ผมไม่แน่ใจนักว่าก่อนหน้านี้ห้องสมุดของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นเป็นที่นิยมในหมู่นิสิตมากน้อยแค่ไหน

แต่ในวันนี้ แม้ในอีกไม่กี่นาทีจะหมดเวลาให้บริการ ห้องสมุดก็ยังคงหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่เกาะตามโต๊ะและชั้น อีกทั้งยังมีเสียงพูดคุยดังคลอเสียงเพลงในบรรยากาศ จนดูๆ ไปแล้ว หากจะเรียกที่นี่ว่าเป็นร้านกาแฟหรือสตูดิโอออกแบบ ก็ยังดูน่าเชื่อกว่าความเป็นห้องสมุดจากภาพจำเดิมใดๆ

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่ก็ใช่ ก่อนหน้าที่จะมีสภาพอย่างปัจจุบัน ที่นี่เคยเป็นสตูดิโอทำงานของชาวคณะฯ รุ่นบุกเบิก ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นห้องสมุดอย่างจริงจังมายาวนานเกือบ 30 ปี และเพิ่งจะผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่อีกครั้ง ตามแผนพัฒนาที่เริ่มต้นเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมใจของศิษย์เก่ามากมายนับไม่ถ้วน เริ่มต้นจากผู้ริเริ่มไอเดียคือ คุณเสริมสิน สมะลาภา, รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ก่อนจะชักชวนสถาปนิกมารวมหัวกันออกแบบ ด้วยทุนทั้งสิ้น 90 ล้านบาท ที่สนับสนุนโดยคุณเสริมสิน

คุณเสริมสิน สมะลาภา, รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข

ในบรรดาผู้คนที่มีส่วนร่วมทั้งหลาย วันนี้เราได้รับเกียรติจากผู้มีบทบาทสำคัญ 4 คน ที่ได้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ พร้อมกับคำถามที่ว่า ในยุคที่อินเทอร์เน็ตดูจะมีบทบาทต่อผู้คนทั่วไปเหนือกว่าหนังสืออย่างเห็นได้ชัด อะไรคือความสำคัญของหนังสือและวิธีการศึกษาของเหล่าว่าที่สถาปนิก รวมถึงสถานที่ที่เรียกกันว่า ห้องสมุด ที่ที่รู้กันว่าทุกคนจะต้องแต่งกายให้สุภาพ สำรวมกิริยา ไม่พูดคุยเสียงดัง หรือต้องถอดรองเท้าวางที่ชั้น แสดงบัตรสมาชิกทุกครั้งที่เข้าใช้ เก็บหนังสือในตำแหน่งเดิมบนชั้นวาง ห้ามนำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้าไปรับประทาน ฯลฯ จะยังคงบทบาทอย่างไร ในยุคที่ภาพบนจอเคลื่อนเร็วยิ่งกว่าชั่วกระดาษพลิก

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปลี่ยนแปลงเพราะพฤติกรรม

“ห้องสมุดเดิมก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ เป็นห้องสมุดสามชั้น เดิมเรามีห้องสมุดไว้สำหรับอ่านหนังสือ แต่ความต้องการของนิสิตเปลี่ยนไป ตอนนี้มันจึงกลายเป็นที่ที่นิสิตจะมานั่งทำงานด้วยกัน”

รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเล่าที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง

รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เดิมก็เป็นห้องสมุดปกติที่จะเงียบๆ นิสิตเขาก็เข้ามานั่งใช้ นั่งทำงานกันอยู่บ้าง แต่ว่าสเปซมันก็เป็นสเปซห้องสมุดน่ะค่ะ มันก็ไม่เอื้อให้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาทำแบบหรือออกแบบได้”

“มันคือค่านิยมห้องสมุดแบบเดิมน่ะครับ” ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ กล่าวเสริม

ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์

“ต้องเงียบ ส่งเสียงรบกวนกันหรือเอางานมานั่งทำไม่ได้ ลักษณะโต๊ะก็มีไว้ใช้ค้นคว้าหาความรู้เท่านั้น ก็มีความขัดแย้งของการใช้พื้นที่อยู่”

ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ประกอบกับปัจจัยหลักอย่างการมาถึงของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย วิธีการศึกษาหาความรู้ไปจนถึงการทำงานออกแบบจึงเปลี่ยนแปลงตามโลก พื้นที่ศึกษาหาความรู้ในแบบเก่าอย่างห้องสมุดจึงไม่พ้นต้องประสบความท้าทายด้านการใช้งาน

จากแต่เดิมที่เป็นห้องสมุดมีหนังสือราวสามหมื่นกว่าเล่ม รวมถึงเป็นที่เก็บเอกสารอ้างอิง ตำรา แผนที่เก่า และวิทยานิพนธ์เพื่อใช้อ้างอิงสำหรับงานวิจัย เมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง หลายตำราก็ถูกทำให้เป็นดิจิทัลให้เข้าถึงด้วยคอมพิวเตอร์แทน วิทยานิพนธ์เก่าถูกย้ายออกไปเก็บรักษา และลดจำนวนหนังสือที่อาจไม่เคยถูกยืมเลย จนเหลือหนังสือรวมราว 26,000 เล่มในปัจจุบัน

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุผลที่อาจารย์สรายุทธกล่าวว่า

“เราแทนที่หนังสือด้วยคน เราเอาหนังสือออกไปบางส่วนเพื่อให้คนเข้ามา เพราะเราต้องอุทิศพื้นที่ให้คนมากขึ้น”

เพิ่มมากขึ้นกว่าการอ่าน

สิ่งที่เหมือนเมื่อก่อนคือ ห้องสมุดยังถูกแบ่งเป็น 3 ชั้น โดยชั้นแรกของห้องสมุดจะเริ่มที่ชั้น 2 ของอาคารคณะสถาปัตย์ฯ  แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ พื้นที่ทั้งหมดถูกรื้อออกและให้นิยามใหม่ ภายใต้แนวคิดร่วมกันของ รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ และ คุณเสริมสิน สมะลาภา ศิษย์เก่าคนสำคัญผู้มอบทุนก้อนใหญ่ให้คณะสำหรับการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดครั้งนี้ รวมถึงทีมสถาปนิก ว่าจะต้องทำห้องสมุดใหม่ให้เป็นพื้นที่พบปะและสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการเป็นห้องสมุดธรรมดา

“ห้องสมุดในสังคมปัจจุบันและอนาคตมันคงไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว”

ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ ศิษย์เก่าของคณะฯ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบในนามบริษัท Department of Architecture เล่าให้ฟังถึงแนวคิด

“โจทย์ก็คือ เราต้องมาค้นหาหรือให้คำนิยามใหม่ว่า ห้องสมุดในปัจจุบันหรืออนาคตมันคืออะไรกันแน่ เพราะเดี๋ยวนี้เราก็จะเข้าใจกันว่าข้อมูลต่างๆ มันก็มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตเยอะแยะ ทีนี้คนจะใช้ห้องสมุดอย่างไร หรือใช้อีกทำไม”

ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ Department of Architecture

คุณทวิตีย์ยังเล่าว่า โจทย์ตั้งต้นที่การให้ความรู้ของห้องสมุด หากแต่การส่งต่อความรู้ในโรงเรียนออกแบบ โดยเฉพาะในคณะสถาปัตย์ฯ นั้น อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบของหนังสือที่วางเรียงบนชั้น แต่มีรูปแบบอิสระอย่างสิ่งที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์หรือแรงบันดาลใจ สถานที่ให้ความรู้ที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้จึงควรเป็นเหมือนแหล่งบ่มเพาะจินตนาการ หรือที่คุณทวิตีย์ใช้คำว่า ‘Creative Incubator’ และเมื่อมองผ่านแว่นนี้ การใช้งานแบบใหม่ในห้องสมุดจึงจะแตกต่างหลากหลาย มีสีสันมากกว่าเดิม เอื้อให้การเรียนรู้พึ่งพาสื่อหลายสื่อมากขึ้น

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แนวคิดที่ว่านี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกๆ ชั้น เริ่มจากชั้นแรกที่ทั่วทั้งชั้นเต็มไปด้วยโต๊ะพร้อมปลั๊กไฟ มีจุดเด่นที่รอบผนังเป็นโครงเหล็กเกาะตลอดผนัง เป็นแนวคิดการทำพื้นที่ให้เป็น ‘Co-working and Thinking Space’ ซึ่งอาศัยธรรมชาติของพื้นที่ชั้นแรกที่ค่อนข้างเป็นสาธารณะ เข้าถึงง่ายที่สุด ผู้คนผ่านไปมามากที่สุด ให้เป็นพื้นที่ทำงานแบบ Co-working จากที่เคยปิดก็จะกลายเป็นพื้นที่เปิดให้คนคุยกันได้ ตรวจงานอย่างไม่เป็นทางการได้ หรือแม้แต่ห้อยแขวนหรือจัดนิทรรศการเล็กๆ โดยอาศัยโครงเหล็กโดยรอบได้อย่างอิสระ

ความยืดหยุ่นและเป็นสาธารณะมากของชั้นนี้ต่างจากอีกชั้นที่สงบเงียบ คือส่วนจัดเก็บหนังสือ ซึ่งเป็นพื้นที่ปิด แม้จะมีโต๊ะพร้อมปลั๊กไฟไว้ใช้ขีดเขียนงาน คุยกันได้ตามเหมาะสม แต่พื้นที่ก็สงบพอสำหรับการเรียนรู้เงียบๆ

แม้ว่าจะออกแบบด้วยแนวคิดสมัยใหม่ แต่ทุกคนในที่นี้ล้วนเห็นตรงกันว่าความสำคัญที่แท้จริงของพื้นที่ห้องสมุด ก็ยังคงเป็นหนังสือ ซึ่งยังมีความสำคัญในแง่ที่เป็นแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ เนื่องจากมีการสอบทานมาแล้วในระดับหนึ่ง หรือเป็นความรู้เชิงลึกที่ยังคงมีแต่หนังสือเท่านั้นเป็นสื่อพื้นฐาน ซึ่งไม่ว่าจะนิสิตหรือคนทั่วไปขาดไม่ได้

“ก็กลับมาสู่คำถามตั้งแต่แรกที่ทำครับ ว่าเรามีอินเทอร์เน็ตก็จริง แต่ที่เราอ่านในอินเทอร์เน็ตนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง”

ชัยภัฏ มีระเสน อีกหนึ่งสถาปนิกผู้ออกแบบจาก Department of Architecture ให้ข้อมูล

ชัยภัฏ มีระเสน Department of Architecture

“ในชั้นสาม จากการจัดเก็บหนังสือเป็นชั้นๆ ที่ค่อนข้างเข้าถึงยาก เราอยากให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น โดยการให้นิสิตมานั่งทำงานได้ตรงกลาง แล้วคลี่ชั้นหนังสือทั้งหมดออกรอบห้อง หันปกหนังสือบางเล่มออกมา ดิสเพลย์คล้ายๆ ร้านขายหนังสือ เมื่อนิสิตนั่งทำงาน อาจเห็นหนังสือบางเล่มน่าสนใจ ก็เข้าไปหยิบมาอ่านได้ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้อยากอ่านหนังสือมากขึ้นด้วยอีกทางหนึ่ง”

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การให้ความสำคัญกับตำราและการอ้างอิงเด่นชัดที่ชั้นบนสุด เพราะมีพื้นที่เอื้อให้ความเงียบโดยเฉพาะในส่วน Quiet Zone สำหรับนิสิตที่ต้องการสมาธิเพื่อค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจัง รวมถึงมีส่วนเก็บแผนที่เก่าและเอกสารอ้างอิงต่างๆ จัดวางให้ค้นคว้าได้โดยง่าย ในขณะเดียวกัน บนชั้น 4 ก็มีส่วนขึ้นบันไดที่นั่งหรือ Auditorium ขนาดย่อม ตามแนวคิดการขยายขอบเขตวิธีเรียนรู้ให้กว้างออกไป นอกเหนือจากวิธีเรียนรู้แบบเดิม ด้วยการเอื้อให้มีการฉายหนัง จัดเสวนา หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสื่ออื่นอย่างภาพยนตร์หรือการจัดการบรรยายด้วย

และในขณะเดียวกัน เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นโครงการปรับปรุงห้องสมุดเป็นช่วงเดียวกับพระราชพิธีสำคัญเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งมั่นใจว่าทุกคนจำได้ดี การออกแบบฝ้าเพดานในบริเวณนี้จึงมีความพิเศษตรงที่คุณเสริมสินนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกรุงเทพฯ มาสร้างสรรค์เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพทางด้านผังเมือง ด้านการคมนาคม ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านสิ่งแวดล้อม ของพระองค์ท่าน

กล่าวได้ว่าสิ่งที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดนี้ คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่แรกเข้ามาในพื้นที่โถง ตลอดจนแทบทั่วทุกชั้น ด้วยโครงเหล็กสีเงินที่กรุรอบห้องและบันไดที่สร้างขึ้นใหม่ เหมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ร้อยรัดพื้นที่ตั้งแต่ชั้นแรกของห้องสมุดทะลุจนสุดสู่ชั้นบน

“ระบบในพื้นที่ที่เราเห็นซึ่งดูเป็นโครงมันไม่ใช่การตกแต่ง” คุณทวิตีย์อธิบาย

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เราสร้างโครงขึ้นในพื้นที่ เหมือนเป็นระบบพื้นฐานที่คนเอาของมาเสียบ มาเกี่ยว มาผูก มามัด มาทำอะไรได้หลายอย่าง เพื่อให้เกิดบางอย่างขึ้น ซึ่งอาจจะใช้จัดนิทรรศการก็ได้ หรือจะใช้นำเสนองาน เช่นการตรวจแบบในกลุ่มเล็กๆ เหมือนเป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่งว่าเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง 

“เพราะการเรียนรู้ของนิสิตสถาปัตย์ฯ ไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลเข้ามาอย่างเดียว มันอาจจะเกิดจากการที่เราได้ทดลองด้วย ก็เลยเริ่มทำให้เราจัดการพื้นที่ให้เป็นเหมือนพื้นที่เชิงทดลองที่นิสิตมาทดลองอะไรกับมันก็ได้ สร้างพื้นที่ใหม่ขึ้นมาจากมันได้ เป็นการที่เขาได้คิดอะไรใหม่ๆ ขณะเดียวกัน เมื่อเขาทำแล้วคนอื่นได้เห็น มันก็เป็นแรงบันดาลใจต่อคนอื่นๆ ที่ได้เห็น

“มันยังไม่จบน่ะ มันรอให้คนมาทำอะไรกับมัน”

แลกเปลี่ยน พบปะ เพื่อเรียนรู้ระหว่างกัน

ไม่แปลกใจแล้วว่าแรงบันดาลใจสำคัญต่ออนาคตนักออกแบบอาชีพ ไม่แพ้ความรู้ในตำรา แต่การพบปะหรือการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นสำคัญแค่ไหนต่อการทำงานออกแบบ

ข้อนี้อาจารย์สรายุทธได้ให้ความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มันมีข้อสังเกตคือ ที่บ้านเขามีปัจจัยสามอย่าง เช่น แอร์ ปลั๊ก กับไวไฟไหม มี ที่หอพักมีไหม ก็มี แล้วทำไมเขาไม่ไปทำงานแบบตัวใครตัวมัน

“คำตอบก็คือเขาต้องการสังคม เขาไม่ต้องการอยู่คนเดียว เขาอยากทำงานที่เห็นคนอื่น แม้จะนั่งอยู่ในห้องเงียบๆ อย่างในห้องสมุด แต่เขาก็ต้องการมีเพื่อนอยู่ข้างๆ คืออยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ”

หากไม่ใช่ในสตูดิโอ ก็อาจเป็นโถงใต้คณะฯ ถ้าอากาศร้อนเกินกว่าจะนั่งทำงาน นิสิตคณะสถาปัตย์ฯ ก็มักจะเลือกร้านกาแฟ จึงเหมือนเป็นธรรมชาติของนิสิตที่คงไม่เพียงแต่คณะสถาปัตย์ แต่อาจเป็นทุกๆ คณะและทุกๆ มหาวิทยาลัย ที่ขอแค่ได้เห็นหน้าค่าตากันในช่วงเวลาเคร่งเครียด ภาระในใจก็อาจจะทุเลาลงได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อย ชั่วครั้งชั่วคราว

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับห้องสมุดใหม่ ทั้งสี่ท่านก็ให้ความเห็นตรงกันว่า ตอบรับความต้องการของทั้งนิสิตและอาจารย์เป็นอย่างดี เพราะไม่เพียงแต่จะถูกใช้เป็นที่ทำงาน เป็นที่งีบพักระหว่างรอคาบเรียน แต่มันได้กลายเป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมต่อให้ทุกๆ ชั้นของตึกเข้าถึงห้องสมุดได้โดยตรง จากที่แต่เดิมจำเป็นต้องเดินลงมาข้างล่างก่อน รวมถึงเป็นครั้งแรกเสียด้วยซ้ำที่ผู้ใช้รถเข็นจะเข้าถึงห้องสมุดนี้ได้อย่างสะดวกสบาย 

โดยเฉพาะบนชั้น 2 ที่เมื่อถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ปิดอย่างห้องสมุดเป็นพื้นที่เชื่อมต่อผู้คนอย่าง Co-working Space พื้นที่พบปะของผู้คนที่ตั้งอยู่ในใจกลางคณะ ซึ่งนานๆ ครั้งเกิดขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นอีกความสำเร็จที่งอกงามขึ้นโดยธรรมชาติ

“มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของนิสิตในปัจจุบันและในอนาคตด้วย” อาจารย์ปิ่นรัชฎ์กล่าวเสริม

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มันเป็นพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตได้ดีมาก แล้วมันก็เหมือนเป็นแลนด์มาร์กหนึ่งสำหรับของคณะและมหาวิทยาลัยเลย ทุกคนจึงอยากเข้ามาดูหรือมีส่วนร่วม เราก็จะเห็นว่านิสิตใช้ส่วน Co-working Space เยอะ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราต้องคิดต่อว่าเราจะทำอย่างไรที่จะรองรับความต้องการเหล่านี้เพิ่ม” 

หรือดังที่อาจารย์สรายุทธกล่าวโดยสรุป

“ด้วยพื้นที่ที่อยู่ใจกลางคณะ แต่ก่อนเคยเป็นสตูดิโอ เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ของเรา พอถูกเปลี่ยนเป็นห้องสมุด มันก็เลยถูกตัดขาดจากการเป็นพื้นที่สตูดิโอ เป็นเหมือนทางตัน ไม่ลื่นไหลอย่างก่อน ทำให้คนไม่เจอกัน

“ตอนนี้เรากำลังเอาคนกลับเข้ามาเจอกัน เหมือนในอดีตที่มันเคยเป็น”

ห้องสมุด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องสมุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบริการสำหรับนิสิตคณะสถาปัตย์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. วันเสาร์เปิดบริการเวลา 10.00 – 16.00 น. พื้นที่ชั้น 2 วันธรรมดาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 22.00 น. นิสิตคณะอื่นใช้บริการได้ในวันพุธ ส่วนนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ต่างสถาบันและบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม ใช้บริการได้ในวันเสาร์

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

แม้ไม่ใช่คอกาแฟ ฉันเชื่อว่าคุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘อาข่า อ่ามา’ แบรนด์กาแฟเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย ‘ลี-อายุ จือปา’ หนุ่มชาวอาข่า เพื่อขายกาแฟคุณภาพระดับโลกให้ผู้บริโภค และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าผู้ผลิตในเวลาเดียวกัน

หลังถือกำเนิดและเติบโตมาหลายปี อาข่า อ่ามาได้ฤกษ์เปิด Akha Ama Living Factory บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ถือเป็น ‘บ้าน’ หลังแรกที่เป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเช่าพื้นที่ใครอื่น

Akha Ama Living Factory

โรงคั่วและร้านกาแฟ-นี่คงเป็นนิยามง่ายที่สุดของสถานที่นี้

แต่หลังฟังลีและทีมสถาปนิก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ผู้อยู่เบื้องหลังเล่าวิธีคิด ฉันก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงคั่วหรือคาเฟ่ทั่วไป

“เราอยากมีบ้านของตัวเอง” ลีเริ่มต้นเล่าจุดกำเนิด และบอกว่าเห็นภาพบ้านหลังนี้ในฐานะพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวกาแฟเพื่อสังคมที่ชื่อ อาข่า อ่ามา ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

สิ่งที่ลีอยากเล่าคือ องค์ความรู้เรื่องกาแฟ กระบวนการทำที่บ่งบอกว่าอาข่า อ่ามา ไม่ใช่แค่กาแฟที่ซื้อมาขายไป แต่ใส่ใจทุกขั้นตอนผลิต ความเป็นท้องถิ่นซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กาแฟทุกเมล็ดเสมอมา และเรื่องของกิจการเพื่อสังคมซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญของแบรนด์

ลึกซึ้งกว่านั้น ลีอยากให้ Akha Ama Living Factory สะท้อนความเชื่อของอาข่า อ่ามา เรื่อง `การอยู่ร่วมกัน’ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเกษตรของชาวอาข่าที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่า หรือแม้แต่วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกับสิ่งอื่นรายรอบอย่างสังคมและสิ่งแวดล้อม

Akha Ama Living Factory

อย่างไรก็ตาม ลีเองก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจเป็นรูปธรรมเองได้ เจ้าของแบรนด์กาแฟชาวอาข่าจึงเสาะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ทำงานออกแบบและวางผังพื้นที่โดยใส่ใจแง่มุมทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ

“ความประทับใจแรกคือ เราถามลีว่าทำไมมาซื้อที่นี่ ลีบอกว่าเพราะมีต้นฉำฉา นี่นายตัดสินใจง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอย้อนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่แน่นอน คำตอบนั้นสะท้อนรสนิยมที่ตรงกัน และพวกเขาก็กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างบ้านหลังนี้

Akha Ama Living Factory

ชาวใจบ้านบอกฉันว่า วิธีการทำงานของสตูดิโอไม่ได้เริ่มจากหาสไตล์ถูกใจ แต่เริ่มจากหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘ชีวิต’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อน ตั้งแต่ต้นไม้จนถึงสภาพแวดล้อมเดิม แล้วออกแบบอาคารและวางผังเข้าไปให้กลมกลืน

พื้นที่สร้าง Akha Ama Living Factory มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ย้อนไปในอดีต บริเวณนี้คือพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อมต่อกับภูเขา เป็นที่ให้กำเนิดลำเหมืองหรือสายน้ำไปหล่อเลี้ยงผืนนาและชุมชนใกล้เคียง ระหว่างเตรียมออกแบบอาคาร ชาวใจบ้านจึงลงมือปลูกต้นไม้ท้องถิ่นคืนให้พื้นที่ไปล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวต้นกาแฟซึ่งเติบโตเชื่อมโยงอยู่กับผืนป่าที่มีต้นไม้นานาชนิด (ต้นไม้ที่ปลูกยังช่วยเป็นร่มเงาให้ต้นโกโก้ซึ่งลีอยากปลูกด้วย) และขุดสระน้ำใหญ่เชื่อมโยงกับลำเหมืองที่มีอยู่

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ส่วนเรื่องโครงสร้างของ Akha Ama Living Factory ลีและชาวใจบ้านตั้งใจให้ใต้ร่มเงาต้นฉำฉากลายเป็นส่วนคาเฟ่ซึ่งเน้นให้คนได้ปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้ ส่วนระเบียงรอบๆ จึงออกแบบให้คนนั่งโดยหันหน้าเข้าหาต้นไม้สูงใหญ่เก่าแก่นี้ และแทนที่จะปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นหลุมปลูกไม้พุ่มเตี้ยๆ ก็เปลี่ยนเป็นนำตาข่ายมาขึงรอบๆ ให้เด็กปีนป่ายเล่น

เมื่อเดินเลยคาเฟ่แสนน่านั่งไป จะพบอาคารหลักที่ตั้งใจก่อสร้างโดยอุดหนุนวัสดุท้องถิ่น นั่นคืออิฐมอญทำมือแสนสวยที่ชาวบ้านผลิตกันยาวนานถึง 4 รุ่น เมื่อนำมาผสมกับไม้เก่าที่อบอวลด้วยร่องรอยอดีต ก็กลายเป็นการรวมตัวของสิ่งใหม่และเก่าอย่างลงตัว

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ถ้าผลักประตูเข้าด้านใน จะพบพื้นที่คาเฟ่ในอาคาร ซึ่งเปรียบเหมือนห้องรับแขกซึ่งคนมานั่งจิบกาแฟได้อย่างสบายใจ และได้เรียนรู้ สัมผัสจิตวิญญานการผลิตกาแฟแบบอาข่า อ่ามาเต็มที่ เพราะมีการออกแบบให้บริเวณนี้เห็นโรงคั่วและกระบวนการผลิตกาแฟที่ด้านหลังชัดเจน

แล้วเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะเจอห้องทำงานของลีและพื้นที่เอนกประสงค์ สูงขึ้นไปกว่านั้นคือดาดฟ้าโปร่งโล่งที่มีต้นไม้เขียวสวย

โรงคั่วกาแฟ

โถงบ้าน

หากลองสังเกต จะพบว่า Akha Ama Living Factory เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างมากมาย นั่นเพราะลีและชาวใจบ้านอยากให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เพื่อการพูดคุย และส่งต่อความรู้ผ่านกิจกรรมอย่างเวิร์กช็อปซึ่งไม่ได้จำกัดหัวข้อไว้แค่กาแฟ แต่ยังเปิดกว้างสำหรับหัวข้ออื่น เช่น การทำกิจการเพื่อสังคม

“ช่วงหลังเมื่อพวกโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทเยอะ เราไม่ค่อยมีเวิร์กช็อป มีการนัดพบที่คนมาเจอกัน คนจะคุยกันผ่านออนไลน์ แต่เมื่อการพบกันหายไป องค์ความรู้ต่างๆ ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอด ถึงพยายามทำผ่านสื่อออนไลน์ก็ได้แค่สารที่อาจจะสั้น ไม่ลึกซึ้ง และไม่ได้เกิดความสัมพันธ์ต่อกัน” ลีอธิบาย

Akha Ama Living Factory

สิ่งน่าสนใจในบ้านอาข่า อ่ามา ไม่หมดเพียงเท่านี้ ห่างออกไปจากตัวอาคารหลัก เราจะพบโรงครัวไว้ทำอาหารแบบ Slow Food เพราะลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของชาว Slow Food Youth Network Thailand หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารอร่อย มีคุณภาพ และยั่งยืน 

หากเดินสำรวจต่อไปยังส่วนหลังสุดของบ้านขนาด 5 ไร่ เราจะพบผืนป่าซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ เผื่อทำกิจกรรมอย่างการแคมปิ้งกลางธรรมชาติ (ชาวใจบ้านเล่าว่ามีกระต่ายป่ามาอยู่ร่วมบ้านเลยทีเดียว)

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งดีงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกคน จนถึงระบบการจัดการที่ตั้งใจรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การดักไขมัน บำบัดน้ำ และเน้นใช้แสงธรรมชาติในอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน

Akha Ama Living Factory

ความพิเศษอีกอย่างคือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหรือชาวชุมชน ตี๋บอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว การสร้างตึกในเชียงใหม่มักเกิดขึ้นโดยคนในย่านไม่รู้มาก่อน ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข แถมยังไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น ขณะที่ตอนสร้างบ้านหลังนี้ ชาวบ้านก็กังวลว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน ทีมใจบ้านจึงเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจรวมถึงเห็นการปลูกต้นไม้ ความสัมพันธ์ก็ราบรื่น

Akha Ama Living Factory

สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดและวิธีคิดในบ้านหลังใหม่ของอาข่า อ่ามา พื้นที่ซึ่งลีอยากให้ผู้คนได้มาศึกษา ต่อยอดความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องแนวคิดเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเราไม่ได้วางไว้ตอบคำถามทุกอย่าง แต่ทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดไอเดีย มีคนรุ่นใหม่โทรมาหา เขียนมาหาผมทุกวันว่า เขาไม่รู้จะเริ่มทำฝันให้เป็นจริงได้ยังไง ผมคิดว่าน่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการสื่อสาร เขามาแล้วอาจได้คำตอบกลับไปโดยที่ผมหรือทีมใจบ้านไม่ต้องพูดก็ได้” ชายหนุ่มผู้ก่อตั้งอาข่า อ่ามา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปีบอกเล่าสิ่งที่คิด

ลี-อายุ จือปา

และขณะที่คนทั่วไปได้เรียนรู้ วิธีการสร้าง Akha Ama Living Factory ซึ่งเปิดกว้างทางความคิดและเกื้อหนุนท้องถิ่น ก็ช่วยให้คนร่วมสร้างบ้านได้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ชาวใจบ้านสตูดิโอ ผู้รับเหมา จนถึงช่างทำอิฐมอญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ Akha Ama Living Factory ก้าวไปไกลเกินคำว่าโรงคั่วหรือร้านกาแฟ

แต่บางที, ลีอาจไม่ได้สนใจคำนิยาม เขาเพียงปลูกสิ่งที่อาข่า อ่ามา และตัวเองเชื่อมั่นให้มีชีวิตขึ้นบนผืนดิน

Aka Ama Living Factory

Location: ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
Map:

More Information:  facebook l    Akha Ama coffee

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load