ณ ยามเช้าวันหนึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่ผมเองจะเปิดประตูบ้านเพื่อเริ่มผจญภัยไปสู่ออฟฟิศในย่านตัวเมือง ผมได้ไถเลื่อนดูฟีดข่าวในแอพพลิเคชันมือถือ แล้วก็พบว่าผมไม่สามารถเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะลอยฟ้าได้อย่างปกติประจำในเช้าวันนั้น

ทำให้ผมจำเป็นต้องคิดจินตนาการเส้นทางในการเดินทางใหม่ในทันที ซึ่งเผอิญว่าโชคเข้าข้างผมนิดหน่อย เพราะว่าผมสามารถเปลี่ยนการเดินทางจากเดิม เป็นเส้นทาง ‘เรือคลองแสนแสบ’ แทน เพื่อไปยังปลายทางเดิมได้เช่นกัน

หลังจากที่ผมได้ก้าวตัวข้ามกราบเรือและนั่งลงบนแผ่นไม้ที่นั่งบนเรือคลองไปไม่นาน ณ ช่วงเวลานั้น ผมก็สัมผัสได้ถึงออร่าของงานดีไซน์แบบบ้านๆ แต่มีอะไรซ่อนอยู่ อบอวลไปทั้งมวลเรือ ท่ามกลางออร่าของหยดน้ำที่ลอยกระเซ็นมาประทับลงบนผิวหน้าแบบไม่ตั้งใจ จากการกระเพื่อมน้ำขึ้นและลงของลำเรือที่ดูเหมือนตั้งใจ

โดยที่ออร่าของดีไซน์ของเรือนี้นั้น ตัวผมเองเห็นได้ตั้งแต่งานฟังก์ชัน งานออกแบบรูปฟอร์ม งานออกแบบโครงสร้างและวิศวกรรม หรือแม้กระทั่ง UXD (User Experience Design)  ซึ่งแน่นอนว่าในสายตาสถาปนิกของผมเองแล้ว เราสามารถจัดเรือคลองแสนแสบให้อยู่ในกลุ่มหมวดงานสถาปัตยกรรมทำมือแบบไทยๆ ในระดับ A-list ได้เลยทีเดียว

และด้วยเหตุนี้ กลายเป็นว่าผมได้หลวมตัวกลายเป็นติ่งเรือแสนแสบไปโดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน และนี่ยังทำให้ผมได้คิดเพลินสนุกไปไกลว่าสถาปัตย์ทำมือที่วิ่งบนผิวน้ำนี้ ค่อนข้างเหมาะสำหรับในการถูกกล่าวและบรรจุเอาไว้ในคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ มากๆ เช่นกัน ซึ่งมันก็คือตอนนี้นี่เอง

เอาล่ะครับทุกท่าน…เรามาลองแล่นความคิดสำรวจงานดีไซน์ที่เหนือจินตนาการของเรือแสนแสบเหล่านี้กันครับ

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

แสนแสบครอง

‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’ เป็นวลีอมตะของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่กล่าวทิ้งเอาไว้ให้แก่โลกเมื่อ พ.ศ.2472 ซึ่งไอน์สไตน์เปรียบเทียบง่ายๆ ไว้ว่า ความรู้ก็เหมือนกับปัจจุบัน ส่วนจินตนาการเปรียบได้กับอนาคต จนกระทั่ง พ.ศ. 2533 เมื่อ บริษัท ครอบครัวขนส่ง จำกัด ได้ผลิตเรือโดยสารเข้ามาครองพื้นที่ในคลองแสนแสบ อนาคตชีวิตของคนกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งในตอนนั้นก็เปลี่ยนไปจากที่เคยจินตนาการไว้

จากอดีตที่คลองแสนแสบเคยเป็นเส้นทางขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์และเสบียงอาหารในสงครามอานามสยามยุทธ (ไทย-ญวน) ทำให้คลองแสนแสบนั้นมีลักษณะยาวเส้นก๋วยเตี๋ยว เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงแม่น้ำบางปะกง และแล้วเส้นก๋วยเตี๋ยวในระยะ 18 กิโลเมตรของคลองแสนแสบในเขตเมืองนั้นก็เปลี่ยนไป เมื่อ นายเชาวลิต เมธยะประภาส ผู้เป็นเจ้าของกิจการเดินเรือแสนแสบ ริเริ่มปรุงแต่งจินตนาการเส้นทางของคลองสายนี้ใหม่ จากคลองที่แสนธรรมดาให้กลายเป็นท่อทางด่วนส่งคน อันได้ไอเดียมาจากเส้นทางอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินในเมืองลอนดอนที่เรียกกันว่า ‘ท่อ’

ซึ่ง 9 ปีต่อมา เอกชนรายอื่นเพิ่งเริ่มทยอยสร้างท่อลอยฟ้าเพื่อให้รถไฟวิ่ง ในขณะที่ท่อคลองแสนแสบได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพไปล่วงหน้า โดยไม่ต้องไปลงทุนสร้างอะไรใหม่ แม้ว่าต้องจัดการกับสิ่งสกปรกในน้ำไปควบคู่กัน เนื่องด้วยท่อน้ำนี้เป็นระบบที่เปิดฝาไว้

จากเส้นทางคลองขุด 18 กิโลเมตร 1 ท่อ มีจำนวน 27 ท่าเรือ หากเราหย่อนตัวลงในเรือที่ท่าเรือผ่านฟ้าฯ (ต้นสาย) แล้วลองแล่นเรือไปเรื่อยๆ จนถึงปลายทางวัดศรีบุญเรือง เมื่อลองยกนาฬิกาที่สวมขึ้นมาดู เราจะพบว่าทั้งหมดใช้เวลาไปทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมงถ้วน โดยที่เราเสียเวลาในการขึ้นลงบนท่าเพียงไม่ถึงนาที เท่ากับว่าเราจะเสียเวลาไป 27 นาทีกับการขึ้นลงเรือ ทำให้เรือคลองสายนี้มีความเร็วในการเดินทางจริงๆ เท่ากับ 18 กิโลเมตรภายในครึ่งชั่วโมง

ซึ่งความเร็วระดับนี้สำหรับขนส่งสาธารณะในเมืองที่ยุ่งเหยิงนี้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คอนเซปต์หลักของบริการเรือแสนแสบคือขายการ ‘เวลา’ ไม่ใช่การขายตั๋วโดยสาร

เพราะว่าถึงแม้เรามีเงินซื้อนาฬิกาดีๆ ใส่ ก็ไม่ได้แปลว่า เรามีเวลามากพอให้กับการเดินทางในเมืองกรุงเทพมหานคร

เรือแสนแซ่บ

แม้ว่าในปัจจุบันนี้ความหมายของคำว่า ‘เผ็ช’ ‘แซ่บ’ ล้วนเกิดจากจินตนาการที่เวลาเห็นอะไรที่น่าสนใจ มีความเก๋ และสนุกสนาน แต่สำหรับผมแล้ว งานออกแบบสถาปัตย์ของเรือแสนแสบจะดูแสนแซ่บกว่านั้น

เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ทาง บริษัท ครอบครัวขนส่ง ได้ออกแบบและพัฒนาการออกแบบเรือแสนแสบมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีคิดการแก้ปัญหากับสภาพภูมิศาสตร์โดยเฉพาะ และเดินทางพัฒนาเข้ามาสู่เรือเวอร์ชันที่ 4 ตามมาติดๆ กับยุค 4.0 ซึ่งรุ่นที่เรานิยมคุ้นชิน (และที่ผมจะกล่าวถึง) ก็มักจะเป็นตัวเวอร์ชันที่ 3 ที่เราสามารถขึ้นลงจากตัวเรือทีเดียวหลายสิบคนเป็นแถวกระดานจากเพียงทางด้านข้างกราบเรือ

แน่นอนว่าการออกแบบที่สามารถถ่ายโอนผู้โดยสารทางด้านข้างของเรือแบบนี้ สอดคล้องกับคอนเซปต์ของการเน้นขาย ‘เวลา’ เป็นอย่างมาก เพียงเรากะพริบตาแบบไม่ใช่การพักสายตา ผู้คนหลายสิบคนก็สามารถเดินเรียงแถวบนท่าเรืออย่างชิลล์ๆ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการดีไซน์ทางขึ้นลงนี้ค่อนข้างขัดกับหลักสากล แต่ถ้าเราไปเทียบการขึ้นลงพวกระบบขนส่งแบบสากลแบบอื่นๆ ที่เข้าและออกเพียงแค่ประตูหัวท้าย การนอกกรอบแบบนี้ค่อนข้างฉลาดและทำเวลาได้ดีกว่าเห็นๆ โดยที่พนักงานประจำท่าเรือเคยคอนเฟิร์มกับเราไว้ว่า วิธีนี้สามารถลดเวลาจากวิธีแบบสากลได้ถึง 5 เท่า

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

และการดีไซน์ให้คนขึ้นลงเรือด้วยด้านข้างก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ต่อเนื่อง เราก็จะเห็นว่าทางเดินที่สามารถเดินตัดจากหัวเรือไปท้ายเรือจะหายไป แต่จะกลายเป็นแท่นม้านั่งแผ่นไม้หนายาวพาดลำขัดไปกับสองฝั่งเรือ วางเรียงเป็นแถวคล้ายเป็นกระดูกก้างปลา เว้นช่องว่างระยะที่นั่งประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถให้คนเดินตัดไปมาได้ซ้ายขวา โดยที่ไม่ต้องปีนกัน ซึ่งวิธีออกแบบนี้นอกจากทำให้คนขึ้นทางข้างเรือได้อย่างสะดวกแล้ว ยังเป็นการทำให้ที่นั่งมีจำนวน Maximum ถึง 60 ที่นั่ง รวมทั้งแผ่นไม้ที่พาดลำเรือก็กลายเป็นกระดูกเสริมของโครงเรือไปโดยปริยาย

ในขณะเดียวกัน ขนาดตัวเรือรุ่น 3 นี้นั้น จำต้องมีขนาดที่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ความกว้างของคลอง ความกว้างขอบนอกเรือจะอยู่ที่ 3.50 เมตร (รุ่นล่าสุดอยู่ที่ 3.80 เมตร) เพราะเวลาเรือสวนทางกันขนาดความกว้างนี้จะค่อนข้างขับได้แล้วสบายใจ ไม่ชนกัน ส่วนความยาวจากหัวเรือไปท้ายก็จะไม่เกิน 24 เมตร (เรือรุ่นท่องเที่ยวจะเหลือ 18 เมตร) ก็เนื่องด้วยเวลาเรือวิ่งไปถึงสุดสายบริเวณท่าวัดศรีบุญเรืองและท่าผ่านฟ้า ความยาว 24 เมตรจะเป็นระยะที่พอดีที่สามารถขับกลับหัวเรือได้อย่างพอดิบพอดี

อีกทั้งการที่เราต้องเปลี่ยนขบวนเรือที่ท่าเรือประตูน้ำก็เป็นเพราะเรื่องขนาดทางภูมิศาสตร์เช่นกัน เพราะว่าเมื่อเข้าสู่คลองช่วงใน (ท่าเรือประตูน้ำ-ท่าเรือผ่านฟ้าฯ) ขนาดความกว้างคลองจะเล็กลง เรือที่ถูกเปลี่ยนสลับกันก็จะเป็นเรือที่มีขนาดเล็กลง ซึ่งจะเล็กลงนิดหน่อยจนเราไม่รู้ตัว แต่นี่กลับมีผลต่อการเดินเรือค่อนข้างมากทีเดียว

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

และบนขนาด 24.00 x 3.50 เมตร พื้นที่ประมาณ 40% ถูกแบ่งให้เรื่องของงานวิศวกรรมล้วนๆ นอกจากที่นั่งคนขับที่ประกอบมาจากเบาะรถบัสและสามารถปรับเอนได้บริเวณด้านหน้าของเรือ ส่วนบริเวณท้องเรือ เราจะสามารถเห็นกล่องเหล็กเจาะรูสีส้มขนาดใหญ่ที่ขวางทางเดินช่วงกลางเรือ ซึ่งกล่องเหล็กนี้เป็นที่อยู่ของเครื่องยนต์ที่มีกำลังถึง 400 แรงม้า 6 ลูกสูบ ที่ดัดแปลงมาเครื่องยนต์รถบรรทุก ทำให้บางครั้งเราจะเห็นน้ำที่ไหลออกมาจากท่อกราบเรือ นั่นก็เพราะว่าเครื่องได้สูบน้ำจากคลองมาเพื่อลดความร้อน ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง เป็นการยืมวัตถุดิบจากภูมิศาสตร์มาใช้ได้อีกทาง

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

และบนขนาด 24.00 x 3.50 เมตร (ขออีกรอบ) การออกแบบรูปฟอร์มของตัวเรือเองก็มีลักษณะเพื่อใช้งานในแสนแสบโดยตรง เพราะถ้าเราเคยเห็นตัวเรือแสนแสบทั้งลำ เราจะพบว่าท้องเรือจะมีลักษณะท้องที่แบนราบ ขัดแย้งกับเรือโดยทั่วไปที่จะมีท้องเรือที่โค้งมนเพื่อสร้างบาลานซ์ไปกับคลื่นน้ำ ซึ่งจริงๆ แล้วการที่ท้องเรือแสนแสบนั้นมีลักษณะแบนก็เพราะเพื่อต้านกับแรงที่จะกดลงมหาศาลทางด้านข้างเรือ จากการเหยียบของผู้โดยสารขณะที่ขึ้นลงท่าเรือ

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

และถ้าเราได้เห็นการประกอบโครงสร้างเรือทั้งหมด เราก็จะพบว่าเรือแสนแสบถูกประกอบขึ้นด้วย 3 วัสดุเป็นหลักๆ โดยที่ช่วงล่างของเรือจะประกอบขึ้นด้วยโครงสร้างไม้รัดตัวเป็นกระดูก เชื่อมกันด้วยเทคนิคการตอกหมุดเหล็กและใช้น็อต ปิดหุ้มด้วยแผ่นไม้หนาสภาพดี และช่วงบนของเรือจะถูกประกอบขึ้นด้วยเหล็กท่อกลม 2 นิ้ว ดัดค่อมเป็นโครงหลังคาโค้ง โดยที่โครงเหล็กที่ตั้งจากพื้นเรือไปถึงโครงหลังคาจะมีความเซอร์พิเศษตรงที่เหล็กจะโดนตัดเป็นครึ่ง และเชื่อมกันด้วยข้อพับ กลายเป็นกลไกที่ทำให้หลังคาสามารถพับลดระดับความสูงเรือลงถึง 50% ด้วยการดึงเชือกที่มัดเอาติดเหล็กเอาไว้จากด้านหน้าของเรือ ก็เนื่องด้วยหากน้ำในคลองมีระดับที่สูงขึ้น เรือแสนแสบจำเป็นต้องลดระดับตัวเองเพื่อลอดใต้ท้องสะพานต่างๆ ระหว่างเส้นทางให้ได้ แม้ว่าอาจจะทับหัวผู้โดยสารในบางครั้ง

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

และสิ่งที่เป็นสำคัญสุดท้ายของวัสดุในการออกแบบเรือแสนแสบนี้ก็คือ การใช้ผืนผ้าใบ ที่ใช้ทั้งในการคลุมหลังคา และนำมาติดรอกชักที่สามารถดึงขึ้นได้คล้ายรั้วใส เพื่อป้องกันน้ำในคลองกระเด็นเข้าเรือ กระจายไปตามจุดต่างๆ ในเรือ ซึ่งการที่ต้องนำวัสดุผ้าใบมาใช้ ก็อาจเป็นเพราะคุณสมบัติที่สามารถกันน้ำและมีน้ำหนักเบา เลยทำให้นวัตกรรมของการออกแบบรอกกั้นน้ำนั้น มีมาตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนในเรือรุ่นแรกๆ ตามคำบอกเล่า ซึ่งแน่นอนว่าน้ำในคลองแสนแสบนั้นมีเลขของคุณภาพน้ำต่ำกว่ามาตรฐานมาก เมื่อเราไม่สามารถพอที่ทำให้กลับมาน้ำสะอาดได้ ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีป้องกันน้ำมากระทบผิวของเราแทน

ครอบครัวขนสัง (คม)

สำหรับสิ่งที่น่าสนใจและสามารถระบุได้ว่าเรือแสนแสบเป็นตัวอย่างงานออกแบบทำมือไทยๆ ที่ร้อนแรงมากๆ ก็คือ การที่เรือเปิดโอกาสให้เกิด Social Space หรือสเปซทางสังคม ที่สามารถจัดการและดำเนินกิจกรรมภายในเรือขึ้นด้วยผู้โดยสารกันเอง

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

ซึ่งกิจกรรมแบบ Social Space จะมีเริ่มให้เห็นตั้งแต่การที่เราจะโดนคนข้างๆ สะกิดเพื่อให้เราหยิบเงินของเขายืนให้กระเป๋าเรือที่ยืนอยู่ข้างกราบเรือ และกระเป๋าเรือยื่นตั๋วกลับมาให้เราสะกิดคนข้างๆ กลับคืนอีกที หรือกิจกรรมที่โดดเด่นและไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ การดึงรอกผ้าใบกั้นน้ำ

ถ้าถามว่าการดึงรอกมันเป็น Social Space อย่างไร มันสามารถอธิบายง่ายๆ เป็นภาพชัดเจนเลยว่า เมื่อเวลาเราเลือกที่นั่งในเรือ ถ้าบังเอิญได้นั่งเก้าอี้ที่ติดกับที่ชักรอก เราก็จะกลายเป็นความหวังของคนส่วนหนึ่งบนเรือ ที่หวังจะไม่เปียกน้ำในทันที และคุณยังต้องไม่เล่นมือถือเพลินเพื่อที่จะไม่ลืมปล่อยเชือกลงเมื่อถึงท่าเรือ ให้ผ้าใบที่กั้นปล่อยตัวลงให้ผู้โดยสารท่านอื่นๆ สามารถข้ามขึ้นลงได้ อีกทั้งการที่จะใช้งานผ้าใบกันน้ำได้เต็มประสิทธิภาพได้นั้น เราจำเป็นต้องมีคนที่ชักรอกพร้อมๆ กันทั้งเรืออีกด้วย ดึงคนเดียวไม่ช่วยอะไร อีกทั้งการใช้งานรอกกันน้ำนั้นยังมีความฟรีสไตล์มากๆ เนื่องด้วยธรรมชาติของการดึงเชือกเองนั้น ไม่ได้กำหนดแกนดึงซ้ายขวาชัดเจน ทำให้รอกนี้เปิดโอกาสให้กับจินตนาการผู้ใช้งานสุดๆ ไม่ว่าจะดึงจะข้างหน้า ข้างหลัง หรือนำมันไปเกี่ยวกับที่ใดๆ หรือล่าสุดมีคนเล่าว่าเห็นฝรั่งใสๆ ท่านหนึ่งดึงเชือกรอกไปผูกเป็นเงื่อนสวยงามกับราวจับเสียเลย คล้ายๆ ว่า จินตนาการสำคัญพอๆ กับอะไรก็เป็นได้

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

นี่จึงเป็นตัวอย่างของ Social Space ที่ผ่านวิธีคิดออกแบบมาแล้วแบบเซอร์ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้จัดการกันเองแบบงงๆ คล้ายต้องกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งผมว่ามันเวิร์กบนการใช้งานในระดับที่ค่อนข้างดี และก็ยังสอดคล้องกับคอนเซปต์เริ่มต้นทั้งหมดอีกด้วย

ซึ่งเรื่องของ Social Space ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งในงานวิทยานิพนธ์ของรุ่นน้องคนหนึ่งที่ค้นคว้าความหมายพื้นที่ไทยๆ ที่พูดไว้ว่า “การจะสร้างพื้นที่แบบไทยๆ ก็คือ การที่ปล่อยพื้นที่ให้คนไทยได้แสดงออกกันเอง” ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเรือแสนแสบก็น่าจะทำให้วิทยานิพนธ์นี้ดูมีเหตุผลจริงๆ

แม้ว่าตอนนี้เรือแสนแสบรุ่นที่ 3 นี้กำลังจะถูกปลดระวาง และปล่อยให้เรือรุ่นที่ 4 ที่มีความสากลและปลอดภัยขึ้นเข้ามาแทนที่แทนในอนาคตอันใกล้ อันเนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ ด้านที่สมเหตุสมผล แน่นอนว่าเรือที่เข้ามาแทนที่นั้น ก็ล้วนเกิดจากการเรียนรู้ความผิดพลาดและตั้งใจพัฒนาของบริษัทครอบครัวเดินเรือนี้ ซึ่งนับเป็นทีมงานที่มีการ R&D ที่น่าสนใจมากๆ

และในฐานะสถาปนิกดีไซเนอร์ไทยคนหนึ่ง จึงขอเป็นกำลังใจและขอเป็นติ่งในการเรียนรู้วิธีคิดในการออกแบบที่สุดเหนือจินตนาการจากครอบครัวขนส่งทำมือนี้ต่อๆ ไปในอนาคตนะครับ

ขอให้ชาวเมืองทุกท่านมีเวลาที่มากขึ้น และมีความสุขกับการเดินทางนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ เรือ, คลองแสนแสบ, สถาปัตยกรรม, เดินทาง, กรุงเทพฯ

*ขอขอบคุณข้อมูลจากพี่สายชล รองช่างใหญ่ ณ อู่ต่อเรือแสนแสบ
ขอขอบคุณ: สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล
บรรณานุกรม
1. หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ–กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“ปล่อย ชีวิตจริงทิ้งไป วางไว้ข้างทาง…”

คือเนื้อท่อนแรกของเพลง Vacation Time ถ้าเดาทางภาษาเพลงแล้วก็คงหมายถึง เหนื่อยก็พัก เอาภาระแวะวางทิ้งไว้ข้างทางเสียก่อน

แต่…ถ้าเราจะต้องแวะพักรถข้างทางล่ะ

เมื่อหมุนเพลงปิดและเริ่มหันซ้ายจากหลังพวงมาลัยเพื่อหาที่พักรถริมทาง เราก็มักจะพบสีแดงคาดขาวห้ามจอดที่ถูกทาอยู่ริมฟุตปาทที่มีมากและไม่สัมพันธ์กับปริมาณพื้นที่ริมทางทั้งหมด

จนสุดทางแพตเทิร์นของเขตห้ามจอดแล้ว ตอนนั้นเราก็มักจะเจอวัตถุต้องสงสัยสักชิ้นวางเป็นอุปสรรคสุดท้ายในการแวะพักรถของเราเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้กั้น หรืออะไรใดๆ ซึ่งวัตถุนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน ก็จะเป็นของเจ้าของที่ตรงนั้นนี่แหละ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

หลายครั้งเราจำต้องขับรถเลยไปอีกเพื่อหาที่พักรถที่อื่น หรือไม่ก็ต้องแอบยกวัตถุนั้นเขยื้อนหรือยกหลบ ซึ่งถ้าเรารู้จักเจ้าของที่ตรงนั้นเราก็จะรอดไป

การจอดริมทางฟรีๆ ในบ้านเรา เพียงวางวัตถุใดๆ ลงไปที่ข้างทาง พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่จอดที่ฟรีไม่จริงในทันที เป็นฟรีพาร์กกิ้งแบบไทยๆ ที่…ห้ามจอด ห้ามพัก ห้ามลักหน้าบ้าน

จะว่าไปแล้ว การสร้างพื้นที่ให้เกิดสัญญะโดยไม่มีตัวอักษรว่า ตรงนี้ห้ามจอดนะครับ (ทำเสียงดุๆ) มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในเชิงการสร้างพื้นที่มากๆ ในรูปแบบหนึ่ง เพียงวางของลงไปที่หน้าบ้านเฉยๆ นั้น มันทำให้เรากลายเป็นเจ้าที่เจ้าของข้างทางได้ขนาดนี้เลยหรือ

มาลองดูสิว่าใน อาคิเต็ก-เจอ รอบนี้เราจะมาหาคำตอบอะไร จากการใช้พื้นที่ฟรีพาร์กกิ้งได้บ้างครับผม

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

 

ห้ามจอด ห้ามพัก..

ผมโตมาในบ้านพักตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ที่มีหน้ากว้างพียง 4 เมตร ความทรงจำวัยเด็กของผม ในบ้านจะมีรถ Toyota Corona ปี 1985 คันสีขาวสะอาดไร้รอย ข้างในเบาะทั้งหมดกรุด้วยผ้ากำมะหยี่ จอดเทียบชิดริมฝั่งขวาที่เว้นระยะชิดให้พอเปิดประตูคนขับออกมาได้

ในทุกครั้งที่จะต้องออกเดินทางไปโรงเรียนในยามเช้าตรู่ ผมจะงัวเงียเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบแท่งไม้ที่ทาด้วยสีขาวแดงสลับกัน ปลายด้ามปักไปที่ก้อนคอนกรีตตรงพื้นเท้า

ด้วยน้ำหนักที่แรงเด็กยกไม่ไหว แต่ด้วยก้อนคอนกรีตเองนั้นถูกฝนขอบกลมมน ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถจับปลายไม้กลิ้งก้อนคอนกรีตนั้นอย่างง่ายดาย จนขยับไม้นั้นออกไปจนได้

ทันใดนั้น เสียงสตาร์ทรถจากในบ้านก็ดังกระหึ่มไปทั้งซอย และแล้วแม่ก็ขับรถสีขาวคันนั้นพุ่งออกมาจากคูหาเล็กๆ เลี้ยวรถออกไปเทียบบนถนนสาธารณะแคบๆ ใกล้บ้าน

หลังจากนั้นผมก็จะกลิ้งไอ้เจ้าไม้นั้นกลับเข้าไปที่เดิม และก็วิ่งต้อยๆ ขึ้นรถไปโรงเรียนก่อนที่จะไปเข้าแถวสาย ซึ่งเมื่อไปถึงที่โรงเรียนแล้ว กิจกรรมแบบนี้ก็จะถูกทำซ้ำอีกรอบหนึ่ง ณ ที่ลานจอดที่โรงเรียนนี่เอง

ผมเคยถามแม่ว่า บ้านเรามีเจ้าไม้ห้ามจอดได้อย่างไร แม่ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า เห็นที่โรงเรียนเขามีใช้กันก็เลยอยากได้บ้าง เลยไปหาซื้อตาม

ในเมื่อเราต้องขับรถออกจากบ้าน หากใครมาแอบมาจอดขวางหน้าบ้านในตอนเช้า เราก็ไปโรงเรียนไม่ได้สิ แน่นอนว่าหากไม่ทำแบบนั้น ก็จะเกิดสถานการณ์ดราม่าในซอยแน่นอน และคำตอบจากแม่นั้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าไม้ที่หน้าบ้านเรากับที่โรงเรียนมันคือแบบเดียวกัน ทั้งการทาสีและขนาด (?!)

ซึ่งสมัยก่อนเวลาใครจะมาเที่ยวบ้าน ผมก็มักจะบอกว่าหน้าบ้านฉันหาไม่ยาก สังเกตได้จากไอ้เจ้าไม้สีขาวแดงนี่แหละ นี่คือสัญลักษณ์บ้านฉันเอง ญาติๆ เองที่มาที่บ้านก็จะรู้กัน เขาก็จะกล้ายกไอ้ไม้นั้นออก แล้วจอดรถตัวเองเทียบแบบสบายๆ แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักหรือเพื่อนบ้าน ที่จะไม่กล้ายกมันจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากพ่อหรือแม่ของผม

เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงแท่งไม้เล็กๆ อันเดียวนั้นสามารถสร้างอาณาเขตเชิงพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม้ขนาดความกว้างคูณยาวไม่เกิน 30×30 เซนติเมตร กลับมีความสามารถครอบครองพื้นที่ได้ถึง 12 ตารางเมตร หรือ 2.40×5.00 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่จอดรถมาตรฐาน

และแล้วผมก็มาพบในตอน ม.ปลาย ตอนติวความถนัดทางสถาปัตย์พื้นฐานอีกทีว่า ทฤษฎีการสร้างพื้นที่ว่างนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างระนาบผนังหรือก่อกำแพง เพียงเราสร้างจุดบางอย่างตามมุมพื้น หรือว่ายกพื้นมาสัก 10 เซนติเมตร หรือว่าการที่เราวางโต๊ะตัวหนึ่งไว้กลางที่โล่ง เราก็สามารถเห็นขอบเขตและกรอบการใช้งานพื้นที่ว่างขึ้นมาเองทันที เห็นว่าเก้าอี้จะต้องมีกี่ตัว คนยืนล้อมโต๊ะได้กี่คน จะต้องเว้นให้คนเดินตรงไหน โดยไม่ต้องสร้างผนังกำหนดอะไรเลย

ผมว่าไอ้ไม้สีขาวแดงหน้าผมกำลังทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่ที่ไร้ผนังอยู่นั่นเอง

กระทั่งผมเรียนจบสถาปัตย์จากมหา’ลัย ไอ้เจ้าไม้แท่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมหน้าบ้านของมันที่เคยเสียแล้ว รถคันใหม่ถูกจอดทับไปแทนมันที่หน้าบ้าน บ้านผมมีรถ 2 คัน ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เวลาต้องเอารถคันที่อยู่ในบ้านออกมาใช้ ต้องมีอีกคนเอารถอีกคันวิ่งออกตาม เวลาใครจะมาเที่ยวบ้านก็จะต้องเอารถหน้าบ้านขับวนไปจอดที่อื่นก่อน

เสมือนว่าไม้ห้ามจอดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ที่หน้าบ้านมาช้านาน กลับถูกแปรสภาพกลายเป็นพื้นที่ของที่จอดของรถคันหนึ่งจริงๆ ไปเสียอย่างนั้น

 

ห้ามลักหน้าบ้าน

เมื่อกลับมาดูว่าอะไรคือการห้ามจอดของบ้านเมืองเราจริงๆ แล้ว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หมวด 4 การหยุดรถและจอดรถ ได้มีมาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้หยุดขับขี่เป็นประเด็นไว้ 8 แบบลักษณะไว้ดังนี้

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง (2) บนทางเท้า (3) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (4) ในทางร่วมทางแยก (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ (6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ (7) ในเขตปลอดภัย (8) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

พอลองดูในทุกลักษณะข้อห้ามแล้ว มันก็จะมีหัวข้อ (6) ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกรณีการห้ามจอดบริเวณหน้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าของ และ (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการห้ามจอดด้วยที่กั้น เพียงแต่ว่าสำหรับในกฏหมายตัวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ในกรณีของเจ้าหน้าที่จราจรและในทางกฎอาคารจอดรถ

จริงๆ แล้วที่วางกั้นการฟรีพาร์กกิ้งแบบบ้านๆ นั้น อาจจะไม่ได้เข่าข่ายใดๆ เลย กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการพื้นถิ่นแบบนอกลู่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดพื้นที่หน้าบ้านจากรถใครก็ไม่รู้

จากปัจจัยการที่ต้องเอารถของตนออกมาจากบ้าน ในขณะที่พื้นที่ทางเท้าตามกฎหมายไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งในทางเทคนิคเราก็จะเห็นโดยทั่วกันว่าสามารถทำได้ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่แน่ชัดนัก

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการได้เห็นที่กั้นในการป้องกันการฟรีพาร์กกิ้งโดยทั่วไปแล้ว เราจะพบว่าวิธีออกแบบนั้นจะมีลักษณะเป็นการใช้อุปกรณ์มาประยุกต์ ซึ่งมีความค่อนข้างหลากหลายและมีความครีเอทีฟประมาณหนึ่ง

จากการที่ผมได้ไปสำรวจและสังเกตมา ทำให้เราแบ่งประเภทได้ ดังนี้

1. แท่งไม้หรือท่อ PVC ที่ด้านฐานหล่อเป็นก้อนคอนกรีตในถัง-รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะการกั้นที่จอดแบบเบสิก นอกจากดูเข้าใจง่ายว่าตรงนี้ห้ามจอด ด้วยตัวคอนกรีตก้อนที่ปลายพื้นเองค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้คนที่คิดจะมายกออกเมื่อมาจับยกแล้ว จะต้องคิดอีกทีว่าควรยกไหมเพราะมันหนัก ซึ่งวิธีการทำอาจจะดูเหมือนง่าย จริงๆ ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า การหล่อคอนกรีตก้อนหนึ่งนั้นไม่ง่าย แต่เราก็จะเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปเขาทำกันเองจริงๆ เยอะมาก (แบบขายสำเร็จรูปก็มีนะ)

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

2. แท่นกั้นประกอบแบบ DIY – เป็นที่กั้นอีกรูปแบบที่เจอบ่อยๆ โดยคาดว่าเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากข้อ 1. เพราะว่าจะเป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเอง เพียงว่าไม่ได้เลือกวัสดุเป็นคอนกรีต แต่จะเป็นการประกอบเศษไม้เหลือใช้หรือเศษเหล็กต่างๆ และนำสร้างหน้าที่ใหม่ที่ทรงคุณค่า

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

3. เก้าอี้ไม้หรือเก้าอี้พลาสติก – นอกจากเก้าอี้จะมีไว้นั่งแล้ว ทั้งเก้าอี้ไม้และเก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วอย่างตอนเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งในการสร้างพื้นที่ห้ามจอดเอง เราก็จะพบการใช้เก้าอี้พลาสติกนี่แหละบ่อยมากๆ เข้าใจได้ว่ามันเบาและก็ยกไปมาง่าย ตอนไหนไม่ให้จอดก็เอามานั่ง นึกใจดีตอนไหนก็ยกมันไปเก็บละกัน 

ป้ายห้ามจอด

4. อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด – ในเมื่อจาก 3 ข้อที่ผ่านมานั้นยากไป เราก็เอาของที่ใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละนำมาใช้ ไม่ว่าจะราวตากผ้า กระถางต้นไม้ ถังปี๊บ เศษไม้พาเลท ยางรถยนต์ หรืออะไรก็ได้ที่จะพอคิดออกละกัน

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

จากทั้งหมดที่ผมได้ออกไปสำรวจและเจอมานั้น เข้าใจได้ว่ารูปแบบเหล่านี้มักจะถูกพัฒนาและลอกเลียนวิธีการใช้งานมาจากพวกรั้วกั้นและกรวยจราจรนี่แหละครับ

แม้ว่าด้วยกรอบองค์ความรู้ของผมเองอาจไม่สามารถเคาะได้ว่าวิธีการใช้วัตถุกั้นรถเหล่านี้มีความชอบธรรมแค่ไหน และด้วยวัฒนธรรมรถยนต์ส่วนตัวของบ้านเราที่มีปริมาณมาก ก็คงไปสัมพันธ์กับเหตุของการเกิดขึ้นของพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้ทั่วบ้านเมืองของเรา

แต่ในเชิงรูปแบบการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมแล้ว นี่นับเป็นรูปแบบการใช้สเปซที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกของงานดีไซน์ที่ดีต่อใจของทุกฝ่าย ทั้งคนอยากจอดและคนที่ห้ามจอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งถกกันในหลากประเด็นเลยเชียว

สุดท้าย…ท้ายสุด ผมได้เจอบทคัดย่อจากผลงานภาพถ่ายศิลปะของ คุณอัครา นักทำนา ในผลงานภาพถ่ายชุด Landlords (เจ้าที่) ซึ่งเป็นผลงานตั้งคำถามในเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ผมตั้งไว้ ก็คือเรื่องการวางสิ่งของริมทางจนเป็นเจ้าที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นๆ

บทคัดย่อกล่าวไว้ว่า “การวางสิ่งของริมข้างทางในเมืองไทยสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเพียงออกไปตามริมถนน หรือในตรอกซอกซอย ตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามัญไปจนถึงสิ่งแปลกพิสดาร..เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘วัฒนธรรมแบบไทยไทย’ ที่สั่งสมกันมานานจนผนวกรวมเข้ากับวิถีชีวิตในทุกวันนี้ได้อย่างไร้ที่ติ หรือเป็นเงาสะท้อนถึงการใช้อำนาจแบบไทยไทยที่เริ่มต้นจากเข้ายึดพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ จนสามารถแผ่อำนาจเข้าครอบครองพื้นที่ราวกับเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง และท้ายที่สุดเจ้าของเดิมก็ยอมรับอำนาจนั้นอย่างไร้ถ้อยคำโต้แย้ง”

จริงแท้แล้ว พื้นที่ห้ามจอดด้วยการวางสิ่งของที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจไทยๆ ระดับท้องถิ่นประเภทหนึ่งนั่นเอง

ขอให้สามารถหาที่จอดพักรถได้รวดเร็วตามที่ต้องการ และได้ที่ร่มไม่ให้เบาะข้างในรถต้องตากแดดนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

บรรณานุกรม

https://car.kapook.com/view188677.html
http://www.akkaranaktamna.com/series/Landlord/
http://web.krisdika.go.th

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load