ชีวิตตลก…ไม่ตลกหรอก

วลีทองที่เล่าชีวิตตลกมามากมาย เด็กหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน, อาไท-สุภทัต โอภาส

เขาคือทายาทตลกวัย 20 ที่ขึ้นเวทีพระราม 9 คาเฟ่ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่ง ตบมุกกับตลกดังทั่วฟ้าเมืองไทย แจ้งเกิดจากคณะลูกตลกในรายการ เกมพันหน้า เป็นพิธีกรรายการ กลมกิ๊ก ควบคู่นักแสดงจอแก้วและจอเงิน

ปัจจุบัน อาไท ประจำการที่รายการ ฮาไม่จำกัดทั่วไทย และเป็นพิธีกรเดี่ยวรายการ หลวงพี่ช่วยด้วย

เพียงชั่วโมงเศษที่เริ่มทำความรู้จักกับชายคนนี้ เครื่องมือเดียวที่เราและเขามีคือคำพูด คำพูดที่เปรียบดังพลั่วที่ผลัดกันขุดหลุมสนทนาครั้งแล้วครั้งเล่า ลึกจนถึงก้นบึ้งความคิด มุมมองและชีวิต บ้างไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน 

ดีใจ-ที่คุณจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับชายคนนี้ ทั้งการไต่เต้าเป็นเสาหลักของครอบครัวตอน 17 คิดวางแผนชีวิตตั้งแต่อายุ 20 และจะฝังร่างตัวเองกลับสู่พื้นดินเมื่ออายุล่วงเข้า 80, ชื่นชม-การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งของทายาทตลกที่น่าจับตามองคนหนึ่งของเมืองไทย และคงไม่มีคำไหนเหมาะกับเขามากกว่าคำว่า ‘นักสู้’ 

สู้ชีวิตและสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า นั่นแหละเขา

ขอเสียงปรบมือยินดีต้อนรับตลกที่มีเสียงเป็นหัวเราะเป็นกำไร อาไท-สุภทัต โอภาส

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท กลมกิ๊ก ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

อาไทยังจำมุกแรกที่เล่นได้ไหม

มุกคำกลับครับ 

ไปยังเง็น เป็นยังไง มีที่น่า มาที่นี้ อาหารอร่อย อะหอยอาหร่าน ยำวุ้นเส้น เย็นวุ้นส้ำ ยำหอยแครง แยงหอยคำ ยำปลาดุกฟู ยูปลาดุกฟำ ยำปลาจาระเม็ด ก็…แอ๊ (จังหวะช็อต) มุกแรกจะเป็นคำกลับยาวๆ ไล่ไปเรื่อยๆ

สามขวบครึ่งเข้าวงการตลกได้ยังไง

พ่อ (บุญชู เชิญยิ้ม) ผมอยู่คณะ ลุงโย่ง เชิญยิ้ม ผมดูวิดีโอคณะตลก ดูวนๆ ดูแล้วก็เห็นพ่อตัวเอง จนวันหนึ่งมุกมันเข้าไปในหัว ผมก็จำมุกที่ดูมายืนพูดหน้ากระจกคนเดียว พอพ่อเห็น เขาเลยปรึกษากับ ลุงดักแด้ เชิญยิ้ม ซึ่งตอนนั้นทำคณะด้วยกัน ก็ลองให้ผมมาเล่นดู เวทีแรกพระราม 9 คาเฟ่ ได้ทิปมาพันกว่าบาท พ่อดีใจ แต่ตัวผมไม่ได้โฟกัสเงินนะ ผมได้เล่น ผมมีความสุข ส่วนเงินผมให้พ่อทุกบาททุกสตางค์ หลังจากนั้นก็เล่นตลกมาตลอด

แสดงว่าอาไทยังทันยุคตลกคาเฟ่

ผมยังทันนะ เป็นยุคสุดท้ายจริงๆ ที่ผมจำได้ มีพระราม 9 คาเฟ่ วิลล่า คาเฟ่ ส.โบตั๋น แต่ที่จำได้แม่นสุดคือพระราม 9 คาเฟ่ เพราะหลังเวทีมีตู้เกมกดที่ทัชสกรีนได้ (ยิ้ม) ตอนนั้นใครจะมองว่าเอาเด็กมาทำงานหรือมองว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมอยากบอกว่าผมชอบมาก ผมรักอาชีพตลกมาก ถ้าวันไหนผมหลับ แล้วไม่ปลุกผมขึ้นเวที จะร้องไห้หนักมาก กลัวไม่ได้เล่นตลก อารมณ์เหมือนไปเที่ยวแล้วเพื่อนไม่ชวน เขาเล่นตลกแล้วไม่ชวน ผมเสียใจอะ แต่ถ้าปลุกผมขึ้นเวที ต่อให้ง่วง ผมก็เล่นได้ เคยหนักสุดถึงขั้น ขึ้นเวทีไปเล่นด้วยสภาพหลับตางัวเงีย แต่ผมเล่นมุกได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะมันเข้าปากหมดแล้ว เขาถามอันนี้ ผมตอบอันนี้ ผมจำได้ สิ่งนี้คือความสุขตอนเด็กๆ ที่ผมชอบมาก

ตลกคาเฟ่ยุคนั้นเขาเล่นอะไรกัน

ถ้าเป็นคณะลุงโย่ง เชิญยิ้ม จะเป็นตลกคำพูด ตลกสุภาพ เน้นเรื่องเล่า ไม่หยาบคาย ผมเลยติดมายันทุกวันนี้ ส่วนคณะชวนชื่น เล่นเป็นเรื่อง เล่นลงชุด คณะลุงจุ๋มจิ๋ม ลุงสุเทพ เล่นเพลง ส่วนมากตลกจะเล่นคล้ายๆ กัน มีแนวทางโดดเด่นคนละอย่าง พักหลังผมดู พี่แจ๊ส (อัครพล ทรงแสง) บ่อย ด้วยความสนิทกัน แน่นอนต้องติดมาบ้างอยู่แล้ว ผมก็โดนด่านะ อาไท เลิกก็อปสไตล์แจ๊สสักที ผมไม่ได้ก็อปนะ บางครั้งเราอยู่ด้วยกันบ่อย อาจมีเหมือนกันบ้าง

แล้วต่างจากยุคนี้ยังไง

ปัจจุบันเรียลขึ้น อำกัน สมัยก่อนได้ความเป๊ะ ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ลงล็อก ตบมุก ส่วนการฉีก สมัยก่อนฉีกแล้วจะโดนด่า ปัจจุบันถ้าเล่นกับบรรดาพี่ๆ ตลกหรือลุงตลกที่เขาค่อนข้างฟิกซ์ จะไปฉีกเขาไม่ได้ เพราะเขาวางไว้แบบนี้ ซึ่งไม่ผิดนะ เขาวางไว้เพื่อให้เดินไปในทางนี้ มุกตบตรงนี้ ต่อตรงนี้ เราไปฉีกจะทำให้ตรงนั้นเขาพัง ก็แล้วแต่ว่าเราเล่นกับใครมากกว่า ซึ่งผมก็ปรับตัวเรื่อยๆ แต่คงไม่ทิ้งลายตลก เพราะตลกคือความเป็นจริงกับสิ่งที่คาดไม่ถึง 

อาไทบอกว่าตอนเด็กๆ ดูวิดีโอตลกคณะพ่อตัวเอง ตอนนั้นชอบอะไรใน ‘บุญชู เชิญยิ้ม’

เขากินเหล้าเก่ง เขากินได้ทุกวัน (จริงใช่มั้ย) ใช่ ถ้าให้ชอบพ่อตัวเอง พ่อผมเป็นคนปูเก่ง เขาปรับตัวเอง ปรับคณะเข้ากับสถานการณ์นั้นๆ ได้เก่ง ด้วยประสบการณ์เขา เวลาเขาปู เสียงเขาหนักแน่น อารมณ์เหมือน พี่นุ้ย เชิญยิ้ม พี่นุ้ยยังบอกเลยว่า พ่ออาไทปูเก่งนะ ผมเลยชอบพ่อผมตรงนั้น แล้วเขาช่วยดูผมตั้งแต่เด็ก บางครั้งผมไปไล่ดูคณะลุงโย่ง ผมก็พูดทุกมุกที่ผมดู เขาก็จะไล่ให้ผมเลยว่ามุกนี้ได้ มุกนี้ไม่ได้ แล้วก็ตั้งกล้อง 

ตอนเด็กๆ ผมเคยทอล์กโชว์นะ เขาตั้งกล้องถ่ายผมคนเดียว เอามุกที่บอกว่าได้ ไม่ได้ มุกนี้เบามาขึ้นตรงนี้ มุกนี้ตบมาลงตรงนี้ พูดปิดท้ายตรงนี้ ให้ผมไปยืนพูดคนเดียวหน้ากล้อง แล้วผมก็เล่นของผมได้ พ่อผมส่งเสริมผมในด้านนี้เยอะเหมือนกัน เขาก็สอนนะ แต่สอนไม่เยอะ พ่อสอนเรื่องการจับไมค์ เป็นตลกไมค์ต้องติดปากตลอดเวลา น้ำเสียงต้องชัดเจน พูดให้ชัด ส่วนหลักๆ เขาจะให้ผมดูเอาเองมากกว่า

แล้วอาไทเล่นเป็นตัวปูด้วยมั้ย

ปูด้วยตอนเด็กๆ ตอนคณะลูกตลกไปออกรายการ เกมพันหน้า ด้วยความที่ผมอยู่กับตลกมานาน ทำให้ผมรู้ว่าตัวปูเขาทำยังไง ตัวดิ้นเขาทำยังไง ปูด้วยดิ้นด้วยก็ได้ (มีตำแหน่งอะไรบ้าง) มีตัวปูกับตัวดิ้น ตัวดิ้นก็จะแยกออกเป็นตัวตบ ตัวเซ่อ ส่วนตัวปูคนไม่ค่อยชอบ เพราะมันไม่ตลก คนดูตลกเขาจะบอกว่าตัวนี้ไม่ฮา แต่หารู้ไม่ ตัวปูยากที่สุดเลย มุกทุกมุกอยู่ที่ตัวปู เพราะเขาต้องทำหน้าที่ส่งมุกให้คนอื่นขำ ต้องดูสถานการณ์ มุกไหนเอาขึ้นก่อน ขึ้นหลัง สถานการณ์แบบนี้ต้องเล่นมุกแบบไหน ผมเลยชอบตัวปูมาตั้งแต่เด็ก หน้าที่นี้มันเก่งดีนะ มันส่งเสริมคณะและทำให้คนขำได้

เด็ก 3 ขวบครึ่งมาเล่นตลก ไม่ยากไปหรือ แถมเล่นตัวปูด้วย

ยากครับ ผมมองว่าตลกเป็นศาสตร์ที่ยากมาก ผมคุยกับหลายๆ คน เขายังบอกเลยว่า ตลกไม่ใช่ว่าใครก็เล่นได้ บางครั้งคนที่อยู่กับเพื่อนแล้วตลก แต่ขึ้นเวทีแล้วเล่นไม่ออกเลยก็มีนะ มันไม่เหมือนการที่เรานั่งคุยกับเพื่อน

ยากเพราะอะไร

หลายๆ อย่าง จับจุดแขกก็ยาก บางครั้งขึ้นไปสิบยี่สิบนาทีแรกยังไม่ได้สักฮาก็มีนะ 

ต้องจับจุดไปเรื่อยๆ เล่นแนวนี้ไม่ได้ ลองฉีกมาอีกทาง ซึ่งพ่อผมจะเก่งมาก เขาเป็นตัวปู ถ้าเล่นเล่าเรื่องไม่ได้ แขกไม่ฟัง ก็ต้องทะลึ่งตึงตังหน่อย มันต้องจับจุดแขกให้ได้ก่อน แล้วการแบ่งคำก็สำคัญ เราพูดยังไงถึงจะตลก ต้องเว้นจังหวะแบบไหน ต้องช็อตยังไง ช็อตนิ่ง ช็อตแรง ช็อตเบา น้ำเสียงแรง น้ำเสียงเบา 

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ลูกชายตลก ฝึกฝนวิชาตลกด้วยวิธีไหน

การฝึกของผมคือการดู การดูช่วยได้เยอะ ผมดูทุกคณะ ตลกทุกคนเป็นแม่แบบผมหมด บางครั้งมุกเดียวกันต่างคณะเล่น อีกคณะอาจจะฮา อีกคณะอาจจะไม่ฮาก็ได้ ผมดูว่าเขาเล่นแบบไหน ดูไดนามิกของแต่ละมุก ซึ่งมุกบางมุกผมก็เล่นไม่ได้ด้วยซ้ำ บางครั้งผมชอบมุกนี้มาก ผมอยากเล่น แต่พ่อผมไม่ให้เล่น เพราะมุกต้องพึ่งวุฒิภาวะด้วย พึ่งคาแรกเตอร์ด้วย อย่างมุกทะเลาะกับผู้ใหญ่ ผมเล่นไม่ได้ ไม่ใช่ตัวผม อะไรก็ตามที่ไม่สุภาพผมจะไม่เล่น 

ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งคนจะเล่นได้ทุกมุก มันยากมากเลยที่คนจะเชื่อ ถ้าให้ผมไปเล่นก้าวร้าว คนจะไม่เชื่อ แล้วคนก็จะไม่ชอบด้วย แต่บางคนเขาเล่นก้าวร้าวขึ้นนะ ผมยกตัวอย่างพี่ชายผม พี่แจ็ค แฟนฉัน เขาเล่นก้าวร้าวขึ้นมาก ให้ผมเล่นแบบเขาผมก็ทำไม่ได้ เราจะต้องรู้แนวทางของเราด้วยว่าเราเหมาะกับการเล่นแบบไหน

อีกอย่างการทำรายการ กลมกิ๊ก ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง ผมเจอคนเยอะมาก ต้องเจอแขกรับเชิญ อ่านข้อมูลของเขา จะได้รู้ว่าต้องทอล์กกับเขาเรื่องอะไร ได้รู้เรื่องของคนนู้น คนนี้ แล้วเอามาพัฒนาตัวเองต่อ หลักๆ ผมไม่อยากให้คนมองว่าผมคือตลก ‘ก็แค่ตลก’ ไม่ใช่ ผมไม่อยากให้คนพูดแบบนั้น ตลกมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น

กลายเป็น ‘อาไท กลมกิ๊ก’ อยู่ 7 ปี ได้บทเรียนอะไรจากรายการนี้บ้าง

ได้ทุกอย่างครับ ลุงกิ๊กสอน ลุงติ๊กสอน ทุกคนสอนหมด ลุงกิ๊กอยากให้ผมไปในทางพิธีกร เป็นตลกด้วย เป็นพิธีกรด้วย เขาบอกว่าจะหากินได้ยาว ผมก็จำ แล้วผมก็ฝึกตามที่ลุงกิ๊กบอก จนวันนี้ผมมีโอกาสเป็นพิธีกรของช่องเวิร์คพอยท์ เป็นพิธีกรเดี่ยวคนเดียว ตื่นเต้นมาก ปกติเคยได้แต่ผู้ช่วยพิธีกรที่อย่างน้อยต้องมีพิธีกรหลัก มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าการที่ผมฝึกฝนหรือหาข้อมูลมามันไม่เสียหลาย ผมมีข้อมูลไว้ก่อน มีทักษะไว้ก่อน ถ้าโอกาสเข้ามาผมก็พร้อม 

สมมติเขาหานักแสดงอ้วนที่เล่นแอคชันได้ ผมพร้อม เขาหานักแสดงตลกที่เป็นพิธีกรได้ ผมพร้อม หานักแสดงที่แข่งเกม ROV ได้ ผมก็พร้อม ผมพร้อมในหลายๆ อย่าง เพื่อที่สักวันหนึ่งโอกาสเข้ามา ผมจะได้ไม่เสียมันไป

อาไทเตรียมพร้อม เพื่อรอคว้าโอกาส

ผมเป็นแบบนั้น ผมเลยไม่ค่อยหยุดพัฒนา ใจจริงผมอยากพัฒนาหลายๆ ทางเลย มีทางไหนผมไปหมด 

ทางไหนที่มันทำให้ผมไม่ว่าง ผมเอาหมด

ไม่ชอบความว่าง

ไม่ชอบ ไม่ชอบเลย นึกมาตลอดว่าถ้าว่างคือไม่ได้ตังค์ ก็เลยอยากไม่ว่าง 

ช่วงหนึ่งเคยคิดอยากทำอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่างมันได้ตังค์ (หัวเราะ) บางครั้งเราได้แต่ Active Income ถ้าเราได้ Passive Income ก็น่าจะดี แต่ก็ต้องพึ่งเงินลงทุน ผมเคยคิดจะซื้ออพาร์ตเมนต์ให้คนเช่านะ แต่ก็ยังดีกว่า 

ทำไมเด็กอายุ 20 ถึงมีโครงการมากมายในหัว 

บ้านจนครับ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ตอนเด็กๆ บ้านจนมาก ผมชินกับการที่บ้านจนมาโดยตลอด บ้านผมฐานะติดลบ เป็นหนี้เขา โดนเขาไล่ออกจากบ้านเช่า เพราะไม่มีตังค์จ่าย ต้องมาอยู่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ กันสี่ห้าคน มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ได้ ไม่ได้ ต้อง ทำ ทุก อย่าง (ทุบกำปั้นลงฝ่ามือ เว้นตามจังหวะคำพูด) เพื่อไม่กลับไปอยู่จุดนั้น 

ทุกคนในบ้านผมต้องสบาย ผมไม่อยากเห็นภาพนั้นอีกแล้ว ผมไม่อยากเห็นแม่ตัวเองเดินไปเซ็นปลากระป๋องจากร้านชำ มันเป็นภาพที่ผมไม่อยากเห็น ฉะนั้น อะไรก็ได้ที่ทำแล้วเกิดโอกาส ผมจะทำ

ความลำบากสอนอาไทให้เป็นคนแบบไหน

มันสอนผมว่า อย่าหยุดนิ่ง บางครั้งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมต้องหาด้วย ผมหาโอกาส ผมว่าคนเรากลัวการถูกปฏิเสธ แต่ผมรู้สึกว่าการถูกปฏิเสธ ดีนะ มันทำให้ผมเข้มแข็งขึ้น พอผมได้รับการปฏิเสธ มันยิ่งทำให้ผมต้อง เอาอีก เอาอีก ยังไม่ได้ เอาอีก คนเราอย่าไปกลัวการถูกปฏิเสธ เหมือนผมเมื่อช่วงสองสามปีที่แล้ว ผมอยากเป็นพิธีกร มีโอกาสรายการไหนบอกผมได้นะ ผมบอกหลายๆ คนไว้ แล้วผมก็ฝึกไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง ไม่ว่ามันจะผ่านไปกี่ปีก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็จะกลับมา (โอกาส) เขาจะไม่ลืมเรา

อาไทเคยมีวันที่เหนื่อยสุดๆ ไหม

เหนื่อยสุดๆ ไม่ถึงขนาดนั้นครับ ผมเป็นคนรีเซ็ตง่าย มายด์เซ็ตผมไม่ใช่คนที่ท้อ โอ้ย เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ผมเป็นคนที่เดินหน้าตลอดเวลา เหนื่อยวันนี้ พรุ่งนี้ผมหาย ผมขอเหนื่อยวันเดียว เหนื่อยให้เต็มที่ อยากนอนร้องไห้ก็ทำ อยากทำอะไรทำ แต่พรุ่งนี้ผมก็จะกลับมาเป็นอาไทคนเดิมที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมว่าชีวิตคนเรามันข้างเร็วนะครับ เวลาเอาเราไปทุกวินาที ผมไม่มีเวลาเยอะมากพอที่จะมานอนเสียใจ ไม่มีค่าสำหรับผมเลย การที่ผมเป็นเสาหลัก คำว่า เสาหลัก ถ้าไม่ไหวขึ้นมา เสาอื่นก็ไม่ไหว ผมเลยต้องทำยังไงก็ได้ให้ผมไหว เพราะถ้าผมไหว ทุกคนก็ไหว 

และผมเคยบัญญัติเล่นๆ กับตัวเองว่า ผมคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบความสุข 

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

นั่นคือคำนิยามอาไท

ใช่ คนรอบข้างผมจะต้องแฮปปี้หมด ผมไม่มีหน้าที่เอาความทุกข์ไปใส่ใคร ผมคิดอย่างนี้นะ ถ้าคนรอบข้างผมจะมีความสุขได้ ตัวผมต้องไม่ทุกข์ก่อน พอผมมีความสุข ผมก็แบ่งปันความสุขให้คนรอบข้างผมได้

อาไทเป็นเสาหลักตั้งแต่อายุยังน้อย

สิบเจ็ดครับ ยากนะครับการที่ผมจะขึ้นมาเป็นเสาหลักได้ ตอนนั้นผมต้องเถียงกับพ่อด้วยนะ

เถียงว่าใครจะเป็น

ใช่ พ่อเขาเห็นว่าผมเด็ก สิ่งที่ผมทำได้คือพิสูจน์ให้เห็น ตอนนั้นผมทำเงินได้เยอะมาก แต่ไม่มีเก็บ เพราะพ่อผมดูแลไม่เก่ง ผมเลยขอดูแลเอง แรกๆ ก็เถียงกัน ผมเลยดูแลให้ดีที่สุด ถ้าผมดูแลดีที่สุดแล้ว เวลาเท่านั้น ที่จะทำให้เขาเชื่อใจ จนสุดท้ายใช้เวลาปีกว่าเกือบสองปี เขาถึงจะไว้ใจเต็มรูปแบบ มันเลยทำให้ผมคิดว่าการเป็นผู้นำ ต้องเก่ง ถ้าผู้นำไม่เก่ง เราจะตายกันหมด บ้านผมเคยเจอมาแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ ผมเลยต้องใช้คำว่า ปฏิภาพ 

ปฏิรูป!

(หัวเราะ) ผมก็ต้องบอกเขาตรงๆ ว่าเขาดูแลไม่เก่งนะ ขอดูแลเองได้มั้ย ต้องยอมทะเลาะ ผมทะเลาะกับพ่อผมจนไม่กินข้าวด้วยกันปีกว่า แต่อยู่บ้านเดียวกัน (แล้วทำยังไง) เวลาผมกิน เขาก็จะไปอยู่มุมของเขา แต่ก็คุยกันบ้าง 

พอเป็นเสาหลัก อาไทตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ยังไงบ้าง

ผมจะทำยังไงก็ได้ให้ครอบครัวสบายที่สุด ทุกคนมีอาชีพที่มั่นคง แล้วก็ไม่เป็นหนี้ใคร ผมตั้งใจไว้แค่นี้ 

ความตั้งใจของผมไม่สูง ผมมีเท่านี้แหละ 

หวังผลภายในกี่ปี

ภายในอายุสามสิบครับ มีเวลาอีกสิบปีนับจากนี้ ผมมองว่าเป็นไปได้ ถ้าทำทุกวันนะ 

ความรู้บวกเวลาจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ผมตั้งใจไว้

วางแผนอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย สำคัญยังไง

สำคัญมากครับ เพราะผมดูจากชีวิตพ่อผม บ้านผมจน บ้านผมติดลบ พ่อไม่เคยวางแผนอนาคต พ่อหาเงินวันนี้ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ สุดท้ายเป็นยังไง ผมเลยต้องทำยังไงก็ได้ให้ไม่เป็นอย่างเขา อีกอย่างประเทศเรามีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่คนเกษียณอายุแล้วไม่มีตังค์ใช้ เพราะอะไร เพราะเขาขาดการคำนวณ การคำนวณชีวิตอาจจะไม่ได้คำนวณจากปัจจุบันถึงอนาคต บางครั้งอาจจะต้องคำนวณจากอนาคตถึงปัจจุบัน 

ผมวางวันตายของผมไว้แล้วด้วย

ห๊ะ จะตายตอนไหน

แปดสิบ ถ้าเกินกว่านั้นคือกำไร

ทำไมต้องแปดสิบ

มันเป็นค่าที่ตัวผมอยากจะไปถึง แต่ก็ไม่รู้ว่าถึงหรือเปล่า ถ้าผมตั้งจุดหมายไว้แปดสิบ สมมติผมอยากเกษียณตอนห้าสิบ ผมมีช่องว่างอีกสามสิบปี มันทำให้ผมรู้ว่าผมเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ เพื่อที่จะหาเงินให้เพียงพอต่อการเกษียณ เมื่อเกษียณแล้วผมจะไม่เป็นภาระใคร ถ้าคำนวณแบบนั้นตั้งแต่วันนี้ปัญหาก็อาจจะน้อยลง 

บางครั้งการเรียนการสอนสำคัญนะครับ บ้านเราควรจะปลูกฝังเรื่องการเงิน ตั้งแต่ประถมด้วยซ้ำ เพราะผมมาเรียนรู้เองตอนหลังผมยังเสียดายเลย โรงเรียนไม่เคยสอนว่าต้องรีไฟแนนซ์ทุกกี่ปี ไม่งั้นคุณจะโดนดอกเบี้ยบานมาก ไม่เคยสอนเรื่องภาษี คนต้องมาเรียนรู้เองข้างนอก ซึ่งมันควรจะเป็นรากฐาน (เน้นเสียง) ของการศึกษาด้วยซ้ำ 

ยังไม่รวมเงินเฟ้อนะครับ อีกสิบปีข้างหน้าเงินแสนอาจมีมูลค่าไม่ถึงแสนก็ได้ เราต้องคำนวณเผื่ออนาคตเอาไว้เยอะๆ ไม่ใช่วันนี้มี เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มี จริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ 

ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนอาไทว่า คิดว่าอนาคตประเทศจะเป็นยังไง

ผมว่าดีขึ้น ไม่มากก็น้อย แต่ดีขึ้นแน่ๆ ถ้าพยายามปลูกฝังให้คิดเป็นตั้งแต่เด็ก 

จริงๆ ผมว่าบางคำถามก็ควรจะเปลี่ยนนะ เช่น เราชอบถามเด็กเสมอว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งควรจะถามเขาว่า โตขึ้นอยากมีชีวิตแบบไหน มันจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กคิด โตขึ้นเขาจะมีชีวิตแบบไหน สมมติอยากเป็นแบบนี้ แล้วจะทำยังไงถึงจะได้ไปอยู่จุดนั้น เขาจะมีทางที่ชัดเจน ไปถึงจุดหมายได้เร็ว แต่ถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร 

ผมอยากเป็นตำรวจครับ แล้วยังไงต่อ เด็กบอกว่าอยากเป็นตำรวจ มันก็จบแล้ว

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ถ้าถามอาไทด้วยคำถามเดียวกัน จะตอบว่าอะไร

โตขึ้นผมอยากมีชีวิตที่มีความสุข ครอบครัวไม่ยากลำบาก ผมแบ่งปันคนอื่นได้ ผมอยากมีชีวิตแบบนี้

ส่วนเรื่องการเรียนการสอนต้องรอเวลาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ถ้าพัฒนาเร็วก็จะดี เพราะเด็กที่เกิดมาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมถามว่าถ้าคนที่ไม่ได้มาเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบผม เขาก็อาจจะมีมายด์เซ็ตแบบเดิมๆ ของเขา สำคัญคือมายด์เซ็ต ผมอยากให้มายด์เซ็ตคนเปลี่ยน หลายคนคงเคยได้ยินว่า เราบังคับให้เด็กทุกคนทำแบบนี้แบบนั้นไม่ได้ เพราะเด็กทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งสิ่งเดียว เราบังคับให้ปลาวิ่งแข่งไม่ได้ แต่ก็ให้มันว่ายน้ำไปสิ หรือลิงอาจจะไม่ได้อยากว่ายน้ำ มันอยากปีนต้นไม้ เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถบังคับให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเดียว 

อาไทหมายถึงว่าคนเรามีความถนัดของตัวเอง ไม่ควรบังคับให้เขาเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น

ถูกต้อง เราไม่ควรบังคับ ควรส่งเสริมมากกว่า (เหมือนที่พ่อส่งเสริมอาไท) ใช่ เขาไม่เคยบังคับผมเลย ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยากเป็นตลก เขาก็ไม่ขัด พอผมอยากเป็นตลก เขาส่งเสริมผมเต็มที่ ผมว่าผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเด็กนะ 

แล้วอาไทมีมายด์เซ็ตแบบนี้หรือสนใจการวางแผนชีวิตตอนไหน

จริงๆ ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองในออนไลน์ ประสบการณ์ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เยอะมาก ผมชอบอ่านหนังสือคนที่เขาประสบความสำเร็จ ผมเลยรู้ว่าคนเหล่านี้มีมายด์เซ็ตคล้ายๆ กัน เขาไม่วางวันนี้ถึงอนาคต เขาวางอนาคตถึงวันนี้ อันนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนในบ้านเรายังไม่ได้คิดแบบนี้ ถ้าได้อ่าน ได้ศึกษา จะเป็นประโยชน์มาก (ลากเสียง) 

ส่วนเรื่องการลงทุน ผมสนใจเมื่อสองสามปีที่แล้วที่ผมเริ่มดูแลบ้านเอง บางครั้งผมผ่อนบ้าน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผ่อนกับอะไร อ๋อ ที่ผ่านมาผ่อนแต่ดอกเบี้ย จ่ายเงินต้นแค่ห้าร้อยบาท ผมคิดว่าการเป็นผู้นำคน ต้องมีความรู้ในทุกๆ ด้าน บ้านผมจะมั่งคั่งได้ยังไง ผมต้องลงทุน ลงทุนคืออะไร กองทุนไง เพราะผมไม่มีเวลาดูหุ้นเอง SET50 ธนบัตรรัฐบาล ทอง หรืออะไรก็ได้ที่เงินเพิ่มพูน โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรกับมัน 

ไม่เคยเห็นอาไทมุมนี้มาก่อน

ผมไม่เคยพูดกับใคร ไม่มีใครรู้เลยครับ มีแต่ที่บ้านกับคนสนิทๆ เท่านั้นที่รู้ 

อย่างที่บอกตอนแรกว่ามันเริ่มจากความจน ทุกคนที่เคยจนไม่มีใครอยากกลับไปจนหรอกครับ การจะไม่กลับไปจน สิ่งที่ต้องมีคือความรู้ ถ้าให้ผมเลือกว่าวันพรุ่งนี้จะมีเงินเข้าบัญชีผมสิบล้าน กับพรุ่งนี้ผมตื่นมามีความรู้มหาศาล ผมเลือกความรู้ เพราะความรู้จะนำพาซึ่งเงินหรืออะไรต่างๆ มาหาผม ซึ่งการลงทุนที่ดีที่สุดคือลงทุนความรู้ให้กับตัวเอง ซื้อหนังสือสักหนึ่งเล่มหรือเข้าไปอ่าน เข้าไปดูสิ่งที่เป็นความรู้ ฟังพอดแคสต์ก็ได้ ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งคุณจะไม่เห็นผมเป็นตลกแก่ที่ไปเที่ยวของานทำ จะไม่เห็นผมเป็นแบบนั้น เพราะผมก็ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนั้นเช่นกัน

ความภูมิใจของอาไทคืออะไร

ผมดูแลพ่อ ดูแลแม่ ดูแลครอบครัวได้ดี ในฐานะลูกคนหนึ่ง ในฐานะพี่คนหนึ่ง ในฐานะน้องคนหนึ่ง

ตั้งแต่คุยกันมา ทำไมอาไทนึกถึงคนอื่นก่อนที่จะเป็นตนเอง

นั่นน่ะสิ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาแยกคนออกเป็นเก้าเลข (นพลักษณ์) ผมคือกลุ่มคนหมายเลขสอง ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นโดยไม่ห่วงตัวเอง และไม่หวังผลตอบแทน ผมเห็นชีวิตเขาดีขึ้น ผมโอเคแล้ว เหมือนผมดูแลแฟนผมทุกวันนี้ ผมแค่อยากเห็นครอบครัวแฟนผมดีขึ้น อยากเห็นเขาดีขึ้น โดยผมไม่ได้หวังอะไรตอบแทน

แล้วอาไทให้รางวัลหรือตอบแทนตัวเองยังไง

ผมไม่ต้องให้นะ เพราะทุกครั้งที่ผมให้มันเหมือนผมได้รับความสุขอยู่แล้ว ผมเห็นครอบครัวผมมีความสุขผมมีความสุขด้วย เห็นคนอื่นมีความสุขผมมีความสุขด้วย ผมเลยไม่จำเป็นจะต้องให้รางวัลตัวเอง

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ความสุขของคนอื่นคือความสุขของอาไท

ถูกต้อง นั่นแหละคือผู้ชายที่ชื่อว่าอาไท (ยิ้ม)

มองชีวิตด้านบวกจัง

ผมเป็นคนคิดบวกมากๆ ในทุกทีที่เราแย่ มันก็จะมีข้อดีของมัน คนที่จมอยู่กับปัญหาเขาจะผ่านปัญหาไปไม่ได้ เหมือนตอน COVID-19 คุณจะจมกับปัญหาหรือคุณจะแก้ปัญหา คุณมองวิกฤตเป็นวิกฤต หรือคุณมองวิกฤตเป็นความรู้ มันอยู่ที่มุมมอง ถ้าคุณมองวิกฤตครั้งนี้ว่าเป็นการเรียนรู้ ถ้ามีวิกฤตครั้งหน้าคุณก็จะมีความรู้ไปรับมือกับมันได้ 

ถ้าเรามีความคิดที่แข็งแรง ไม่ว่าอะไรเข้ามาเราก็จะสู้กับมันได้ด้วยแนวคิดของเรา 

เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ให้ความคิดลบๆ เลย

ไม่เคย ผมมีความคิดบวกของผมตลอดเวลา ผมวนกลับมาเหมือนเดิม เราต้องเรียนรู้ การที่ COVID-19 มา มันสอนอะไรเราบ้าง คนเรามีอาชีพเดียวไม่ได้แล้วนะ ควรจะมีเงินจากหลายๆ ทาง ผมมองว่ามันต้องเป็นแบบนั้น ถ้ามีรายได้จากหลายๆ ทาง ทางใดมันดับ ทางนี้ยังสว่างอยู่ ถ้ามีทางเดียว ดับก็ดับหมดเลย 

ต้องทำยังไงถึงจะมองโลกได้แบบอาไท

ต้องเชื่อก่อน เชื่อว่าอยากเป็นจริงมั้ย เหมือนผมอยากประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีคนมาบอกผมว่า คุณต้องประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีใครมาบอกผม แค่ผมคิด ผมจะหาทางของผมเอง ถ้าคนได้อ่านหรือฟังจากผมแล้วทำตามเพื่อที่จะเป็นแบบผม แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น เขาก็จะทำไม่ได้ เพราะมันฝืนตัวเขา เพราะฉะนั้น ต้องปรับมายด์เซ็ตตัวเองก่อนว่าคุณอยากเป็นแบบนี้จริงๆ มั้ย ถ้าคุณอยากเป็นจริง ไม่ต้องทำตามที่ผมบอกก็ได้ 

ถ้าคุณอยากทำจริง คุณจะไปหาทางของคุณจนได้

อยู่วงการมา 17 ปี อาไทประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

ยัง (ตอบทันที) ยันตายด้วยซ้ำ

เพราะอะไร

ผมเป็นคนไม่หยุด ถึงแม้ผมตั้งเป้าไว้แล้ว ผมไปถึงแล้ว ผมก็จะไป ไปอีก ไปอีก ยันวันสุดท้ายที่ผมไม่ไหว นอนเป็นผัก ผมถึงจะหยุด ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจ ผมก็จะไปเรื่อยๆ และผมเคยได้คำสอนจากผู้ใหญ่ เขาบอกว่า อย่าชอบตัวเองนะ ถ้าเมื่อไหร่ชอบตัวเอง เราจะไม่พัฒนา มีคนถามผมว่า ชอบตัวเองในทุกวันนี้หรือยัง พอใจในตัวเองหรือยัง ยัง ยังแน่นอน ผมไปของผมอีกเรื่อยๆ 

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

แสดงว่าวันนี้อาไทก็ยังไม่ชอบตัวเอง

ยังครับ ถามว่าภูมิใจมั้ย ภูมิใจ แต่ก็ยังไม่สุด มันยังต้องไปได้ดีกว่านี้ มันต้องไปได้อีก

สู้

ผมไม่เคยยอมแพ้อะไรทั้งสิ้น

ตอนนี้อาไท 20 แล้ว อยากบอกอะไรกับอาไทวัย 3 ขวบครึ่งไหม

(นิ่งคิด) ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะบอกว่า สู้ๆ อนาคตไม่มีอะไรง่ายเลย ที่ไอ้เด็กคนนั้นกำลังจะผ่านไป มันไม่มีอะไรง่าย จงมีความคิดแบบนี้เข้าไว้ จงคิดบวกเข้าไว้ อย่าจมกับปัญหาเด็ดขาด ถ้าจมกับปัญหาเอ็งจะไม่มีทางผ่านมันไปได้แน่นอน เพราะครอบครัวเราหนักหนาสาหัสมาก ถ้าผมเป็นคนไม่สู้ก็คงจะไม่มีอาไทในวันนี้ อยากบอกว่า เก่งมาก 

อาไทเก่งมากจริงๆ 

ขอบคุณครับ คนเราต้องสู้กันไป เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง และคนที่จะมาในอนาคต

แล้ว 80 คิดว่าจะเป็นอาไทแบบไหน

เป็นคุณลุงแก่ๆ คนหนึ่งที่มีความสุขกับชีวิต ลูกหลานมาหาก็จะได้รอยยิ้มกลับไป 

ครอบครัวที่บ้านมีความสุข เป็นคนแก่ที่ไม่ต้องเป็นภาระใคร เป็นคนแก่ที่แบ่งปันคนอื่นได้ เท่านั้นเอง 

ยังจะเล่นตลกอยู่มั้ย

อาจจะคุยมุกมากกว่า เพราะมุกคงไม่หายไปจากตัวผมแน่นอน เล่นมุกให้ลูก ให้หลานดู เนี่ยนะ เมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้วคุณปู่เล่นมุกแบบนี้ หลานยังตลกอยู่มั้ย ผมคงเป็นคนแก่ที่มีความสุขมาก ลูกหลานคงจะมีสังคมที่ดี มีชีวิตที่ดี ถ้าเราเตรียมพร้อมกันตั้งแต่วันนี้นะ ผมว่าเขาจะไม่ใช่หลานที่มาเตะผมเพื่อขอตังค์แน่นอน (หัวเราะ)

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load