กลางป่าคอนกรีตสูงระฟ้าชวนสับสน ดังระงมด้วยเสียงสนทนาสลับแตรรถชวนระคายหู เรายืนอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต ก่อนจะออกเดินไปท้ายซอยสุขุมวิท 1 เบื้องหน้าเราเป็นรั้วพฤกษาพนาวันอันสงบร่มรื่น มีอาคารหลังคาสูงแบบไทยผสมตะวันตกเป็นฉากหลัง ด้านหน้าติดป้าย ‘อริยาศรม’ บ้านของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ อำมาตย์เอก พระเจริญวิศวกรรม (เจริญ เชนะกุล) บิดาแห่งวิศวกรรมไทย ซึ่งหลานสาวภูมิสถาปนิกอย่าง แอร์-ปริย เชนะกุล ทายาทรุ่นสามของครอบครัว ผัดแป้งแปลงโฉมให้เป็น Boutique Luxery Hotel การันตีความดีงามด้วยดาวถึง 4 ดวง

แอร์-ปริย เชนะกุล

ราว 10 ปีก่อน การสร้างอาคารชุดในเมืองกรุงกำลังขยายตัว บ้านเก่าทยอยถูกทำลาย ชุมชนเริ่มกลายเป็นห้างสรรพสินค้า จากบ้านเลขที่ 1 ขนาบคลองแสนแสบ กลายเป็นบ้านเลขที่ 67 ห่างไกลจากถนน แทนที่ครอบครัวเชนะกุลจะทุบบ้านสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทิ้ง และแปลงพื้นที่ขนาดไร่เศษเป็นคอนโด พวกเขากลับยืนหยัดรักษาอาคารประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นรอยต่อของสถาปัตยกรรมจากไทยสู่เทศ ด้วยการเปิดเป็นโรงแรมขนาดย่อมท่ามกลางความสงบ

ขอบอกว่าเรื่องราวของบ้านใหม่หลังเก่าแห่งนี้สนุกใช่หยอก รอช้าอยู่ไย รีบสาวเท้าเข้าชมความงามทางสถาปัตย์ และพักผ่อนหย่อนใจในบ้านทรงเสน่ห์หลังนี้กัน

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

บ้านของบิดาแห่งวิศวกรรมไทย

ปริยต้อนรับเราด้วยเรื่องราวของพระเจริญวิศวกรรม คุณปู่ผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้

ท่านเป็นบุตรชายของวิศวกรไฟฟ้าที่รัฐบาลสยามสมัยรัชกาลที่ 4 ติดต่อให้รัฐบาลอังกฤษส่งมาช่วยวางระบบไฟฟ้า เมื่อจบการศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบ คุณปู่ลูกครึ่งอังกฤษมาดเท่ของเธอก็เดินตามรอยคุณทวด ไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา ท่านเป็นนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ไปเรียนด้านวิชาชีพเพื่อกลับมาวางรากฐานโครงสร้างวิชาเรียนให้ประเทศ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อำมาตย์เอก พระเจริญวิศวกรรม (เจริญ เชนะกุล) บิดาแห่งวิศวกรรมไทย

ผลงานอันโด่งดังที่แม้แต่คนที่ไม่ใช่คอกีฬายังรู้จักคือ ‘สนามศุภชลาศัย’ สนามกีฬาแห่งชาติที่ผ่านร้อนผ่านหนาว รับหน้าที่เป็นสนามแข่งขันระดับชาติมานับไม่ถ้วน

“ตรงอัฒจันทร์ คุณปู่ออกแบบโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณตอนกลางมีหลังคาเพิงหมาแหงนยื่นยาว แต่กลับไร้เสาค้ำ ทำให้คนทั้งเมืองโจษจันว่าอาคารต้องพังลงภายในสองปี แต่ก็อยู่มาจนทุกวันนี้”

ปริยเล่าผลงานอันโด่งดังของคุณปู่อย่างภูมิใจพร้อมชี้นิ้วให้เราดูภาพ ‘บิดาแห่งวิศวกรรมไทย’ ด้านหลัง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อำมาตย์เอก พระเจริญวิศวกรรม (เจริญ เชนะกุล) บิดาแห่งวิศวกรรมไทย

เธอเสริมว่า ปี 2485 ญี่ปุ่นบุกยึดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกองบัญชาการ ตอนนั้นคุณปู่เป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เลยต้องอพยพ บังเอิญเจอที่ดินติดคลองแสนแสบราคาดีพ่วงความเจริญ ท่านจึงตัดสินใจลงหลักปักฐาน  

รอยต่อบ้านไม้ไทยสู่อาคารคอนกรีต 

เมื่อฟังเรื่องราวของคุณปู่จนรู้จักกันมากขึ้น ปริยพาเราเข้าสู่เส้นทางสถาปัตยกรรมสุดเก๋ของบ้าน ที่กลายมาเป็นบูติกโฮเต็ลสุดแสนภูมิใจ ไม่เพียงสนุก แต่เรายังประทับใจความงามและความสร้างสรรค์ของคนโบราณไปกับเธอด้วย

ด้วยความที่พระเจริญวิศวกรรมและ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ (ผู้ออกแบบบ้าน) เป็นสถาปนิกร่วมสมัยเดียวกัน สองชายหนุ่มต่างเติบโตมาในบริบทบ้านไม้ไทย แต่มีโอกาสดีได้เดินทางไปศึกษาไกลถึงเมืองนอก เลยได้เห็นและสัมผัสบ้านอย่างชาวยุโรปมาบ้าง ท่านทั้งสองเลยคิดอยากผสานการออกแบบของบ้านไทยและบ้านตะวันตกเข้าด้วยกัน 

หลานสาวพาเราแกะรอยสถาปัตยกรรมจากหน้าบ้าน และบอกเล่าการผสมผสานอย่างเรียบง่าย

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

อริยาศรมเป็นบ้านตึกทรงไทยที่มีหลังคาสูงชันและไม้ค้ำยันประกอบ ไม่เพียงสวยงามชดช้อย แต่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้น้ำฝนกระเด็นออก ไม่ไหลลงผิวอาคารอย่างปัจจุบัน แม้แต่ใต้หลังคาอย่างไทยก็สอดแทรกความเป็นตะวันตกด้วยห้องใต้หลังคาที่เปิดแง้มหน้าต่างรับไออุ่นจากแสงแดดได้ ยิ่งมองยิ่งเห็นด้วยว่านี่คือการผสมผสานที่ลงตัวที่สุด

เมื่อเดินกลับเข้าตัวบ้าน เธอไม่วายชี้ชวนเราดูหน้าต่างบานนั้น บ้านนี้ และบานโน้น พร้อมเฉลยความเป็นไทยของหน้าต่างว่า การมีหน้าต่างหลายบานเป็นทางเข้าออกของลมธรรมชาติ เพื่อระบายความร้อนและความอับชื้นโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ หน้าต่างบางส่วนเลยเปิดได้ 2 แบบ ไม่ว่าจะเปิดออกแบบหน้าต่างทั่วไปหรือเปิดแบบบานกระทุ้ง พ่วงข้อดีด้วยการกันน้ำฝนและระบายความอับ แม้วันนี้แดดแรงไร้ลมแต่เรากลับไม่รู้สึกร้อนเลย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!

เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท
อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท
อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

ด้วยการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ของทั้งสองท่าน จึงนำเทคโนโลยีคอนกรีตเสริมเหล็กจากต่างประเทศที่ทันสมัยมากในช่วงนั้น มาผสมกับระบบผนังรับน้ำหนักปราศจากเสาและคาน ทำให้ตัวอาคารดูบางและอ่อนช้อย แต่ก็แอบแทรกสถาปัตยกรรมจีนจากเชื้อสายของคุณย่า ด้วยหลักฮวงจุ้ยสุดคลาสสิก เราจะสังเกตเห็นสัดส่วนบานหน้าต่าง กรอบประตู ตรงบริเวณมุมจะมน ไม่เป็นมุมฉาก เพราะความมนจะทำให้พลังชี่ (Chi) ไหลสะดวกตามศาสตร์จีน

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

“บ้านหลังนี้เท่และสนุกสนานมาก ทั้งการผสมผสานและการแสดงให้เห็นรอยต่อของภาษาทางสถาปัตยกรรมในบริบทบ้านพักอาศัย ถ้าเราไม่เก็บบ้านหลังนี้ไว้ คนไทยจะไม่เข้าใจเลยว่าบ้านไม้ไทยเปลี่ยนมาเป็นบ้านตึกได้อย่างไร” 

ประโยคขนาดสั้นของเธอทำให้เราถึงบางอ้อว่าทำไมบ้านไทยแทบไม่เหลือให้เห็น

และเราเชื่อว่านั่นเป็นประโยคยืนยันการตัดสินใจครั้งสำคัญของเธอ

สร้างใหม่ด้วยใจรัก

หลังจากคุณปู่เสีย บ้านหลังนี้เคยเป็นที่ตั้งของบริษัทอังกฤษและออฟฟิศสถาปนิกของปริย พอความเจริญมาเยือน ก็มีนายทุนมากหน้าหลายตาขอซื้อที่ดินผืนนี้ไปพัฒนาเป็นอาคารชุด ถึงเวลาครอบครัวเชนะกุลต้องประชุมหารือ 

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

“เริ่มมีเครื่องหมายคำถามว่าเราจะทุบบ้านทิ้งเเล้วสร้างเป็นคอนโดดีมั้ย เพราะผลตอบแทนสูงมาก แต่สรุปกับครอบครัวแล้วว่าเราจะอนุรักษ์บ้านคุณปู่ไว้ เพื่อเก็บบ้านและรูปแบบอาคารอันทรงคุณค่าไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา”

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท
อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของเจ้าบ้าน ‘อริยาศรม’ จึงเป็นชื่อของบ้านเก่าในรูปโฉมใหม่ แอบซ่อนความหมายเข้าใจง่ายไว้ว่า ‘ที่พักของผู้มีจิตใจเจริญ’ มีชื่อเสียงเรียงนามเรียบร้อย เธอลงมืออนุรักษ์และฟื้นฟูบ้านเก่าด้วยกฎเหล็ก 3 ข้อ หนึ่ง อนุรักษ์อาคารเก่า สอง ห้ามตัดต้นไม้ สาม อาคารใหม่ต้องไม่ล้ำหน้าอาคารเก่า

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

หลักจากคุยกันสักพัก เธอพาเราเดินชมอาคารเก่าและอาคารใหม่ แม้อาคารใหม่สร้างด้วยระบบเสาคาน แต่สัดส่วนอาคาร หลังคา และช่องระบายลม ยังถอดฉบับจากอาคารเดิม คล้ายว่าภาษาทางสถาปัตยกรรมของบ้านเก่ายังอยู่ เจ้าบ้านเพิ่มเพียงระบบกันเสียงและระบบปรับอากาศเท่านั้น เพื่อความสะดวกสบายให้กับแขกผู้มาเยือน

ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ภูมิสปานิกสาวต้องเอ่ยปากออกมาว่า เป็นงานที่ยากที่สุดในชีวิตสถาปนิกของเธอ

บ้านใหม่หลังเก่า

อาคารเก่า-ใหม่ 4 หลัง เชื่อมกันด้วยทางเดินลอยฟ้า อาคารเก่า 2 หลัง มีห้องพักอาคารละ 3 ห้อง ส่วนอีก 18 ห้อง อยู่ในอาคารหลังใหม่ ทุกห้องตกแต่งด้วยสไตล์ไทยผสมตะวันตก ปะปนกันทั้งเฟอร์นิเจอร์เก่าและใหม่ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไทยและพม่า ไหนจะสารพัดผ้าตกแต่งที่ล้วนเป็นผ้าไหมและผ้าทอมือของดีจากชุมชน เพื่อให้แขกได้สัมผัสวัฒนธรรมพื้นถิ่น

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

ห้องแรกเป็นห้องใต้หลังคาขนาดใหญ่สำหรับครอบครัว เราเปิดประตูเข้าไป ทางขวาเป็นห้องน้ำ มีกระจกบานใหญ่เป็นผนังกั้นภายในและภายนอกแทนคอนกรีต เดินมาอีกนิดจะพบห้องนั่งเล่นประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์สีอบอุ่น ผ้าทอมือ และของตกแต่งทำจากไม้ นอกหน้าต่างมีระเบียงไว้หย่อนใจ มองออกไปเห็นวิวสระว่ายน้ำที่รายล้อมด้วยแมกไม้ เคียงคู่ไปกับบรรยากาศของคลองแสนแสบนอกรั้วบ้าน สุดทางเดินมีบันไดเชื่อมต่อไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่ด้านบน ทำเอาเราร้อง ‘ว้าว’ ในใจ เพราะห้องใต้หลังคาเบื้องหน้าทั้งกว้างและสวยงามกว่าห้องใต้หลังคาในความทรงจำเป็นไหนๆ

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

เช็กเอาต์ออกจากห้องแรก ขอเช็กอินต่อห้องแบบที่สอง บอกเลยว่าปริยภูมิใจนำเสนอมาก

  แม้ห้องนี้จะเป็นห้องขนาดย่อม ดูแล้วเรียบง่ายและใช้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งเหมือนห้องอื่น แต่กลับเต็มไปด้วยความหลังเพราะเคยเป็นห้องนอนเก่าของคุณพระเจริญวิศวกรรมมาก่อน ด้านหน้าเป็นเตียงไม้สัก 4 เสา เข้าชุดกับเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ด้านขวาเคยเป็นห้องหนังสือของท่าน แต่เพื่อความสะดวกสบายของแขกที่เข้าพัก เธอจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนห้องหนังสือแห่งความทรงจำเป็นห้องน้ำสร้างใหม่ แต่เครื่องสุขภัณฑ์ที่ใช้มีรูปทรงอย่างโบราณ ทำให้เข้ากันได้ดีกับห้องนอน

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

อ้อ ทางขวาของอ่างล้างมือเป็นประตูเปิดไปรับลมนอกระเบียงที่เธอบอกว่าคุณปู่ใช้เป็นที่สูบบุหรี่ยามพักใจ

อาหารใจ-อาหารกาย

จากอดีตห้องนอนคุณปู่ เธอพาเราเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังห้องทำสมาธิใต้หลังคา แสงแดดอ่อนพาดลงจากหน้าต่างบานน้อย เผยให้เห็นความงามของหลังคาทรงสูง ยิ่งเพิ่มมวลความสงบให้กับการเทศนาของ หลวงพ่อวิโมกข์ เมธิโน เบื้องหลังของท่านเป็นพระประธาน เบื้องหน้าเป็นเหล่าฆราวาสผู้เลื่อมใส แม้ไม่ได้เข้าพักกับอริยาศรมก็ติดต่อขอเข้าฟังได้

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

นอกจากเชิญชวนเพื่อนพ้องมานั่งสมาธิ ปริยยังจัดกิจกรรมปั้นพระพุทธรูป เธอเล่าว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จย่า ครั้งที่พระองค์ทรงปั้นพระพุทธรูปขนาดย่อมพระราชทานแก่ตำรวจตระเวนชายแดน โดยเป็นกิจกรรมระยะสั้น 2 วัน (มาเช้า-เย็นกลับ) มี อาจารย์อุ่น-ใกล้รุ่ง อัตนโถ ผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรมมาสอนโดยเฉพาะ เพราะท่านมีความแม่นยำมากด้านการปั้นสรีระร่างกายมนุษย์ ส่วนหน้าตาท่านให้ช่างปั้นมือสมัครเล่นลงมือออกแบบตามอิสระ ไม่เพียงได้สร้างสรรค์ผลงานผ่านความศรัทธา แต่ยังได้เจริญพุทธานุสติหลีกหนีความวุ่นวายขณะออกแรงปั้นด้วย

อาจารย์อุ่น-ใกล้รุ่ง อัตนโถ

หลังจากเดินทัวร์ทั่วอริยาศรม ปริยชวนเราทานอาหารมังสวิรัติที่ ‘ณ อรุณ’ ห้องอาหารในบ้านหลังเก่า กระซิบเลยว่าเมนูมังสวิรัติเลื่องชื่อลือชาจนคนรักสุขภาพต้องเอ่ยชวนกันปากต่อปาก ทั้งคนไทยและเทศต่างกล่าวขวัญว่าเด็ด

เธอเล่าพลางเสิร์ฟเมนูอร่อยให้เราทาน จานแนะนำสำหรับสายสุขภาพและมังสวิรัติมือใหม่ ต้องลองสั่ง Egg Benedict ที่แม่ครัวมือดีเปลี่ยนฟองเต้าหู้และเห็ดให้เป็นเนื้อเทียม แต่ยังให้เนื้อสัมผัสและกลิ่นที่คล้ายเบคอนและไส้กรอก

ห้องอาหาร ณ อรุณ

อริยาศรม

“อริยาศรมมอบอะไรให้แขก”
เราถามคำถามสุดท้ายต่อหลานสาวรุ่นสามที่คิดอนุรักษ์บ้านรุ่นคุณปู่

“แขกหลายคนขอบคุณเราที่เก็บรักษาบ้านและเปิดให้คนอื่นได้เข้ามาพักอาศัย ในฐานะลูกหลาน เราดีใจที่อนุรักษ์บ้านปู่ย่าตายายไว้ได้ เราควรสนับสนุนให้สถานที่เก่าแก่เหล่านี้อยู่ต่อเพื่อจรรโลงให้กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยไม่เหมือนเมืองใดของโลก นี่คือสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาอยู่แล้วเขามีความสุข” ปริยตอบพร้อมรอยยิ้มยืนยันการตัดสินใจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นโรงแรมสุดอบอุ่น โดยมีอาคารหลังงาม มวลแมกไม้และความหฤหรรษ์ของแขกเป็นพยาน

อริยาศรมวิลล่า เปลี่ยนบ้านไทย-ยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่พักสีเขียวกลางสุขุมวิท

อริยาศรมวิลล่า 

65 ซอยสุขุมวิท 1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

Facebook : อริยาศรมวิลล่า 

เว็บไซต์ :  www.ariyasom.com

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

27 พฤศจิกายน 2564
16K

ตั้งแต่เชียงใหม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเป็นศูนย์รวมร้านคาเฟ่สวย ๆ เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟดี ๆ เป็นที่รับอากาศหนาวพร้อมชมวิวดอยสวยงาม มีวิถีและวัฒนธรรมเฉพาะตัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำให้บรรยากาศของเมืองเชียงใหม่พิเศษขึ้นมา ตัวเมืองเชียงใหม่ในแต่ละปีจึงมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ย่านนิมมานฯ เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ แม้แต่ย่านช้างม่อย ย่านที่กำลังบูมสุด ๆ ในตอนนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็เป็นย่านค้าขายเก่าแก่ที่กำลังซบเซาอยู่เลย ต่อไปเชียงใหม่จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก จะมีย่านไหนได้รับความนิยมขึ้นมา นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องของอนาคตที่เราไม่อาจคาดเดาได้ 

ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้หลายสิ่งดีขึ้น 

แต่ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้หลายอย่างที่เคยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ถูกเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม จะคงอยู่ก็เพียงในภาพถ่ายหรือความทรงจำของผู้ที่เคยพานพบเท่านั้น

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

สถานที่ที่เราชวนทำความรู้จักต่อไปนี่ คือที่พักเล็ก ๆ ชื่อ ‘Cochet de Nimman’ ตั้งอยู่บนถนนห้วยแก้ว บริเวณเชิงดอยสุเทพ ใกล้กับย่านนิมมานฯ และย่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ที่พักแห่งนี้กลับคงบรรยากาศดั้งเดิมของเชียงใหม่เมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วเอาไว้ได้

Cochet de Nimman ทำได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรที่อยากจะเก็บบรรยากาศพื้นที่เชิงดอยสุเทพ เมื่อ 50 ปีที่แล้วไว้ บรรยากาศในอดีตของพื้นที่นี้เป็นเช่นไร และมีอะไรบ้างที่หายไปจากความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาตลอด 50 ปี

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์และอดีตคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสามสถาปนิกไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นสถาปนิกเอกของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นเจ้าของที่พัก Cochet de Nimman พร้อมพาคุณเข้าไปเดินชมบรรยากาศในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้วของเชียงใหม่ และความคิดเบื้องหลังที่พักแห่งนี้ของเขา

“ผมเป็นคนเชียงใหม่ เกิดที่นี่ โตที่นี่ ไปเรียนต่อมหาลัยและทำงานที่กรุงเทพฯ พื้นที่ตรงนี้เมื่อห้าสิบถึงหกสิบปีก่อน มันคือป่าเชิงดอย เป็นป่าจริง ๆ ยังไม่มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง และคำว่า ‘ห้วยแก้ว’ ที่เป็นชื่อถนน ก็ตั้งมาจากชื่อของลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านตรงนี้ สมัยเด็กเวลาผมจะเข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ต้องข้ามสะพานเล็ก ๆ ปัจจุบันถูกถมเป็นถนนเส้นห้วยแก้วไปแล้ว นี่คือลักษณะของพื้นที่นี้ในอดีต” อาจารย์บัณฑิตเริ่มต้นเล่าย้อนความหลังของพื้นที่

“ถ้ามองจากตอนนี้ จะนึกภาพไม่ออกเลยว่าบริเวณนี้เคยเป็นป่ามาก่อน ครั้งหนึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่เคยประกาศให้คนเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกิน บริเวณตั้งแต่ย่านนิมมานฯ ทั้งหมดไล่มาจนถึงบริเวณ มช. ได้ฟรี ๆ แต่มีเงื่อนไข ว่าพอได้ไปแล้วต้องทำประโยชน์กับพื้นที่ ตอนนั้นคนยังไม่กล้ามาเลย เพราะมันเป็นป่า ดูอันตราย มช. ก็ยังไม่มี คนส่วนใหญ่ที่มาจอง ถ้าไม่ใช่คนมีฐานะที่จับจองไว้เพื่อทำโครงการจัดสรรแบ่งขาย ก็จะเป็นคนที่ต้องการพื้นทำสวนทำไร่

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

“ตอนนั้นครอบครัวผมเปิดร้านค้า และมีบ้านอยู่บริเวณตลาดกาดหลวงในปัจจุบัน แม่ของผมได้ยินประกาศการจับจองที่ แต่ก็ไม่กล้าไป เพราะต้องดูแลร้านในตัวเมือง ไม่รู้จะเอาเวลาไหนมาจัดการที่ตรงนั้น พอเวลาผ่านมา ตรงนั้นเริ่มเจริญมากขึ้น มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง มีร้านโบ๊ต (ร้านอาหารและเบเกอรี่) มีผู้คนอยู่อาศัย แม่เลยตัดสินใจซื้อกับเจ้าของที่ที่ได้ที่มาตอนยุคจับจอง ต่อมาเขาก็ทยอยแบ่งขายให้กับคนที่สนใจ เราเรียกที่ดินตรงที่แม่ซื้อว่า สวน เป็นสวนของแม่ เป็นที่ดินที่แม่ซื้อไว้ก่อน ระหว่างที่รอทุนทรัพย์ของครอบครัวพร้อมสำหรับสร้างบ้านบนที่ดินนั้น

“สมัยเด็กผมมีพาหนะคู่กายคือจักรยาน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและเพื่อนจะปั่นจักรยานจากตลาดมาที่สวนของแม่ กว่าจะปั่นจากตลาดมาถึงสวนใช้เวลานานเป็นชั่วโมง พอถึงสวนก็หมดแรงพอดี ทุกครั้งผมกับเพื่อนจะดับกระหายด้วยการดื่มน้ำจากลำห้วยแก้วที่ใสสะอาดและเย็นชื่นใจ จากนั้นเดินข้ามลำห้วยแก้วด้วยสะพานไม้เล็ก ๆ ที่แม่ทำไว้ เข้าไปในสวนหาผลไม้ที่เจ้าของที่คนก่อนปลูกไว้กิน มีมะม่วง ชมพู่ ขนุน ส้มโอ มะนาว ลำไย เมื่อกินจนอิ่มท้องก็กลับไปกระโจนเล่นน้ำในลำห้วยแก้ว พอใกล้ค่ำก็ปั่นกลับบ้านที่ตลาด นี่คือความทรงจำแรก ๆ ที่ผมมีต่อพื้นที่ตรงนี้”

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

หากเทียบภาพความทรงจำที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้เราฟัง กับพื้นที่บริเวณนั้นในปัจจุบัน แนวป่าที่เคยเต็มไปด้วยผลไม้นานาพันธุ์ กลายเป็นแนวอาคารพาณิชย์ไปแล้ว ลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านจากดอยสุเทพลงมาจนถึงคูเมือง ให้ผู้คนแถวนั้นได้รับไอเย็นจากผืนน้ำและความสงบจากเสียงลำน้ำไหล ปัจจุบันถูกถมกลายเป็นถนนคอนกรีต 4 เลน เต็มไปด้วยเสียงของเครื่องยนตร์ของรถราที่วิ่งกันสวนไปมาจำนวนมาก ห้วยแก้วที่เคยเป็นลำน้ำก็เหลือเพียงแค่ชื่อของถนน 

ภาพในอดีตที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้ฟัง ก็เป็นได้ภาพที่อยู่แค่ในความทรงจำเท่านั้น…

“ทุกวันนี้ ถนนห้วยแก้วมีรถราจอดยาวรอสัญยาณไฟ ไม่มีสายลม ไม่มีร่มไม้ มีแต่แสงแดดที่ร้อนระอุ น้ำใจจากดอยถูกจำกัดอยู่ในท่อคอนกรีต เหมือนผู้คนอาศัยอยู่ในกำแพงบ้านและหน้าต่างกระจก เช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์อยู่ในถังโลหะปรับอากาศติดฟิล์ม สายลมร้อนและแสงแดดวนเวียนอยู่ภายนอก แม้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำรงอยู่ได้ แต่แยกส่วนและไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ” ส่วนหนึ่งจากหนังสือ เจียงใหม่เมืองฮา ที่เล่าเรื่องราวจากความทรงจำของอาจารย์บัณฑิต 

หลังจากครอบครัวของอาจารย์บัณฑิตสะสมทรัพย์ได้เพียงพอ พวกเขาก็ได้สร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินที่เคยเป็นสวนของแม่ และอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนวันหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณด้านหลังของบ้านอาจารย์บัณฑิตก็ประกาศขายที่ถูก ๆ เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของที่ตั้งใจจะสร้างโครงการคอนโดฯ สูง แต่ข้อบังคับของกฎหมายผังเมืองไม่อนุญาตให้มีอาคารสูงสร้างบริเวณนี้ จนบดบังทัศนียภาพของดอยสุเทพ สุดท้ายผู้เป็นเจ้าของตัดสินใจขายที่ในราคาถูก

“เราเห็นที่ดินอยู่ใกล้กับบ้านเรา ก็เลยซื้อเก็บไว้ แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร มันเลยยังเป็นป่าเหมือนเดิม” 

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ที่ดินตรงนี้ถูกเก็บไว้แบบเดิมหลายปี กระทั่ง 7 ปีที่แล้ว อาจารย์บัณฑิตต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับมาบ้านที่เชียงใหม่บ่อยครั้งเพื่อมาดูแลแม่ ระหว่างที่กลับมาเขาไม่รู้จะทำอะไร เลยฆ่าเวลาด้วยการเข้ามาเดินเล่นในที่ดินที่ยังเป็นป่านี้อีกครั้ง ณ เวลานั้นบริเวณ โดยรอบแปรเปลี่ยนไปเป็นอาคารต่าง ๆ จนไม่เหลือเค้าของความเป็นป่าแล้ว

“ช่วงกลับมาเชียงใหม่ เวลาว่างผมจะเข้ามาเดินที่นี่ เลยพบว่าที่ตรงนี้มีบรรยากาศแบบป่าเชิงดอยสุเทพสมัยก่อน ที่ผมเคยปั่นจักรยานมาเล่นกับเพื่อน แม้ที่รอบข้างจะเปลี่ยนไป แต่ตรงนี้ยังเป็นป่ารก ๆ มีต้นไม้ใหญ่ มีหญ้า ผมเห็นว่าตรงนี้อยู่ติดกับบ้านของครอบครัวที่ก็เริ่มมีอายุกันแล้ว และปกติผมจะมีพรรคพวกขึ้นมาเที่ยวที่เชียงใหม่กันเยอะ เลยตัดสินใจทำที่พักตรงนี้ เพื่อให้มีคนมาเข้ามา จะได้ช่วยทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม่อันตราย ครอบครัวผมก็ไม่เหงา 

“แต่ที่สำคัญ เขาได้มาพักและสัมผัสกับความเป็นป่า ซึ่งบางคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่เคยได้สัมผัส”

เมื่อได้ไอเดียอยากจะทำที่พักกลางป่า อาจารย์บัณฑิตจึงตั้งใจว่า จะไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่เลยสักต้น

สถาปนิกคนนี้เลือกสร้างที่พักง่าย ๆ ให้แทรกตัวอยู่ระหว่างต้นไม้ในพื้นที่

“ผมไม่ได้ต้องการให้อะไรมันดูพิเศษ เอาแบบธรรมดาที่สุด เพราะสิ่งที่พิเศษคือป่าเหล่านี้ ผมนึกไปถึงตอนสอนหนังสือ มีนักศึกษาลาวมาเรียนกับผม ช่วงนั้นมีเหตุการอุทกภัยเกิดขึ้นที่ประเทศลาว ผมกับนักศึกษาชาวลาวเลยคิดกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ลาวได้ เราตัดสินใจทำบ้านเพื่อผู้ประสบภัย ทำยังไงก็ได้ให้สร้างได้เร็ว อยู่ได้จริง ไม่ต้องใช้เงินเยอะ และใครก็ทำได้ เพื่อให้เกิดผลเร็วที่สุด ซึ่งตอนนั้นเราใช้เวลาสร้างเพียงเจ็ดวัน ด้วยเงินเก้าหมื่นบาท ซึ่งผมมองว่ามันง่าย เลยหยิบมาใช้สร้างที่พักในที่ดินแห่งนี้ด้วย”

อาจารย์บัณฑิตใช้เมทัลชีทมาทำหลังคา ผนังทำด้วยไฟเบอร์ซีเมนต์ แบบเดียวกับตอนที่ทำบ้านพักผู้ประสบภัย แต่เพิ่มงบประมาณในส่วนประตูอะลูมิเนียมเก็บเสียง และผ้าม่านป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“กลายเป็นว่าหน้าต่าง ผ้าม่าน ที่นอน และแอร์ รวมกัน แพงกว่าตัวอาคารเสียอีก” อาจารย์หัวเราะอารมณ์ดี

ด้วยความที่ตัวบ้านถูกออกแบบมาให้ใครก็สร้างขึ้นได้ อาจารย์บัณฑิตจึงไม่ได้จ้างผู้รับเหมา แต่ใช้คนสวนที่บ้านค่อย ๆ ช่วยกันสร้างขึ้นมาทีละหลัง จนกระทั่งคนสวนของเขาตั้งใจสร้างบ้านของตนเอง ก็ขออนุญาตอาจารย์นำแบบบ้านนี้ไปใช้สร้างด้วย เพราะเห็นว่ามีราคาประหยัดและใช้งานได้จริง 

เมื่อ Cochet de Nimman สร้างตัวอาคารเสร็จ ในส่วนของพื้นที่สวนต่าง ๆ อาจารย์เลือกใช้วิธีย้ายต้นไม้ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่เข้ามาตกแต่ง แทนการซื้อหรือปลูกใหม่

“เมื่อวานเพิ่งมีคนมาพักแล้วติขึ้นมาว่า ที่นี่ไม่มีดอกไม้สีสันสวย ๆ เลย แน่นอนว่ามีไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นป่าที่ต้นไม้สูงปกคลุม ดอกไม้ไม่โดนแดด และผมไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นทุ่งดอกไม้แบบสวิตเซอร์แลนด์ ต้นไม้ที่เห็นทั้งหมดคือต้นไม้ที่เติบโตมาในพื้นที่นี้ ไม่ได้ซื้อเพิ่ม แค่โยกย้ายนิดหน่อย และปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ อาจไม่สวยเหมือนที่คุณเคยเห็นจากสื่อหรือที่ไหน แต่นี่คือความสวยในแบบของมัน นี่คือป่าตามธรรมชาติของพื้นที่เชิงดอยที่หาได้ยากเต็มที”

พื้นที่ตรงนี้ถูกล้อมรอบด้วยความเจริญ เดินไปนิดเดียวก็ถึงย่านนิมมานฯ และห้างสรรพสินค้า 

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman ในพื้นที่ตรงนี้จึงเป็นเหมือนผืนป่าเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าคอนกรีต หากเข้ามาด้านในนี้ นอกจากอุณหภูมิที่เย็นลงกว่าที่อื่น หากหลับตาเงี่ยหูฟังให้ดี คุณจะได้ยินเสียงเพลงของธรรมชาติที่มีวาทยกรอย่างสายลมคอยพัดผ่านให้กิ่งไม้ ใบไม้ เสียดสีกันส่งเป็นเสียงประสาน กับเสียงเล็กเจื้อยแจ้วของนกนานาพันธุ์

“ที่นี่อาจจะเซลฟี่ไม่สวย แต่สิ่งที่จะอยู่กับเขาขณะมาพัก คือ ภาพบรรยากาศป่าแบบดั้งเดิม ต้นไม้ที่นี่เติบโตเอง ยืนต้นมานาน บรรยากาศแบบที่นี่ แม้ว่าผมจะเป็นสถาปนิก ผมก็ออกแบบเขาไม่ได้หรอกครับ ถ้าเป็นตึกคุณยังสร้างได้ จะเอาแบบไหนบอกมาเลย แต่ธรรมชาติแบบนี้… ต้องพระเจ้าทำเท่านั้น” เขาพูดด้วยแววตาจริงจัง

เหตุผลของเขาในการตั้งชื่อที่พักว่า Cochet de Nimman นอกจากสถานที่ตั้งอยู่ใกล้ย่านนิมมานฯ แล้ว หากลองค้นหาความหมายของคำว่า Cochet ก็พบว่ามันแปลว่า ไก่ตัวผู้ ในภาษาฝรั่งเศสด้วย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“เดิมทีตอนที่นี่ยังไม่มีใครมาอยู่ มีไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่มันก็เลือกที่จะใช้ที่ตรงนี้เป็นบ้าน พอเรามาอยู่มันก็ไม่หนีไปไหน คนสวนเห็นอยู่ตัวเดียวก็เลยสงสาร เอาไก่ตัวเมียมาปล่อยเพิ่ม เลยออกลูกออกหลานเต็มไปหมด ถ้าคุณเดินสักพักจะเจอครอบครัวของมันเดินเล่นอยู่ตามสวน กลายเป็นว่าไก่ตัวนั้นคือเจ้าของที่แท้จริง เราก็ควรจะเคารพมัน ไม่ไปรบกวนในสิ่งที่มันอยู่มาก่อน” อาจารย์บัณฑิตเล่าที่ไปที่มาของ ‘ไก่หนุ่ม’

“เราเติบโตมาจาก Eco แต่ถูกหล่อหลอมจนมีความคิดเป็น Economic ไปหมด ทุกวันนี้เราชอบมองสิ่งต่าง ๆ โดยวัดจากมูลค่า หนอนมีมูลค่าน้อยกว่าคน ปลวกไม่มีประโยชน์ ทำลายบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า แต่ในธรรมชาติไม่มีการให้มูลค่า ทุกสิ่งมีหน้าที่มีบทบาทของมัน แล้วช่วยส่งเสริมกันให้ดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่มีปลวก เราก็ต้องเผาเศษใบไม้จนเกิดปัญหาควัน พอธรรมชาติเริ่มน้อย คนเริ่มออกห่าง ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ ความสัมพันธ์พวกนี้ก็เลยหายไป

“ผมไม่ได้มองว่าที่พักของผมพิเศษนะ ที่นี่คือที่อยู่ที่โคตรจะธรรมดา ไม่มีอาหารเช้าให้ด้วย ข้างในที่พักก็ไม่ได้ตกแต่งสวยหรู เพราะนี่คือวิถีชีวิตในอดีตที่คนทั่วไปเคยสัมผัสความธรรมดามาก่อน แต่ตอนนี้เมืองพัฒนาจนธรรมชาติเดิมมันผิดธรรมดาไปแล้ว ผมหวังว่าที่ตรงนี้จะทำให้คุณกลับมาสู่ความธรรมดาอย่างที่เคยเป็น 

“คุณได้มาฟังเสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ นี่แหละความพิเศษของที่นี่”

จะมีที่พักสักกี่แห่งที่ให้คุณกลับจากการท่องราตรี แล้วตื่นเช้าขึ้นมาท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

Cochet de Nimman คือสถานที่แห่งนั้น สถานที่ที่อยากให้การสัมผัสธรรมชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman

ที่อยู่ : 137/2 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 3576 6888

Facebook : Cochet de Nimman

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load