“โอย….”

เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมือง โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย แน่นอนครับว่านี่ก็คือเสียงจากการบิดเนื้อบิดตัวให้หายเมื่อย ลุกขึ้นมาจากเตียงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย

“เอี๊ยด….”

ส่วนเสียงนี้ก็เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมืองเช่นกัน โดยเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย และก็ยังเป็นเสียงของการยืดเส้นยืดสายเหมือนกันด้วย (หา?) ใช่ครับ มันไม่ใช่เสียงจากเนื้อตัว เพียงแต่จะเป็นการยืดเส้นข้อพับและยืดสายของประตูเหล็กยืดซึ่งกำลังถูกเปิดที่หน้าบ้านตึกแถว ในตอนเช้าที่ผู้คนต้องรีบเร่งออกไปทำงานนั่นเอง

เสียงเอี๊ยดจากประตูเหล็กยืดนี้ค่อนข้างที่จะชินหูเกินไป จนทำให้เราได้ยินสำเนียงภาษาของเจ้าประตูเหล็กยืดในทางสถาปัตยกรรมไม่ค่อยชัดเจนนัก (ปูเข้าเรื่องได้สวยงาม) สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว เสียงประตูเหล็กยืดนี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตมาก เพราะมันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของบ้านที่ค่อนข้างไม่มีใครสนใจและถูกทิ้งไว้แบบเงียบๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดค่อนข้างเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญในด้านการใช้งานจริงๆ และมีความจำเป็นต่อบ้านตึกแถวมากๆ จนมักกลายเป็นภาพจำของบ้านคนไทยในปัจจุบัน

ในขณะที่หน้าที่ของผมก็คือชวนคุยและตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมรอบตัวแบบง่ายๆ อารมณ์ดีดังชื่อคอลัมน์นี้ แน่นอนว่าเสียงของไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดก็เป็นหนึ่งในภาษาของสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่ผมต้องค้นหา

ณ ตอนนี้ สำหรับใครนั่งอ่านคอลัมน์นี้บนหน้าจอใดๆ แล้วเริ่มมีอาการเมื่อย ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันสักหน่อย และเตรียมพร้อมไปค้นหาภาษาของเส้นสายที่ยืดได้ของประตูเหล็กยืดหน้าบ้านนี้กันครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

 

Door to the City

ถ้าจะอธิบายหน้าตาของประตูเหล็กยืดแล้ว ประตูเหล็กยืดคือประตูเหล็กที่เกิดจากการประกอบของเส้นเหล็กยาวจำนวนหลายๆ ชิ้น วางถี่ๆ ต่อกันด้วยกลไกข้อต่อที่ยืดหดได้ หน้าตาคล้ายขาของกรรไกรไขว้ไปมา โดยที่ชิ้นส่วนทั้งหมดนั้นประกอบขึ้นเป็นแผงคล้ายกรงเหล็กที่ยืดเปิด-ปิดได้ ประตูเลื่อนได้เนื่องด้วยล้อยึดที่ปลายของเส้นเหล็กที่วางหิ้วบนรางเหล็กวงกบบริเวณขอบบนประตู และเรามักจะเห็นการทำประตูเหล็กบังตาที่คล้ายๆ บานพับซ้อนด้านหลังของประตูเหล็กยืดอีกที

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

เป็นที่แน่นอนว่าเจ้าประตูเหล็กยืดส่วนมากมักปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านตึกแถว มีให้เห็นตั้งแต่สภาพเก่ามากยันใหม่มาก และเนื่องด้วยข้อมูลบันทึกที่มาที่ไปของประตูเหล็กยืดในไทยค่อนข้างน้อยมากจนทำให้เราไม่รู้ว่ามันเริ่มใช้ในไทยเมื่อใด แต่ก็เชื่อได้ว่าประตูเหล็กยืดเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัตอุตสาหกรรม เพราะว่าประตูเหล็กยืดมีลักษณะการใช้งานรูปแบบถอดประกอบ ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตจนวิธีนำมาติดตั้ง

และด้วยตัวผู้เขียนเองก็เติบโตในบ้านตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดแบบนี้มาถึง 27 ปี จึงได้ลองสอบถามทางบิดาตัวเองดูว่า ก่อนหน้าที่แกจะมีบ้านตึกแถวหลังนี้ ในยุคของแกนั้นประตูเหล็กยืดมันเริ่มใช้กันหรือยัง ซึ่งหลังจากการสอบถามแบบกองโจรระหว่างอาหารมื้อเช้า ก็พบว่าประตูยืดนั้นมีมาตั้งแต่ตอนเด็กที่แกมากรุงเทพฯ อยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะเมื่อเกือบๆ 60 ปีก่อน โดยที่ตัวผมเองยังนั่งคิดต่อแล้วคิดต่ออีกว่า จริงๆ มันก็น่าจะมีอายุเก่าแก่กว่านั้น

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ลายแทงตำแหน่งประตูเหล็กยืดเก่าแก่บานหนึ่งริมถนนอาคารตึกแถวราชดำเนิน ซึ่งเป็นประตูเหล็กยืดที่มีแพตเทิร์นหน้าตาประหลาดกว่าประตูทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็แลดูมีความคราฟต์มากกว่าบานทั่วไปเช่นกัน ผมพบว่ามันมีอายุค่อนข้างพอๆ กับอายุของอาคารตึกแถวราชดำเนินหลังนี้ ที่สร้างเสร็จมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2483 ซึ่งก็คือเกือบ 80 ปีที่แล้ว สอดคล้องกับที่ผมประมาณจากสิ่งที่พ่อผมเล่าไปอีก 20 ปี ซึ่งเมื่อผมบวกลบด้วยการประมาณการของผมอีกทีแล้ว เป็นไปได้ว่าประตูเหล็กยืดน่าจะถูกนำมาใช้ในไทยตั้งแต่เมื่อ 80 – 90 ปี

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

อีกประเด็นของประตูเหล็กยืดที่น่าสนใจก็คือ การปรากฏตัวขึ้นของประตูเหล็กยืดนั้นใช้เพื่อปิดซ้ำบนบานประตูเฟี้ยมไม้ของบ้านตึกแถวพาณิชย์ในยุคแรกเริ่มอีกชั้นหนึ่ง อาจเพราะว่าบานประตูเหล็กยืดค่อนข้างมีการใช้งานที่สอดคล้องกับการใช้ประตูไม้แบบเดิมได้ดี การยืดของประตูให้สุดนั้นจะทำให้หน้าบ้านมีพื้นที่เปิดโล่ง เหมาะสมเป็นพื้นที่หน้าร้านสำหรับทำมาค้าขาย สิ่งเหล่านี้สามารถบ่งบอกเป็นนัยได้ว่าเจ้าประตูเหล็กยืดนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่ออาคารตึกแถวในระยะหลังที่ประตูไม้ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในเมืองได้ และนี่ก็อาจเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าประตูเหล็กยืดบุกเข้ายึดบ้านตึกแถวด้วยเส้นสายเหล็กไปทั้งเมืองไทยนั่นเอง

ประตูเหล็กยืด

 

Element Through the City

ตึกแถวมันเหมือนฟองน้ำ มันสามารถซึมซับอะไรเข้าไปก็ได้ มันเลยเป็นประเภทของอาคารที่ปรับปรุงได้ง่าย การจะเอาเหล็กยืดเข้ามาใส่มันก็ดูไม่ได้เขินอะไร

“แต่พอเป็นบ้านใหญ่ๆ การใส่เหล็กยืดมันก็อาจจะดูเคอะเขิน มันก็ส่งผลให้ประตูเหล็กยืดดูเหมาะกับตึกแถว เพราะถ้าเอามันมาอยู่กับบ้านเดี่ยว มันก็ต้องดีไซน์อีกแบบหนึ่งถึงจะดูเข้ากันได้ เพราะภาษามันก็เปลี่ยน ถ้าเราลองเอาเหล็กยืดไปติดกับบ้านไทยเดิมก็ไม่รู้ว่ามันเข้ากันไหม”

นี่คือเสียงความเห็นเกี่ยวกับประตูเหล็กยืดในเมืองไทยโดย พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre บริษัทสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีผลงานด้านการออกแบบตึกแถวที่น่าสนใจในขณะนี้

เหตุที่บทความนี้มีเสียงพี่น็อต นั่นก็เพราะเมื่อปี 2557 ทีมพี่น็อตออกแบบโฮสเทลที่มีชื่อว่า Bed Station Hostel ซึ่งเป็นโฮสเทลที่ใช้ลูกเล่นของประตูเหล็กยืดมาออกแบบ โดยที่ทีมพี่น็อตได้นิยามประตูเหล็กยืดแบบใหม่ด้วยการนำมันมาจัดวางแบบไม่ซ้ำใคร จนเกิดเป็นแผงประตูเหล็กยืดที่สลับจังหวะบนผิวหน้าอาคารได้อย่างน่าสนใจ จนผมต้องมาขอความรู้เกี่ยวกับประตูเหล็กยืดจากทีมสถาปนิกทีมนี้

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“มันเป็นเหมือน City Element ของการใช้ชีวิตสไตล์เมืองๆ มันทำให้เรารู้สึก Industrial เพราะวัสดุเองเป็นผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม จริงๆ ประตูเหล็กยืดมันก็ไม่ได้มีแค่ในไทย ที่อื่นก็มีเช่นกัน ญี่ปุ่นก็มี ยุโรปก็มี ที่ไหนก็มีใช้ ซึ่งหน้าตามันก็ใกล้เคียงกันมาก เพราะว่ามันคือการใช้งานในระบบเดียวกัน

“ประตูเหล็กยืดเป็นเทรนด์ที่เข้ามาจากข้างนอก ซึ่งพอเอาเหล็กยืดมาแปะกับบ้านตึกแถวปุ๊บ ปรากฏว่ามันอยู่ได้ นั่นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามามันดันเข้ากับการใช้ชีวิตเดิมได้พอดี ประตูเหล็กก็เลยอาจเป็น Urban Vernacular ของอาคารในเมืองได้เช่นกัน เพราะว่ามันคือ Element แบบหนึ่ง ซึ่งถ้าลองปรับตัวมาอยู่บ้านที่ไม่ใช่ตึกแถว ประตูเหล็กยืดเองก็ไม่ได้ถูกเรียกร้องให้นำออกมาใช้เช่นกัน”

แล้วนิยามของความเป็นพื้นถิ่นร่วมสมัย (Urban Vernacular) มันเกี่ยวข้องกับประตูเหล็กยืดนี้อย่างไร ผมโยนประเด็นไปอีกที เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสนใจและพยายามนิยามองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้อยู่

“ความเป็นพื้นถิ่นมันก็คือการอยู่ตรงนั้น เขาใช้อะไรกัน เขาอยู่กันอย่างไร ถ้าเราจะไปเทียบว่า Vernacular ของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดที่มีพื้นที่โปร่งเยอะ มันไม่เหมือนกัน” พี่น็อตตอบ และกล่าวต่อไปว่า

“ดังนั้น คำว่า Vernacular ที่ร่วมสมัยขึ้นและเป็นอยู่กับปัจจุบันในเมือง มันก็จะเป็นรูปแบบตึกแถว บ้านแถว นี่ก็เป็น Vernacular ในช่วงเวลาหนึ่ง การมีประตูเหล็กยืดก็เช่นกัน Vernacular มันเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา อย่างในกรุงเทพฯ เองถ้าวันหนึ่งการมีศาลาบ้านบนดาดฟ้ามันฮิต มันก็จะกลายเป็นเทรนด์ของมันเองเช่นเดียวกัน”

แล้วในขณะที่เทรนด์การออกแบบในอนาคตกำลังเปลี่ยนไป ประตูเหล็กยืดมีสิทธิ์ที่จะไปต่อได้ไหม

“เหมือนประตูเหล็กยืดมันก็ยังพอไปต่อได้นะ มันอยู่ที่คนลองใช้ อย่างพี่ก็ลองนำมาใช้ใหม่เป็นหน้าอาคาร เพราะว่าองค์ประกอบของเหล็กพวกนี้พอมันถูกย่อยออกมาเป็นชิ้นๆ เราก็สามารถทำให้ประตูเหล็กยืดเป็นผนังโค้งได้ เราจะเห็นว่าบางบ้านประตูมันโค้งปิดขอบข้าง นั่นเพราะมันถูกออกแบบให้เป็นหน่วยย่อยๆ มันคือพื้นฐานของการจัดองค์ประกอบเลย ซึ่งถ้าอีกหน่อยในอนาคตอาคารนี้มันโค้งขึ้น เราก็สามารถใช้ประตูเหล็กยืดในการออกแบบได้อีก มันอยู่ที่เราทดลองใช้มันไปทางไหน”

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“โอย….”

นี่เป็นเสียงจากการบิดตัวยืดเส้นยืดสายของตัวผมเอง หลังจากนั่งพิมพ์เรื่องราวการหาความหมายและภาษาของประตูเหล็กยืดมาสักระยะใหญ่

ผมพบว่าสิ่งของใดๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันแล้ว เราก็จะมักลืมสร้างบทสนทนากับเขาไป เสียงของสิ่งรอบตัวก็อาจเงียบหายไปโดยเราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของประตูเหล็กยืดเหล่านี้ที่ดูเหมือนกำลังหมดเสียงในการใช้งานลง แต่เมื่อผมลองทักทายและพูดคุยกับเขาดู ผมก็พบว่าบนช่วงอายุ 80 – 90 ปีของพวกเขานั้นยังสามารถไปต่อได้ในบริบทสังคมไทย

อีกทั้งผมคิดว่าเราสามารถยืดอายุการใช้งานพวกเขาได้อีกยาวนาน ถ้าเราลองตั้งคำถามและทดลองนำประตูนี้ไปใช้ในบริบทใหม่ๆ ได้ และนั่นอาจทำให้เกิดนิยามของประตูเหล็กยืดใหม่ๆ ในเมืองไทย 4.0 ก็เป็นได้ครับผม

เพียงแค่เราสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับเขา เราอาจจะได้ยินเสียงประตูเหล็กยืดที่มีมากกว่าแค่เสียง

“เอี๊ยด….”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการยืดเส้นสายประตูเหล็กยืด และออกจากบ้านไปเจอเรื่องที่มีความสุขในชีวิตนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

ขอขอบคุณ

พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre

 

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3260
  2. https://dsignsomething.com/2015/12/28/รอยต่อสถาปัตยกรรมบนถนน/

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เราเชื่อว่าใครหลายคนต้องเคยสัมผัสประสบการณ์อันหอมหวานในวันวาน จากสถานการณ์ที่ทำให้เราได้เอื้อมแตะคำว่า ‘อิสรภาพ’ จากขอบเขตพื้นที่อันจำเจ ด้วยการเอาเท้าเหยียบสันกำแพง กระโดดก้าวออกผ่านเหล็กอันแหลมคมของ ‘รั้ว’ โรงเรียนออกมาได้สำเร็จ

เรื่องลับริมรั้ว

Credit Photo: news.mthai.com

หลายคนมีภาพจำว่า รั้วโรงเรียนมีไว้ป้องกันนักเรียนโดดเรียนออกไปเที่ยว แต่แท้จริงแล้ว รั้วมีหน้าที่ป้องกันการบุกรุกและป้องกันเหตุอันตรายที่อาจจะเข้ามาในสถานที่นั้นๆ เหมือนเป็นผู้ช่วยของลุงยาม เพราะเมื่อยามเหงา อาจไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เท่าที่ควร  

‘รั้ว’ เป็นของคู่บ้านคนไทยเสมอมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2542 ให้นิยามรั้วไว้ว่า ‘เครื่องล้อมกันเป็นเขตของบ้านเป็นต้น มักทำด้วยเรียวไผ่ ต้นไม้ขนาดเล็กหรือสังกะสี เช่น รั้วมะขามเทศ รั้วสังกะสี, โดยปริยายเรียกทหารซึ่งทำหน้าที่เป็นกำลังป้องกันชาติว่า รั้วของชาติ’ ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร เราอาจเห็นรั้วมะขามเทศได้ไม่ง่ายนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นรั้วที่ทำจากอะไร มันก็ยังเป็นรั้วในความหมายที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน

กำแพงความสูงท่วมหัวซึ่งขอบบนประดับด้วยเหล็กแหลมขึ้นสนิมตะมุตะมิ แถมด้วยประตูรั้วเหล็กดัดลายดอกไม้แต่งแต้มด้วยสีทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ในเชิงสถาปัตยกรรมสำหรับคนไทย รั้วถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก เพราะบ้านเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นส่วนตัวสูงสุด รั้วจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างความเป็นส่วนตัวกัน การลงทุนสร้างรั้วจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า แม้แต่คนงบน้อยก็ยังขอใช้เศษขวดแก้วแทนเหล็กแหลมให้อุ่นใจ

เรื่องลับริมรั้ว

สายตาของสถาปนิกอาจมองว่า รั้วเป็นทั้งปัญหาและการแก้ปัญหาในการออกแบบบ้าน รั้วที่ทึบตันสร้างปัญหาในแง่มุมมองของอาคารทั้งภายนอกและภายใน บ้านบางหลังถึงจะออกแบบสวยงามเพียงใด ก็ถูกรั้วบังจึงต้องออกแบบรั้วให้สวยอลังการแทน เพื่อให้คนภายนอกคิดว่าตัวบ้านคงอลังการเหมือนรั้ว จนบางทีเราก็อดคิดไม่ได้ ว่า เจ้าของบ้านอยากอวดรั้ว หรืออวดบ้านมากกว่ากันแน่

หากมองจากในบ้านออกไป กำแพงอาจทำให้เจ้าของบ้านอึดอัดและอบอ้าว เพราะรั้วสร้างความทึบตัน และอาจกั้นทางลมด้วย ถ้าไม่ได้ออกแบบรั้วให้โปร่งระบายลมได้ดี คนทั่วไปก็มักแก้ปัญหาด้วยการจัดสวนเล็กๆ ไว้บังความทึบ และลากพัดลมมาเป่าแก้ความอบอ้าวเวลานั่งเล่นนอกบ้าน

การใช้รั้วก็เป็นวิธีแก้หลายๆ ปัญหาที่ดีเช่นกัน อย่างการป้องกันอันตรายจากการโจรกรรมที่ค่อนข้างชุกชุมในเมืองไทย  ยิ่งของในบ้านมีมูลค่ามากเท่าใด จิตใต้สำนึกของเรายิ่งอยากสร้างสิ่งป้องกันให้แน่นหนามากขึ้นเท่านั้น

การออกแบบรั้วไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ออกแบบบ้านให้ถูกใจเจ้าของก็ยากแล้ว การออกแบบรั้วจึงมักทำกันตามรูปแบบมาตรฐาน เน้นให้ปลอดภัยหายห่วง ไม่ป่วยใจ จนต้องฝากบ้านไว้กับตำรวจ

การออกแบบรั้วยังมีเรื่องน่ารู้อีกอย่างก็คือ ‘รั้วถือว่าเป็นอาคาร’ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.. 2544 กล่าวไว้ว่า ‘อาคาร หมายถึง … ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงาน และสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ และหมายความรวมถึง รั้ว กำแพง หรือประตู ที่สร้างขึ้นติดต่อหรือใกล้เคียงกับที่สาธารณะ หรือสิ่งที่สร้างขึ้นให้บุคคลทั่วไปใช้สอย หรือสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่นตามที่กฎกระทรวงกำหนด’

การตั้งรั้วบ้านริมถนนสาธารณะจึงจำเป็นต้องไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างเสียก่อน ในขณะที่การสร้างรั้วฝั่งที่ติดกับบ้านข้างๆ เราไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง แต่เราจำเป็นต้องขออนุญาตเพื่อนบ้านก่อนเพื่อความปรองดอง

เรื่องลับริมรั้ว

หากเราลองถอยห่างจากรั้วออกมาอีก จะพบว่า หลายคนมักบ่นว่า การออกแบบอาคารในบ้านเมืองเราไม่สวยและไม่เป็นมิตร สำหรับเราแล้ว เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่อง การออกแบบตัวอาคาร แต่เป็นเรื่องของ ‘รั้ว’ ที่กั้นระหว่างถนนกับบ้านหรืออาคารอื่นๆ ต่างหาก

เราอยากชวนผู้อ่านทุกคนลองหลับตาและจินตนาการว่าเราเป็นพนักงานออฟฟิศผู้โชคดีที่บังเอิญจับฉลากให้ต้องเลิกงานดึก ณ ซอยที่ลึกที่สุดในย่านเอกมัย การย่างเท้าออกจากออฟฟิศเพื่อเดินไปโบกแท็กซี่ที่ปากซอยระยะทางเกือบกิโล เราจะพบแต่ความดำมืดไร้ชีวิตของซอยแคบๆ ยาวไปสุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งดวงไฟจากเสาและและโคมหน้าบ้าน จะมีก็เพียงลำแสงจากไฟหน้ารถยนต์รอบดึกที่ผ่านแวะเข้ามาทักทายในบางครั้ง

ความโคตรไม่เป็นมิตรของสถานการณ์แบบนี้เกิดจากที่ถนนในซอยเส้นนั้น มีรั้วบ้านทึบๆ ยาวไปตลอดแนวทางเดิน ทำให้เราเหมือนถูกตัดขาดจากสัญญาณไวไฟของชุมชนและชีวิตผู้คนแถวนั้นโดยปริยาย คล้ายกำลังเดินเหงาๆ เพียงลำพังอยู่บนดวงจันทร์ที่ไร้ผู้คน (และไร้ผู้รัก)

จากที่กล่าวมาในข้างต้น การที่บ้านจะกั้นรั้วถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในความปกตินี้กลับทำให้เกิดความไม่ปกติ

ในบริบทของความเป็นเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร บ้านหลายหลังได้แบ่งตัวเองออกจากเมืองโดยไม่รู้ตัว ด้วยการนำรั้วมาวางบนรอยต่อระหว่างพื้นที่สาธารณะกับที่ดินตัวเอง และเมื่อมีรั้วจากหลายๆ บ้านมาชนกัน ก็กลายเป็นแนวกำแพงที่เชื่อมไปตลอดทาง ส่งผลให้เกิดพื้นที่อับสายตามากขึ้น อาจทำให้เกิดเหตุอาชญากรรมได้ง่ายขึ้น พื้นที่แบบนี้มักเกิดกับหมู่บ้านจัดสรร และโซนในเมืองที่นิยมปลูกบ้านเดี่ยวในที่ดินแปลงโต เช่น ย่านอารีย์ เอกมัย และทองหล่อ

เรื่องลับริมรั้ว

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กำแพงเมืองจีน ณ กรุงปักกิ่ง หรือ กำแพงเยรีโค ณ ดินแดนปาเลสไตน์ ที่ใดเป็นจุดกำเนิดแนวคิดของการกั้นรั้วเพื่อแสดงอาณาเขตที่ดินเป็นแห่งแรก แต่อย่างไรก็ตาม ใน ค.. 1600 ประเทศอังกฤษได้เริ่มกำหนดกฎหมายให้ใช้มีการกั้นรั้วรอบบ้าน เพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อยู่อาศัยให้ชัดเจนเพื่อลดปัญหาการทะเลาะกับเพื่อนบ้าน แนวคิดนี้น่าจะส่งต่อไปทั่วโลก จนวนมาถึงบ้านไทยเราในทุกวันนี้

สิ่งที่แตกต่างระหว่างรั้วของฝรั่งกับเราก็คือ หน้าตารั้วของเขามีความเป็นมิตรมากๆ มักทำเป็นรั้วเตี้ยและปลูกต้นไม้ ลอกนึกถึงฉากในหนังอเมริกัน ที่พระเอกกำลังเดินจากบ้านและหันกลับไปทักป้าข้างบ้านที่กำลังรดน้ำต้นไม้ริมรั้วอยู่ อาจเป็นเพราะบ้านเมืองเขามีความปลอดภัยมากกว่าบ้านเรา จนไม่จำเป็นต้องทำรั้วบ้านไว้ป้องกันโจร แค่กำหนดขอบเขตที่ดินก็พอ เขาจึงทำให้รั้วให้เตี้ยลงได้ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองหน้าบ้านให้ได้มองตากัน แชร์แสงไฟหน้าบ้านให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทำให้เมืองให้มีชีวิตชีวา อีกทั้งยังลดจุดอับสายตาและลดพื้นที่เสี่ยงอาชญากรรมในเมืองได้อีกด้วย

ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ในบ้านเราเริ่มมีแนวคิดทลายกรอบรั้วบ้านแบบทึบๆ แล้วเหมือนกัน แต่รั้วทึบๆ ที่เคยถูกสร้างไว้แล้วก็ยังคงมีอยู่ และเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เซอร์ๆ แบบบ้านเรา (อีกแล้ว) แม้ว่าบางบ้านหรือหมู่บ้านจะจ้างยามมาดูแลอย่างแน่นหนาแล้วก็ตาม รั้วแบบนี้ก็ยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ

แต่มองในแง่ดี ในอนาคตเมืองไทยเราอาจจะมีรั้วที่ออกแบบให้แก้ปัญหาทั้งการโจรกรรมและสร้างมิตรก็เป็นได้ ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรมที่เผยแพร่ไปยังประเทศที่มีปัญหาแบบบ้านเราได้ด้วย

ก่อนสุดท้าย เราอยากจะย้อนกลับไปเมื่อเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ปี 3 (อีกแล้ว) ตอนนั้นได้รับโจทย์ให้ออกแบบโรงเรียนมัธยม ซึ่งกำหนดให้มีป้อมยามด้วย สิ่งที่เราออกแบบแถมลงไปด้วยก็คือ รั้วยาวๆ เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้ว ก็มีป้อมยามง่อยๆ แปะลงไปข้างรั้วนั้น

เรื่องลับริมรั้ว

อาจารย์ถามเราตอนตรวจแบบว่า ถ้าไม่มีรั้วกับป้อมยาม โรงเรียนสามารถสร้างความปลอดภัยด้วยตัวเองได้หรือไม่ ในตอนนั้นเราไม่มีคำตอบ อาจารย์ก็แนะนำเราไม่ได้เช่นกัน ตอนจบโปรเจกต์นี้ ป้อมยามและรั้วก็ยังคงอยู่ที่เดิม

ไม่ว่าจะเป็นรั้วโรงเรียนที่เราผู้เขียนไม่เคยปีนหนี หรือรั้วบ้านที่เล่ามาทั้งหมด การออกแบบรั้วอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบเพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยของคนในอาคาร  หลายครั้งที่รายการข่าวตอนเช้ารายงานว่า เหตุร้ายต่างๆ ถูกคลี่คลายด้วยเพื่อนบ้าน ที่คอยช่วยเหลือและแจ้งแก่ตำรวจ ดังนั้นมิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้านอาจสำคัญกว่ารั้วบ้านด้วยซ้ำ

บางทีการลดรั้วลงและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบบ้านของเรา อาจเป็นการสร้างรั้วบ้านที่ปลอดภัยและแข็งแรงที่สุดก็เป็นได้นะ

สวัสดีครับ

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load