดงภาพ Arma Christi ที่แตกต่างออกไป เช่น มีภาพใบหน้าบุคคลที่ตัดสินลงโทษหรือเยาะเย้ยพระเยซู รวมทั้งมือและเท้าที่ทำร้ายพระองค์ด้วย
ภาพ  : artsandculture.google.com/asset/the-man-of-sorrows-in-the-arms-of-the-virgin-hans-memling/2QEiLMlkgiKpLA

ตัวอย่างที่หลงเหลือในเมืองไทย : อาร์มา คริสตีของโบสถ์กาลหว่าร์

ดังที่ได้เกริ่นไปแต่ตอนต้นว่า โบสถ์ในเมืองไทยที่ยังคงจัดแสดงละครพระมหาทรมานอยู่จนปัจจุบัน ยังเหลืออยู่ 2 แห่งที่โบสถ์คอนเซ็ปชัญกับโบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งเป็นชุมชนเชื้อสายโปรตุเกส (ซึ่งทั้งสองแห่งไม่พบคติเกี่ยวกับ Arma Christi ที่เก่าแก่) ส่วนโบสถ์กาลหว่าร์หรือวัดแม่พระลูกประคำในชุมชนตลาดน้อยนั้น ในปัจจุบันคงเหลือแต่พิธีแห่รูปพระตายเท่านั้น มิได้มีการแสดงละคร

 ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คาทอลิกไทย ประจำหอจดหมายเหตุอัสสัมชัญ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า แต่เดิมชุมชนโบสถ์กาลหว่าร์ก็น่าจะมีการจัดแสดงละครศักดิ์สิทธิ์ตามขนบธรรมเนียมโปรตุเกสเช่นกัน เพราะมีการค้นพบเครื่องทรมานของพระคริสต์ หรือ Arma Christi จากหีบไม้ขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาไว้ภายในโบสถ์ ซึ่งแต่เดิมจะมีตระกูลที่รักษากุญแจหีบไว้ พร้อมกับหีบบรรจุรูปพระตายที่อัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงให้พม่า สิ่งที่อยู่ในหีบนั้นประกอบด้วย ตะปู 3 ดอกขนาดใหญ่ แส้ (ที่เหลือแต่ด้าม) ค้อนและคีม มงกุฎหนามจำลอง และลูกเต๋า 3 ลูก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการพิสูจน์อายุของรูปพระตายด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่า Arma Christi ของโบสถ์กาลหว่าร์อาจจะจัดสร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันด้วย

“แต่ก่อนชุมชนกาลหว่าร์คงจะมีการเล่นละครศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน” อาจารย์พุฒิพงศ์เปิดประเด็น “เพราะชุมชนแห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยามาก่อน พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่กุฎีจีน ที่เดียวกับชุมชนซางตาครู้ส แต่ต่อมามีเรื่องขัดแย้งกัน และกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็นพวกขุนนางเก่า ได้อพยพข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่แถวตลาดน้อยแห่งนี้ แล้วเชิญเอารูปพระตายพร้อมกับเครื่องทรมานมาด้วย 

“แต่พอนาน ๆ ไป ชาวโปรตุเกสลดจำนวนลง ชาวจีนคริสตังเข้ามาแทนที่ ชาวจีนที่มาอยู่ใหม่คงรักษาประเพณีการเล่นละครศักดิ์สิทธิ์ไว้ไม่ได้ครบถ้วน จึงเหลือแต่การแห่พระตายเท่านั้น เครื่องทรมานอื่น ๆ จึงถูกเก็บใส่หีบปิดตาย แล้วไม่ได้เอามาใช้อีกเลย จากบันทึกของโบสถ์ใน ค.ศ. 1942 ยังพบว่า มีการเชิญรูปแม่พระกับนักบุญยอห์น อัครสาวก ออกมาแห่ในพิธีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (หรือศุกร์พระตาย) ด้วย น่าสนใจว่ารูปปั้นทั้งสองนั้น มีแต่ศีรษะและมือที่คงเหลืออยู่ เชื่อว่าคงเป็นธรรมเนียมโปรตุเกสโบราณ ที่จะตกแต่งหุ่นรูปพระด้วยเสื้อผ้า มีโผล่ออกมาแต่หัวและมือเท่านั้น เรายังเห็นวิธีการแต่งตัวให้พระรูปแบบนี้ในศิลปะฟิลิปปินส์” 

อาจารย์พุฒิพงศ์เอาภาพประติมากรรมศีรษะของแม่พระและนักบุญยอห์นที่แสดงสีหน้าโศกเศร้ามาให้ชม แม่พระนั้นสังเกตได้ว่าเป็นสตรีมีเนินอก ส่วนนักบุญยอห์นนั้นหันหน้าไปทางขวา เพราะในธรรมเนียมโบราณถือว่าท่านยืนอยู่ทางซ้ายมือของพระเยซู และมองขึ้นยังกางเขนที่อยู่ขวามือ เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่มีธรรมเนียมการนำรูปทั้งสองและเครื่องทรมานต่าง ๆ ออกแห่แล้ว 

ผมยังจินตนาการถึงวันที่ชุมชนแห่งนี้ยังจัดละครศักดิ์สิทธิ์ระลึกถึงพระมหาทรมาน อาจจะเป็นเวลาเมื่อ 300 ปีก่อนตามธรรมเนียมของชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา แล้วอาจจะจัดอีกครั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในบางกอก ณ ราชธานีใหม่ แล้วอดคาดหวังต่อไปในอนาคตไม่ได้ว่า มีความเป็นไปได้เพียงไรที่ชุมชนคริสตังแห่งตลาดน้อยนี้ จะฟื้นฟูประเพณีการแสดงละครศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่ โดยผ่านการวิจัยศึกษาความเป็นไปได้ของรูปแบบพิธีเดิม จัดสร้างยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ให้ครบถ้วน เพื่อรักษาศรัทธาที่สืบทอดกันมากว่า 300 ปีให้กลับคืนมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง

Arma Christi : ทำไมเครื่องทรมานของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่คนบูชา
รูปพระตายของโบสถ์กาลหว่าร์ ซึ่งเป็นรูปที่นำมาจากกรุงศรีอยุธยา
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
รูปศีรษะของนักบุญยอห์นอัครสาวก ซึ่งใช้ในพิธีแห่พระตาย ในอดีตจะต้องมีการสวมผมปลอมและเครื่องแต่งกายต่าง ๆ อย่างพร้อมสรรพ โผล่ออกมาเพียงศีรษะและมือที่ทำจากไม้เท่านั้น
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
รูปแม่พระในกริยาเศร้าโศก ในอดีตจะมีการตกแต่งด้วยผมปลอมและเสื้อผ้าก่อนนำเข้าพิธี วิธีตกแต่งรูปพระเช่นนี้ยังเห็นได้ในสเปนและฟิลิปปินส์
ภาพ : พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี
รู้จักยุทธภัณฑ์ของพระคริสต์ อุปกรณ์ทรมานพระเยซูที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ละครพระมหาทรมาน และรูปพระตายในไทย
ภายในโบสถ์แม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์)
ภาพ : เจิดจ้า รุจิรัตน์

ท่านที่สนใจพิธีแห่พระตายที่วัดแม่พระลูกประคำ ตลาดน้อย กรุงเทพฯ เข้าร่วมพิธีได้ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี (แต่ไม่ตรงกันเพราะใช้ปฏิทินจันทรคติ ติดตามได้ในเฟซบุ๊กของทางวัด)

ขอบคุณอาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี แห่งหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

Writer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

คืนวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 เวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ คุณพ่อเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ในสมัยนั้นพร้อมกับกลุ่มคริสตังบางส่วนและผมได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์

การเดินทางไปโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่ได้มีใครป่วยหรือไม่สบาย แต่เราไปเพื่อนำ ‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์ไปทำการเอกซเรย์ภายใต้คำแนะนำของคุณโรแบร์ต ซึ่งเมื่อเราไปถึงที่โรงพยาบาลบุรุษพยาบาลได้เตรียมเตียงเข็นคนไข้ออกมารับ ‘รูปพระตาย’ พวกเราเชิญรูปพระตายไปขณะคลุมผ้าอยู่

เราเลือกที่จะเข้าประตูด้านหลังโรงพยาบาลเพื่อให้ใกล้กับห้องเอกซเรย์มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครตกใจและไม่เป็นการรบกวนการทำงานของโรงพยาบาล เมื่อมาถึงห้องซีทีสแกนและเปิดผ้าคลุมออก เจ้าหน้าที่และพยาบาลดูเหมือนจะมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตและเจ้าหน้าที่ขณะนำรูปพระตายเข้าเครื่องซีทีสแกน

ด้วยขนาดของ ‘รูปพระตาย’ ที่มีขนาดและสัดส่วนเท่ากับมนุษย์จริง อีกทั้งรอยช้ำต่าง ๆ ที่ปรากฏบนร่างกายดูเหมือนเป็นร่างของมนุษย์ที่เพิ่งผ่านการทรมานอย่างสาหัส ใบหน้าที่สิ้นใจจากความทรมานพร้อมกับเลือดที่ยังคงปรากฏอยู่ สามารถสื่อความหมายให้กับสายตาทุกคู่ที่มองเห็นได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย

‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์อยู่คู่กับวัดมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้กันว่าตลอด 365 วันใน 1 ปี จะมีเพียงคืนเดียวเท่านั้น ที่ ‘รูปพระตาย’ นี้จะปรากฏสู่สายตาของผู้คน ซึ่งก็คือ ‘คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี’ โดยในแต่ละปีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) จะเวียนมาบรรจบไม่ตรงกันตามปฏิทินแบบจันทรคติที่ชาวคริสต์ยึดถือ ซึ่งในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์นี้เองเหตุการณ์จำลองมหาทรมานของพระเยซูเจ้าจะถูกเล่าขานขึ้นอีกครั้งผ่านข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล บาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะร่วมกับผู้อ่านพระวรสารเล่าเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าให้กับผู้คนที่มาร่วมพิธีได้ฟัง

เมื่อภายหลังพิธีกรรมต่างๆ สิ้นสุดลง ก็เป็นเวลาของความเงียบเพื่อเตรียมที่จะเชิญ ‘รูปพระตาย’ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบุษบกขนาดใหญ่ประดับประดาด้วยดอกไม้หอมนานาชนิด แห่ออกไปบริเวณโดยรอบวัดและพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนกาลหว่าร์ในอดีต

ชาววัดกาลหว่าร์ปฏิบัติประเพณีสืบต่อกันมาเนิ่นนานแค่ไหนแล้วไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของคนในครอบครัวผม ตั้งแต่สมัยอากงเดินทางจากเมืองจีนมาอยู่ที่วัดกาลหว่าร์ เรื่องราวการแห่ ‘รูปพระตาย’ ก็เป็นที่เล่าขานอยู่ก่อนหน้าแล้ว

จากอายุของเรื่องเล่าก็ไม่เท่ากับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พวกเราคนในยุคปัจจุบันต้องไปถึงโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ในค่ำคืนนั้น คุณโรแบร์ต บูแกรง ดูบูร์ก (Robert Bougrain-Dubourg)เป็นนักอนุรักษ์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานในสถานที่สำคัญหลายแห่งในประเทศฝรั่งเศส กรีซ คิวบา และอียิปต์ ระหว่างที่คุณโรแบร์ตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหลักสูตรด้านการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมที่ École des Beaux Arts d’Avignon ในประเทศฝรั่งเศสนั้น คุณโรแบร์ตได้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์ไร้พรมแดนขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘Restaurateurs Sans Frontieres’

จากองค์กรที่คุณโรแบร์ตก่อตั้งนี้เอง ใน ค.ศ. 2001 ประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือจากสถานทูตฝรั่งเศสและมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้เชิญคุณโรแบร์ตเข้ามาดำเนินการบูรณะภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา ประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณโรแบร์ต

จากประสบการณ์ของคุณโรแบร์ตนั้น การไขปริศนา ‘รูปพระตาย’ ดูเป็นสิ่งที่ไม่เกินเอื้อมมือ

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีสแกนเมื่อมองจากจอของเจ้าหน้าที่

ผลจากซีทีสแกนปรากฏภาพแรกบนจอคอมพิวเตอร์ที่ถ้าคนจะมองว่าเป็นร่างกายมนุษย์ก็ดูจะไม่ผิด คุณโรแบร์ตเองก็ดูจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ค้นพบจากภาพนี้อย่างมาก แต่ในคืนนั้นพวกเราก็ไม่ได้วิเคราะห์อะไรมากนักเนื่องจากต้องรอฟิล์มเอกซเรย์และซีทีสแกนทั้งหมดจากทางโรงพยาบาล เพื่อจะได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง

ในการอนุรักษ์รูปพระตายนั้น คุณโรแบร์ตได้แบ่งการวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการบูรณะออกเป็น 2 ส่วนคือ การวิเคราะห์โครงสร้างวัสดุจากภาพฉายรังสี และการวิเคราะห์ชั้นสี (Stratigraphic Analysis) โดยก่อนหน้าที่จะนำ ‘รูปพระตาย’ ไปที่โรงพยาบาลนั้น คุณโรแบร์ตได้เดินทางมายังวัดกาลหว่าร์เพื่อทำการศึกษาชั้นสีไปในเบื้องต้นแล้ว ภายหลังกลับจากโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์คุณโรแบร์ตจึงแนะนำให้เชิญ ‘รูปพระตาย’ ไปยังแล็บของเขาเพื่อการบูรณะ โดยสาเหตุหลักของการบูรณะคือรอยแตกที่ปรากฏอยู่กลางพระรูปและชั้นสีที่ถลอกรวมถึงเสื่อมสภาพจากการบูรณะครั้งก่อนหน้า

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตขณะพิสูจน์ชั้นสีรูปพระตายที่วัดกาลหว่าร์
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตอธิบายข้อมูลเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ให้กลุ่มคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่ตามไปส่งรูปพระตายฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รอยแยกกลางรูปพระตายบริเวณหน้าอกที่นำไปสู่การบูรณะ
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์และซีทีสแกนแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบของรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณหลุยส์ได้นำไฟล์ซีทีสแกนเข้าสู่โปรแกรมทางการแพทย์เพื่อสร้างภาพสามมิติดูภายในรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

จากภาพซีทีสแกนคุณโรแบร์ตได้อธิบายว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นแกะสลักจากไม้ทั้งท่อน คว้านเนื้อไม้บริเวณหลังออกและปิดเข้าด้วยไม้อีกแผ่นหนึ่ง หลังจากนั้นจึงทาสีทับลงบนเนื้อไม้ นอกจากนี้ ภาพซีทีสแกนยังสามารถบอกได้อีกว่าที่มาของรอยแตกบริเวณกลางรูปพระตายนั้นเกิดจากการหดขยายตัวของเนื้อไม้บริเวณตาไม้มาเป็นเวลานาน

จากการวิเคราะห์ภาพซีทีสแกนและภาพเอกซเรย์นั้นให้ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะมีการค้นพบตะปูขนาดเล็กที่ใช้ยึดชิ้นส่วนไม้เข้าด้วยกัน ซึ่งตะปูนี้เรียกว่า Hand Wrought Nail เป็นตะปูทำมือที่มีปลายแหลมหัวแบนใหญ่ ซึ่งตะปูชนิดนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รูปตะปู Hand Wrought Nail ที่พบจากภาพเอกซเรย์
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

แขนที่กางออกได้

นอกจากตะปูที่ค้นพบแล้ว ยังได้ค้นพบข้อต่อไม้บริเวณหัวไหล่

จากภาพซีทีสแกน พบว่ามีข้อต่อไม้ของไหล่ด้านซ้ายชำรุดไป ด้วยเหตุนี้คุณโรแบร์ตจึงได้ตัดสินใจร่วมกับทางโบสถ์ในการเปิดบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตายออก ทำให้ทราบว่าข้อต่อไม้บริเวณไหล่ถูกคลุมด้วยหนังสัตว์ทาสีและเย็บปิดข้อต่อไม้ไว้และค้นพบว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นสามารถกางแขนออกได้ทั้งสองข้าง

ศิลปะรูปแบบนี้มีชื่อเรียว่า ‘Cristo Yacente’ ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมสร้างกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 บริเวณคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อประกอบพิธีสำคัญในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ โดยในพิธีจะมีการตรึงรูปพระเยซูไว้บนไม้กางเขน และเมื่อดำเนินพิธีมาจนถึงช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ รูปพระเยซูจะถูกปลดลงจากกางเขน และอัญเชิญในลักษณะของรูปพระตายแห่ไปทั่วเมือง

ในปัจจุบันประเพณีดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ทุกปีทางตอนใต้ของประเทศสเปนและโปรตุเกส รวมถึงอาณานิคมโปรตุเกสและสเปนอย่างมาเก๊าและฟิลิปปินส์อีกด้วย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีาแกนแสดงข้อต่อส่วนที่หักในอดีต
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
หนังสัตว์ทาสียึดติดกับไม้บริเวณไหล่ด้วยตะปูและเย็บด้วยเชือกโบราณเพื่อปิดข้อต่อไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
บริเวณหัวไหล่เมื่อถอดหนังเก่าเดิมออกเผยให้เห็นถึงตะปูโบราณ และข้อต่อไม้บริเวณไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

ชั้นสีเล่าเรื่อง

ในส่วนของการวิเคราะห์ชั้นสีนั้น ก่อนการบูรณะมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจชุดสี ตั้งแต่ชุดสีปัจจุบันไปถึงครั้งเมื่อแรกสร้างพระรูปนี้ขึ้น ดังนั้น คุณโรแบร์ตจึงขูดชั้นสีเป็นพื้นที่ขนาดเล็กใน 3 ส่วนคือ ใบหน้า แขนขวา และขาขวา ของพระรูปเพื่อหาข้อมูลชุดสีดั้งเดิม ซึ่งจากชั้นปัจจุบันลงไปถึงชั้นเนื้อวัสดุ ค้นพบชั้นสีทั้งหมด 7 ชั้น

จากผลการวิเคราะห์ชั้นสี คุณโรแบร์ตจึงได้เลือกเปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อให้เห็นสีในชั้นก่อนหน้ามากขึ้น โดยเลือกใช้สารเคมีละลายชั้นสีปัจจุบันบางส่วนออกเพื่อกลับไปยังสีชั้นที่ 4 ซึ่งค่อนข้างมีความสมบูรณ์และสามารถเห็นงานช่างในยุคก่อนหน้าได้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชุดสีที่พบจากการวิเคราะห์ชั้นสีรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชั้นสีที่เปิดออกบริเวณใบหน้าของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

อย่างไรก็ตาม จากผลการวิเคราะห์การบูรณะจึงดำเนินไปภายใต้การตัดสินร่วมกันระหว่างคุณโรแบร์ตกับคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่จะเก็บรักษาชั้นสีในปัจจุบันไว้ และบูรณะเฉพาะส่วนที่เสียหายของพระรูป อาทิ รอยแตกกลางพระรูป และข้อต่อหัวไหล่ที่หักไป รวมถึงชั้นสีปัจจุบันในบางส่วนที่เสียหาย ซึ่งผลการตัดสินใจบูรณะครั้งนี้ทางโบสถ์เห็นว่าอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดที่ทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าในยุคก่อนหน้าปรากฏสู่สายตาผู้คน หากแต่การเก็บรักษาชั้นสีปัจจุบันไว้ เป็นการคงการแสดงออกผ่านงานบูรณะในอดีต และเมื่อวันหนึ่งที่โอกาสที่เหมาะสมมาถึง ชั้นสีโบราณอันงดงาม อาจได้มีโอกาสเผยแสดงสู่สายตาของผู้คนอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลาที่งานบูรณะพระตายใกล้จะเสร็จสิ้น เป็นโอกาสที่ดีที่ทางคุณโรแบร์ตและชาววัดกาลหว่าร์ได้มีโอกาสต้อนรับ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน และคณาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้เกียรติมาพูดคุยและชมงานครั้งนี้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตได้ขณะอธิบายการบูรณะรูปพระตายให้คุณใหม่ คณาจารย์ และคริสตังวัดกาลหว่าร์ ได้ฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตกำลังแนะนำ ‘พี่สืบ’ นักอนุรักษ์ที่ทำการบูรณะข้อต่อบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตาย

กลับสู่บ้าน

ภายหลังการบูรณะเสร็จสิ้น รูปพระตายได้ถูกอัญเชิญกลับวัดกาลหว่าร์ในปี 2018 ก่อนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ อันที่จริงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าในอดีตรูปพระตายมาถึงวัดกาลหว่าร์เมื่อไร แต่คุณพ่อวิกเตอร์ ลาร์เก มิสชันนารีชาวฝรั่งเศสได้รวบรวมเอกสารบันทึกของมิสชันนารีในอดีตแปลเป็นหนังสือ ประวัติย่อวัดซางตาครู้สและวัดกาลหว่าร์ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 1982 – 1989 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “…พวกคริสตังชาวโปรตุเกส หรือชาวญวนที่ไม่ถูกฆ่าตาย หรือมิได้ถูกจับเป็นนักโทษ ต่างก็หลบหนี และไปหาที่หลบซ่อนในที่ต่าง ๆ มีกลุ่มหนึ่งไปกับคุณพ่อกอร์ ส่วนคนอื่น ๆ ส่วนมากมุ่งไปบางกอก กลุ่มพวกชาวโปรตุเกสที่ไม่ยอมรับอำนาจของประมุขมิสซัง ต่างก็นำเอาทรัพย์สมบัติไปอย่างปลอดภัย มีรูปปั้นมีค่ายิ่งสองรูป รูปแรก ซึ่งจะเป็นชื่อกับสถานที่ที่ไปตั้งอยู่ที่บางกอก คือ รูปแม่พระลูกประคำ ซึ่งยังคงอยู่ในวัดหลังปัจจุบัน ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นเป็นรูปซึ่งวันหนึ่งในปี 1787 ได้ให้ชื่อที่รู้จักกันแพร่หลายมากต่อวัดกาลหว่าร์หลังแรก: เป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนกางเขน (calvário ภาษาโปรตุเกส)…”

มีข้อความที่น่าสังเกตในบันทึกที่กล่าวว่า “…รูปพระตายเป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขน…” อาจเป็นไปได้ว่าในอดีตครั้งหนึ่งรูปพระตายเคยกางแขนออกได้ เพื่อประกอบพิธีโบราณตามอย่างชาวโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ เป็นแน่ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีพิธีดังกล่าวอีกแล้ว มีเพียงพิธีแห่พระตาย โดยประเพณีนี้เองถือเป็นประเพณีที่ตกทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์ คำว่า ‘กาลหว่าร์’ นั้นจริง ๆ แล้วมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า ‘Calvariæ’ แปลว่า ‘หัวกะโหลก’ ซึ่งเป็นชื่อของเนินเขาที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขนแต่ถูกเรียกเพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘กาลหว่าร์’ ดังในปัจจุบัน

ในอดีตชาวโปรตุเกสคงอยากที่ถวายเกียรติในการตั้งชื่อโบสถ์หลังแรกให้กับรูปพระตายนี้ เวลาที่ผ่านมากว่า 232 ปี ‘กาลหว่าร์’ และ ‘รูปพระตาย’ ก็ยังคงอยู่ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังทำให้ระลึกถึงบรรดาครอบครัวชาวโปรตุเกสที่ได้ปกป้องสมบัติอันล้ำค่านี้จากการถูกทำลายให้กลายเป็นเรื่องเล่าขานและยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
‘รูปพระตาย’ ในพิธีแห่คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2018 ณ วัดกาลหว่าร์
ภาพ : สุเรนทร์ สุวดินทร์กูร

หากใครที่อยากจะมีโอกาสที่จะได้เห็นรูปพระตายสักครั้งในชีวิต ในปีนี้วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ตรงกับคืนวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2019 โดยที่วัดกาลหว่าร์พิธีจะเริ่มเวลา 19.30 น. และหลังพิธีเวลาประมาณ 20.30 น. จะเป็นช่วงเวลาของการแห่รูปพระตาย ผู้สนใจสามารถมาร่วมพิธีได้โดยการแต่งกายชุดสุภาพสีขาว-ดำ และสามารถนำดอกมะลิมาถวายรูปพระตายก่อนพิธีและภายหลังพิธีแห่ ทุกท่านสามารถรอจูบรูปพระตายและรับดอกมะลิกลับบ้าน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์บริเวณพระบาทของรูปพระตายบริเวณที่พระเยซูถูกตอกตะปู ถือเป็นเครื่องหมายที่สำคัญในคริสตศาสนาที่แสดงถึงความรักของพระเยซูที่ยอมตายเพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
ข้อมูลเพิ่มเติม
Facebook : วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) Holy Rosary Church
1318 ซอยวานิช 2 ถนนโยธา เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
โทร 0814886140

RSF Asia

คุณโรแบร์ตเปิดบริษัททำงานด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2007 ได้รวบรวมนักอนุรักษ์ชาวไทยที่มีฝีมือในงานช่างต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ช่างลงรักปิดทอง มาร่วมทีมด้วย โดยงานที่ทำนั้นมีตั้งแต่งานบูรณะโบราณวัตถุขนาดเล็ก ตั้งแต่งานเขียนสีลงบนกระดาษ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ประติมากรรม ไปจนถึงโบราณสถานที่ต้องเชิญคุณโรแบร์ตไปดูถึงที่

ที่ผ่านมาคุณโรแบร์ตได้มีโอกาสถวายงานในการบูรณะภาพจิตกรรมภายในพระราชวังหลายแห่งในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นคุณโรแบร์ตยังได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในการบูรณะโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งถ้าหากใครมีสมบัติล้ำค่าส่วนตัวอยากที่จะรักษาหรือไขปริศนา ก็สามารถติดต่อไปตามที่อยู่ด้านล่างนี้ได้ หรือหากใครจะไปด้วยตนเอง ที่ทำงานคุณโรแบร์ตนั้นก็ตั้งอยู่ข้างๆ บ้านจิม ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2 ซึ่งใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

Restauranteurs Sans Frontieres

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. วันจันทร์-ศุกร์
ที่ตั้ง : RSF Asia The Jame H.W. Thompson Foundation
6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 10300
อีเมล : [email protected]
โทร 0875516543

Writer & Photographer

Avatar

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load