ผมไม่แน่ใจนักว่าก่อนหน้านี้ห้องสมุดของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นเป็นที่นิยมในหมู่นิสิตมากน้อยแค่ไหน

แต่ในวันนี้ แม้ในอีกไม่กี่นาทีจะหมดเวลาให้บริการ ห้องสมุดก็ยังคงหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่เกาะตามโต๊ะและชั้น อีกทั้งยังมีเสียงพูดคุยดังคลอเสียงเพลงในบรรยากาศ จนดูๆ ไปแล้ว หากจะเรียกที่นี่ว่าเป็นร้านกาแฟหรือสตูดิโอออกแบบ ก็ยังดูน่าเชื่อกว่าความเป็นห้องสมุดจากภาพจำเดิมใดๆ

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่ก็ใช่ ก่อนหน้าที่จะมีสภาพอย่างปัจจุบัน ที่นี่เคยเป็นสตูดิโอทำงานของชาวคณะฯ รุ่นบุกเบิก ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นห้องสมุดอย่างจริงจังมายาวนานเกือบ 30 ปี และเพิ่งจะผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่อีกครั้ง ตามแผนพัฒนาที่เริ่มต้นเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมใจของศิษย์เก่ามากมายนับไม่ถ้วน เริ่มต้นจากผู้ริเริ่มไอเดียคือ คุณเสริมสิน สมะลาภา, รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ก่อนจะชักชวนสถาปนิกมารวมหัวกันออกแบบ ด้วยทุนทั้งสิ้น 90 ล้านบาท ที่สนับสนุนโดยคุณเสริมสิน

คุณเสริมสิน สมะลาภา, รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข

ในบรรดาผู้คนที่มีส่วนร่วมทั้งหลาย วันนี้เราได้รับเกียรติจากผู้มีบทบาทสำคัญ 4 คน ที่ได้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ พร้อมกับคำถามที่ว่า ในยุคที่อินเทอร์เน็ตดูจะมีบทบาทต่อผู้คนทั่วไปเหนือกว่าหนังสืออย่างเห็นได้ชัด อะไรคือความสำคัญของหนังสือและวิธีการศึกษาของเหล่าว่าที่สถาปนิก รวมถึงสถานที่ที่เรียกกันว่า ห้องสมุด ที่ที่รู้กันว่าทุกคนจะต้องแต่งกายให้สุภาพ สำรวมกิริยา ไม่พูดคุยเสียงดัง หรือต้องถอดรองเท้าวางที่ชั้น แสดงบัตรสมาชิกทุกครั้งที่เข้าใช้ เก็บหนังสือในตำแหน่งเดิมบนชั้นวาง ห้ามนำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้าไปรับประทาน ฯลฯ จะยังคงบทบาทอย่างไร ในยุคที่ภาพบนจอเคลื่อนเร็วยิ่งกว่าชั่วกระดาษพลิก

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปลี่ยนแปลงเพราะพฤติกรรม

“ห้องสมุดเดิมก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ เป็นห้องสมุดสามชั้น เดิมเรามีห้องสมุดไว้สำหรับอ่านหนังสือ แต่ความต้องการของนิสิตเปลี่ยนไป ตอนนี้มันจึงกลายเป็นที่ที่นิสิตจะมานั่งทำงานด้วยกัน”

รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเล่าที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง

รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เดิมก็เป็นห้องสมุดปกติที่จะเงียบๆ นิสิตเขาก็เข้ามานั่งใช้ นั่งทำงานกันอยู่บ้าง แต่ว่าสเปซมันก็เป็นสเปซห้องสมุดน่ะค่ะ มันก็ไม่เอื้อให้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาทำแบบหรือออกแบบได้”

“มันคือค่านิยมห้องสมุดแบบเดิมน่ะครับ” ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ กล่าวเสริม

ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์

“ต้องเงียบ ส่งเสียงรบกวนกันหรือเอางานมานั่งทำไม่ได้ ลักษณะโต๊ะก็มีไว้ใช้ค้นคว้าหาความรู้เท่านั้น ก็มีความขัดแย้งของการใช้พื้นที่อยู่”

ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ประกอบกับปัจจัยหลักอย่างการมาถึงของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย วิธีการศึกษาหาความรู้ไปจนถึงการทำงานออกแบบจึงเปลี่ยนแปลงตามโลก พื้นที่ศึกษาหาความรู้ในแบบเก่าอย่างห้องสมุดจึงไม่พ้นต้องประสบความท้าทายด้านการใช้งาน

จากแต่เดิมที่เป็นห้องสมุดมีหนังสือราวสามหมื่นกว่าเล่ม รวมถึงเป็นที่เก็บเอกสารอ้างอิง ตำรา แผนที่เก่า และวิทยานิพนธ์เพื่อใช้อ้างอิงสำหรับงานวิจัย เมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง หลายตำราก็ถูกทำให้เป็นดิจิทัลให้เข้าถึงด้วยคอมพิวเตอร์แทน วิทยานิพนธ์เก่าถูกย้ายออกไปเก็บรักษา และลดจำนวนหนังสือที่อาจไม่เคยถูกยืมเลย จนเหลือหนังสือรวมราว 26,000 เล่มในปัจจุบัน

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุผลที่อาจารย์สรายุทธกล่าวว่า

“เราแทนที่หนังสือด้วยคน เราเอาหนังสือออกไปบางส่วนเพื่อให้คนเข้ามา เพราะเราต้องอุทิศพื้นที่ให้คนมากขึ้น”

เพิ่มมากขึ้นกว่าการอ่าน

สิ่งที่เหมือนเมื่อก่อนคือ ห้องสมุดยังถูกแบ่งเป็น 3 ชั้น โดยชั้นแรกของห้องสมุดจะเริ่มที่ชั้น 2 ของอาคารคณะสถาปัตย์ฯ  แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ พื้นที่ทั้งหมดถูกรื้อออกและให้นิยามใหม่ ภายใต้แนวคิดร่วมกันของ รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ คุณเสริมสิน สมะลาภา ศิษย์เก่าคนสำคัญผู้มอบทุนก้อนใหญ่ให้คณะสำหรับการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดครั้งนี้ รวมถึงทีมสถาปนิก ว่าจะต้องทำห้องสมุดใหม่ให้เป็นพื้นที่พบปะและสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการเป็นห้องสมุดธรรมดา

“ห้องสมุดในสังคมปัจจุบันและอนาคตมันคงไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว”

ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ ศิษย์เก่าของคณะฯ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบในนามบริษัท Department of Architecture เล่าให้ฟังถึงแนวคิด

“โจทย์ก็คือ เราต้องมาค้นหาหรือให้คำนิยามใหม่ว่า ห้องสมุดในปัจจุบันหรืออนาคตมันคืออะไรกันแน่ เพราะเดี๋ยวนี้เราก็จะเข้าใจกันว่าข้อมูลต่างๆ มันก็มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตเยอะแยะ ทีนี้คนจะใช้ห้องสมุดอย่างไร หรือใช้อีกทำไม”

ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ Department of Architecture

คุณทวิตีย์ยังเล่าว่า โจทย์ตั้งต้นที่การให้ความรู้ของห้องสมุด หากแต่การส่งต่อความรู้ในโรงเรียนออกแบบ โดยเฉพาะในคณะสถาปัตย์ฯ นั้น อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบของหนังสือที่วางเรียงบนชั้น แต่มีรูปแบบอิสระอย่างสิ่งที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์หรือแรงบันดาลใจ สถานที่ให้ความรู้ที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้จึงควรเป็นเหมือนแหล่งบ่มเพาะจินตนาการ หรือที่คุณทวิตีย์ใช้คำว่า ‘Creative Incubator’ และเมื่อมองผ่านแว่นนี้ การใช้งานแบบใหม่ในห้องสมุดจึงจะแตกต่างหลากหลาย มีสีสันมากกว่าเดิม เอื้อให้การเรียนรู้พึ่งพาสื่อหลายสื่อมากขึ้น

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แนวคิดที่ว่านี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกๆ ชั้น เริ่มจากชั้นแรกที่ทั่วทั้งชั้นเต็มไปด้วยโต๊ะพร้อมปลั๊กไฟ มีจุดเด่นที่รอบผนังเป็นโครงเหล็กเกาะตลอดผนัง เป็นแนวคิดการทำพื้นที่ให้เป็น ‘Co-working and Thinking Space’ ซึ่งอาศัยธรรมชาติของพื้นที่ชั้นแรกที่ค่อนข้างเป็นสาธารณะ เข้าถึงง่ายที่สุด ผู้คนผ่านไปมามากที่สุด ให้เป็นพื้นที่ทำงานแบบ Co-working จากที่เคยปิดก็จะกลายเป็นพื้นที่เปิดให้คนคุยกันได้ ตรวจงานอย่างไม่เป็นทางการได้ หรือแม้แต่ห้อยแขวนหรือจัดนิทรรศการเล็กๆ โดยอาศัยโครงเหล็กโดยรอบได้อย่างอิสระ

ความยืดหยุ่นและเป็นสาธารณะมากของชั้นนี้ต่างจากอีกชั้นที่สงบเงียบ คือส่วนจัดเก็บหนังสือ ซึ่งเป็นพื้นที่ปิด แม้จะมีโต๊ะพร้อมปลั๊กไฟไว้ใช้ขีดเขียนงาน คุยกันได้ตามเหมาะสม แต่พื้นที่ก็สงบพอสำหรับการเรียนรู้เงียบๆ

แม้ว่าจะออกแบบด้วยแนวคิดสมัยใหม่ แต่ทุกคนในที่นี้ล้วนเห็นตรงกันว่าความสำคัญที่แท้จริงของพื้นที่ห้องสมุด ก็ยังคงเป็นหนังสือ ซึ่งยังมีความสำคัญในแง่ที่เป็นแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ เนื่องจากมีการสอบทานมาแล้วในระดับหนึ่ง หรือเป็นความรู้เชิงลึกที่ยังคงมีแต่หนังสือเท่านั้นเป็นสื่อพื้นฐาน ซึ่งไม่ว่าจะนิสิตหรือคนทั่วไปขาดไม่ได้

“ก็กลับมาสู่คำถามตั้งแต่แรกที่ทำครับ ว่าเรามีอินเทอร์เน็ตก็จริง แต่ที่เราอ่านในอินเทอร์เน็ตนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง”

ชัยภัฏ มีระเสน อีกหนึ่งสถาปนิกผู้ออกแบบจาก Department of Architecture ให้ข้อมูล

ชัยภัฏ มีระเสน Department of Architecture

“ในชั้นสาม จากการจัดเก็บหนังสือเป็นชั้นๆ ที่ค่อนข้างเข้าถึงยาก เราอยากให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น โดยการให้นิสิตมานั่งทำงานได้ตรงกลาง แล้วคลี่ชั้นหนังสือทั้งหมดออกรอบห้อง หันปกหนังสือบางเล่มออกมา ดิสเพลย์คล้ายๆ ร้านขายหนังสือ เมื่อนิสิตนั่งทำงาน อาจเห็นหนังสือบางเล่มน่าสนใจ ก็เข้าไปหยิบมาอ่านได้ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้อยากอ่านหนังสือมากขึ้นด้วยอีกทางหนึ่ง”

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การให้ความสำคัญกับตำราและการอ้างอิงเด่นชัดที่ชั้นบนสุด เพราะมีพื้นที่เอื้อให้ความเงียบโดยเฉพาะในส่วน Quiet Zone สำหรับนิสิตที่ต้องการสมาธิเพื่อค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจัง รวมถึงมีส่วนเก็บแผนที่เก่าและเอกสารอ้างอิงต่างๆ จัดวางให้ค้นคว้าได้โดยง่าย ในขณะเดียวกัน บนชั้น 4 ก็มีส่วนขึ้นบันไดที่นั่งหรือ Auditorium ขนาดย่อม ตามแนวคิดการขยายขอบเขตวิธีเรียนรู้ให้กว้างออกไป นอกเหนือจากวิธีเรียนรู้แบบเดิม ด้วยการเอื้อให้มีการฉายหนัง จัดเสวนา หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสื่ออื่นอย่างภาพยนตร์หรือการจัดการบรรยายด้วย

และในขณะเดียวกัน เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นโครงการปรับปรุงห้องสมุดเป็นช่วงเดียวกับพระราชพิธีสำคัญเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งมั่นใจว่าทุกคนจำได้ดี การออกแบบฝ้าเพดานในบริเวณนี้จึงมีความพิเศษตรงที่คุณเสริมสินนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกรุงเทพฯ มาสร้างสรรค์เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพทางด้านผังเมือง ด้านการคมนาคม ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านสิ่งแวดล้อม ของพระองค์ท่าน

กล่าวได้ว่าสิ่งที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดนี้ คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่แรกเข้ามาในพื้นที่โถง ตลอดจนแทบทั่วทุกชั้น ด้วยโครงเหล็กสีเงินที่กรุรอบห้องและบันไดที่สร้างขึ้นใหม่ เหมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ร้อยรัดพื้นที่ตั้งแต่ชั้นแรกของห้องสมุดทะลุจนสุดสู่ชั้นบน

“ระบบในพื้นที่ที่เราเห็นซึ่งดูเป็นโครงมันไม่ใช่การตกแต่ง” คุณทวิตีย์อธิบาย

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เราสร้างโครงขึ้นในพื้นที่ เหมือนเป็นระบบพื้นฐานที่คนเอาของมาเสียบ มาเกี่ยว มาผูก มามัด มาทำอะไรได้หลายอย่าง เพื่อให้เกิดบางอย่างขึ้น ซึ่งอาจจะใช้จัดนิทรรศการก็ได้ หรือจะใช้นำเสนองาน เช่นการตรวจแบบในกลุ่มเล็กๆ เหมือนเป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่งว่าเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง 

“เพราะการเรียนรู้ของนิสิตสถาปัตย์ฯ ไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลเข้ามาอย่างเดียว มันอาจจะเกิดจากการที่เราได้ทดลองด้วย ก็เลยเริ่มทำให้เราจัดการพื้นที่ให้เป็นเหมือนพื้นที่เชิงทดลองที่นิสิตมาทดลองอะไรกับมันก็ได้ สร้างพื้นที่ใหม่ขึ้นมาจากมันได้ เป็นการที่เขาได้คิดอะไรใหม่ๆ ขณะเดียวกัน เมื่อเขาทำแล้วคนอื่นได้เห็น มันก็เป็นแรงบันดาลใจต่อคนอื่นๆ ที่ได้เห็น

“มันยังไม่จบน่ะ มันรอให้คนมาทำอะไรกับมัน”

แลกเปลี่ยน พบปะ เพื่อเรียนรู้ระหว่างกัน

ไม่แปลกใจแล้วว่าแรงบันดาลใจสำคัญต่ออนาคตนักออกแบบอาชีพ ไม่แพ้ความรู้ในตำรา แต่การพบปะหรือการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นสำคัญแค่ไหนต่อการทำงานออกแบบ

ข้อนี้อาจารย์สรายุทธได้ให้ความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มันมีข้อสังเกตคือ ที่บ้านเขามีปัจจัยสามอย่าง เช่น แอร์ ปลั๊ก กับไวไฟไหม มี ที่หอพักมีไหม ก็มี แล้วทำไมเขาไม่ไปทำงานแบบตัวใครตัวมัน

“คำตอบก็คือเขาต้องการสังคม เขาไม่ต้องการอยู่คนเดียว เขาอยากทำงานที่เห็นคนอื่น แม้จะนั่งอยู่ในห้องเงียบๆ อย่างในห้องสมุด แต่เขาก็ต้องการมีเพื่อนอยู่ข้างๆ คืออยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ”

หากไม่ใช่ในสตูดิโอ ก็อาจเป็นโถงใต้คณะฯ ถ้าอากาศร้อนเกินกว่าจะนั่งทำงาน นิสิตคณะสถาปัตย์ฯ ก็มักจะเลือกร้านกาแฟ จึงเหมือนเป็นธรรมชาติของนิสิตที่คงไม่เพียงแต่คณะสถาปัตย์ แต่อาจเป็นทุกๆ คณะและทุกๆ มหาวิทยาลัย ที่ขอแค่ได้เห็นหน้าค่าตากันในช่วงเวลาเคร่งเครียด ภาระในใจก็อาจจะทุเลาลงได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อย ชั่วครั้งชั่วคราว

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับห้องสมุดใหม่ ทั้งสี่ท่านก็ให้ความเห็นตรงกันว่า ตอบรับความต้องการของทั้งนิสิตและอาจารย์เป็นอย่างดี เพราะไม่เพียงแต่จะถูกใช้เป็นที่ทำงาน เป็นที่งีบพักระหว่างรอคาบเรียน แต่มันได้กลายเป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมต่อให้ทุกๆ ชั้นของตึกเข้าถึงห้องสมุดได้โดยตรง จากที่แต่เดิมจำเป็นต้องเดินลงมาข้างล่างก่อน รวมถึงเป็นครั้งแรกเสียด้วยซ้ำที่ผู้ใช้รถเข็นจะเข้าถึงห้องสมุดนี้ได้อย่างสะดวกสบาย 

โดยเฉพาะบนชั้น 2 ที่เมื่อถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ปิดอย่างห้องสมุดเป็นพื้นที่เชื่อมต่อผู้คนอย่าง Co-working Space พื้นที่พบปะของผู้คนที่ตั้งอยู่ในใจกลางคณะ ซึ่งนานๆ ครั้งเกิดขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นอีกความสำเร็จที่งอกงามขึ้นโดยธรรมชาติ

“มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของนิสิตในปัจจุบันและในอนาคตด้วย” อาจารย์ปิ่นรัชฎ์กล่าวเสริม

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มันเป็นพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตได้ดีมาก แล้วมันก็เหมือนเป็นแลนด์มาร์กหนึ่งสำหรับของคณะและมหาวิทยาลัยเลย ทุกคนจึงอยากเข้ามาดูหรือมีส่วนร่วม เราก็จะเห็นว่านิสิตใช้ส่วน Co-working Space เยอะ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราต้องคิดต่อว่าเราจะทำอย่างไรที่จะรองรับความต้องการเหล่านี้เพิ่ม” 

หรือดังที่อาจารย์สรายุทธกล่าวโดยสรุป

“ด้วยพื้นที่ที่อยู่ใจกลางคณะ แต่ก่อนเคยเป็นสตูดิโอ เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ของเรา พอถูกเปลี่ยนเป็นห้องสมุด มันก็เลยถูกตัดขาดจากการเป็นพื้นที่สตูดิโอ เป็นเหมือนทางตัน ไม่ลื่นไหลอย่างก่อน ทำให้คนไม่เจอกัน

“ตอนนี้เรากำลังเอาคนกลับเข้ามาเจอกัน เหมือนในอดีตที่มันเคยเป็น”

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องสมุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบริการสำหรับนิสิตคณะสถาปัตย์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. วันเสาร์เปิดบริการเวลา 10.00 – 16.00 น. พื้นที่ชั้น 2 วันธรรมดาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 22.00 น. นิสิตคณะอื่นใช้บริการได้ในวันพุธ ส่วนนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ต่างสถาบันและบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม ใช้บริการได้ในวันเสาร์

Writer

Avatar

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

บางคนเข้าใจว่าเป็นคาเฟ่ บ้างก็ว่าเป็นร้านอาหาร หาก น้ำตาล-ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านบอกว่า จริง ๆ เธอตั้งใจทำ ‘The Goodcery’ เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต หรือชัดเจนกว่านั้น คือร้านขายของชำ 

“ชื่อร้านเรามาจาก Grocery ที่แปลว่าร้านขายของชำ หรือที่เราคุ้นเคยจากภาษาจีนว่า ‘โชห่วย’ เราอยากเล่นกับความเข้าใจของคนไทยกับคำพ้องเสียงว่า ‘ห่วย’ จึงใช้คำที่มีความหมายตรงข้ามว่า ‘ดี’ หรือ Good และพ้องกับ Goods ที่แปลว่าสินค้า มาใส่ในชื่อ เป็น The Goodcery” น้ำตาลกล่าว

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน
The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

แต่นั่นล่ะ จะมองว่าเป็นร้านอาหารหรือคาเฟ่ก็ไม่ผิด เพราะร้านของน้ำตาลกับเพื่อนก็มีทั้งสองสิ่งที่ว่า แถมยังมีไวน์ลิสต์เจ๋ง ๆ เสิร์ฟอีกด้วย (ในอีกบทบาทหนึ่ง น้ำตาลคือหนึ่งในผู้บริหาร Wine Citizen Chiang Mai ตัวแทนจำหน่ายไวน์ชั้นเลิศจากต่างประเทศในภาคเหนือให้คอไวน์ได้ดื่มด่ำมาหลายปี) และแน่นอน นอกจากไวน์ ขนมปัง ครัวซองต์ แซนด์วิช กาแฟ และเมนูอาหารพร้อมเสิร์ฟ The Goodcery ก็มี พริกดอง ไส้กรอก กะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว เครื่องแกง เส้นก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ขายด้วย… ก็ร้านขายของชำนี่

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

The Goodcery ตั้งอยู่ในอาคาร 4 คูหาที่ใหญ่ราวกับโกดังริมถนนราชวงศ์ เชียงใหม่ ด้านหน้ากรุกระจกใสมองเห็นทะลุเข้าไปภายใน พื้นที่ภายนอกหน้าร้านมีโต๊ะให้นั่งจิบกาแฟริมถนนประหนึ่งคาเฟ่ในปารีส ส่วนภายในร้านตบแต่งอย่างไม่แฟนซี หากนำเสนอพื้นผิวของวัสดุที่ประกอบขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมอันกลมกล่อม – ผนังปูนไม่ฉาบผิว ไม้ เหล็ก คานเปลือยที่ไร้ฝ้าเพดาน และแสงธรรมชาติที่มาจากกระจกใสหน้าร้าน รวมถึงคอร์ทกลางแจ้งหลังร้านที่เป็นสวนหินแบบญี่ปุ่น ร้านโปร่งโล่งและเรียบเท่เสียจนจินตนาการไม่ออกว่าที่นี่เคยเป็นร้านขายวิทยุ

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน
The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

ใช่ครับ จากปากคำเจ้าของใหม่ อาคารตรงนี้เคยเป็นร้าน ‘เอ็จวิทยุ’ ที่จำหน่ายวิทยุและชุดเครื่องเสียง คนเชียงใหม่ที่อยู่มานานหน่อยจะคุ้นเคยดีว่า ย่านราชวงศ์เป็นย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่ต่าง ๆ เอ็จวิทยุเป็นอีกร้านที่อยู่คู่ย่านมาหลายสิบปี จนร้านปิดกิจการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตึกก็ถูกปล่อยร้างมากว่า 5 ปี ราวกับรอให้น้ำตาลและเพื่อนมาค้นพบ

“ตึกนี้เป็นของน้า พอพ่อรู้ว่าเรากำลังหาที่ทำร้านก็เลยลองมาดู และพบว่ามันใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกท้อ แต่พี่เต้ หุ้นส่วนเราบอกว่า นี่แหละเหมาะ มันตอบโจทย์การใช้งานได้หลายอย่างด้วย ทำเลย” น้ำตาลเล่า – “ทำก็ทำ”

พี่เต้ที่น้ำตาลอ้างถึงคือ เต้-ปรีติ สุวรพงษ์ เจ้าของ Taste Café หนึ่งในแบรนด์กาแฟที่กำลังมาแรงที่สุดของเชียงใหม่ เช่นนั้นแล้ว กาแฟที่ The Goodcery เสิร์ฟ ก็เป็นกาแฟชั้นดีมาตรฐานแบบเทสต์ ๆ ซึ่งนอกจากพี่เต้ หุ้นส่วนของที่นี่ยังมี เน-ธัญวดี ธัญวรธรรม, กิ๊ก-วรธรรม ธงนำทรัพย์ และ ตอย-ชลทิศ เขื่อนแก้ว ทั้งหมดเป็นเพื่อนฝูงต่างวัยที่ดึงดูดกันได้ด้วยความรักในการกินดื่ม และความใฝ่รู้ในวัฒนธรรมอาหารเหมือน ๆ กัน

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ยังมี เชฟแนน-ลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ แห่ง Cuisine de Garden ที่แม้ไม่ได้เป็นหุ้นโดยตรง แต่ก็มาช่วยน้ำตาลดูเรื่องเมนูอาหาร รวมถึง พี่เยา-เยาวดี ชูคง จาก Slow Food Chiang Mai และ Maadae Slow Fish ที่รับบทเป็นที่ปรึกษาด้านการคัดสรรวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายที่ร้าน – ไลน์อัปร้ายกาจใช่ย่อย

แต่ถึงไลน์อัปของอาหารและเครื่องดื่มจะไม่ธรรมดา เราก็ยังคาใจในความตั้งใจจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของที่นี่อยู่ดี เพราะถ้ามองในภาพรวม เชียงใหม่มีธุรกิจแบบเดียวกันนี้จากแบรนด์ใหญ่และแบรนด์ท้องถิ่นแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง ไหนจะร้านสะดวกซื้อเจ้าตลาดอีกเพียบ หรือถ้ามองในเชิงพื้นที่ ร้านแห่งนี้ก็อยู่ใกล้กับตลาดสดใหญ่ของเมืองอย่างกาดหลวงและกาดเมืองใหม่ เราจึงสนใจในช่องว่างทางการตลาดที่น้ำตาลเพ่งมอง

“ข้อแรกเลยคือเราไม่ขายสินค้าแบบเดียวกับที่ห้างค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่มี บางส่วนอาจมีซ้ำกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะเราอยากเป็นตัวเลือกที่แตกต่าง อีกทางหนึ่งเราค่อนข้างต่อต้านการค้าขายแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก แบบที่กลุ่มทุนใหญ่ทำอยู่ ขณะเดียวกัน พอเราแน่ใจแล้วว่าจะมาเปิดร้านตรงนี้ เราจึงไปร้านเกษมสโตร์เป็นอันดับแรกเลย เพราะเกษมสโตร์เป็นร้านขายของชำที่เก่าแก่คู่เมืองและอยู่ใกล้กับเรามาก ๆ เราไปดูว่าเขาขายอะไร เพื่อจะไม่นำสินค้าที่เหมือนกับเขามาขาย แม้ว่ากลุ่มลูกค้าอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เราต้องซื่อสัตย์กับผู้มาก่อน เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของย่าน ของชุมชนนี้ จึงไม่คิดจะขายของแข่งกับเขา รวมถึงร้านค้าอื่น ๆ ในย่านด้วย” น้ำตาลกล่าว

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

ไม่ขายของเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป และไม่เหมือนร้านเพื่อนบ้าน แล้วขายอะไร?

ไล่เรียงสายตาไปบนชั้นวางสินค้าทางซ้ายมือของร้าน The Goodcery น่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าเดียวที่จัดเรียงสินค้าตามภูมิภาคที่สินค้าเหล่านั้นผลิต หาใช่จัดเรียงตามประเภทการใช้งานอย่างที่คุ้นเคย และเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าที่กินได้ และใช่ ถ้าไม่นับรวมสินค้าจากคนเชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เราก็หาพบไม่ได้จากร้านไหนในเชียงใหม่เหมือนกัน 

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

ชั้นที่วางสินค้าของภาคเหนืออยู่ซ้ายมือสุด – เต้าหู้ไทใหญ่ หนังปอง พริกลาบจากแพร่ น้ำพริกข้าวซอย น้ำพริกน้ำเงี้ยวเชียงราย น้ำจิ้มลูกชิ้นทองสุข ฯลฯ 

เชลฟ์ถัดมาอิมพอร์ตจากอีสาน – ต้มจั๊บสำเร็จรูปและหมูยอดาวทองจากอุบลฯ แจ่วบอง ปลาร้า ข้าวหอมมะลิดำหนองคาย ข้าวทับทิมชุมแพ ฯลฯ 

ส่วนเชลฟ์ภาคกลาง – เส้นบะหมี่ชากังราวจากกำแพงเพชร ซอสพริกศรีราชา น้ำตาลดอกมะพร้าวแม่สำราญจากสมุทรสาคร น้ำตาลโตนดเพชรบุรี หลากเครื่องปรุงและอาหารแปรรูปจากเยาวราช ฯลฯ 

และเชลฟ์ภาคใต้ – เกลือหวานปัตตานี อาหารทะเลแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย น้ำตาลผลตาลโตนดดาวรายจากสงขลา ฯลฯ

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน
The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ในตู้แช่แข็งยังมีผลิตภัณฑ์เกษตร เนื้อสัตว์ และเครื่องดื่ม (ตั้งแต่ลูกชิ้นเนื้อจากร้านช้างม่อยกาแฟ ร้านดังของเชียงใหม่ ไปจนถึงเนื้อทาจิมะวากิวจากวิสาหกิจบุรีรัมย์ เครื่องดื่มรสหวานจากเมล็ดข้าวพันธุ์ไทย YoRice Amazake ไปจนถึงน้ำตาลสดพร้อมดื่มจากเพชรบุรี เป็นต้น) เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนจากจำนวนสินค้ากว่า 300 ชนิดจากทั่วประเทศที่วางจำหน่ายที่นี่ โดยทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือเป็นผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องออร์แกนิก แต่ต้องเป็นของผู้ผลิตท้องถิ่น

“ลูกค้ามักคิดว่าเราทำร้านอย่างนี้ ต้องขายสินค้าออร์แกนิกแน่ ๆ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ” น้ำตาลเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“เราไม่มีข้อกังขากับประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเลย แต่หัวใจของร้าน คือต้องการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านในประเทศไทย เราจึงไม่เน้นว่าของที่วางขายจะออร์แกนิกหรือไม่ ขอเพียงมีคุณภาพและมีมาตรฐานการผลิตที่สะอาดและปลอดภัย เราพยายามทำให้ทุกคนเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ ซึ่งจริงอยู่ เรายังคงเป็นคนกลาง แต่ก็เชื่อว่าเราสามารถทำธุรกิจที่เป็นธรรมกับผู้ผลิต เป็นช่องทางขายสินค้าให้พวกเขาโดยหักส่วนแบ่งอย่างแฟร์ ๆ”

นอกจากนี้ น้ำตาลยังเล่าเสริม การเลือกขายสินค้าที่ร้านอื่น ๆ ไม่มี หาใช่แค่ช่องทางการตลาด เธอเชื่อว่ายังมีสินค้าของชาวบ้านอีกมากมายที่ต่างไปจากที่กลุ่มทุนใหญ่พยายามขายให้เราผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ หรือพยายามผูกขาดให้เราเชื่อว่าสินค้าที่พวกเขาขายคือคุณภาพและความอร่อยเพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ร้านจำหน่ายให้เลือกซื้อกลับบ้าน ยังเป็นวัตถุดิบที่นำมาเสิร์ฟในเมนูด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้ชิมก่อนเลือกซื้อไป และพร้อม ๆ กับบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของผู้คนในพื้นที่หนึ่ง ๆ เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย ‘เต้าหู้สามถิ่นทอดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มไทใหญ่’ ซึ่งมีทั้งเต้าหู้ดอย เต้าหูไทใหญ่ และเต้าหู้ยูนนานจากผู้ผลิตในเชียงใหม่ ‘บาเยีย’ อาหารทานเล่นที่ทำจากถั่วเหลืองทอดกับแกงโรตี จากชุมชนมุสลิมช้างคลาน  ทานคู่กับอาจาดพิเศษ ที่ใช้น้ำส้มโหนดจากสทิงพระ และน้ำตาลมะพร้าวจากสมุทรสาครเพียวสองชนิดเท่านั้น รวมไปถึง ‘ไส้อั่วเนื้อ’ ที่ผ่านกรรมวิถีการทอดแทนการย่างแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้
Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

ส่วนอาหารจานหลัก ก็เช่น ‘ปาปาแซน้ำเงี้ยวเชียงราย’ หรือขนมจีนน้ำเงี้ยวที่เส้นขนมจีนถูกแทนที่มาด้วยเส้นปาปาแซ เป็นเส้นจากแป้งสดคล้ายอุด้ง ตำรับของชาวจีนมุสลิมจากยูนนาน เคล้ากับแกงน้ำเงี้ยวสูตรแม่มณีจากเชียงราย ‘คั่วจิ๊นส้มพริกลาบกำแพงเพชร’ เมนูผสมผสานระหว่างจิ๊นส้มหรือแหนมของคนเหนือกับพริกลาบจากกำแพงเพชร ‘แกงคั่วไก่’ และ ‘สามชั้นผัดกะปิเกาะลิบง’ สองเมนูอาหารใต้ที่ใช้เครื่องเทศจากไร่ และกะปิจากผู้ผลิตและวิสาหกิจชุมชนทางภาคใต้เท่านั้น

Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

“เราพยายามผสมผสานวัตถุดิบที่มี เพื่อทำให้เห็นถึงมิติอันหลากหลายของอาหารในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมารวมอยู่ด้วยกันได้อย่างสนุก หรือถ้าเป็นอาหารเหนือ เราก็จะย้ำให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใส่มาในขันโตกก็ได้นะ สตรีทฟู้ดภาคเหนือกินง่ายและถูกปากมีเยอะแยะไป” น้ำตาลเล่า

เมนูที่กล่าวมาทั้งหมดเสิร์ฟเป็นมื้อกลางวัน มื้อเย็นเป็นอาหารตะวันตก ขณะที่ขนมปัง กาแฟ และไวน์มีเสิร์ฟตั้งแต่เช้า จะเลือกนั่งในห้องแอร์ในร้าน หน้าร้านด้านนอก หรือเทอร์เรซด้านหลังริมสวนหิน ก็ชิลล์ไปอีกแบบ โดยน้ำตาลมีแผนจะขยายพื้นที่ขายของชำเพิ่มเติมบริเวณชั้น 2 ส่วนสวนหินด้านหลัง ยังใช้สำหรับจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาหารการกิน ศาสตร์เกี่ยวกับวัตถุดิบ และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อื่น ๆ ในบางวาระอีกด้วย

Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้
Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

“จริงอยู่ ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มต้นและอยู่ระหว่างคัดสรรผลิตภัณฑ์จากที่ต่าง ๆ มาขายเพิ่มให้มากกว่านี้ แต่เรามีภาพฝันไกลไปถึงการเปิดสาขาเลยนะ เพราะถ้าจะสนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่น ก็ต้องหาช่องทางขายให้พวกเขาได้มาก ๆ ใช่ไหม การที่ร้านมีสาขาเพิ่มขึ้นจึงตอบโจทย์ ขณะเดียวกันเราก็อยากเปลี่ยนวิธีคิดของระบบแบบสาขาด้วย จากที่มันรองรับการผลิตและการบริโภคเชิงอุตสาหกรรมในปริมาณมาก ๆ อย่างเดียว ป้อนสินค้าให้ทันความต้องการ ให้กลายมาเป็นการขายที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอตัว ปรับตัว รู้จักตนเอง รู้จักเลือกกินของตามฤดูกาลของวัตถุดิบนั้น ๆ เข้าใจการกินวัฒนธรรมอื่น รู้จักข้อจำกัด หรือตามความสามารถของชุมชนผู้ผลิต 

“แน่นอน ถ้ามองถึงการขายแฟรนไชส์ เราเชื่อว่าไม่มีนักลงทุนไหนอยากมาซื้อแบรนด์ขายของช้า ๆ แบบนี้หรอก (ยิ้ม) ก็เลยคิดว่าเราไม่เน้นการให้นักลงทุนมาฝืนใจ เราจะค่อย ๆ ทำไปด้วยทีมของเราให้แน่นก่อน การเปิดสาขาต่อยอดออกไป อาจจะเป็นเรื่องของการเป็นเจ้าของร่วมของเราและชุมชน เราใช้ความถนัดของเราในการทำธุรกิจ และชุมชนใช้ความหวังของท้องถิ่นผนวกเข้าด้วยกัน ผลกำไรที่ได้ คือสำหรับผู้ลงมือทำด้วยกันทั้งกระบวนการ ทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้บริโภค ไม่ได้เข้าใครคนไหนที่นอนรอกินกำไรฟรี ๆ 

“แล้วเราก็เชื่อว่า กลไกเศรษฐกิจและเศษฐศาสตร์มหภาคและจุลภาคแบบนี้ ก็สมดุลตามกันไป คุณภาพชีวิต สวัสดิการก็จะดีขึ้นตามมา อาจจะแตะไปจนถึงภาพแบบชาวนาในญี่ปุ่นหรือเกษตรกรในยุโรป ที่มีเงินและมีชีวิตที่ดีได้ไม่ต่างกับอาชีพอื่น ๆ ส่วนผู้คนที่อยู่ใน Supply Chain ก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม”

The Goodcery โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

The Goodcery 

ที่ตั้ง : 71 ถนนราชวงศ์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08.00 – 21.00 น. 

Facebook : The goodcery.th

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load