“โอย….”

เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมือง โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย แน่นอนครับว่านี่ก็คือเสียงจากการบิดเนื้อบิดตัวให้หายเมื่อย ลุกขึ้นมาจากเตียงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย

“เอี๊ยด….”

ส่วนเสียงนี้ก็เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมืองเช่นกัน โดยเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย และก็ยังเป็นเสียงของการยืดเส้นยืดสายเหมือนกันด้วย (หา?) ใช่ครับ มันไม่ใช่เสียงจากเนื้อตัว เพียงแต่จะเป็นการยืดเส้นข้อพับและยืดสายของประตูเหล็กยืดซึ่งกำลังถูกเปิดที่หน้าบ้านตึกแถว ในตอนเช้าที่ผู้คนต้องรีบเร่งออกไปทำงานนั่นเอง

เสียงเอี๊ยดจากประตูเหล็กยืดนี้ค่อนข้างที่จะชินหูเกินไป จนทำให้เราได้ยินสำเนียงภาษาของเจ้าประตูเหล็กยืดในทางสถาปัตยกรรมไม่ค่อยชัดเจนนัก (ปูเข้าเรื่องได้สวยงาม) สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว เสียงประตูเหล็กยืดนี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตมาก เพราะมันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของบ้านที่ค่อนข้างไม่มีใครสนใจและถูกทิ้งไว้แบบเงียบๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดค่อนข้างเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญในด้านการใช้งานจริงๆ และมีความจำเป็นต่อบ้านตึกแถวมากๆ จนมักกลายเป็นภาพจำของบ้านคนไทยในปัจจุบัน

ในขณะที่หน้าที่ของผมก็คือชวนคุยและตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมรอบตัวแบบง่ายๆ อารมณ์ดีดังชื่อคอลัมน์นี้ แน่นอนว่าเสียงของไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดก็เป็นหนึ่งในภาษาของสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่ผมต้องค้นหา

ณ ตอนนี้ สำหรับใครนั่งอ่านคอลัมน์นี้บนหน้าจอใดๆ แล้วเริ่มมีอาการเมื่อย ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันสักหน่อย และเตรียมพร้อมไปค้นหาภาษาของเส้นสายที่ยืดได้ของประตูเหล็กยืดหน้าบ้านนี้กันครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

 

Door to the City

ถ้าจะอธิบายหน้าตาของประตูเหล็กยืดแล้ว ประตูเหล็กยืดคือประตูเหล็กที่เกิดจากการประกอบของเส้นเหล็กยาวจำนวนหลายๆ ชิ้น วางถี่ๆ ต่อกันด้วยกลไกข้อต่อที่ยืดหดได้ หน้าตาคล้ายขาของกรรไกรไขว้ไปมา โดยที่ชิ้นส่วนทั้งหมดนั้นประกอบขึ้นเป็นแผงคล้ายกรงเหล็กที่ยืดเปิด-ปิดได้ ประตูเลื่อนได้เนื่องด้วยล้อยึดที่ปลายของเส้นเหล็กที่วางหิ้วบนรางเหล็กวงกบบริเวณขอบบนประตู และเรามักจะเห็นการทำประตูเหล็กบังตาที่คล้ายๆ บานพับซ้อนด้านหลังของประตูเหล็กยืดอีกที

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

เป็นที่แน่นอนว่าเจ้าประตูเหล็กยืดส่วนมากมักปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านตึกแถว มีให้เห็นตั้งแต่สภาพเก่ามากยันใหม่มาก และเนื่องด้วยข้อมูลบันทึกที่มาที่ไปของประตูเหล็กยืดในไทยค่อนข้างน้อยมากจนทำให้เราไม่รู้ว่ามันเริ่มใช้ในไทยเมื่อใด แต่ก็เชื่อได้ว่าประตูเหล็กยืดเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัตอุตสาหกรรม เพราะว่าประตูเหล็กยืดมีลักษณะการใช้งานรูปแบบถอดประกอบ ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตจนวิธีนำมาติดตั้ง

และด้วยตัวผู้เขียนเองก็เติบโตในบ้านตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดแบบนี้มาถึง 27 ปี จึงได้ลองสอบถามทางบิดาตัวเองดูว่า ก่อนหน้าที่แกจะมีบ้านตึกแถวหลังนี้ ในยุคของแกนั้นประตูเหล็กยืดมันเริ่มใช้กันหรือยัง ซึ่งหลังจากการสอบถามแบบกองโจรระหว่างอาหารมื้อเช้า ก็พบว่าประตูยืดนั้นมีมาตั้งแต่ตอนเด็กที่แกมากรุงเทพฯ อยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะเมื่อเกือบๆ 60 ปีก่อน โดยที่ตัวผมเองยังนั่งคิดต่อแล้วคิดต่ออีกว่า จริงๆ มันก็น่าจะมีอายุเก่าแก่กว่านั้น

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ลายแทงตำแหน่งประตูเหล็กยืดเก่าแก่บานหนึ่งริมถนนอาคารตึกแถวราชดำเนิน ซึ่งเป็นประตูเหล็กยืดที่มีแพตเทิร์นหน้าตาประหลาดกว่าประตูทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็แลดูมีความคราฟต์มากกว่าบานทั่วไปเช่นกัน ผมพบว่ามันมีอายุค่อนข้างพอๆ กับอายุของอาคารตึกแถวราชดำเนินหลังนี้ ที่สร้างเสร็จมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2483 ซึ่งก็คือเกือบ 80 ปีที่แล้ว สอดคล้องกับที่ผมประมาณจากสิ่งที่พ่อผมเล่าไปอีก 20 ปี ซึ่งเมื่อผมบวกลบด้วยการประมาณการของผมอีกทีแล้ว เป็นไปได้ว่าประตูเหล็กยืดน่าจะถูกนำมาใช้ในไทยตั้งแต่เมื่อ 80 – 90 ปี

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

อีกประเด็นของประตูเหล็กยืดที่น่าสนใจก็คือ การปรากฏตัวขึ้นของประตูเหล็กยืดนั้นใช้เพื่อปิดซ้ำบนบานประตูเฟี้ยมไม้ของบ้านตึกแถวพาณิชย์ในยุคแรกเริ่มอีกชั้นหนึ่ง อาจเพราะว่าบานประตูเหล็กยืดค่อนข้างมีการใช้งานที่สอดคล้องกับการใช้ประตูไม้แบบเดิมได้ดี การยืดของประตูให้สุดนั้นจะทำให้หน้าบ้านมีพื้นที่เปิดโล่ง เหมาะสมเป็นพื้นที่หน้าร้านสำหรับทำมาค้าขาย สิ่งเหล่านี้สามารถบ่งบอกเป็นนัยได้ว่าเจ้าประตูเหล็กยืดนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่ออาคารตึกแถวในระยะหลังที่ประตูไม้ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในเมืองได้ และนี่ก็อาจเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าประตูเหล็กยืดบุกเข้ายึดบ้านตึกแถวด้วยเส้นสายเหล็กไปทั้งเมืองไทยนั่นเอง

ประตูเหล็กยืด

 

Element Through the City

ตึกแถวมันเหมือนฟองน้ำ มันสามารถซึมซับอะไรเข้าไปก็ได้ มันเลยเป็นประเภทของอาคารที่ปรับปรุงได้ง่าย การจะเอาเหล็กยืดเข้ามาใส่มันก็ดูไม่ได้เขินอะไร

“แต่พอเป็นบ้านใหญ่ๆ การใส่เหล็กยืดมันก็อาจจะดูเคอะเขิน มันก็ส่งผลให้ประตูเหล็กยืดดูเหมาะกับตึกแถว เพราะถ้าเอามันมาอยู่กับบ้านเดี่ยว มันก็ต้องดีไซน์อีกแบบหนึ่งถึงจะดูเข้ากันได้ เพราะภาษามันก็เปลี่ยน ถ้าเราลองเอาเหล็กยืดไปติดกับบ้านไทยเดิมก็ไม่รู้ว่ามันเข้ากันไหม”

นี่คือเสียงความเห็นเกี่ยวกับประตูเหล็กยืดในเมืองไทยโดย พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre บริษัทสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีผลงานด้านการออกแบบตึกแถวที่น่าสนใจในขณะนี้

เหตุที่บทความนี้มีเสียงพี่น็อต นั่นก็เพราะเมื่อปี 2557 ทีมพี่น็อตออกแบบโฮสเทลที่มีชื่อว่า Bed Station Hostel ซึ่งเป็นโฮสเทลที่ใช้ลูกเล่นของประตูเหล็กยืดมาออกแบบ โดยที่ทีมพี่น็อตได้นิยามประตูเหล็กยืดแบบใหม่ด้วยการนำมันมาจัดวางแบบไม่ซ้ำใคร จนเกิดเป็นแผงประตูเหล็กยืดที่สลับจังหวะบนผิวหน้าอาคารได้อย่างน่าสนใจ จนผมต้องมาขอความรู้เกี่ยวกับประตูเหล็กยืดจากทีมสถาปนิกทีมนี้

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“มันเป็นเหมือน City Element ของการใช้ชีวิตสไตล์เมืองๆ มันทำให้เรารู้สึก Industrial เพราะวัสดุเองเป็นผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม จริงๆ ประตูเหล็กยืดมันก็ไม่ได้มีแค่ในไทย ที่อื่นก็มีเช่นกัน ญี่ปุ่นก็มี ยุโรปก็มี ที่ไหนก็มีใช้ ซึ่งหน้าตามันก็ใกล้เคียงกันมาก เพราะว่ามันคือการใช้งานในระบบเดียวกัน

“ประตูเหล็กยืดเป็นเทรนด์ที่เข้ามาจากข้างนอก ซึ่งพอเอาเหล็กยืดมาแปะกับบ้านตึกแถวปุ๊บ ปรากฏว่ามันอยู่ได้ นั่นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามามันดันเข้ากับการใช้ชีวิตเดิมได้พอดี ประตูเหล็กก็เลยอาจเป็น Urban Vernacular ของอาคารในเมืองได้เช่นกัน เพราะว่ามันคือ Element แบบหนึ่ง ซึ่งถ้าลองปรับตัวมาอยู่บ้านที่ไม่ใช่ตึกแถว ประตูเหล็กยืดเองก็ไม่ได้ถูกเรียกร้องให้นำออกมาใช้เช่นกัน”

แล้วนิยามของความเป็นพื้นถิ่นร่วมสมัย (Urban Vernacular) มันเกี่ยวข้องกับประตูเหล็กยืดนี้อย่างไร ผมโยนประเด็นไปอีกที เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสนใจและพยายามนิยามองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้อยู่

“ความเป็นพื้นถิ่นมันก็คือการอยู่ตรงนั้น เขาใช้อะไรกัน เขาอยู่กันอย่างไร ถ้าเราจะไปเทียบว่า Vernacular ของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดที่มีพื้นที่โปร่งเยอะ มันไม่เหมือนกัน” พี่น็อตตอบ และกล่าวต่อไปว่า

“ดังนั้น คำว่า Vernacular ที่ร่วมสมัยขึ้นและเป็นอยู่กับปัจจุบันในเมือง มันก็จะเป็นรูปแบบตึกแถว บ้านแถว นี่ก็เป็น Vernacular ในช่วงเวลาหนึ่ง การมีประตูเหล็กยืดก็เช่นกัน Vernacular มันเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา อย่างในกรุงเทพฯ เองถ้าวันหนึ่งการมีศาลาบ้านบนดาดฟ้ามันฮิต มันก็จะกลายเป็นเทรนด์ของมันเองเช่นเดียวกัน”

แล้วในขณะที่เทรนด์การออกแบบในอนาคตกำลังเปลี่ยนไป ประตูเหล็กยืดมีสิทธิ์ที่จะไปต่อได้ไหม

“เหมือนประตูเหล็กยืดมันก็ยังพอไปต่อได้นะ มันอยู่ที่คนลองใช้ อย่างพี่ก็ลองนำมาใช้ใหม่เป็นหน้าอาคาร เพราะว่าองค์ประกอบของเหล็กพวกนี้พอมันถูกย่อยออกมาเป็นชิ้นๆ เราก็สามารถทำให้ประตูเหล็กยืดเป็นผนังโค้งได้ เราจะเห็นว่าบางบ้านประตูมันโค้งปิดขอบข้าง นั่นเพราะมันถูกออกแบบให้เป็นหน่วยย่อยๆ มันคือพื้นฐานของการจัดองค์ประกอบเลย ซึ่งถ้าอีกหน่อยในอนาคตอาคารนี้มันโค้งขึ้น เราก็สามารถใช้ประตูเหล็กยืดในการออกแบบได้อีก มันอยู่ที่เราทดลองใช้มันไปทางไหน”

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“โอย….”

นี่เป็นเสียงจากการบิดตัวยืดเส้นยืดสายของตัวผมเอง หลังจากนั่งพิมพ์เรื่องราวการหาความหมายและภาษาของประตูเหล็กยืดมาสักระยะใหญ่

ผมพบว่าสิ่งของใดๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันแล้ว เราก็จะมักลืมสร้างบทสนทนากับเขาไป เสียงของสิ่งรอบตัวก็อาจเงียบหายไปโดยเราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของประตูเหล็กยืดเหล่านี้ที่ดูเหมือนกำลังหมดเสียงในการใช้งานลง แต่เมื่อผมลองทักทายและพูดคุยกับเขาดู ผมก็พบว่าบนช่วงอายุ 80 – 90 ปีของพวกเขานั้นยังสามารถไปต่อได้ในบริบทสังคมไทย

อีกทั้งผมคิดว่าเราสามารถยืดอายุการใช้งานพวกเขาได้อีกยาวนาน ถ้าเราลองตั้งคำถามและทดลองนำประตูนี้ไปใช้ในบริบทใหม่ๆ ได้ และนั่นอาจทำให้เกิดนิยามของประตูเหล็กยืดใหม่ๆ ในเมืองไทย 4.0 ก็เป็นได้ครับผม

เพียงแค่เราสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับเขา เราอาจจะได้ยินเสียงประตูเหล็กยืดที่มีมากกว่าแค่เสียง

“เอี๊ยด….”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการยืดเส้นสายประตูเหล็กยืด และออกจากบ้านไปเจอเรื่องที่มีความสุขในชีวิตนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

ขอขอบคุณ

พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre

 

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3260
  2. https://dsignsomething.com/2015/12/28/รอยต่อสถาปัตยกรรมบนถนน/

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load