ชีวิตตลก…ไม่ตลกหรอก

วลีทองที่เล่าชีวิตตลกมามากมาย เด็กหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน, อาไท-สุภทัต โอภาส

เขาคือทายาทตลกวัย 20 ที่ขึ้นเวทีพระราม 9 คาเฟ่ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่ง ตบมุกกับตลกดังทั่วฟ้าเมืองไทย แจ้งเกิดจากคณะลูกตลกในรายการ เกมพันหน้า เป็นพิธีกรรายการ กลมกิ๊ก ควบคู่นักแสดงจอแก้วและจอเงิน

ปัจจุบัน อาไท ประจำการที่รายการ ฮาไม่จำกัดทั่วไทย และเป็นพิธีกรเดี่ยวรายการ หลวงพี่ช่วยด้วย

เพียงชั่วโมงเศษที่เริ่มทำความรู้จักกับชายคนนี้ เครื่องมือเดียวที่เราและเขามีคือคำพูด คำพูดที่เปรียบดังพลั่วที่ผลัดกันขุดหลุมสนทนาครั้งแล้วครั้งเล่า ลึกจนถึงก้นบึ้งความคิด มุมมองและชีวิต บ้างไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน 

ดีใจ-ที่คุณจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับชายคนนี้ ทั้งการไต่เต้าเป็นเสาหลักของครอบครัวตอน 17 คิดวางแผนชีวิตตั้งแต่อายุ 20 และจะฝังร่างตัวเองกลับสู่พื้นดินเมื่ออายุล่วงเข้า 80, ชื่นชม-การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งของทายาทตลกที่น่าจับตามองคนหนึ่งของเมืองไทย และคงไม่มีคำไหนเหมาะกับเขามากกว่าคำว่า ‘นักสู้’ 

สู้ชีวิตและสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า นั่นแหละเขา

ขอเสียงปรบมือยินดีต้อนรับตลกที่มีเสียงเป็นหัวเราะเป็นกำไร อาไท-สุภทัต โอภาส

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท กลมกิ๊ก ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

อาไทยังจำมุกแรกที่เล่นได้ไหม

มุกคำกลับครับ 

ไปยังเง็น เป็นยังไง มีที่น่า มาที่นี้ อาหารอร่อย อะหอยอาหร่าน ยำวุ้นเส้น เย็นวุ้นส้ำ ยำหอยแครง แยงหอยคำ ยำปลาดุกฟู ยูปลาดุกฟำ ยำปลาจาระเม็ด ก็…แอ๊ (จังหวะช็อต) มุกแรกจะเป็นคำกลับยาวๆ ไล่ไปเรื่อยๆ

สามขวบครึ่งเข้าวงการตลกได้ยังไง

พ่อ (บุญชู เชิญยิ้ม) ผมอยู่คณะ ลุงโย่ง เชิญยิ้ม ผมดูวิดีโอคณะตลก ดูวนๆ ดูแล้วก็เห็นพ่อตัวเอง จนวันหนึ่งมุกมันเข้าไปในหัว ผมก็จำมุกที่ดูมายืนพูดหน้ากระจกคนเดียว พอพ่อเห็น เขาเลยปรึกษากับ ลุงดักแด้ เชิญยิ้ม ซึ่งตอนนั้นทำคณะด้วยกัน ก็ลองให้ผมมาเล่นดู เวทีแรกพระราม 9 คาเฟ่ ได้ทิปมาพันกว่าบาท พ่อดีใจ แต่ตัวผมไม่ได้โฟกัสเงินนะ ผมได้เล่น ผมมีความสุข ส่วนเงินผมให้พ่อทุกบาททุกสตางค์ หลังจากนั้นก็เล่นตลกมาตลอด

แสดงว่าอาไทยังทันยุคตลกคาเฟ่

ผมยังทันนะ เป็นยุคสุดท้ายจริงๆ ที่ผมจำได้ มีพระราม 9 คาเฟ่ วิลล่า คาเฟ่ ส.โบตั๋น แต่ที่จำได้แม่นสุดคือพระราม 9 คาเฟ่ เพราะหลังเวทีมีตู้เกมกดที่ทัชสกรีนได้ (ยิ้ม) ตอนนั้นใครจะมองว่าเอาเด็กมาทำงานหรือมองว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมอยากบอกว่าผมชอบมาก ผมรักอาชีพตลกมาก ถ้าวันไหนผมหลับ แล้วไม่ปลุกผมขึ้นเวที จะร้องไห้หนักมาก กลัวไม่ได้เล่นตลก อารมณ์เหมือนไปเที่ยวแล้วเพื่อนไม่ชวน เขาเล่นตลกแล้วไม่ชวน ผมเสียใจอะ แต่ถ้าปลุกผมขึ้นเวที ต่อให้ง่วง ผมก็เล่นได้ เคยหนักสุดถึงขั้น ขึ้นเวทีไปเล่นด้วยสภาพหลับตางัวเงีย แต่ผมเล่นมุกได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะมันเข้าปากหมดแล้ว เขาถามอันนี้ ผมตอบอันนี้ ผมจำได้ สิ่งนี้คือความสุขตอนเด็กๆ ที่ผมชอบมาก

ตลกคาเฟ่ยุคนั้นเขาเล่นอะไรกัน

ถ้าเป็นคณะลุงโย่ง เชิญยิ้ม จะเป็นตลกคำพูด ตลกสุภาพ เน้นเรื่องเล่า ไม่หยาบคาย ผมเลยติดมายันทุกวันนี้ ส่วนคณะชวนชื่น เล่นเป็นเรื่อง เล่นลงชุด คณะลุงจุ๋มจิ๋ม ลุงสุเทพ เล่นเพลง ส่วนมากตลกจะเล่นคล้ายๆ กัน มีแนวทางโดดเด่นคนละอย่าง พักหลังผมดู พี่แจ๊ส (อัครพล ทรงแสง) บ่อย ด้วยความสนิทกัน แน่นอนต้องติดมาบ้างอยู่แล้ว ผมก็โดนด่านะ อาไท เลิกก็อปสไตล์แจ๊สสักที ผมไม่ได้ก็อปนะ บางครั้งเราอยู่ด้วยกันบ่อย อาจมีเหมือนกันบ้าง

แล้วต่างจากยุคนี้ยังไง

ปัจจุบันเรียลขึ้น อำกัน สมัยก่อนได้ความเป๊ะ ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ลงล็อก ตบมุก ส่วนการฉีก สมัยก่อนฉีกแล้วจะโดนด่า ปัจจุบันถ้าเล่นกับบรรดาพี่ๆ ตลกหรือลุงตลกที่เขาค่อนข้างฟิกซ์ จะไปฉีกเขาไม่ได้ เพราะเขาวางไว้แบบนี้ ซึ่งไม่ผิดนะ เขาวางไว้เพื่อให้เดินไปในทางนี้ มุกตบตรงนี้ ต่อตรงนี้ เราไปฉีกจะทำให้ตรงนั้นเขาพัง ก็แล้วแต่ว่าเราเล่นกับใครมากกว่า ซึ่งผมก็ปรับตัวเรื่อยๆ แต่คงไม่ทิ้งลายตลก เพราะตลกคือความเป็นจริงกับสิ่งที่คาดไม่ถึง 

อาไทบอกว่าตอนเด็กๆ ดูวิดีโอตลกคณะพ่อตัวเอง ตอนนั้นชอบอะไรใน ‘บุญชู เชิญยิ้ม’

เขากินเหล้าเก่ง เขากินได้ทุกวัน (จริงใช่มั้ย) ใช่ ถ้าให้ชอบพ่อตัวเอง พ่อผมเป็นคนปูเก่ง เขาปรับตัวเอง ปรับคณะเข้ากับสถานการณ์นั้นๆ ได้เก่ง ด้วยประสบการณ์เขา เวลาเขาปู เสียงเขาหนักแน่น อารมณ์เหมือน พี่นุ้ย เชิญยิ้ม พี่นุ้ยยังบอกเลยว่า พ่ออาไทปูเก่งนะ ผมเลยชอบพ่อผมตรงนั้น แล้วเขาช่วยดูผมตั้งแต่เด็ก บางครั้งผมไปไล่ดูคณะลุงโย่ง ผมก็พูดทุกมุกที่ผมดู เขาก็จะไล่ให้ผมเลยว่ามุกนี้ได้ มุกนี้ไม่ได้ แล้วก็ตั้งกล้อง 

ตอนเด็กๆ ผมเคยทอล์กโชว์นะ เขาตั้งกล้องถ่ายผมคนเดียว เอามุกที่บอกว่าได้ ไม่ได้ มุกนี้เบามาขึ้นตรงนี้ มุกนี้ตบมาลงตรงนี้ พูดปิดท้ายตรงนี้ ให้ผมไปยืนพูดคนเดียวหน้ากล้อง แล้วผมก็เล่นของผมได้ พ่อผมส่งเสริมผมในด้านนี้เยอะเหมือนกัน เขาก็สอนนะ แต่สอนไม่เยอะ พ่อสอนเรื่องการจับไมค์ เป็นตลกไมค์ต้องติดปากตลอดเวลา น้ำเสียงต้องชัดเจน พูดให้ชัด ส่วนหลักๆ เขาจะให้ผมดูเอาเองมากกว่า

แล้วอาไทเล่นเป็นตัวปูด้วยมั้ย

ปูด้วยตอนเด็กๆ ตอนคณะลูกตลกไปออกรายการ เกมพันหน้า ด้วยความที่ผมอยู่กับตลกมานาน ทำให้ผมรู้ว่าตัวปูเขาทำยังไง ตัวดิ้นเขาทำยังไง ปูด้วยดิ้นด้วยก็ได้ (มีตำแหน่งอะไรบ้าง) มีตัวปูกับตัวดิ้น ตัวดิ้นก็จะแยกออกเป็นตัวตบ ตัวเซ่อ ส่วนตัวปูคนไม่ค่อยชอบ เพราะมันไม่ตลก คนดูตลกเขาจะบอกว่าตัวนี้ไม่ฮา แต่หารู้ไม่ ตัวปูยากที่สุดเลย มุกทุกมุกอยู่ที่ตัวปู เพราะเขาต้องทำหน้าที่ส่งมุกให้คนอื่นขำ ต้องดูสถานการณ์ มุกไหนเอาขึ้นก่อน ขึ้นหลัง สถานการณ์แบบนี้ต้องเล่นมุกแบบไหน ผมเลยชอบตัวปูมาตั้งแต่เด็ก หน้าที่นี้มันเก่งดีนะ มันส่งเสริมคณะและทำให้คนขำได้

เด็ก 3 ขวบครึ่งมาเล่นตลก ไม่ยากไปหรือ แถมเล่นตัวปูด้วย

ยากครับ ผมมองว่าตลกเป็นศาสตร์ที่ยากมาก ผมคุยกับหลายๆ คน เขายังบอกเลยว่า ตลกไม่ใช่ว่าใครก็เล่นได้ บางครั้งคนที่อยู่กับเพื่อนแล้วตลก แต่ขึ้นเวทีแล้วเล่นไม่ออกเลยก็มีนะ มันไม่เหมือนการที่เรานั่งคุยกับเพื่อน

ยากเพราะอะไร

หลายๆ อย่าง จับจุดแขกก็ยาก บางครั้งขึ้นไปสิบยี่สิบนาทีแรกยังไม่ได้สักฮาก็มีนะ 

ต้องจับจุดไปเรื่อยๆ เล่นแนวนี้ไม่ได้ ลองฉีกมาอีกทาง ซึ่งพ่อผมจะเก่งมาก เขาเป็นตัวปู ถ้าเล่นเล่าเรื่องไม่ได้ แขกไม่ฟัง ก็ต้องทะลึ่งตึงตังหน่อย มันต้องจับจุดแขกให้ได้ก่อน แล้วการแบ่งคำก็สำคัญ เราพูดยังไงถึงจะตลก ต้องเว้นจังหวะแบบไหน ต้องช็อตยังไง ช็อตนิ่ง ช็อตแรง ช็อตเบา น้ำเสียงแรง น้ำเสียงเบา 

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ลูกชายตลก ฝึกฝนวิชาตลกด้วยวิธีไหน

การฝึกของผมคือการดู การดูช่วยได้เยอะ ผมดูทุกคณะ ตลกทุกคนเป็นแม่แบบผมหมด บางครั้งมุกเดียวกันต่างคณะเล่น อีกคณะอาจจะฮา อีกคณะอาจจะไม่ฮาก็ได้ ผมดูว่าเขาเล่นแบบไหน ดูไดนามิกของแต่ละมุก ซึ่งมุกบางมุกผมก็เล่นไม่ได้ด้วยซ้ำ บางครั้งผมชอบมุกนี้มาก ผมอยากเล่น แต่พ่อผมไม่ให้เล่น เพราะมุกต้องพึ่งวุฒิภาวะด้วย พึ่งคาแรกเตอร์ด้วย อย่างมุกทะเลาะกับผู้ใหญ่ ผมเล่นไม่ได้ ไม่ใช่ตัวผม อะไรก็ตามที่ไม่สุภาพผมจะไม่เล่น 

ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งคนจะเล่นได้ทุกมุก มันยากมากเลยที่คนจะเชื่อ ถ้าให้ผมไปเล่นก้าวร้าว คนจะไม่เชื่อ แล้วคนก็จะไม่ชอบด้วย แต่บางคนเขาเล่นก้าวร้าวขึ้นนะ ผมยกตัวอย่างพี่ชายผม พี่แจ็ค แฟนฉัน เขาเล่นก้าวร้าวขึ้นมาก ให้ผมเล่นแบบเขาผมก็ทำไม่ได้ เราจะต้องรู้แนวทางของเราด้วยว่าเราเหมาะกับการเล่นแบบไหน

อีกอย่างการทำรายการ กลมกิ๊ก ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง ผมเจอคนเยอะมาก ต้องเจอแขกรับเชิญ อ่านข้อมูลของเขา จะได้รู้ว่าต้องทอล์กกับเขาเรื่องอะไร ได้รู้เรื่องของคนนู้น คนนี้ แล้วเอามาพัฒนาตัวเองต่อ หลักๆ ผมไม่อยากให้คนมองว่าผมคือตลก ‘ก็แค่ตลก’ ไม่ใช่ ผมไม่อยากให้คนพูดแบบนั้น ตลกมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น

กลายเป็น ‘อาไท กลมกิ๊ก’ อยู่ 7 ปี ได้บทเรียนอะไรจากรายการนี้บ้าง

ได้ทุกอย่างครับ ลุงกิ๊กสอน ลุงติ๊กสอน ทุกคนสอนหมด ลุงกิ๊กอยากให้ผมไปในทางพิธีกร เป็นตลกด้วย เป็นพิธีกรด้วย เขาบอกว่าจะหากินได้ยาว ผมก็จำ แล้วผมก็ฝึกตามที่ลุงกิ๊กบอก จนวันนี้ผมมีโอกาสเป็นพิธีกรของช่องเวิร์คพอยท์ เป็นพิธีกรเดี่ยวคนเดียว ตื่นเต้นมาก ปกติเคยได้แต่ผู้ช่วยพิธีกรที่อย่างน้อยต้องมีพิธีกรหลัก มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าการที่ผมฝึกฝนหรือหาข้อมูลมามันไม่เสียหลาย ผมมีข้อมูลไว้ก่อน มีทักษะไว้ก่อน ถ้าโอกาสเข้ามาผมก็พร้อม 

สมมติเขาหานักแสดงอ้วนที่เล่นแอคชันได้ ผมพร้อม เขาหานักแสดงตลกที่เป็นพิธีกรได้ ผมพร้อม หานักแสดงที่แข่งเกม ROV ได้ ผมก็พร้อม ผมพร้อมในหลายๆ อย่าง เพื่อที่สักวันหนึ่งโอกาสเข้ามา ผมจะได้ไม่เสียมันไป

อาไทเตรียมพร้อม เพื่อรอคว้าโอกาส

ผมเป็นแบบนั้น ผมเลยไม่ค่อยหยุดพัฒนา ใจจริงผมอยากพัฒนาหลายๆ ทางเลย มีทางไหนผมไปหมด 

ทางไหนที่มันทำให้ผมไม่ว่าง ผมเอาหมด

ไม่ชอบความว่าง

ไม่ชอบ ไม่ชอบเลย นึกมาตลอดว่าถ้าว่างคือไม่ได้ตังค์ ก็เลยอยากไม่ว่าง 

ช่วงหนึ่งเคยคิดอยากทำอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่างมันได้ตังค์ (หัวเราะ) บางครั้งเราได้แต่ Active Income ถ้าเราได้ Passive Income ก็น่าจะดี แต่ก็ต้องพึ่งเงินลงทุน ผมเคยคิดจะซื้ออพาร์ตเมนต์ให้คนเช่านะ แต่ก็ยังดีกว่า 

ทำไมเด็กอายุ 20 ถึงมีโครงการมากมายในหัว 

บ้านจนครับ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ตอนเด็กๆ บ้านจนมาก ผมชินกับการที่บ้านจนมาโดยตลอด บ้านผมฐานะติดลบ เป็นหนี้เขา โดนเขาไล่ออกจากบ้านเช่า เพราะไม่มีตังค์จ่าย ต้องมาอยู่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ กันสี่ห้าคน มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ได้ ไม่ได้ ต้อง ทำ ทุก อย่าง (ทุบกำปั้นลงฝ่ามือ เว้นตามจังหวะคำพูด) เพื่อไม่กลับไปอยู่จุดนั้น 

ทุกคนในบ้านผมต้องสบาย ผมไม่อยากเห็นภาพนั้นอีกแล้ว ผมไม่อยากเห็นแม่ตัวเองเดินไปเซ็นปลากระป๋องจากร้านชำ มันเป็นภาพที่ผมไม่อยากเห็น ฉะนั้น อะไรก็ได้ที่ทำแล้วเกิดโอกาส ผมจะทำ

ความลำบากสอนอาไทให้เป็นคนแบบไหน

มันสอนผมว่า อย่าหยุดนิ่ง บางครั้งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมต้องหาด้วย ผมหาโอกาส ผมว่าคนเรากลัวการถูกปฏิเสธ แต่ผมรู้สึกว่าการถูกปฏิเสธ ดีนะ มันทำให้ผมเข้มแข็งขึ้น พอผมได้รับการปฏิเสธ มันยิ่งทำให้ผมต้อง เอาอีก เอาอีก ยังไม่ได้ เอาอีก คนเราอย่าไปกลัวการถูกปฏิเสธ เหมือนผมเมื่อช่วงสองสามปีที่แล้ว ผมอยากเป็นพิธีกร มีโอกาสรายการไหนบอกผมได้นะ ผมบอกหลายๆ คนไว้ แล้วผมก็ฝึกไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง ไม่ว่ามันจะผ่านไปกี่ปีก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็จะกลับมา (โอกาส) เขาจะไม่ลืมเรา

อาไทเคยมีวันที่เหนื่อยสุดๆ ไหม

เหนื่อยสุดๆ ไม่ถึงขนาดนั้นครับ ผมเป็นคนรีเซ็ตง่าย มายด์เซ็ตผมไม่ใช่คนที่ท้อ โอ้ย เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ผมเป็นคนที่เดินหน้าตลอดเวลา เหนื่อยวันนี้ พรุ่งนี้ผมหาย ผมขอเหนื่อยวันเดียว เหนื่อยให้เต็มที่ อยากนอนร้องไห้ก็ทำ อยากทำอะไรทำ แต่พรุ่งนี้ผมก็จะกลับมาเป็นอาไทคนเดิมที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมว่าชีวิตคนเรามันข้างเร็วนะครับ เวลาเอาเราไปทุกวินาที ผมไม่มีเวลาเยอะมากพอที่จะมานอนเสียใจ ไม่มีค่าสำหรับผมเลย การที่ผมเป็นเสาหลัก คำว่า เสาหลัก ถ้าไม่ไหวขึ้นมา เสาอื่นก็ไม่ไหว ผมเลยต้องทำยังไงก็ได้ให้ผมไหว เพราะถ้าผมไหว ทุกคนก็ไหว 

และผมเคยบัญญัติเล่นๆ กับตัวเองว่า ผมคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบความสุข 

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

นั่นคือคำนิยามอาไท

ใช่ คนรอบข้างผมจะต้องแฮปปี้หมด ผมไม่มีหน้าที่เอาความทุกข์ไปใส่ใคร ผมคิดอย่างนี้นะ ถ้าคนรอบข้างผมจะมีความสุขได้ ตัวผมต้องไม่ทุกข์ก่อน พอผมมีความสุข ผมก็แบ่งปันความสุขให้คนรอบข้างผมได้

อาไทเป็นเสาหลักตั้งแต่อายุยังน้อย

สิบเจ็ดครับ ยากนะครับการที่ผมจะขึ้นมาเป็นเสาหลักได้ ตอนนั้นผมต้องเถียงกับพ่อด้วยนะ

เถียงว่าใครจะเป็น

ใช่ พ่อเขาเห็นว่าผมเด็ก สิ่งที่ผมทำได้คือพิสูจน์ให้เห็น ตอนนั้นผมทำเงินได้เยอะมาก แต่ไม่มีเก็บ เพราะพ่อผมดูแลไม่เก่ง ผมเลยขอดูแลเอง แรกๆ ก็เถียงกัน ผมเลยดูแลให้ดีที่สุด ถ้าผมดูแลดีที่สุดแล้ว เวลาเท่านั้น ที่จะทำให้เขาเชื่อใจ จนสุดท้ายใช้เวลาปีกว่าเกือบสองปี เขาถึงจะไว้ใจเต็มรูปแบบ มันเลยทำให้ผมคิดว่าการเป็นผู้นำ ต้องเก่ง ถ้าผู้นำไม่เก่ง เราจะตายกันหมด บ้านผมเคยเจอมาแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ ผมเลยต้องใช้คำว่า ปฏิภาพ 

ปฏิรูป!

(หัวเราะ) ผมก็ต้องบอกเขาตรงๆ ว่าเขาดูแลไม่เก่งนะ ขอดูแลเองได้มั้ย ต้องยอมทะเลาะ ผมทะเลาะกับพ่อผมจนไม่กินข้าวด้วยกันปีกว่า แต่อยู่บ้านเดียวกัน (แล้วทำยังไง) เวลาผมกิน เขาก็จะไปอยู่มุมของเขา แต่ก็คุยกันบ้าง 

พอเป็นเสาหลัก อาไทตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ยังไงบ้าง

ผมจะทำยังไงก็ได้ให้ครอบครัวสบายที่สุด ทุกคนมีอาชีพที่มั่นคง แล้วก็ไม่เป็นหนี้ใคร ผมตั้งใจไว้แค่นี้ 

ความตั้งใจของผมไม่สูง ผมมีเท่านี้แหละ 

หวังผลภายในกี่ปี

ภายในอายุสามสิบครับ มีเวลาอีกสิบปีนับจากนี้ ผมมองว่าเป็นไปได้ ถ้าทำทุกวันนะ 

ความรู้บวกเวลาจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ผมตั้งใจไว้

วางแผนอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย สำคัญยังไง

สำคัญมากครับ เพราะผมดูจากชีวิตพ่อผม บ้านผมจน บ้านผมติดลบ พ่อไม่เคยวางแผนอนาคต พ่อหาเงินวันนี้ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ สุดท้ายเป็นยังไง ผมเลยต้องทำยังไงก็ได้ให้ไม่เป็นอย่างเขา อีกอย่างประเทศเรามีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่คนเกษียณอายุแล้วไม่มีตังค์ใช้ เพราะอะไร เพราะเขาขาดการคำนวณ การคำนวณชีวิตอาจจะไม่ได้คำนวณจากปัจจุบันถึงอนาคต บางครั้งอาจจะต้องคำนวณจากอนาคตถึงปัจจุบัน 

ผมวางวันตายของผมไว้แล้วด้วย

ห๊ะ จะตายตอนไหน

แปดสิบ ถ้าเกินกว่านั้นคือกำไร

ทำไมต้องแปดสิบ

มันเป็นค่าที่ตัวผมอยากจะไปถึง แต่ก็ไม่รู้ว่าถึงหรือเปล่า ถ้าผมตั้งจุดหมายไว้แปดสิบ สมมติผมอยากเกษียณตอนห้าสิบ ผมมีช่องว่างอีกสามสิบปี มันทำให้ผมรู้ว่าผมเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ เพื่อที่จะหาเงินให้เพียงพอต่อการเกษียณ เมื่อเกษียณแล้วผมจะไม่เป็นภาระใคร ถ้าคำนวณแบบนั้นตั้งแต่วันนี้ปัญหาก็อาจจะน้อยลง 

บางครั้งการเรียนการสอนสำคัญนะครับ บ้านเราควรจะปลูกฝังเรื่องการเงิน ตั้งแต่ประถมด้วยซ้ำ เพราะผมมาเรียนรู้เองตอนหลังผมยังเสียดายเลย โรงเรียนไม่เคยสอนว่าต้องรีไฟแนนซ์ทุกกี่ปี ไม่งั้นคุณจะโดนดอกเบี้ยบานมาก ไม่เคยสอนเรื่องภาษี คนต้องมาเรียนรู้เองข้างนอก ซึ่งมันควรจะเป็นรากฐาน (เน้นเสียง) ของการศึกษาด้วยซ้ำ 

ยังไม่รวมเงินเฟ้อนะครับ อีกสิบปีข้างหน้าเงินแสนอาจมีมูลค่าไม่ถึงแสนก็ได้ เราต้องคำนวณเผื่ออนาคตเอาไว้เยอะๆ ไม่ใช่วันนี้มี เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มี จริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ 

ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนอาไทว่า คิดว่าอนาคตประเทศจะเป็นยังไง

ผมว่าดีขึ้น ไม่มากก็น้อย แต่ดีขึ้นแน่ๆ ถ้าพยายามปลูกฝังให้คิดเป็นตั้งแต่เด็ก 

จริงๆ ผมว่าบางคำถามก็ควรจะเปลี่ยนนะ เช่น เราชอบถามเด็กเสมอว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งควรจะถามเขาว่า โตขึ้นอยากมีชีวิตแบบไหน มันจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กคิด โตขึ้นเขาจะมีชีวิตแบบไหน สมมติอยากเป็นแบบนี้ แล้วจะทำยังไงถึงจะได้ไปอยู่จุดนั้น เขาจะมีทางที่ชัดเจน ไปถึงจุดหมายได้เร็ว แต่ถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร 

ผมอยากเป็นตำรวจครับ แล้วยังไงต่อ เด็กบอกว่าอยากเป็นตำรวจ มันก็จบแล้ว

สนทนาไม่ติดตลกกับ อาไท-สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ถ้าถามอาไทด้วยคำถามเดียวกัน จะตอบว่าอะไร

โตขึ้นผมอยากมีชีวิตที่มีความสุข ครอบครัวไม่ยากลำบาก ผมแบ่งปันคนอื่นได้ ผมอยากมีชีวิตแบบนี้

ส่วนเรื่องการเรียนการสอนต้องรอเวลาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ถ้าพัฒนาเร็วก็จะดี เพราะเด็กที่เกิดมาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมถามว่าถ้าคนที่ไม่ได้มาเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบผม เขาก็อาจจะมีมายด์เซ็ตแบบเดิมๆ ของเขา สำคัญคือมายด์เซ็ต ผมอยากให้มายด์เซ็ตคนเปลี่ยน หลายคนคงเคยได้ยินว่า เราบังคับให้เด็กทุกคนทำแบบนี้แบบนั้นไม่ได้ เพราะเด็กทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งสิ่งเดียว เราบังคับให้ปลาวิ่งแข่งไม่ได้ แต่ก็ให้มันว่ายน้ำไปสิ หรือลิงอาจจะไม่ได้อยากว่ายน้ำ มันอยากปีนต้นไม้ เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถบังคับให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเดียว 

อาไทหมายถึงว่าคนเรามีความถนัดของตัวเอง ไม่ควรบังคับให้เขาเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น

ถูกต้อง เราไม่ควรบังคับ ควรส่งเสริมมากกว่า (เหมือนที่พ่อส่งเสริมอาไท) ใช่ เขาไม่เคยบังคับผมเลย ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยากเป็นตลก เขาก็ไม่ขัด พอผมอยากเป็นตลก เขาส่งเสริมผมเต็มที่ ผมว่าผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเด็กนะ 

แล้วอาไทมีมายด์เซ็ตแบบนี้หรือสนใจการวางแผนชีวิตตอนไหน

จริงๆ ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองในออนไลน์ ประสบการณ์ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เยอะมาก ผมชอบอ่านหนังสือคนที่เขาประสบความสำเร็จ ผมเลยรู้ว่าคนเหล่านี้มีมายด์เซ็ตคล้ายๆ กัน เขาไม่วางวันนี้ถึงอนาคต เขาวางอนาคตถึงวันนี้ อันนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนในบ้านเรายังไม่ได้คิดแบบนี้ ถ้าได้อ่าน ได้ศึกษา จะเป็นประโยชน์มาก (ลากเสียง) 

ส่วนเรื่องการลงทุน ผมสนใจเมื่อสองสามปีที่แล้วที่ผมเริ่มดูแลบ้านเอง บางครั้งผมผ่อนบ้าน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผ่อนกับอะไร อ๋อ ที่ผ่านมาผ่อนแต่ดอกเบี้ย จ่ายเงินต้นแค่ห้าร้อยบาท ผมคิดว่าการเป็นผู้นำคน ต้องมีความรู้ในทุกๆ ด้าน บ้านผมจะมั่งคั่งได้ยังไง ผมต้องลงทุน ลงทุนคืออะไร กองทุนไง เพราะผมไม่มีเวลาดูหุ้นเอง SET50 ธนบัตรรัฐบาล ทอง หรืออะไรก็ได้ที่เงินเพิ่มพูน โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรกับมัน 

ไม่เคยเห็นอาไทมุมนี้มาก่อน

ผมไม่เคยพูดกับใคร ไม่มีใครรู้เลยครับ มีแต่ที่บ้านกับคนสนิทๆ เท่านั้นที่รู้ 

อย่างที่บอกตอนแรกว่ามันเริ่มจากความจน ทุกคนที่เคยจนไม่มีใครอยากกลับไปจนหรอกครับ การจะไม่กลับไปจน สิ่งที่ต้องมีคือความรู้ ถ้าให้ผมเลือกว่าวันพรุ่งนี้จะมีเงินเข้าบัญชีผมสิบล้าน กับพรุ่งนี้ผมตื่นมามีความรู้มหาศาล ผมเลือกความรู้ เพราะความรู้จะนำพาซึ่งเงินหรืออะไรต่างๆ มาหาผม ซึ่งการลงทุนที่ดีที่สุดคือลงทุนความรู้ให้กับตัวเอง ซื้อหนังสือสักหนึ่งเล่มหรือเข้าไปอ่าน เข้าไปดูสิ่งที่เป็นความรู้ ฟังพอดแคสต์ก็ได้ ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งคุณจะไม่เห็นผมเป็นตลกแก่ที่ไปเที่ยวของานทำ จะไม่เห็นผมเป็นแบบนั้น เพราะผมก็ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนั้นเช่นกัน

ความภูมิใจของอาไทคืออะไร

ผมดูแลพ่อ ดูแลแม่ ดูแลครอบครัวได้ดี ในฐานะลูกคนหนึ่ง ในฐานะพี่คนหนึ่ง ในฐานะน้องคนหนึ่ง

ตั้งแต่คุยกันมา ทำไมอาไทนึกถึงคนอื่นก่อนที่จะเป็นตนเอง

นั่นน่ะสิ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาแยกคนออกเป็นเก้าเลข (นพลักษณ์) ผมคือกลุ่มคนหมายเลขสอง ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นโดยไม่ห่วงตัวเอง และไม่หวังผลตอบแทน ผมเห็นชีวิตเขาดีขึ้น ผมโอเคแล้ว เหมือนผมดูแลแฟนผมทุกวันนี้ ผมแค่อยากเห็นครอบครัวแฟนผมดีขึ้น อยากเห็นเขาดีขึ้น โดยผมไม่ได้หวังอะไรตอบแทน

แล้วอาไทให้รางวัลหรือตอบแทนตัวเองยังไง

ผมไม่ต้องให้นะ เพราะทุกครั้งที่ผมให้มันเหมือนผมได้รับความสุขอยู่แล้ว ผมเห็นครอบครัวผมมีความสุขผมมีความสุขด้วย เห็นคนอื่นมีความสุขผมมีความสุขด้วย ผมเลยไม่จำเป็นจะต้องให้รางวัลตัวเอง

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

ความสุขของคนอื่นคือความสุขของอาไท

ถูกต้อง นั่นแหละคือผู้ชายที่ชื่อว่าอาไท (ยิ้ม)

มองชีวิตด้านบวกจัง

ผมเป็นคนคิดบวกมากๆ ในทุกทีที่เราแย่ มันก็จะมีข้อดีของมัน คนที่จมอยู่กับปัญหาเขาจะผ่านปัญหาไปไม่ได้ เหมือนตอน COVID-19 คุณจะจมกับปัญหาหรือคุณจะแก้ปัญหา คุณมองวิกฤตเป็นวิกฤต หรือคุณมองวิกฤตเป็นความรู้ มันอยู่ที่มุมมอง ถ้าคุณมองวิกฤตครั้งนี้ว่าเป็นการเรียนรู้ ถ้ามีวิกฤตครั้งหน้าคุณก็จะมีความรู้ไปรับมือกับมันได้ 

ถ้าเรามีความคิดที่แข็งแรง ไม่ว่าอะไรเข้ามาเราก็จะสู้กับมันได้ด้วยแนวคิดของเรา 

เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ให้ความคิดลบๆ เลย

ไม่เคย ผมมีความคิดบวกของผมตลอดเวลา ผมวนกลับมาเหมือนเดิม เราต้องเรียนรู้ การที่ COVID-19 มา มันสอนอะไรเราบ้าง คนเรามีอาชีพเดียวไม่ได้แล้วนะ ควรจะมีเงินจากหลายๆ ทาง ผมมองว่ามันต้องเป็นแบบนั้น ถ้ามีรายได้จากหลายๆ ทาง ทางใดมันดับ ทางนี้ยังสว่างอยู่ ถ้ามีทางเดียว ดับก็ดับหมดเลย 

ต้องทำยังไงถึงจะมองโลกได้แบบอาไท

ต้องเชื่อก่อน เชื่อว่าอยากเป็นจริงมั้ย เหมือนผมอยากประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีคนมาบอกผมว่า คุณต้องประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีใครมาบอกผม แค่ผมคิด ผมจะหาทางของผมเอง ถ้าคนได้อ่านหรือฟังจากผมแล้วทำตามเพื่อที่จะเป็นแบบผม แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น เขาก็จะทำไม่ได้ เพราะมันฝืนตัวเขา เพราะฉะนั้น ต้องปรับมายด์เซ็ตตัวเองก่อนว่าคุณอยากเป็นแบบนี้จริงๆ มั้ย ถ้าคุณอยากเป็นจริง ไม่ต้องทำตามที่ผมบอกก็ได้ 

ถ้าคุณอยากทำจริง คุณจะไปหาทางของคุณจนได้

อยู่วงการมา 17 ปี อาไทประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

ยัง (ตอบทันที) ยันตายด้วยซ้ำ

เพราะอะไร

ผมเป็นคนไม่หยุด ถึงแม้ผมตั้งเป้าไว้แล้ว ผมไปถึงแล้ว ผมก็จะไป ไปอีก ไปอีก ยันวันสุดท้ายที่ผมไม่ไหว นอนเป็นผัก ผมถึงจะหยุด ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจ ผมก็จะไปเรื่อยๆ และผมเคยได้คำสอนจากผู้ใหญ่ เขาบอกว่า อย่าชอบตัวเองนะ ถ้าเมื่อไหร่ชอบตัวเอง เราจะไม่พัฒนา มีคนถามผมว่า ชอบตัวเองในทุกวันนี้หรือยัง พอใจในตัวเองหรือยัง ยัง ยังแน่นอน ผมไปของผมอีกเรื่อยๆ 

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

แสดงว่าวันนี้อาไทก็ยังไม่ชอบตัวเอง

ยังครับ ถามว่าภูมิใจมั้ย ภูมิใจ แต่ก็ยังไม่สุด มันยังต้องไปได้ดีกว่านี้ มันต้องไปได้อีก

สู้

ผมไม่เคยยอมแพ้อะไรทั้งสิ้น

ตอนนี้อาไท 20 แล้ว อยากบอกอะไรกับอาไทวัย 3 ขวบครึ่งไหม

(นิ่งคิด) ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะบอกว่า สู้ๆ อนาคตไม่มีอะไรง่ายเลย ที่ไอ้เด็กคนนั้นกำลังจะผ่านไป มันไม่มีอะไรง่าย จงมีความคิดแบบนี้เข้าไว้ จงคิดบวกเข้าไว้ อย่าจมกับปัญหาเด็ดขาด ถ้าจมกับปัญหาเอ็งจะไม่มีทางผ่านมันไปได้แน่นอน เพราะครอบครัวเราหนักหนาสาหัสมาก ถ้าผมเป็นคนไม่สู้ก็คงจะไม่มีอาไทในวันนี้ อยากบอกว่า เก่งมาก 

อาไทเก่งมากจริงๆ 

ขอบคุณครับ คนเราต้องสู้กันไป เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง และคนที่จะมาในอนาคต

แล้ว 80 คิดว่าจะเป็นอาไทแบบไหน

เป็นคุณลุงแก่ๆ คนหนึ่งที่มีความสุขกับชีวิต ลูกหลานมาหาก็จะได้รอยยิ้มกลับไป 

ครอบครัวที่บ้านมีความสุข เป็นคนแก่ที่ไม่ต้องเป็นภาระใคร เป็นคนแก่ที่แบ่งปันคนอื่นได้ เท่านั้นเอง 

ยังจะเล่นตลกอยู่มั้ย

อาจจะคุยมุกมากกว่า เพราะมุกคงไม่หายไปจากตัวผมแน่นอน เล่นมุกให้ลูก ให้หลานดู เนี่ยนะ เมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้วคุณปู่เล่นมุกแบบนี้ หลานยังตลกอยู่มั้ย ผมคงเป็นคนแก่ที่มีความสุขมาก ลูกหลานคงจะมีสังคมที่ดี มีชีวิตที่ดี ถ้าเราเตรียมพร้อมกันตั้งแต่วันนี้นะ ผมว่าเขาจะไม่ใช่หลานที่มาเตะผมเพื่อขอตังค์แน่นอน (หัวเราะ)

สนทนาไม่ติดตลกกับ สุภทัต โอภาส ในชีวิตตลกที่ตบมุกตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง ชีวิต 17 ปี ในวงการ และทายาทตลกผู้สัญญาว่าจะเป็น 'ตลก' ที่ไม่หยุดพัฒนา

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load