ชีวิตตลก…ไม่ตลกหรอก

วลีทองที่เล่าชีวิตตลกมามากมาย เด็กหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน, อาไท-สุภทัต โอภาส

เขาคือทายาทตลกวัย 20 ที่ขึ้นเวทีพระราม 9 คาเฟ่ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่ง ตบมุกกับตลกดังทั่วฟ้าเมืองไทย แจ้งเกิดจากคณะลูกตลกในรายการ เกมพันหน้า เป็นพิธีกรรายการ กลมกิ๊ก ควบคู่นักแสดงจอแก้วและจอเงิน

ปัจจุบัน อาไท ประจำการที่รายการ ฮาไม่จำกัดทั่วไทย และเป็นพิธีกรเดี่ยวรายการ หลวงพี่ช่วยด้วย

เพียงชั่วโมงเศษที่เริ่มทำความรู้จักกับชายคนนี้ เครื่องมือเดียวที่เราและเขามีคือคำพูด คำพูดที่เปรียบดังพลั่วที่ผลัดกันขุดหลุมสนทนาครั้งแล้วครั้งเล่า ลึกจนถึงก้นบึ้งความคิด มุมมองและชีวิต บ้างไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน 

ดีใจ-ที่คุณจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับชายคนนี้ ทั้งการไต่เต้าเป็นเสาหลักของครอบครัวตอน 17 คิดวางแผนชีวิตตั้งแต่อายุ 20 และจะฝังร่างตัวเองกลับสู่พื้นดินเมื่ออายุล่วงเข้า 80, ชื่นชม-การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งของทายาทตลกที่น่าจับตามองคนหนึ่งของเมืองไทย และคงไม่มีคำไหนเหมาะกับเขามากกว่าคำว่า ‘นักสู้’ 

สู้ชีวิตและสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า นั่นแหละเขา

ขอเสียงปรบมือยินดีต้อนรับตลกที่มีเสียงเป็นหัวเราะเป็นกำไร อาไท-สุภทัต โอภาส

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท กลมกิ๊ก ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

อาไทยังจำมุกแรกที่เล่นได้ไหม

มุกคำกลับครับ 

ไปยังเง็น เป็นยังไง มีที่น่า มาที่นี้ อาหารอร่อย อะหอยอาหร่าน ยำวุ้นเส้น เย็นวุ้นส้ำ ยำหอยแครง แยงหอยคำ ยำปลาดุกฟู ยูปลาดุกฟำ ยำปลาจาระเม็ด ก็…แอ๊ (จังหวะช็อต) มุกแรกจะเป็นคำกลับยาวๆ ไล่ไปเรื่อยๆ

สามขวบครึ่งเข้าวงการตลกได้ยังไง

พ่อ (บุญชู เชิญยิ้ม) ผมอยู่คณะ ลุงโย่ง เชิญยิ้ม ผมดูวิดีโอคณะตลก ดูวนๆ ดูแล้วก็เห็นพ่อตัวเอง จนวันหนึ่งมุกมันเข้าไปในหัว ผมก็จำมุกที่ดูมายืนพูดหน้ากระจกคนเดียว พอพ่อเห็น เขาเลยปรึกษากับ ลุงดักแด้ เชิญยิ้ม ซึ่งตอนนั้นทำคณะด้วยกัน ก็ลองให้ผมมาเล่นดู เวทีแรกพระราม 9 คาเฟ่ ได้ทิปมาพันกว่าบาท พ่อดีใจ แต่ตัวผมไม่ได้โฟกัสเงินนะ ผมได้เล่น ผมมีความสุข ส่วนเงินผมให้พ่อทุกบาททุกสตางค์ หลังจากนั้นก็เล่นตลกมาตลอด

แสดงว่าอาไทยังทันยุคตลกคาเฟ่

ผมยังทันนะ เป็นยุคสุดท้ายจริงๆ ที่ผมจำได้ มีพระราม 9 คาเฟ่ วิลล่า คาเฟ่ ส.โบตั๋น แต่ที่จำได้แม่นสุดคือพระราม 9 คาเฟ่ เพราะหลังเวทีมีตู้เกมกดที่ทัชสกรีนได้ (ยิ้ม) ตอนนั้นใครจะมองว่าเอาเด็กมาทำงานหรือมองว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมอยากบอกว่าผมชอบมาก ผมรักอาชีพตลกมาก ถ้าวันไหนผมหลับ แล้วไม่ปลุกผมขึ้นเวที จะร้องไห้หนักมาก กลัวไม่ได้เล่นตลก อารมณ์เหมือนไปเที่ยวแล้วเพื่อนไม่ชวน เขาเล่นตลกแล้วไม่ชวน ผมเสียใจอะ แต่ถ้าปลุกผมขึ้นเวที ต่อให้ง่วง ผมก็เล่นได้ เคยหนักสุดถึงขั้น ขึ้นเวทีไปเล่นด้วยสภาพหลับตางัวเงีย แต่ผมเล่นมุกได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะมันเข้าปากหมดแล้ว เขาถามอันนี้ ผมตอบอันนี้ ผมจำได้ สิ่งนี้คือความสุขตอนเด็กๆ ที่ผมชอบมาก

ตลกคาเฟ่ยุคนั้นเขาเล่นอะไรกัน

ถ้าเป็นคณะลุงโย่ง เชิญยิ้ม จะเป็นตลกคำพูด ตลกสุภาพ เน้นเรื่องเล่า ไม่หยาบคาย ผมเลยติดมายันทุกวันนี้ ส่วนคณะชวนชื่น เล่นเป็นเรื่อง เล่นลงชุด คณะลุงจุ๋มจิ๋ม ลุงสุเทพ เล่นเพลง ส่วนมากตลกจะเล่นคล้ายๆ กัน มีแนวทางโดดเด่นคนละอย่าง พักหลังผมดู พี่แจ๊ส (อัครพล ทรงแสง) บ่อย ด้วยความสนิทกัน แน่นอนต้องติดมาบ้างอยู่แล้ว ผมก็โดนด่านะ อาไท เลิกก็อปสไตล์แจ๊สสักที ผมไม่ได้ก็อปนะ บางครั้งเราอยู่ด้วยกันบ่อย อาจมีเหมือนกันบ้าง

แล้วต่างจากยุคนี้ยังไง

ปัจจุบันเรียลขึ้น อำกัน สมัยก่อนได้ความเป๊ะ ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ลงล็อก ตบมุก ส่วนการฉีก สมัยก่อนฉีกแล้วจะโดนด่า ปัจจุบันถ้าเล่นกับบรรดาพี่ๆ ตลกหรือลุงตลกที่เขาค่อนข้างฟิกซ์ จะไปฉีกเขาไม่ได้ เพราะเขาวางไว้แบบนี้ ซึ่งไม่ผิดนะ เขาวางไว้เพื่อให้เดินไปในทางนี้ มุกตบตรงนี้ ต่อตรงนี้ เราไปฉีกจะทำให้ตรงนั้นเขาพัง ก็แล้วแต่ว่าเราเล่นกับใครมากกว่า ซึ่งผมก็ปรับตัวเรื่อยๆ แต่คงไม่ทิ้งลายตลก เพราะตลกคือความเป็นจริงกับสิ่งที่คาดไม่ถึง 

อาไทบอกว่าตอนเด็กๆ ดูวิดีโอตลกคณะพ่อตัวเอง ตอนนั้นชอบอะไรใน ‘บุญชู เชิญยิ้ม’

เขากินเหล้าเก่ง เขากินได้ทุกวัน (จริงใช่มั้ย) ใช่ ถ้าให้ชอบพ่อตัวเอง พ่อผมเป็นคนปูเก่ง เขาปรับตัวเอง ปรับคณะเข้ากับสถานการณ์นั้นๆ ได้เก่ง ด้วยประสบการณ์เขา เวลาเขาปู เสียงเขาหนักแน่น อารมณ์เหมือน พี่นุ้ย เชิญยิ้ม พี่นุ้ยยังบอกเลยว่า พ่ออาไทปูเก่งนะ ผมเลยชอบพ่อผมตรงนั้น แล้วเขาช่วยดูผมตั้งแต่เด็ก บางครั้งผมไปไล่ดูคณะลุงโย่ง ผมก็พูดทุกมุกที่ผมดู เขาก็จะไล่ให้ผมเลยว่ามุกนี้ได้ มุกนี้ไม่ได้ แล้วก็ตั้งกล้อง 

ตอนเด็กๆ ผมเคยทอล์กโชว์นะ เขาตั้งกล้องถ่ายผมคนเดียว เอามุกที่บอกว่าได้ ไม่ได้ มุกนี้เบามาขึ้นตรงนี้ มุกนี้ตบมาลงตรงนี้ พูดปิดท้ายตรงนี้ ให้ผมไปยืนพูดคนเดียวหน้ากล้อง แล้วผมก็เล่นของผมได้ พ่อผมส่งเสริมผมในด้านนี้เยอะเหมือนกัน เขาก็สอนนะ แต่สอนไม่เยอะ พ่อสอนเรื่องการจับไมค์ เป็นตลกไมค์ต้องติดปากตลอดเวลา น้ำเสียงต้องชัดเจน พูดให้ชัด ส่วนหลักๆ เขาจะให้ผมดูเอาเองมากกว่า

แล้วอาไทเล่นเป็นตัวปูด้วยมั้ย

ปูด้วยตอนเด็กๆ ตอนคณะลูกตลกไปออกรายการ เกมพันหน้า ด้วยความที่ผมอยู่กับตลกมานาน ทำให้ผมรู้ว่าตัวปูเขาทำยังไง ตัวดิ้นเขาทำยังไง ปูด้วยดิ้นด้วยก็ได้ (มีตำแหน่งอะไรบ้าง) มีตัวปูกับตัวดิ้น ตัวดิ้นก็จะแยกออกเป็นตัวตบ ตัวเซ่อ ส่วนตัวปูคนไม่ค่อยชอบ เพราะมันไม่ตลก คนดูตลกเขาจะบอกว่าตัวนี้ไม่ฮา แต่หารู้ไม่ ตัวปูยากที่สุดเลย มุกทุกมุกอยู่ที่ตัวปู เพราะเขาต้องทำหน้าที่ส่งมุกให้คนอื่นขำ ต้องดูสถานการณ์ มุกไหนเอาขึ้นก่อน ขึ้นหลัง สถานการณ์แบบนี้ต้องเล่นมุกแบบไหน ผมเลยชอบตัวปูมาตั้งแต่เด็ก หน้าที่นี้มันเก่งดีนะ มันส่งเสริมคณะและทำให้คนขำได้

เด็ก 3 ขวบครึ่งมาเล่นตลก ไม่ยากไปหรือ แถมเล่นตัวปูด้วย

ยากครับ ผมมองว่าตลกเป็นศาสตร์ที่ยากมาก ผมคุยกับหลายๆ คน เขายังบอกเลยว่า ตลกไม่ใช่ว่าใครก็เล่นได้ บางครั้งคนที่อยู่กับเพื่อนแล้วตลก แต่ขึ้นเวทีแล้วเล่นไม่ออกเลยก็มีนะ มันไม่เหมือนการที่เรานั่งคุยกับเพื่อน

ยากเพราะอะไร

หลายๆ อย่าง จับจุดแขกก็ยาก บางครั้งขึ้นไปสิบยี่สิบนาทีแรกยังไม่ได้สักฮาก็มีนะ 

ต้องจับจุดไปเรื่อยๆ เล่นแนวนี้ไม่ได้ ลองฉีกมาอีกทาง ซึ่งพ่อผมจะเก่งมาก เขาเป็นตัวปู ถ้าเล่นเล่าเรื่องไม่ได้ แขกไม่ฟัง ก็ต้องทะลึ่งตึงตังหน่อย มันต้องจับจุดแขกให้ได้ก่อน แล้วการแบ่งคำก็สำคัญ เราพูดยังไงถึงจะตลก ต้องเว้นจังหวะแบบไหน ต้องช็อตยังไง ช็อตนิ่ง ช็อตแรง ช็อตเบา น้ำเสียงแรง น้ำเสียงเบา 

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ลูกชายตลก ฝึกฝนวิชาตลกด้วยวิธีไหน

การฝึกของผมคือการดู การดูช่วยได้เยอะ ผมดูทุกคณะ ตลกทุกคนเป็นแม่แบบผมหมด บางครั้งมุกเดียวกันต่างคณะเล่น อีกคณะอาจจะฮา อีกคณะอาจจะไม่ฮาก็ได้ ผมดูว่าเขาเล่นแบบไหน ดูไดนามิกของแต่ละมุก ซึ่งมุกบางมุกผมก็เล่นไม่ได้ด้วยซ้ำ บางครั้งผมชอบมุกนี้มาก ผมอยากเล่น แต่พ่อผมไม่ให้เล่น เพราะมุกต้องพึ่งวุฒิภาวะด้วย พึ่งคาแรกเตอร์ด้วย อย่างมุกทะเลาะกับผู้ใหญ่ ผมเล่นไม่ได้ ไม่ใช่ตัวผม อะไรก็ตามที่ไม่สุภาพผมจะไม่เล่น 

ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งคนจะเล่นได้ทุกมุก มันยากมากเลยที่คนจะเชื่อ ถ้าให้ผมไปเล่นก้าวร้าว คนจะไม่เชื่อ แล้วคนก็จะไม่ชอบด้วย แต่บางคนเขาเล่นก้าวร้าวขึ้นนะ ผมยกตัวอย่างพี่ชายผม พี่แจ็ค แฟนฉัน เขาเล่นก้าวร้าวขึ้นมาก ให้ผมเล่นแบบเขาผมก็ทำไม่ได้ เราจะต้องรู้แนวทางของเราด้วยว่าเราเหมาะกับการเล่นแบบไหน

อีกอย่างการทำรายการ กลมกิ๊ก ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง ผมเจอคนเยอะมาก ต้องเจอแขกรับเชิญ อ่านข้อมูลของเขา จะได้รู้ว่าต้องทอล์กกับเขาเรื่องอะไร ได้รู้เรื่องของคนนู้น คนนี้ แล้วเอามาพัฒนาตัวเองต่อ หลักๆ ผมไม่อยากให้คนมองว่าผมคือตลก ‘ก็แค่ตลก’ ไม่ใช่ ผมไม่อยากให้คนพูดแบบนั้น ตลกมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น

กลายเป็น ‘อาไท กลมกิ๊ก’ อยู่ 7 ปี ได้บทเรียนอะไรจากรายการนี้บ้าง

ได้ทุกอย่างครับ ลุงกิ๊กสอน ลุงติ๊กสอน ทุกคนสอนหมด ลุงกิ๊กอยากให้ผมไปในทางพิธีกร เป็นตลกด้วย เป็นพิธีกรด้วย เขาบอกว่าจะหากินได้ยาว ผมก็จำ แล้วผมก็ฝึกตามที่ลุงกิ๊กบอก จนวันนี้ผมมีโอกาสเป็นพิธีกรของช่องเวิร์คพอยท์ เป็นพิธีกรเดี่ยวคนเดียว ตื่นเต้นมาก ปกติเคยได้แต่ผู้ช่วยพิธีกรที่อย่างน้อยต้องมีพิธีกรหลัก มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าการที่ผมฝึกฝนหรือหาข้อมูลมามันไม่เสียหลาย ผมมีข้อมูลไว้ก่อน มีทักษะไว้ก่อน ถ้าโอกาสเข้ามาผมก็พร้อม 

สมมติเขาหานักแสดงอ้วนที่เล่นแอคชันได้ ผมพร้อม เขาหานักแสดงตลกที่เป็นพิธีกรได้ ผมพร้อม หานักแสดงที่แข่งเกม ROV ได้ ผมก็พร้อม ผมพร้อมในหลายๆ อย่าง เพื่อที่สักวันหนึ่งโอกาสเข้ามา ผมจะได้ไม่เสียมันไป

อาไทเตรียมพร้อม เพื่อรอคว้าโอกาส

ผมเป็นแบบนั้น ผมเลยไม่ค่อยหยุดพัฒนา ใจจริงผมอยากพัฒนาหลายๆ ทางเลย มีทางไหนผมไปหมด 

ทางไหนที่มันทำให้ผมไม่ว่าง ผมเอาหมด

ไม่ชอบความว่าง

ไม่ชอบ ไม่ชอบเลย นึกมาตลอดว่าถ้าว่างคือไม่ได้ตังค์ ก็เลยอยากไม่ว่าง 

ช่วงหนึ่งเคยคิดอยากทำอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่างมันได้ตังค์ (หัวเราะ) บางครั้งเราได้แต่ Active Income ถ้าเราได้ Passive Income ก็น่าจะดี แต่ก็ต้องพึ่งเงินลงทุน ผมเคยคิดจะซื้ออพาร์ตเมนต์ให้คนเช่านะ แต่ก็ยังดีกว่า 

ทำไมเด็กอายุ 20 ถึงมีโครงการมากมายในหัว 

บ้านจนครับ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ตอนเด็กๆ บ้านจนมาก ผมชินกับการที่บ้านจนมาโดยตลอด บ้านผมฐานะติดลบ เป็นหนี้เขา โดนเขาไล่ออกจากบ้านเช่า เพราะไม่มีตังค์จ่าย ต้องมาอยู่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ กันสี่ห้าคน มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ได้ ไม่ได้ ต้อง ทำ ทุก อย่าง (ทุบกำปั้นลงฝ่ามือ เว้นตามจังหวะคำพูด) เพื่อไม่กลับไปอยู่จุดนั้น 

ทุกคนในบ้านผมต้องสบาย ผมไม่อยากเห็นภาพนั้นอีกแล้ว ผมไม่อยากเห็นแม่ตัวเองเดินไปเซ็นปลากระป๋องจากร้านชำ มันเป็นภาพที่ผมไม่อยากเห็น ฉะนั้น อะไรก็ได้ที่ทำแล้วเกิดโอกาส ผมจะทำ

ความลำบากสอนอาไทให้เป็นคนแบบไหน

มันสอนผมว่า อย่าหยุดนิ่ง บางครั้งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมต้องหาด้วย ผมหาโอกาส ผมว่าคนเรากลัวการถูกปฏิเสธ แต่ผมรู้สึกว่าการถูกปฏิเสธ ดีนะ มันทำให้ผมเข้มแข็งขึ้น พอผมได้รับการปฏิเสธ มันยิ่งทำให้ผมต้อง เอาอีก เอาอีก ยังไม่ได้ เอาอีก คนเราอย่าไปกลัวการถูกปฏิเสธ เหมือนผมเมื่อช่วงสองสามปีที่แล้ว ผมอยากเป็นพิธีกร มีโอกาสรายการไหนบอกผมได้นะ ผมบอกหลายๆ คนไว้ แล้วผมก็ฝึกไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง ไม่ว่ามันจะผ่านไปกี่ปีก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็จะกลับมา (โอกาส) เขาจะไม่ลืมเรา

อาไทเคยมีวันที่เหนื่อยสุดๆ ไหม

เหนื่อยสุดๆ ไม่ถึงขนาดนั้นครับ ผมเป็นคนรีเซ็ตง่าย มายด์เซ็ตผมไม่ใช่คนที่ท้อ โอ้ย เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ผมเป็นคนที่เดินหน้าตลอดเวลา เหนื่อยวันนี้ พรุ่งนี้ผมหาย ผมขอเหนื่อยวันเดียว เหนื่อยให้เต็มที่ อยากนอนร้องไห้ก็ทำ อยากทำอะไรทำ แต่พรุ่งนี้ผมก็จะกลับมาเป็นอาไทคนเดิมที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมว่าชีวิตคนเรามันข้างเร็วนะครับ เวลาเอาเราไปทุกวินาที ผมไม่มีเวลาเยอะมากพอที่จะมานอนเสียใจ ไม่มีค่าสำหรับผมเลย การที่ผมเป็นเสาหลัก คำว่า เสาหลัก ถ้าไม่ไหวขึ้นมา เสาอื่นก็ไม่ไหว ผมเลยต้องทำยังไงก็ได้ให้ผมไหว เพราะถ้าผมไหว ทุกคนก็ไหว 

และผมเคยบัญญัติเล่นๆ กับตัวเองว่า ผมคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบความสุข 

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

นั่นคือคำนิยามอาไท

ใช่ คนรอบข้างผมจะต้องแฮปปี้หมด ผมไม่มีหน้าที่เอาความทุกข์ไปใส่ใคร ผมคิดอย่างนี้นะ ถ้าคนรอบข้างผมจะมีความสุขได้ ตัวผมต้องไม่ทุกข์ก่อน พอผมมีความสุข ผมก็แบ่งปันความสุขให้คนรอบข้างผมได้

อาไทเป็นเสาหลักตั้งแต่อายุยังน้อย

สิบเจ็ดครับ ยากนะครับการที่ผมจะขึ้นมาเป็นเสาหลักได้ ตอนนั้นผมต้องเถียงกับพ่อด้วยนะ

เถียงว่าใครจะเป็น

ใช่ พ่อเขาเห็นว่าผมเด็ก สิ่งที่ผมทำได้คือพิสูจน์ให้เห็น ตอนนั้นผมทำเงินได้เยอะมาก แต่ไม่มีเก็บ เพราะพ่อผมดูแลไม่เก่ง ผมเลยขอดูแลเอง แรกๆ ก็เถียงกัน ผมเลยดูแลให้ดีที่สุด ถ้าผมดูแลดีที่สุดแล้ว เวลาเท่านั้น ที่จะทำให้เขาเชื่อใจ จนสุดท้ายใช้เวลาปีกว่าเกือบสองปี เขาถึงจะไว้ใจเต็มรูปแบบ มันเลยทำให้ผมคิดว่าการเป็นผู้นำ ต้องเก่ง ถ้าผู้นำไม่เก่ง เราจะตายกันหมด บ้านผมเคยเจอมาแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ ผมเลยต้องใช้คำว่า ปฏิภาพ 

ปฏิรูป!

(หัวเราะ) ผมก็ต้องบอกเขาตรงๆ ว่าเขาดูแลไม่เก่งนะ ขอดูแลเองได้มั้ย ต้องยอมทะเลาะ ผมทะเลาะกับพ่อผมจนไม่กินข้าวด้วยกันปีกว่า แต่อยู่บ้านเดียวกัน (แล้วทำยังไง) เวลาผมกิน เขาก็จะไปอยู่มุมของเขา แต่ก็คุยกันบ้าง 

พอเป็นเสาหลัก อาไทตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ยังไงบ้าง

ผมจะทำยังไงก็ได้ให้ครอบครัวสบายที่สุด ทุกคนมีอาชีพที่มั่นคง แล้วก็ไม่เป็นหนี้ใคร ผมตั้งใจไว้แค่นี้ 

ความตั้งใจของผมไม่สูง ผมมีเท่านี้แหละ 

หวังผลภายในกี่ปี

ภายในอายุสามสิบครับ มีเวลาอีกสิบปีนับจากนี้ ผมมองว่าเป็นไปได้ ถ้าทำทุกวันนะ 

ความรู้บวกเวลาจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ผมตั้งใจไว้

วางแผนอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย สำคัญยังไง

สำคัญมากครับ เพราะผมดูจากชีวิตพ่อผม บ้านผมจน บ้านผมติดลบ พ่อไม่เคยวางแผนอนาคต พ่อหาเงินวันนี้ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ สุดท้ายเป็นยังไง ผมเลยต้องทำยังไงก็ได้ให้ไม่เป็นอย่างเขา อีกอย่างประเทศเรามีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่คนเกษียณอายุแล้วไม่มีตังค์ใช้ เพราะอะไร เพราะเขาขาดการคำนวณ การคำนวณชีวิตอาจจะไม่ได้คำนวณจากปัจจุบันถึงอนาคต บางครั้งอาจจะต้องคำนวณจากอนาคตถึงปัจจุบัน 

ผมวางวันตายของผมไว้แล้วด้วย

ห๊ะ จะตายตอนไหน

แปดสิบ ถ้าเกินกว่านั้นคือกำไร

ทำไมต้องแปดสิบ

มันเป็นค่าที่ตัวผมอยากจะไปถึง แต่ก็ไม่รู้ว่าถึงหรือเปล่า ถ้าผมตั้งจุดหมายไว้แปดสิบ สมมติผมอยากเกษียณตอนห้าสิบ ผมมีช่องว่างอีกสามสิบปี มันทำให้ผมรู้ว่าผมเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ เพื่อที่จะหาเงินให้เพียงพอต่อการเกษียณ เมื่อเกษียณแล้วผมจะไม่เป็นภาระใคร ถ้าคำนวณแบบนั้นตั้งแต่วันนี้ปัญหาก็อาจจะน้อยลง 

บางครั้งการเรียนการสอนสำคัญนะครับ บ้านเราควรจะปลูกฝังเรื่องการเงิน ตั้งแต่ประถมด้วยซ้ำ เพราะผมมาเรียนรู้เองตอนหลังผมยังเสียดายเลย โรงเรียนไม่เคยสอนว่าต้องรีไฟแนนซ์ทุกกี่ปี ไม่งั้นคุณจะโดนดอกเบี้ยบานมาก ไม่เคยสอนเรื่องภาษี คนต้องมาเรียนรู้เองข้างนอก ซึ่งมันควรจะเป็นรากฐาน (เน้นเสียง) ของการศึกษาด้วยซ้ำ 

ยังไม่รวมเงินเฟ้อนะครับ อีกสิบปีข้างหน้าเงินแสนอาจมีมูลค่าไม่ถึงแสนก็ได้ เราต้องคำนวณเผื่ออนาคตเอาไว้เยอะๆ ไม่ใช่วันนี้มี เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มี จริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ 

ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนอาไทว่า คิดว่าอนาคตประเทศจะเป็นยังไง

ผมว่าดีขึ้น ไม่มากก็น้อย แต่ดีขึ้นแน่ๆ ถ้าพยายามปลูกฝังให้คิดเป็นตั้งแต่เด็ก 

จริงๆ ผมว่าบางคำถามก็ควรจะเปลี่ยนนะ เช่น เราชอบถามเด็กเสมอว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งควรจะถามเขาว่า โตขึ้นอยากมีชีวิตแบบไหน มันจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กคิด โตขึ้นเขาจะมีชีวิตแบบไหน สมมติอยากเป็นแบบนี้ แล้วจะทำยังไงถึงจะได้ไปอยู่จุดนั้น เขาจะมีทางที่ชัดเจน ไปถึงจุดหมายได้เร็ว แต่ถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร 

ผมอยากเป็นตำรวจครับ แล้วยังไงต่อ เด็กบอกว่าอยากเป็นตำรวจ มันก็จบแล้ว

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ถ้าถามอาไทด้วยคำถามเดียวกัน จะตอบว่าอะไร

โตขึ้นผมอยากมีชีวิตที่มีความสุข ครอบครัวไม่ยากลำบาก ผมแบ่งปันคนอื่นได้ ผมอยากมีชีวิตแบบนี้

ส่วนเรื่องการเรียนการสอนต้องรอเวลาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ถ้าพัฒนาเร็วก็จะดี เพราะเด็กที่เกิดมาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมถามว่าถ้าคนที่ไม่ได้มาเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบผม เขาก็อาจจะมีมายด์เซ็ตแบบเดิมๆ ของเขา สำคัญคือมายด์เซ็ต ผมอยากให้มายด์เซ็ตคนเปลี่ยน หลายคนคงเคยได้ยินว่า เราบังคับให้เด็กทุกคนทำแบบนี้แบบนั้นไม่ได้ เพราะเด็กทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งสิ่งเดียว เราบังคับให้ปลาวิ่งแข่งไม่ได้ แต่ก็ให้มันว่ายน้ำไปสิ หรือลิงอาจจะไม่ได้อยากว่ายน้ำ มันอยากปีนต้นไม้ เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถบังคับให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเดียว 

อาไทหมายถึงว่าคนเรามีความถนัดของตัวเอง ไม่ควรบังคับให้เขาเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น

ถูกต้อง เราไม่ควรบังคับ ควรส่งเสริมมากกว่า (เหมือนที่พ่อส่งเสริมอาไท) ใช่ เขาไม่เคยบังคับผมเลย ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยากเป็นตลก เขาก็ไม่ขัด พอผมอยากเป็นตลก เขาส่งเสริมผมเต็มที่ ผมว่าผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเด็กนะ 

แล้วอาไทมีมายด์เซ็ตแบบนี้หรือสนใจการวางแผนชีวิตตอนไหน

จริงๆ ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองในออนไลน์ ประสบการณ์ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เยอะมาก ผมชอบอ่านหนังสือคนที่เขาประสบความสำเร็จ ผมเลยรู้ว่าคนเหล่านี้มีมายด์เซ็ตคล้ายๆ กัน เขาไม่วางวันนี้ถึงอนาคต เขาวางอนาคตถึงวันนี้ อันนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนในบ้านเรายังไม่ได้คิดแบบนี้ ถ้าได้อ่าน ได้ศึกษา จะเป็นประโยชน์มาก (ลากเสียง) 

ส่วนเรื่องการลงทุน ผมสนใจเมื่อสองสามปีที่แล้วที่ผมเริ่มดูแลบ้านเอง บางครั้งผมผ่อนบ้าน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผ่อนกับอะไร อ๋อ ที่ผ่านมาผ่อนแต่ดอกเบี้ย จ่ายเงินต้นแค่ห้าร้อยบาท ผมคิดว่าการเป็นผู้นำคน ต้องมีความรู้ในทุกๆ ด้าน บ้านผมจะมั่งคั่งได้ยังไง ผมต้องลงทุน ลงทุนคืออะไร กองทุนไง เพราะผมไม่มีเวลาดูหุ้นเอง SET50 ธนบัตรรัฐบาล ทอง หรืออะไรก็ได้ที่เงินเพิ่มพูน โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรกับมัน 

ไม่เคยเห็นอาไทมุมนี้มาก่อน

ผมไม่เคยพูดกับใคร ไม่มีใครรู้เลยครับ มีแต่ที่บ้านกับคนสนิทๆ เท่านั้นที่รู้ 

อย่างที่บอกตอนแรกว่ามันเริ่มจากความจน ทุกคนที่เคยจนไม่มีใครอยากกลับไปจนหรอกครับ การจะไม่กลับไปจน สิ่งที่ต้องมีคือความรู้ ถ้าให้ผมเลือกว่าวันพรุ่งนี้จะมีเงินเข้าบัญชีผมสิบล้าน กับพรุ่งนี้ผมตื่นมามีความรู้มหาศาล ผมเลือกความรู้ เพราะความรู้จะนำพาซึ่งเงินหรืออะไรต่างๆ มาหาผม ซึ่งการลงทุนที่ดีที่สุดคือลงทุนความรู้ให้กับตัวเอง ซื้อหนังสือสักหนึ่งเล่มหรือเข้าไปอ่าน เข้าไปดูสิ่งที่เป็นความรู้ ฟังพอดแคสต์ก็ได้ ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งคุณจะไม่เห็นผมเป็นตลกแก่ที่ไปเที่ยวของานทำ จะไม่เห็นผมเป็นแบบนั้น เพราะผมก็ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนั้นเช่นกัน

ความภูมิใจของอาไทคืออะไร

ผมดูแลพ่อ ดูแลแม่ ดูแลครอบครัวได้ดี ในฐานะลูกคนหนึ่ง ในฐานะพี่คนหนึ่ง ในฐานะน้องคนหนึ่ง

ตั้งแต่คุยกันมา ทำไมอาไทนึกถึงคนอื่นก่อนที่จะเป็นตนเอง

นั่นน่ะสิ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาแยกคนออกเป็นเก้าเลข (นพลักษณ์) ผมคือกลุ่มคนหมายเลขสอง ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นโดยไม่ห่วงตัวเอง และไม่หวังผลตอบแทน ผมเห็นชีวิตเขาดีขึ้น ผมโอเคแล้ว เหมือนผมดูแลแฟนผมทุกวันนี้ ผมแค่อยากเห็นครอบครัวแฟนผมดีขึ้น อยากเห็นเขาดีขึ้น โดยผมไม่ได้หวังอะไรตอบแทน

แล้วอาไทให้รางวัลหรือตอบแทนตัวเองยังไง

ผมไม่ต้องให้นะ เพราะทุกครั้งที่ผมให้มันเหมือนผมได้รับความสุขอยู่แล้ว ผมเห็นครอบครัวผมมีความสุขผมมีความสุขด้วย เห็นคนอื่นมีความสุขผมมีความสุขด้วย ผมเลยไม่จำเป็นจะต้องให้รางวัลตัวเอง

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ความสุขของคนอื่นคือความสุขของอาไท

ถูกต้อง นั่นแหละคือผู้ชายที่ชื่อว่าอาไท (ยิ้ม)

มองชีวิตด้านบวกจัง

ผมเป็นคนคิดบวกมากๆ ในทุกทีที่เราแย่ มันก็จะมีข้อดีของมัน คนที่จมอยู่กับปัญหาเขาจะผ่านปัญหาไปไม่ได้ เหมือนตอน COVID-19 คุณจะจมกับปัญหาหรือคุณจะแก้ปัญหา คุณมองวิกฤตเป็นวิกฤต หรือคุณมองวิกฤตเป็นความรู้ มันอยู่ที่มุมมอง ถ้าคุณมองวิกฤตครั้งนี้ว่าเป็นการเรียนรู้ ถ้ามีวิกฤตครั้งหน้าคุณก็จะมีความรู้ไปรับมือกับมันได้ 

ถ้าเรามีความคิดที่แข็งแรง ไม่ว่าอะไรเข้ามาเราก็จะสู้กับมันได้ด้วยแนวคิดของเรา 

เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ให้ความคิดลบๆ เลย

ไม่เคย ผมมีความคิดบวกของผมตลอดเวลา ผมวนกลับมาเหมือนเดิม เราต้องเรียนรู้ การที่ COVID-19 มา มันสอนอะไรเราบ้าง คนเรามีอาชีพเดียวไม่ได้แล้วนะ ควรจะมีเงินจากหลายๆ ทาง ผมมองว่ามันต้องเป็นแบบนั้น ถ้ามีรายได้จากหลายๆ ทาง ทางใดมันดับ ทางนี้ยังสว่างอยู่ ถ้ามีทางเดียว ดับก็ดับหมดเลย 

ต้องทำยังไงถึงจะมองโลกได้แบบอาไท

ต้องเชื่อก่อน เชื่อว่าอยากเป็นจริงมั้ย เหมือนผมอยากประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีคนมาบอกผมว่า คุณต้องประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีใครมาบอกผม แค่ผมคิด ผมจะหาทางของผมเอง ถ้าคนได้อ่านหรือฟังจากผมแล้วทำตามเพื่อที่จะเป็นแบบผม แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น เขาก็จะทำไม่ได้ เพราะมันฝืนตัวเขา เพราะฉะนั้น ต้องปรับมายด์เซ็ตตัวเองก่อนว่าคุณอยากเป็นแบบนี้จริงๆ มั้ย ถ้าคุณอยากเป็นจริง ไม่ต้องทำตามที่ผมบอกก็ได้ 

ถ้าคุณอยากทำจริง คุณจะไปหาทางของคุณจนได้

อยู่วงการมา 17 ปี อาไทประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

ยัง (ตอบทันที) ยันตายด้วยซ้ำ

เพราะอะไร

ผมเป็นคนไม่หยุด ถึงแม้ผมตั้งเป้าไว้แล้ว ผมไปถึงแล้ว ผมก็จะไป ไปอีก ไปอีก ยันวันสุดท้ายที่ผมไม่ไหว นอนเป็นผัก ผมถึงจะหยุด ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจ ผมก็จะไปเรื่อยๆ และผมเคยได้คำสอนจากผู้ใหญ่ เขาบอกว่า อย่าชอบตัวเองนะ ถ้าเมื่อไหร่ชอบตัวเอง เราจะไม่พัฒนา มีคนถามผมว่า ชอบตัวเองในทุกวันนี้หรือยัง พอใจในตัวเองหรือยัง ยัง ยังแน่นอน ผมไปของผมอีกเรื่อยๆ 

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

แสดงว่าวันนี้อาไทก็ยังไม่ชอบตัวเอง

ยังครับ ถามว่าภูมิใจมั้ย ภูมิใจ แต่ก็ยังไม่สุด มันยังต้องไปได้ดีกว่านี้ มันต้องไปได้อีก

สู้

ผมไม่เคยยอมแพ้อะไรทั้งสิ้น

ตอนนี้อาไท 20 แล้ว อยากบอกอะไรกับอาไทวัย 3 ขวบครึ่งไหม

(นิ่งคิด) ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะบอกว่า สู้ๆ อนาคตไม่มีอะไรง่ายเลย ที่ไอ้เด็กคนนั้นกำลังจะผ่านไป มันไม่มีอะไรง่าย จงมีความคิดแบบนี้เข้าไว้ จงคิดบวกเข้าไว้ อย่าจมกับปัญหาเด็ดขาด ถ้าจมกับปัญหาเอ็งจะไม่มีทางผ่านมันไปได้แน่นอน เพราะครอบครัวเราหนักหนาสาหัสมาก ถ้าผมเป็นคนไม่สู้ก็คงจะไม่มีอาไทในวันนี้ อยากบอกว่า เก่งมาก 

อาไทเก่งมากจริงๆ 

ขอบคุณครับ คนเราต้องสู้กันไป เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง และคนที่จะมาในอนาคต

แล้ว 80 คิดว่าจะเป็นอาไทแบบไหน

เป็นคุณลุงแก่ๆ คนหนึ่งที่มีความสุขกับชีวิต ลูกหลานมาหาก็จะได้รอยยิ้มกลับไป 

ครอบครัวที่บ้านมีความสุข เป็นคนแก่ที่ไม่ต้องเป็นภาระใคร เป็นคนแก่ที่แบ่งปันคนอื่นได้ เท่านั้นเอง 

ยังจะเล่นตลกอยู่มั้ย

อาจจะคุยมุกมากกว่า เพราะมุกคงไม่หายไปจากตัวผมแน่นอน เล่นมุกให้ลูก ให้หลานดู เนี่ยนะ เมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้วคุณปู่เล่นมุกแบบนี้ หลานยังตลกอยู่มั้ย ผมคงเป็นคนแก่ที่มีความสุขมาก ลูกหลานคงจะมีสังคมที่ดี มีชีวิตที่ดี ถ้าเราเตรียมพร้อมกันตั้งแต่วันนี้นะ ผมว่าเขาจะไม่ใช่หลานที่มาเตะผมเพื่อขอตังค์แน่นอน (หัวเราะ)

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาหลายสิบนาที แต่ดาว TikTok ที่เรานัดพบอย่าง ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ก็มาถึงก่อนเราแล้ว เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่องโลกออนไลน์ตามสไตล์สาวโซเชียลคนดังและหนึ่งในผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

จำได้ว่าเราเคยอ่านประวัติชีวิตของซูซี่มาตั้งแต่หลายปีก่อน จากเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน ที่ตั้งคำถามกับตัวเองและคุณแม่ว่า ‘ทำไมเธอจึงไม่เกิดมาผิวขาว’ สู่ดาว TikTok ผู้ทลายกรอบความงามแบบเดิม เดินหน้าเพื่อความเปิดกว้าง และลดอคติที่มีต่อสีผิวและเชื้อชาติ

หากใครยังจำได้ ซูซี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการคัฟเวอร์คลิปลิปซิงก์ประโยคเด็ด “ส้มหยุด” ของ สิตางศุ์ บัวทอง นักแสดงและเน็ตไอดอลชื่อดัง หลังจากที่ซูซี่กลายมาเป็นที่สนใจของสังคม เธอรับรู้ได้ว่าประเด็นเชื้อชาติและสีผิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยไม่เข้าใจและยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับ 

ดาว TikTok คนนี้จึงตั้งใจเดินหน้าโดยเริ่มช่วยเหลือและแนะนำคนใกล้ตัวทั้งลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดตามให้เริ่มรักตัวเองและกล้าจะโอบรับตัวตนมากขึ้น เพราะการมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องผิด และไม่มีวันเป็นเรื่องผิดโดยเด็ดขาด!

เราชวนซูซี่พูดคุยถึงตัวตนและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน พร้อมแชร์เรื่องราวที่เข้าไปเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงปฏิบัติการ (อย่างไม่เป็นทางการ แต่จะทำเรื่อย ๆ) เพื่อทลายมาตรฐานความงามแบบเก่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกคนดูดีและพร้อม Shine ในแบบของตัวเอง

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

01
ปัจจุบันแซ่บ ๆ แบบฉบับซูซี่

หลังจากที่คุณกลายเป็นดาว TikTok ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก ทำอะไรคนก็เรียกซูซี่นั่น ซูซี่นี่ แฮปปี้ค่ะ นอกจากมาขอถ่ายรูปก็มีบางเคสที่มาขอบคุณ ขอบคุณที่เราเป็นที่รู้จักและทำให้เขามีความมั่นใจได้

คิดว่าแฟนคลับที่เข้ามาทักทายชื่นชอบอะไรในตัวคุณ

คิดว่าเขาน่าจะชอบตัวตนของซูซี่ เราอารมณ์ดี หัวเราะในแบบของตัวเอง มันทำให้คนติดตามมาตลอด บางคนติดตามทุกคลิปไม่พอนะคะ มีทวงคลิปด้วยว่าเมื่อไหร่จะลงอีก (หัวเราะ)

กลายเป็นดาวแล้ว ตัวตนเปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ เหมือนเดิมเลย ซูซี่ชอบที่ได้ทำงานที่รักโดยที่เรายังเป็นเรา ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบแบบนี้

เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ความเป็นตัวเองนำมาให้คุณไหม

เราคิดว่าการเป็นตัวตนของเรามันเป็นเรื่องปกติ เราเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสมานาน จนได้มาเป็นที่รู้จักเลยทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันอิมแพคคนได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เราเป็นมันทำให้คนมีกำลังใจ เราเซอร์ไพรส์ตรงนี้มากกว่าที่การเป็นตัวเราทำให้หลายคนมีความสุข และได้เป็นตัวของเขาเองมากขึ้น

ตอนนี้หลายคนเห็นคุณเป็นสาวมั่น กล้าแสดงออก สมัยเด็กก็มั่นแบบนี้เลยไหม

ตอนเด็ก ๆ มั่นใจ แต่ไม่เท่านี้ เพราะเรายังเป็นเด็ก เราโดนล้อ โดนสังคมรอบข้างกดทับมาตลอดว่าความเป็นเราอยู่ตรงข้ามกับคำว่าสวย สวยของไทยต้องขาว แต่เราดำ! ฟันต้องชิด แต่เราห่าง! ผมต้องตรง แต่เราหยิก! มันตรงข้ามหมดเลย! ถึงเราร่าเริง แต่ข้างในก็แอบไม่มั่นใจอยู่ด้วย พอเราโตขึ้น เปลี่ยนสังคมเพื่อน ความมั่นใจเรากลับเพิ่มขึ้นมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเราไม่ได้แปลกค่ะ

พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่คิดจะดัดฟัน ไม่ทำให้ตัวเองขาวขึ้น ไม่ยืดผม เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร ซูซี่พูดเสมอว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง เราต้องเปลี่ยน เพราะไม่ชอบมันจริง ๆ เรามองแล้วไม่แฮปปี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ถ้าเรามองแล้วไม่มีความสุขก็ค่อยเปลี่ยน แต่ซูซี่มีความสุขเวลาที่หัวเราะและยิ้มในกระจก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

หลายคนมองว่าคนผิวดำ หัวเราะอร่อย มักจะต้องเป็นตัวตลก คุณคิดอย่างไร

ไม่เป็นค่ะ! เราเป็นหญิงสาวอารมณ์ดี! ไม่ใช่ตัวตลกนะคะ 

ซูซี่อยากให้คนไทยเข้าใจนะคะ Mindset สื่อละครที่ทำให้คนผิวแทน ผิวดำ ผมหยิกเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เราไม่โอเค!

คุณเจอคนบูลลี่เรื่องอะไรเยอะที่สุด แล้วคุณผ่านมันมาได้อย่างไร

เจอเรื่องเหยียดเชื้อชาติเยอะมาก รูปลักษณ์ภายนอก ดำ ฟันห่าง เอาจริง ๆ มันยากนะคะที่จะมีความมั่นใจจนผ่านมาได้ แต่อย่าตัดสินไปก่อนว่า ฉันไม่มีวันทำได้ เราต้องกล้า ต้องหยุดกลัว หยุดฟังคำที่ทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง 

ถ้าอยากแต่งตัว ยังไม่ต้องฟังเสียงที่บอกว่าไม่สวย อย่าไปกังวลกับเสียงของคนรอบข้างจนลืมความต้องการของตัวเอง ลองดูก่อน แล้วมองในกระจกเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถึงจะบอกว่าต้องกล้า แต่ไม่ต้องกล้าเว่อร์นะคะ ค่อย ๆ กล้าขึ้นในทุกวัน นี่คือวิธีของซูซี่ที่เวิร์กแน่นอน แต่มันใช้เวลา ความมั่นใจไม่ได้สร้างได้ในเดือนสองเดือนอยู่แล้ว อย่าตีกรอบตัวเองแคบเกินไป เพราะโลกใบนี้มันใหญ่มาก

ได้ยินว่าเพื่อนลูกครึ่งของคุณก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องทัศนคติจนไม่กล้าเป็นตัวเองเหมือนกัน คุณช่วยพวกเขาอย่างไร

จริง ๆ เยอะค่ะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกครึ่ง เขาเครียดตลอดว่าใส่เสื้อผ้าจะดูหมองไหม เพราะเขาเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน ซูซี่ก็จัดเลย เอา Mindset ที่เราได้รับมาบอกเขาไป ผิวอะไรใส่ไปเลย ดำก็ใส่สีแดงสวย ทำไมหรอ!? เพื่อนคนนั้นจากที่คอยยืดผมก็หยุด ยอมรับความเป็นตัวเองมากขึ้น

เรียกว่าคุณเป็นผู้ปกป้องเพื่อน ๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนเรียน เราปกป้อง เพราะเพื่อนเป็นเกย์ ถูกบูลลี่ เราไฟต์มาก เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเรื่องการบูลลี่ ล้อเลียน มันไม่ควรเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีซูซี่อยู่ในนั้น ถ้าอยู่ฉันจะปกป้องเพื่อนของฉัน! ซูซี่ยอมรับค่ะว่าเราแรงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราเจอ มันทำให้เราซอฟต์ไม่ได้ สังคมมันโหดร้ายจริง ๆ นะ เราก็บอกเพื่อนด้วยว่าอย่าเงียบ ถ้าเธอเงียบเขาจะมาอีก แต่ช่วยเท่าไหร่ก็ไม่หมดค่ะ เด็กแต่ละคนถูกเลี้ยงดูต่างกัน

การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กเข้าใจคนอื่น

ถูกค่ะ เด็กบางคนไม่มีนิสัยบูลลี่เลย มันต้องย้อนกลับไปที่สถาบันครอบครัวด้วย ซูซี่พูดตลอด การที่พ่อแม่บูลลี่ให้เด็กดู เด็กก็เข้าใจว่าการไปตัดสินแล้วล้อเลียนเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ฉันก็ทำ ซูซี่มองว่าสถาบันครอบครัวเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

หลัง ๆ คนชอบโทษโรงเรียน เอาบ้านก่อนเลย เพราะพ่อแม่คือตัวอย่างที่เด็กมักจะเลียนแบบ แต่ทั้งสองสถาบันสำคัญทั้งคู่ค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ นิสัยแย่กันไปใหญ่

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว คุณบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับลูกบ้างไหม

แต่ก่อนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่ะ แต่พอมีลูกแล้ว เราเข้าใจเลยว่าเราคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกเห็นว่าควรไปทางไหน กับเด็กคุณก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ คุณว่าเขา เขาก็จะไม่มั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำกิจกรรม เราไม่ควรเห็นเด็กถูกกดทับด้วยเรื่องหน้าตา สีผิว หรือผม พวกเขาควรเข้าใจในความหลากหลายและความเป็นตัวเอง เขาควรรู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ซูซี่สอนเรื่องพวกนี้ให้ลูกเสมอ

แล้วเวลาคุณเจอคนเดินเข้ามาว่า คุณทำอย่างไร

มีคนมาว่าก็สวนเลยค่ะ ปากแซ่บ เพราะว่าเกิดที่ไทย สกิลล์ปากต้องได้ แม่บอกว่าถ้าไม่ปกป้องตัวเองไม่มีใครช่วยนะ ปากเลยแซ่บมาแต่เด็ก (หัวเราะ)

หลายคนมองว่าเป็นคนดังไม่ต้องไปคุยกับคนที่มีอคติกับเราก็ได้ คุณคิดแบบนั้นไหม

ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเงียบก็ได้ แต่ซูซี่ไม่เงียบ สวนหมดทุกดอก เพราะเรามองว่าการที่คุณเข้ามาคนหนึ่งคน มันเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด เราไม่ยอมให้เขามาว่าแล้วหายไปเลยหรอก ซูซี่จัดให้หมดค่ะ เขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามาว่าเรา หรือว่าเขาชินกับการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ถ้าอย่างนั้นคุณก็มาถูกที่แล้ว จัดให้ เราจะค่อย ๆ กำจัดคนเหล่านี้ที่ชอบว่าคนอื่นออกไป ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่ะ 

มีการเหยียดแบบอื่นที่คุณเคยเจออีกไหม

มีคนถามว่า ผิวดำแบบนี้จะมีแฟนหรอ โอ้โห ซูซี่มีลูก มีสามีแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

โอ๊ย! ซูซี่มีคำถามตลอดว่า ทำไมยังมีคนที่ถามแบบนี้อยู่อีก เพราะเราเจอคนบูลลี่แบบนี้ตอนเด็ก ไม่คิดเลยว่าอายุเท่านี้ยังจะเจอคนกลุ่มนี้ ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลย 

นั่นคือโลกของความเป็นจริงที่คุณเผชิญมาตลอด

ใช่ค่ะ ซูซี่อยู่กับความจริง โลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ บางทีเหตุผลใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่น่ารักเลยค่ะ

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

02
แซ่บด้วยกันบนรันเวย์ของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะเป็นคนมั่นใจและพาคนอื่นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้อย่างตอนนี้ ความรู้สึกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เหมือนเราถูกตัดสิน เขาจะคิดว่าเราแปลกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน เดี๋ยวก่อน! เราไม่ได้เป็น Monster นะคะ (หัวเราะ) อย่างในโรงเรียนมีคนดำคนเดียวคือเรา เราก็คิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตเปลี่ยนสังคมถึงจะรู้ เราไม่ได้แปลกค่ะ ไม่มีใครแปลก คนที่ไม่รู้และไม่เห็นความหลากหลายจึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ จริง ๆ ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ไม่มีใครแปลก เราคือคนปกติค่ะ เป็นอะไรก็คือตัวตนของเรา ยอมรับตัวตนค่ะ

ได้ยินว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของคุณคือการได้พบเจอกับเพื่อนต่างชาติ

เล่าแล้วจะเหมือนสาวนักเที่ยวไหม (หัวเราะ) คือเพื่อนของซูซี่เป็นชาวต่างชาติที่มาเรียนในประเทศไทย เราก็รู้จักกันเลยเอาเรื่องของเราไปแชร์ก็เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเองก็อยากรู้ว่าการเป็นคนดำในประเทศไทยยากไหม เพราะเขาเป็นคนดำเหมือนกัน พอมาถึงประเทศเราก็เจอคนไทยมองแปลก ๆ เราเลยอธิบายให้เขาฟังว่ามันเป็นเพราะทัศนคติของคนในสังคม พอแชร์กันไปมา ซูซี่ก็เรียนรู้ว่าถ้าเราเปลี่ยน Mindset ของเรา ยังไงเราก็อยู่กับตัวตนของเราได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่ใดในโลก ซูซี่ก็จะเป็นซูซี่แบบนี้

ถ้าเลือกได้จะย้ายไหม

(หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนตกใจเรื่องบรรทัดฐานความงามของสังคมไทย เขาก็ถามว่าทำไมเราไม่ย้าย แต่เรามองว่า การย้ายไม่ใช่คำตอบสักเท่าไหร่ ซูซี่ขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่นะคะ เพราะการที่เราได้อยู่ทำให้เราได้ช่วยเปลี่ยน Mindset ของใครหลายคนให้เขารักตัวเอง กล้ายิ้ม กล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

คุณก้าวไปข้างหน้า พาคนอื่นมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ขอบข่ายการช่วยเหลือของคุณขยายขึ้นบ้างไหม

เราก้าวไปมากกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนเราสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเพื่อนอีกนิดหน่อยในวงเล็กนิดเดียว แต่ทุกวันนี้เราส่งออกไปกว้างมากและมันเวิร์ก บางคนเจอเราข้างนอก เขาบอกว่า หนูไม่เคยอยากแต่งหน้าแต่งตัวเลย จนหนูมารู้จักพี่ ซูซี่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันช่วยได้เยอะขนาดนี้เลยหรอ ใจหนึ่งเราแอบเศร้าตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เป็นที่รู้จัก เขาจะต้องอยู่ในโลกที่จำกัดไปอีกนานเท่าไหร่ ผิวดำทาปากแดงไม่สวย ใครบอก ห้ะ! (ทำตาโต) เราไม่อยากให้คนไทยกดคนไทยด้วยกันให้อยู่ภายใต้ความทรมานแบบนี้เลย

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

ในมุมมองของคุณ เวลาผ่านไป ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สังคมไทยถือว่าก้าวหน้าขึ้นไหม

ซูซี่ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ แต่ถามว่าดีขึ้นมากไหม… (ทำท่าคิดแล้วหัวเราะ) มันไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าว แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ หลายคนออกมาแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนที่มีแต่สื่อโทรทัศน์ ตอนนี้มีโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยเลยถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่เราก็แฮปปี้ แต่ถามว่าพอใจสุดไหม ก็ยัง เพราะยังมีอยู่ค่ะ ซูซี่ก็ยังโดนว่าทำไมไม่ดัดฟัน ทำไมไม่ยืดผม แต่ซูซี่ฟันห่างก็สวยได้ มั่นใจได้ค่ะ เด็กรุ่นใหม่เองก็เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซูซี่ว่าต้องดีขึ้นแน่ ๆ 

หลายคนไม่อยากทำสวย เพราะคิดว่าสวยไปก็มีคนที่สวยกว่าที่จะได้รับโอกาสในสังคมมากกว่า คุณเห็นด้วยไหม

ทุกคนหน้าตาไม่เหมือนกันนะ หุ่นไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ทำไมคนที่ดูดีกว่า สวยกว่าในนิยามของสังคมที่เห็น ๆ กันอยู่ถึงมีโอกาสมากกว่า ทั้งที่ทุกคนควรมีโอกาส การเปิดกว้างทำให้ผู้หญิงเก่งที่มีหน้าตา รูปร่างหลากหลายเฉิดฉายได้เหมือนกัน ผู้หญิงมีความสามารถก็ควรเปิดกว้างให้พวกเขาได้ Shine ค่ะ

ไม่อยากให้ใครก็ตามเอาหน้าตาไปเปรียบเทียบกัน แต่อยากให้เทียบที่ความสามารถ

เรื่อง Beauty Privilege ไม่ได้มีแค่ที่ไทย มันมีทั่วโลก เราอย่าไปเทียบกับเขา ถ้าเขาสบายใจจะสวยตรงตาม Beauty Standard นั่นเป็นความพึงพอใจของเขา แต่สำหรับเรา ถ้าเราพยายามแล้วเหนื่อย เรามาอยู่ในโลกของเราได้ค่ะ ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ในโลกใบนี้ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวที่จะประสบความสำเร็จ อย่ายัดตัวเองลงไปในกรอบนั้น

ทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการปลูกฝัง แต่การปลูกฝังบ้านเรายังติดอยู่กับความงามแบบเดิม ๆ พอผู้หญิงเสพมาก ๆ เขาก็จะนอยตัวเองว่าไม่สวย ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มั่นใจ เพราะไม่ตรงตาม Beauty Norm ที่ส่งต่อกันมา คนแบบซูซี่ยังมีไม่เยอะมาก ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ถือว่าน้อยนิด หลายคนดูแล้วมั่นใจ แต่หลายคนดูแล้วก็ยังไม่มี ซึ่งตรงนี้บังคับกันไม่ได้ แต่เราจะเดินหน้าด้วยกัน

ถ้ามาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดมันเป็นปัญหา งั้นสร้างใหม่เป็นของตัวเองเลยได้ไหม

ได้เลย! ต้องแบบนั้นเลยค่ะ สร้างเอง ใครก็ดูดีได้ ไม่ต้องกลัว ผู้หญิงหลายคนโกนผมก็สวยได้ ไม่เห็นต้องใส่วิก เราไม่ได้หลอกตัวเองนะ ถ้าซูซี่หลอกตัวเองคงไม่ปล่อยให้ฟันห่างจนอายุ 26 หรอก เราคงจะดัดไปแล้ว แต่เราแฮปปี้กับตัวเราจริง ๆ

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์ที่เห็นกันบนโซเชียลอย่างการทำโมเดลเฟส หน้านิ่ง ไม่ยิ้ม 

ถ้าทำเพราะอยากเฟียสก็โอเคค่ะ เอาไว้ถ่ายรูป แต่ต้องไม่ทำเพราะอาย ไม่กล้ายิ้ม อย่านะ อย่าทำ การทำโมเดลเฟส เพราะไม่กล้ายิ้ม ฟันไม่สวย มันไม่ได้ค่ะ รอยยิ้มไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับซูซี่ที่ฟันห่าง รอยยิ้มก็ไม่เคยเป็นปัญหา ซูซี่ฟันห่างเหมือนแม่และคุณยาย ซึ่งแม่ซูซี่ยิ้มม่วนมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ดัดฟัน แต่ก็ยิ้มกว้าง นั่นคือเสน่ห์ที่คนมองเห็นเขาจดจำ

อีกอย่างคือ ซูซี่ชมตัวเองได้ไม่อายปากเลยว่า ฟันห่างเข้ากับหน้าซูซี่ เรายิ้มแล้วเราสวย เอาเป็นว่า เปลี่ยน Mindset ค่ะ การที่ไม่กล้ายิ้มเพราะมีฟันเหลืองหรือฟันห่าง มันเป็นเพราะคุณมีภาพอยู่ในหัวหรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน พอเป็นไม่ได้ คุณเลยไม่กล้ายิ้ม แล้วทำไมคุณต้องเป็นแบบนั้น

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

พอมีชื่อเสียงแล้ว คุณมีแผนการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือการบูลลี่บ้างไหม

ถ้าเป็นการวางแผนเลยอาจจะไม่มี แต่เราจะเป็นตัวเราแบบนี้ตลอดไป ซูซี่จะทำให้คนเห็นผ่านคลิปแล้วซึมซับไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่ามันมีคนที่อาจจะไม่ได้สวยตามมาตรฐาน แต่สวยในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผิวสีไหน หน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูดีได้ อย่างน้อยก็ให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิดในการมองความงามให้ต่างไปจากเดิม สาวพลัสไซส์ก็ออกมาแสดงจุดยืนกันมากขึ้น เราได้ขยายสังคม ได้เชื้อเชิญให้คนที่อยากแสดงความเป็นตัวเอง แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานทั่วไป ออกมาแสดงจุดยืน มันเป็นอะไรที่ดีนะ ทำให้ Beauty Privilege ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้น เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสเท่ากันหมด

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเองต้องการกล้าพูดด้วยว่า เราไม่ชอบในบางสิ่งที่คนอื่นพูด กล้าเตือน กล้าบอกความรู้สึก เราไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน การเคารพกันและกันมันง่ายมากเลยนะ สวยไม่สวยก็เป็นตัวตนที่เราต้องเคารพ บ้านเราไม่ค่อยชมกันสักเท่าไหร่ด้วย เปลี่ยนคำว่ากล่าวเป็นคำชมดีกว่า ถ้าทุกคนมั่นใจด้วยกัน เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวเองได้

ถ้าก้าวข้ามจุดที่ไม่มั่นใจไปได้ จะมีอะไรรออยู่

ความสุขของชีวิต ถ้าไม่มีความมั่นใจ เราจะเครียดคนเดียว ทุกคนมีความมั่นใจได้ อย่าไปเป็นอย่างคนอื่น ซูซี่ไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใครถึงได้เป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แต่ถ้าสุดท้ายคุณไม่มั่นใจจนอยากเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเราอยากให้เขามีความสุขที่สุด ซูซี่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นใจ ซูซี่รู้ว่าต่อให้เขาดูกี่สื่อ กี่แรงผลักดัน เขาก็ไม่มั่นใจ เพื่อความสุขที่มากขึ้นอาจจะออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ดีต่อตัวเองและสร้างความมั่นใจ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ความสุขแรกที่ได้มาหลังจากความเหนื่อย ซูซี่ว่ามันคุ้มนะ

พอจะมีเคล็ดลับความดูดีง่าย ๆ ในแบบของตัวเองแนะนำไหม

ถ้าอย่างซูซี่ เราจะชอบตัวเองเวลาหัวเราะ เวลายิ้ม บางงานที่บรีฟให้ขรึม ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเราเท่าไหร่ คนรอบข้างเขาก็ฟินเวลาเราเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้น ซูซี่ว่ารอยยิ้มนี่แหละเสน่ห์ ใครยิ้มก็ดูดี โลกสดใส มันคือการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รอยยิ้มของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครเหมือน นี่คือความพิเศษ แล้วรอยยิ้มก็ไม่ต้องซื้อ บางทีทักทายกันก็ไม่ต้องพูด แค่ยิ้มให้กันก็แฮปปี้แล้ว

แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดฟัน บางคนฟันเหลืองเลยไม่มั่นใจที่จะยิ้ม

ซูซี่ฟันห่างนะ (หัวเราะ) แต่มันทำให้เรายิ้มสวยในแบบของเรา มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรื่องฟันเหลืองมันมีทางแก้ เปลี่ยนยาสีฟันไหมคะ ใช้ Colgate ก็ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรื่องใหญ่คือสุขภาพฟันมากกว่า ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย ถ้าสุขภาพฟันไม่ดี แนะนำให้ไปหาหมอ ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ไม่ต้องกลัว ยังไงมันก็เป็นเรา

คุณคิดว่าถ้าทุกคนช่วยกันจะรีเซ็ตความสวยแบบเดิม ๆ ได้บ้างไหม

ตอนนี้ซูซี่ร่วมกับ Colgate ในการทำสิ่งนั้น ซูซี่เชื่อว่าทำได้ การที่ Colgate เห็นว่าซูซี่ยิ้มอย่างมั่นใจทัั้งที่ฟันซูซี่ห่างแล้วเขายังเลือกซูซี่มา ก็หมายความว่าเขายอมรับในความงามอันหลากหลายจริง ๆ ขนาดเขาโฆษณายาสีฟัน แสดงว่าเรามีจุดยืนเหมือนกัน คนที่เห็น คนที่ดูควรทราบได้แล้วว่า ถ้าเธออยากจะสวย อยากจะดูดี อยากจะมั่นใจ เธอไม่ต้องมีฟันชิดก็สวยได้ เราทำให้คุณดูแล้ว

อยากให้อนาคตหลังแคมเปญนี้ออกไปเป็นอย่างไร

ทุกคนควร Smile Out Loud โดยไม่ต้องเขินอาย ซูซี่ก็เป็นแบบนั้น มันเป๊ะมากที่คนมีทัศนคติเหมือนกันอย่างเรา คุณแอนชิลี และ Colgate มาร่วมกันทำแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน มันจะช่วยสร้างสังคมอันหลากหลาย โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกกดทับกับความสวยแบบเดิม ๆ

อย่างที่ซูซี่พูดไปตั้งแต่ต้น การถูกกดทับด้วยมาตรฐานเดิม ๆ นิยามความงามแบบเดิม ๆ ควรถูกเปลี่ยนได้แล้ว คนรุ่นใหม่นี่แหละค่ะที่ช่วยกันยอมรับความงามในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง เราต้องเปลี่ยนนิยามความสวยที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้ รีเซ็ตให้เป็นของแต่ละคนไปเลย ทีนี้ ซูซี่เชื่อว่าเราจะโอบกอดความเป็นตัวเองมากขึ้น สนับสนุนให้กันและกันมีความมั่นใจ และใช้ความมั่นใจนั้นสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเองต่อไป

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

Colgate ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ในแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ผ่าน #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

ติดตามอ่านเรื่องราวของ แอชิลี สก๊อต-เคมมิส ได้ในวันพรุ่งนี้

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load