“โอย….”

เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมือง โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย แน่นอนครับว่านี่ก็คือเสียงจากการบิดเนื้อบิดตัวให้หายเมื่อย ลุกขึ้นมาจากเตียงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย

“เอี๊ยด….”

ส่วนเสียงนี้ก็เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมืองเช่นกัน โดยเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย และก็ยังเป็นเสียงของการยืดเส้นยืดสายเหมือนกันด้วย (หา?) ใช่ครับ มันไม่ใช่เสียงจากเนื้อตัว เพียงแต่จะเป็นการยืดเส้นข้อพับและยืดสายของประตูเหล็กยืดซึ่งกำลังถูกเปิดที่หน้าบ้านตึกแถว ในตอนเช้าที่ผู้คนต้องรีบเร่งออกไปทำงานนั่นเอง

เสียงเอี๊ยดจากประตูเหล็กยืดนี้ค่อนข้างที่จะชินหูเกินไป จนทำให้เราได้ยินสำเนียงภาษาของเจ้าประตูเหล็กยืดในทางสถาปัตยกรรมไม่ค่อยชัดเจนนัก (ปูเข้าเรื่องได้สวยงาม) สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว เสียงประตูเหล็กยืดนี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตมาก เพราะมันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของบ้านที่ค่อนข้างไม่มีใครสนใจและถูกทิ้งไว้แบบเงียบๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดค่อนข้างเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญในด้านการใช้งานจริงๆ และมีความจำเป็นต่อบ้านตึกแถวมากๆ จนมักกลายเป็นภาพจำของบ้านคนไทยในปัจจุบัน

ในขณะที่หน้าที่ของผมก็คือชวนคุยและตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมรอบตัวแบบง่ายๆ อารมณ์ดีดังชื่อคอลัมน์นี้ แน่นอนว่าเสียงของไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดก็เป็นหนึ่งในภาษาของสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่ผมต้องค้นหา

ณ ตอนนี้ สำหรับใครนั่งอ่านคอลัมน์นี้บนหน้าจอใดๆ แล้วเริ่มมีอาการเมื่อย ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันสักหน่อย และเตรียมพร้อมไปค้นหาภาษาของเส้นสายที่ยืดได้ของประตูเหล็กยืดหน้าบ้านนี้กันครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

 

Door to the City

ถ้าจะอธิบายหน้าตาของประตูเหล็กยืดแล้ว ประตูเหล็กยืดคือประตูเหล็กที่เกิดจากการประกอบของเส้นเหล็กยาวจำนวนหลายๆ ชิ้น วางถี่ๆ ต่อกันด้วยกลไกข้อต่อที่ยืดหดได้ หน้าตาคล้ายขาของกรรไกรไขว้ไปมา โดยที่ชิ้นส่วนทั้งหมดนั้นประกอบขึ้นเป็นแผงคล้ายกรงเหล็กที่ยืดเปิด-ปิดได้ ประตูเลื่อนได้เนื่องด้วยล้อยึดที่ปลายของเส้นเหล็กที่วางหิ้วบนรางเหล็กวงกบบริเวณขอบบนประตู และเรามักจะเห็นการทำประตูเหล็กบังตาที่คล้ายๆ บานพับซ้อนด้านหลังของประตูเหล็กยืดอีกที

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

เป็นที่แน่นอนว่าเจ้าประตูเหล็กยืดส่วนมากมักปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านตึกแถว มีให้เห็นตั้งแต่สภาพเก่ามากยันใหม่มาก และเนื่องด้วยข้อมูลบันทึกที่มาที่ไปของประตูเหล็กยืดในไทยค่อนข้างน้อยมากจนทำให้เราไม่รู้ว่ามันเริ่มใช้ในไทยเมื่อใด แต่ก็เชื่อได้ว่าประตูเหล็กยืดเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัตอุตสาหกรรม เพราะว่าประตูเหล็กยืดมีลักษณะการใช้งานรูปแบบถอดประกอบ ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตจนวิธีนำมาติดตั้ง

และด้วยตัวผู้เขียนเองก็เติบโตในบ้านตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดแบบนี้มาถึง 27 ปี จึงได้ลองสอบถามทางบิดาตัวเองดูว่า ก่อนหน้าที่แกจะมีบ้านตึกแถวหลังนี้ ในยุคของแกนั้นประตูเหล็กยืดมันเริ่มใช้กันหรือยัง ซึ่งหลังจากการสอบถามแบบกองโจรระหว่างอาหารมื้อเช้า ก็พบว่าประตูยืดนั้นมีมาตั้งแต่ตอนเด็กที่แกมากรุงเทพฯ อยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะเมื่อเกือบๆ 60 ปีก่อน โดยที่ตัวผมเองยังนั่งคิดต่อแล้วคิดต่ออีกว่า จริงๆ มันก็น่าจะมีอายุเก่าแก่กว่านั้น

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ลายแทงตำแหน่งประตูเหล็กยืดเก่าแก่บานหนึ่งริมถนนอาคารตึกแถวราชดำเนิน ซึ่งเป็นประตูเหล็กยืดที่มีแพตเทิร์นหน้าตาประหลาดกว่าประตูทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็แลดูมีความคราฟต์มากกว่าบานทั่วไปเช่นกัน ผมพบว่ามันมีอายุค่อนข้างพอๆ กับอายุของอาคารตึกแถวราชดำเนินหลังนี้ ที่สร้างเสร็จมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2483 ซึ่งก็คือเกือบ 80 ปีที่แล้ว สอดคล้องกับที่ผมประมาณจากสิ่งที่พ่อผมเล่าไปอีก 20 ปี ซึ่งเมื่อผมบวกลบด้วยการประมาณการของผมอีกทีแล้ว เป็นไปได้ว่าประตูเหล็กยืดน่าจะถูกนำมาใช้ในไทยตั้งแต่เมื่อ 80 – 90 ปี

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

อีกประเด็นของประตูเหล็กยืดที่น่าสนใจก็คือ การปรากฏตัวขึ้นของประตูเหล็กยืดนั้นใช้เพื่อปิดซ้ำบนบานประตูเฟี้ยมไม้ของบ้านตึกแถวพาณิชย์ในยุคแรกเริ่มอีกชั้นหนึ่ง อาจเพราะว่าบานประตูเหล็กยืดค่อนข้างมีการใช้งานที่สอดคล้องกับการใช้ประตูไม้แบบเดิมได้ดี การยืดของประตูให้สุดนั้นจะทำให้หน้าบ้านมีพื้นที่เปิดโล่ง เหมาะสมเป็นพื้นที่หน้าร้านสำหรับทำมาค้าขาย สิ่งเหล่านี้สามารถบ่งบอกเป็นนัยได้ว่าเจ้าประตูเหล็กยืดนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่ออาคารตึกแถวในระยะหลังที่ประตูไม้ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในเมืองได้ และนี่ก็อาจเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าประตูเหล็กยืดบุกเข้ายึดบ้านตึกแถวด้วยเส้นสายเหล็กไปทั้งเมืองไทยนั่นเอง

ประตูเหล็กยืด

 

Element Through the City

ตึกแถวมันเหมือนฟองน้ำ มันสามารถซึมซับอะไรเข้าไปก็ได้ มันเลยเป็นประเภทของอาคารที่ปรับปรุงได้ง่าย การจะเอาเหล็กยืดเข้ามาใส่มันก็ดูไม่ได้เขินอะไร

“แต่พอเป็นบ้านใหญ่ๆ การใส่เหล็กยืดมันก็อาจจะดูเคอะเขิน มันก็ส่งผลให้ประตูเหล็กยืดดูเหมาะกับตึกแถว เพราะถ้าเอามันมาอยู่กับบ้านเดี่ยว มันก็ต้องดีไซน์อีกแบบหนึ่งถึงจะดูเข้ากันได้ เพราะภาษามันก็เปลี่ยน ถ้าเราลองเอาเหล็กยืดไปติดกับบ้านไทยเดิมก็ไม่รู้ว่ามันเข้ากันไหม”

นี่คือเสียงความเห็นเกี่ยวกับประตูเหล็กยืดในเมืองไทยโดย พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre บริษัทสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีผลงานด้านการออกแบบตึกแถวที่น่าสนใจในขณะนี้

เหตุที่บทความนี้มีเสียงพี่น็อต นั่นก็เพราะเมื่อปี 2557 ทีมพี่น็อตออกแบบโฮสเทลที่มีชื่อว่า Bed Station Hostel ซึ่งเป็นโฮสเทลที่ใช้ลูกเล่นของประตูเหล็กยืดมาออกแบบ โดยที่ทีมพี่น็อตได้นิยามประตูเหล็กยืดแบบใหม่ด้วยการนำมันมาจัดวางแบบไม่ซ้ำใคร จนเกิดเป็นแผงประตูเหล็กยืดที่สลับจังหวะบนผิวหน้าอาคารได้อย่างน่าสนใจ จนผมต้องมาขอความรู้เกี่ยวกับประตูเหล็กยืดจากทีมสถาปนิกทีมนี้

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“มันเป็นเหมือน City Element ของการใช้ชีวิตสไตล์เมืองๆ มันทำให้เรารู้สึก Industrial เพราะวัสดุเองเป็นผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม จริงๆ ประตูเหล็กยืดมันก็ไม่ได้มีแค่ในไทย ที่อื่นก็มีเช่นกัน ญี่ปุ่นก็มี ยุโรปก็มี ที่ไหนก็มีใช้ ซึ่งหน้าตามันก็ใกล้เคียงกันมาก เพราะว่ามันคือการใช้งานในระบบเดียวกัน

“ประตูเหล็กยืดเป็นเทรนด์ที่เข้ามาจากข้างนอก ซึ่งพอเอาเหล็กยืดมาแปะกับบ้านตึกแถวปุ๊บ ปรากฏว่ามันอยู่ได้ นั่นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามามันดันเข้ากับการใช้ชีวิตเดิมได้พอดี ประตูเหล็กก็เลยอาจเป็น Urban Vernacular ของอาคารในเมืองได้เช่นกัน เพราะว่ามันคือ Element แบบหนึ่ง ซึ่งถ้าลองปรับตัวมาอยู่บ้านที่ไม่ใช่ตึกแถว ประตูเหล็กยืดเองก็ไม่ได้ถูกเรียกร้องให้นำออกมาใช้เช่นกัน”

แล้วนิยามของความเป็นพื้นถิ่นร่วมสมัย (Urban Vernacular) มันเกี่ยวข้องกับประตูเหล็กยืดนี้อย่างไร ผมโยนประเด็นไปอีกที เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสนใจและพยายามนิยามองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้อยู่

“ความเป็นพื้นถิ่นมันก็คือการอยู่ตรงนั้น เขาใช้อะไรกัน เขาอยู่กันอย่างไร ถ้าเราจะไปเทียบว่า Vernacular ของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดที่มีพื้นที่โปร่งเยอะ มันไม่เหมือนกัน” พี่น็อตตอบ และกล่าวต่อไปว่า

“ดังนั้น คำว่า Vernacular ที่ร่วมสมัยขึ้นและเป็นอยู่กับปัจจุบันในเมือง มันก็จะเป็นรูปแบบตึกแถว บ้านแถว นี่ก็เป็น Vernacular ในช่วงเวลาหนึ่ง การมีประตูเหล็กยืดก็เช่นกัน Vernacular มันเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา อย่างในกรุงเทพฯ เองถ้าวันหนึ่งการมีศาลาบ้านบนดาดฟ้ามันฮิต มันก็จะกลายเป็นเทรนด์ของมันเองเช่นเดียวกัน”

แล้วในขณะที่เทรนด์การออกแบบในอนาคตกำลังเปลี่ยนไป ประตูเหล็กยืดมีสิทธิ์ที่จะไปต่อได้ไหม

“เหมือนประตูเหล็กยืดมันก็ยังพอไปต่อได้นะ มันอยู่ที่คนลองใช้ อย่างพี่ก็ลองนำมาใช้ใหม่เป็นหน้าอาคาร เพราะว่าองค์ประกอบของเหล็กพวกนี้พอมันถูกย่อยออกมาเป็นชิ้นๆ เราก็สามารถทำให้ประตูเหล็กยืดเป็นผนังโค้งได้ เราจะเห็นว่าบางบ้านประตูมันโค้งปิดขอบข้าง นั่นเพราะมันถูกออกแบบให้เป็นหน่วยย่อยๆ มันคือพื้นฐานของการจัดองค์ประกอบเลย ซึ่งถ้าอีกหน่อยในอนาคตอาคารนี้มันโค้งขึ้น เราก็สามารถใช้ประตูเหล็กยืดในการออกแบบได้อีก มันอยู่ที่เราทดลองใช้มันไปทางไหน”

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“โอย….”

นี่เป็นเสียงจากการบิดตัวยืดเส้นยืดสายของตัวผมเอง หลังจากนั่งพิมพ์เรื่องราวการหาความหมายและภาษาของประตูเหล็กยืดมาสักระยะใหญ่

ผมพบว่าสิ่งของใดๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันแล้ว เราก็จะมักลืมสร้างบทสนทนากับเขาไป เสียงของสิ่งรอบตัวก็อาจเงียบหายไปโดยเราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของประตูเหล็กยืดเหล่านี้ที่ดูเหมือนกำลังหมดเสียงในการใช้งานลง แต่เมื่อผมลองทักทายและพูดคุยกับเขาดู ผมก็พบว่าบนช่วงอายุ 80 – 90 ปีของพวกเขานั้นยังสามารถไปต่อได้ในบริบทสังคมไทย

อีกทั้งผมคิดว่าเราสามารถยืดอายุการใช้งานพวกเขาได้อีกยาวนาน ถ้าเราลองตั้งคำถามและทดลองนำประตูนี้ไปใช้ในบริบทใหม่ๆ ได้ และนั่นอาจทำให้เกิดนิยามของประตูเหล็กยืดใหม่ๆ ในเมืองไทย 4.0 ก็เป็นได้ครับผม

เพียงแค่เราสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับเขา เราอาจจะได้ยินเสียงประตูเหล็กยืดที่มีมากกว่าแค่เสียง

“เอี๊ยด….”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการยืดเส้นสายประตูเหล็กยืด และออกจากบ้านไปเจอเรื่องที่มีความสุขในชีวิตนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

ขอขอบคุณ

พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre

 

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3260
  2. https://dsignsomething.com/2015/12/28/รอยต่อสถาปัตยกรรมบนถนน/

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศโดยทั่วกันแล้วว่าประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและได้เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว โดยที่หลายคนยังงงๆ ว่าฤดูหนาวผ่านมาตอนไหน

สำหรับประเทศในเขตร้อนชื้นที่ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็รู้สึกเป็นฤดูร้อน ทุกๆ ครั้งเวลาก่อนออกจากบ้านเรามักจะมองแดดปนรู้สึกพ่ายแพ้และปลอบตัวเองเสมอๆ ว่า อย่างน้อยผ้าที่ตากไว้ก็คงจะแห้งไวขึ้น

ทำให้วันไหนที่เราเห็นว่าแดดดี เวลาออกไปนอกบ้านในวันนั้น เราก็มักจะพบชุดเสื้อผ้าหลากหลายสีสันที่แขวนตากริมข้างทางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะชุดทำงาน ชุดอยู่บ้าน ชุดนอน ยันชุดชั้นใน ที่พร้อมเพียงกันแขวนโชว์อย่างไม่เคอะเขิน 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

แม้กระทั่งระเบียงของที่พักอาศัยในแนวตั้งหรือพวกคอนโดต่างๆ เราก็มักจะเห็นเสื้อผ้าที่ถูกตากแขวนไว้มากมายจนเต็มพื้นที่ระเบียงตามช่องหน้าต่างทั่วไปทั้งอาคาร จนหน้าตาของคอนโดที่ถูกออกแบบให้ดูเรียบหรู กลายเป็นแปลกตาไปจากภาพขายของโครงการ

ราวตากผ้า

ภาพ Pantip.com

ราวตากผ้า

ภาพ Prakard.com

ก็แหงล่ะ ในเมื่ออากาศชวนเหงื่อออกได้ง่ายแบบนี้ การซักเสื้อผ้าชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก็เป็นกิจกรรมหลักๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันกับบ้านทุกหลังในประเทศ ซักผ้าเช่นไรก็ต้องตากผ้าเช่นนั้น ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องปกติดี ไม่มีอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปที่ย่อหน้าที่ 3 อีกทีแล้วลองตั้งข้อสังเกตดู เราก็จะพบคำถามที่ว่า เหตุใดเราถึงสามารถเห็นพื้นที่ตากผ้าของคนอื่นได้ง่ายดายนัก ในขณะที่คนผ่านบ้านเราเอง เขาก็สามารถเห็นผ้าที่เราตากได้เช่นกัน 

ซึ่งหลังจากที่ผมเห็นพื้นที่แบบนี้ซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็พบว่าลักษณะการตากผ้าที่โชว์หมดเปลือกอย่างไม่เกรงคนมาเห็นที่หน้าบ้าน จนคล้ายเป็นดิสเพลย์ของร้านขายเสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายจริงๆ จะมองเผินๆ เป็น Pop-up Store ก็เป็นได้แบบนี้ ค่อนข้างสะท้อนถึงรูปแบบลักษณะของวิธีแก้ปัญหาการใช้สอยเชิงพื้นที่ในเมืองเขตร้อนได้อย่างดี หรือเป็น Urban Vernacular ประเภทหนึ่งได้เช่นกัน อีกทั้งนี่ยังแสดงออกถึงเอกลักษณ์และลักษณะเฉพาะของเจ้าของพื้นที่ได้ด้วย นับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สร้างจากการตากผ้า จนผมตั้งชื่อพื้นที่แบบนี้ไว้ว่า ‘ตากศิลป์’ 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เหตุหนึ่งของการเกิดรูปแบบตากผ้าหน้าบ้านแบบนี้ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านหรือคอนโดนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับการตากผ้า รวมทั้งพื้นที่จะโดนแดดได้อย่างเหมาะสม 

แล้วถ้าถามว่าทำไมส่วนมากบ้านเราถึงไม่มีพื้นที่ตากผ้าล่ะ ให้เราลองเดินสำรวจแล้ววาดผังอาคารเดิมในบ้านมาคร่าวๆ แล้วลองมานั่งไล่จิ้มห้องดูว่าแต่ละฟังก์ชันมันคืออะไรบ้าง เราจะพบว่านอกจากห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอนแล้ว บ้านส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกวางแผนให้มีพื้นที่ตากเสื้อผ้าอยู่แต่แรก อย่างมากจะมีเพียงแค่ห้องซักล้าง ไม่ได้มีการกำหนดห้องตากผ้าไว้ชัดเจน จะเหลือพื้นที่ไว้ตากผ้าก็เพียงแค่ที่ระเบียงบ้านและดาดฟ้าให้โดนแดด ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่เป็นตึกแถวหรือชุมชนขนาดเล็กทั่วไป พื้นที่ในการตากผ้าในบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เหตุที่ไม่ได้เผื่อพื้นที่ไว้ให้ตากผ้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่เราไม่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ตากผ้าให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก เพราะเพียงคิดว่าแค่มีห้องน้ำหรือห้องนอนก็พอแล้ว

และก็ต้องยอมรับด้วยว่าแม้กระทั่งเหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบอย่างผมเอง ก็ยังแอบหลงๆ ลืมๆ พื้นที่ตากผ้าระหว่างการออกแบบอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะเรามักติดภาพบ้านสวยๆ จากในหนังสือแมกกาซีนหรือ Pinterest ซึ่งแน่นอนว่าภาพจากสื่อเหล่านี้ไม่ได้โชว์มุมตากผ้าให้เราได้เห็นแน่นอน อีกทั้งภาพตัวอย่างเหล่านี้มักมาจากฝั่งตะวันตกที่ไม่มีวัฒนธรรมตากผ้าและแดดดีเหมือนบ้านเรา นั่นทำให้ส่วนใหญ่ในตะวันตกนิยมใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า

ซึ่งในเมื่อในบ้านไม่มีพื้นที่ตากแล้ว เราก็เอาผ้าออกมาตากที่หน้าบ้านซะเลย 

และนี่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่การตากผ้าได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่สามารถรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่แล้ว การตากผ้านั้นเป็นกิจกรรมที่ใช้พื้นที่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้หน้าบ้านที่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรต้องใช้สอยตลอดเวลานั้นเกิดประโยชน์ กลายเป็นการสร้างพื้นที่ที่ไม่ตายตัวที่เรียกในเชิงสถาปัตยกรรมว่า ‘Adaptive Reuse’ บริเวณหน้าบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งแม้กระทั่งบ้านที่มีดาดฟ้าไว้ตากผ้าอยู่แล้ว เราก็ยังเห็นเขานิยมเลือกที่จะตากผ้าที่หน้าบ้านเช่นกัน เนื่องด้วยระยะการเดินสะดวกกว่า

และเมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องสร้างพื้นที่การตากผ้าขึ้นมาแล้ว สำหรับหน้าบ้านบางหลังก็อาจจะง่ายดายมากๆ เพียงแค่ซื้อราวโครงเหล็กแขวนผ้ามาตั้งเฉยๆ  

แต่สำหรับในกรณีของบางพื้นที่นั้นค่อนข้างจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงหน่อย เพราะว่าในบางพื้นที่ไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถใช้โครงเหล็กแบบมาตรฐานได้ จึงทำให้เกิดวิธีการดีไซน์อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการตากผ้าเฉพาะพื้นที่ขึ้นมา 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เช่นนำท่อนไม้ไผ่หรือท่อพีวีซียาวๆ มาผูกที่ปลายสองฝั่งแล้วแขวนไว้กับกำแพงหน้าบ้านให้เป็นราวตากผ้า หรือการสร้างสรรค์ด้วยการแขวนเสื้อผ้าไว้กับโครงเหล็กของผ้าใบกันสาดหน้าบ้าน และแม้กระทั่งการแขวนผ้าไว้ตามรั้วหล็กดัดหรือราวเหล็กหน้าบ้าน เพียงสร้างสรรค์แค่นี้เราก็จะได้พื้นที่ในการตากผ้าได้สมใจ

ถ้าเรามองการออกแบบพื้นที่ตากผ้าแต่ละรูปแบบ เราก็จะเห็นถึงวิธีการคิดในการจัดพื้นที่ด้วยชุดความคิด ‘เกี่ยวแขวน’ ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ก่อนหน้าในคอลัมน์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ชุดความคิดออกแบบนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับลงได้กับทุกพื้นที่ได้ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน อีกทั้งยังสามารถสร้าง Maximum ความจุในการแขวนเสื้อผ้าที่อาจคาดไม่ถึงได้อีกด้วย 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

ซึ่งนอกจาก ‘ตากศิลป์’ จะช่วยแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่แล้ว พื้นที่แบบนี้ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์และลักษณะของเจ้าของพื้นที่ตากผ้าได้อย่างที่ผมเกริ่นไว้ช่วงแรกด้วยนะ

ไม่ว่าเขาประกอบอาชีพอะไร มีจำนวนคนในครอบครัวกี่คน มีเด็กกี่คน เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง เราก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านการสังเกตเสื้อผ้าที่ถูกแขวนเอาไว้ เช่น ถ้ามีเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยพร้อมเสื้อสูทแขวนอยู่ เราก็จะรู้ว่าคนบ้านหลังนี้อาจจะทำงานเป็นนายธนาคารก็ได้นะ หรือถ้ามีเสื้อเด็กแขวนไว้ก็แสดงว่าบ้านนี้มีเด็กอยู่ด้วย หรือแม้กระทั่งรสนิยมความชอบสี เราสามารถสังเกตได้จากความถี่ของสีที่ซ้ำอยู่ในการตากผ้าตรงนั้นได้เช่นกัน

ซึ่งถ้าให้ผมมวิเคราะห์ลงลึกไปกว่านี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะแจ้งตำรวจให้มาจับในข้อหาโรคจิต! (ผมยังปกติดีอยู่ครับ)

แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับมุมสถาปัตยกรรมมากๆ ว่าเพียงแค่พื้นที่ตากผ้าเล็กๆ นี้ก็สามารถแสดงออกถึงลักษณะผู้อยู่อาศัยได้เฉยเลย ซึ่งรูปของพื้นที่ในเชิงการตากผ้าแบบที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการสถาปัตย์นัก 

ไม่ได้มีเพียงประเทศเราประเทศเดียวที่มีการตากผ้านอกบ้านแบบนี้ แต่หลายๆ ในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเห็นการใช้พื้นที่การตากผ้าคล้ายๆ กัน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง ‘สิงคโปร์’ ก็มีวิธีตากผ้าที่กระเด็นออกมาจากอาคารเหมือนกัน

โดยใช้วิธีตากเสื้อผ้าด้วยการนำเสื้อผ้ามาเสียบกับแท่งไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี แล้วแทงยื่นออกจากระเบียงไปในอากาศ และยึดไว้กับช่วงระเบียง ซึ่งรูปแบบการตากผ้าแบบนี้จะพบมากในโครงการการเคหะของรัฐ ที่เรียกว่า HDB (Housing & Development Board) ของประเทศสิงคโปร์

ราวตากผ้า

ภาพ flickr.com

คาดว่าการตากผ้าแบบนี้มีมาตั้งแต่ราวปี 1900 เนื่องด้วยการใช้พื้นที่ที่จำกัดเลยต้องพยายามเพิ่มพื้นที่ตากผ้าเข้าไปในอากาศซึ่งมันก็ค่อนข้างเวิร์กมาก และก็มีการลองผิดลองถูกในการใช้งานของคนทั่วไปเรื่อยมา จนการตากผ้าแบบนี้ได้เคยกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 1995 และนั่นทำให้มีการพัฒนาจากไม้ไผ่มาเป็นรูปแบบวัสดุเหล็กอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมันเวิร์กมากๆ จนหลายคนในประเทศยอมเรียกวิธีการตากผ้าแบบนี้ว่า เป็นนวัตกรรมของการอยู่อาศัยกันเลยทีเดียว

ย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราจะพบว่าจริงๆ แล้วพื้นที่การตากผ้าในบ้านเราก็มีเป็นนวัตกรรมไม่แพ้สิงคโปร์เลย ถ้าเราตั้งใจมองลงไปในไอเดียของเหตุการเกิดขึ้นของพื้นที่ที่มีความเฉพาะแบบนี้ แล้วลองนำมาคิดต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งไม่ลืมคำนึงในดีเทลกิมมิกแบบไทยๆ เล็กๆ น้อยๆ 

ผมเชื่อว่าพื้นที่ ‘ตากศิลป์’ นั้นสามารถนำมาต่อยอดพลิกแพลงให้กลายเป็นพื้นที่ไทยๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีความยั่งยืนเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนเมืองในอนาคตได้ และอาจมีชื่อการออกแบบเต็มๆ ว่า ‘ตากศิลป์ มหาชน’ ก็เป็นได้นะครับ

ขอให้มีความสุขกับการได้เก็บผ้าในวันที่มีแดดดี และได้ชื่นชมกับกลิ่นแดดที่ติดอยู่บนเสื้อนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ราวตากผ้า

บรรณานุกรม

www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_199951

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load