“โอย….”

เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมือง โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย แน่นอนครับว่านี่ก็คือเสียงจากการบิดเนื้อบิดตัวให้หายเมื่อย ลุกขึ้นมาจากเตียงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย

“เอี๊ยด….”

ส่วนเสียงนี้ก็เป็นเสียงของกิจวัตรประจำวันยามเช้าของเราชาวเมืองเช่นกัน โดยเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย และก็ยังเป็นเสียงของการยืดเส้นยืดสายเหมือนกันด้วย (หา?) ใช่ครับ มันไม่ใช่เสียงจากเนื้อตัว เพียงแต่จะเป็นการยืดเส้นข้อพับและยืดสายของประตูเหล็กยืดซึ่งกำลังถูกเปิดที่หน้าบ้านตึกแถว ในตอนเช้าที่ผู้คนต้องรีบเร่งออกไปทำงานนั่นเอง

เสียงเอี๊ยดจากประตูเหล็กยืดนี้ค่อนข้างที่จะชินหูเกินไป จนทำให้เราได้ยินสำเนียงภาษาของเจ้าประตูเหล็กยืดในทางสถาปัตยกรรมไม่ค่อยชัดเจนนัก (ปูเข้าเรื่องได้สวยงาม) สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว เสียงประตูเหล็กยืดนี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตมาก เพราะมันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของบ้านที่ค่อนข้างไม่มีใครสนใจและถูกทิ้งไว้แบบเงียบๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดค่อนข้างเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญในด้านการใช้งานจริงๆ และมีความจำเป็นต่อบ้านตึกแถวมากๆ จนมักกลายเป็นภาพจำของบ้านคนไทยในปัจจุบัน

ในขณะที่หน้าที่ของผมก็คือชวนคุยและตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมรอบตัวแบบง่ายๆ อารมณ์ดีดังชื่อคอลัมน์นี้ แน่นอนว่าเสียงของไอ้เจ้าประตูเหล็กยืดก็เป็นหนึ่งในภาษาของสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่ผมต้องค้นหา

ณ ตอนนี้ สำหรับใครนั่งอ่านคอลัมน์นี้บนหน้าจอใดๆ แล้วเริ่มมีอาการเมื่อย ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันสักหน่อย และเตรียมพร้อมไปค้นหาภาษาของเส้นสายที่ยืดได้ของประตูเหล็กยืดหน้าบ้านนี้กันครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

 

Door to the City

ถ้าจะอธิบายหน้าตาของประตูเหล็กยืดแล้ว ประตูเหล็กยืดคือประตูเหล็กที่เกิดจากการประกอบของเส้นเหล็กยาวจำนวนหลายๆ ชิ้น วางถี่ๆ ต่อกันด้วยกลไกข้อต่อที่ยืดหดได้ หน้าตาคล้ายขาของกรรไกรไขว้ไปมา โดยที่ชิ้นส่วนทั้งหมดนั้นประกอบขึ้นเป็นแผงคล้ายกรงเหล็กที่ยืดเปิด-ปิดได้ ประตูเลื่อนได้เนื่องด้วยล้อยึดที่ปลายของเส้นเหล็กที่วางหิ้วบนรางเหล็กวงกบบริเวณขอบบนประตู และเรามักจะเห็นการทำประตูเหล็กบังตาที่คล้ายๆ บานพับซ้อนด้านหลังของประตูเหล็กยืดอีกที

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

เป็นที่แน่นอนว่าเจ้าประตูเหล็กยืดส่วนมากมักปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านตึกแถว มีให้เห็นตั้งแต่สภาพเก่ามากยันใหม่มาก และเนื่องด้วยข้อมูลบันทึกที่มาที่ไปของประตูเหล็กยืดในไทยค่อนข้างน้อยมากจนทำให้เราไม่รู้ว่ามันเริ่มใช้ในไทยเมื่อใด แต่ก็เชื่อได้ว่าประตูเหล็กยืดเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัตอุตสาหกรรม เพราะว่าประตูเหล็กยืดมีลักษณะการใช้งานรูปแบบถอดประกอบ ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตจนวิธีนำมาติดตั้ง

และด้วยตัวผู้เขียนเองก็เติบโตในบ้านตึกแถวที่มีประตูเหล็กยืดแบบนี้มาถึง 27 ปี จึงได้ลองสอบถามทางบิดาตัวเองดูว่า ก่อนหน้าที่แกจะมีบ้านตึกแถวหลังนี้ ในยุคของแกนั้นประตูเหล็กยืดมันเริ่มใช้กันหรือยัง ซึ่งหลังจากการสอบถามแบบกองโจรระหว่างอาหารมื้อเช้า ก็พบว่าประตูยืดนั้นมีมาตั้งแต่ตอนเด็กที่แกมากรุงเทพฯ อยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะเมื่อเกือบๆ 60 ปีก่อน โดยที่ตัวผมเองยังนั่งคิดต่อแล้วคิดต่ออีกว่า จริงๆ มันก็น่าจะมีอายุเก่าแก่กว่านั้น

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ลายแทงตำแหน่งประตูเหล็กยืดเก่าแก่บานหนึ่งริมถนนอาคารตึกแถวราชดำเนิน ซึ่งเป็นประตูเหล็กยืดที่มีแพตเทิร์นหน้าตาประหลาดกว่าประตูทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็แลดูมีความคราฟต์มากกว่าบานทั่วไปเช่นกัน ผมพบว่ามันมีอายุค่อนข้างพอๆ กับอายุของอาคารตึกแถวราชดำเนินหลังนี้ ที่สร้างเสร็จมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2483 ซึ่งก็คือเกือบ 80 ปีที่แล้ว สอดคล้องกับที่ผมประมาณจากสิ่งที่พ่อผมเล่าไปอีก 20 ปี ซึ่งเมื่อผมบวกลบด้วยการประมาณการของผมอีกทีแล้ว เป็นไปได้ว่าประตูเหล็กยืดน่าจะถูกนำมาใช้ในไทยตั้งแต่เมื่อ 80 – 90 ปี

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

อีกประเด็นของประตูเหล็กยืดที่น่าสนใจก็คือ การปรากฏตัวขึ้นของประตูเหล็กยืดนั้นใช้เพื่อปิดซ้ำบนบานประตูเฟี้ยมไม้ของบ้านตึกแถวพาณิชย์ในยุคแรกเริ่มอีกชั้นหนึ่ง อาจเพราะว่าบานประตูเหล็กยืดค่อนข้างมีการใช้งานที่สอดคล้องกับการใช้ประตูไม้แบบเดิมได้ดี การยืดของประตูให้สุดนั้นจะทำให้หน้าบ้านมีพื้นที่เปิดโล่ง เหมาะสมเป็นพื้นที่หน้าร้านสำหรับทำมาค้าขาย สิ่งเหล่านี้สามารถบ่งบอกเป็นนัยได้ว่าเจ้าประตูเหล็กยืดนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่ออาคารตึกแถวในระยะหลังที่ประตูไม้ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในเมืองได้ และนี่ก็อาจเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าประตูเหล็กยืดบุกเข้ายึดบ้านตึกแถวด้วยเส้นสายเหล็กไปทั้งเมืองไทยนั่นเอง

ประตูเหล็กยืด

 

Element Through the City

ตึกแถวมันเหมือนฟองน้ำ มันสามารถซึมซับอะไรเข้าไปก็ได้ มันเลยเป็นประเภทของอาคารที่ปรับปรุงได้ง่าย การจะเอาเหล็กยืดเข้ามาใส่มันก็ดูไม่ได้เขินอะไร

“แต่พอเป็นบ้านใหญ่ๆ การใส่เหล็กยืดมันก็อาจจะดูเคอะเขิน มันก็ส่งผลให้ประตูเหล็กยืดดูเหมาะกับตึกแถว เพราะถ้าเอามันมาอยู่กับบ้านเดี่ยว มันก็ต้องดีไซน์อีกแบบหนึ่งถึงจะดูเข้ากันได้ เพราะภาษามันก็เปลี่ยน ถ้าเราลองเอาเหล็กยืดไปติดกับบ้านไทยเดิมก็ไม่รู้ว่ามันเข้ากันไหม”

นี่คือเสียงความเห็นเกี่ยวกับประตูเหล็กยืดในเมืองไทยโดย พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre บริษัทสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีผลงานด้านการออกแบบตึกแถวที่น่าสนใจในขณะนี้

เหตุที่บทความนี้มีเสียงพี่น็อต นั่นก็เพราะเมื่อปี 2557 ทีมพี่น็อตออกแบบโฮสเทลที่มีชื่อว่า Bed Station Hostel ซึ่งเป็นโฮสเทลที่ใช้ลูกเล่นของประตูเหล็กยืดมาออกแบบ โดยที่ทีมพี่น็อตได้นิยามประตูเหล็กยืดแบบใหม่ด้วยการนำมันมาจัดวางแบบไม่ซ้ำใคร จนเกิดเป็นแผงประตูเหล็กยืดที่สลับจังหวะบนผิวหน้าอาคารได้อย่างน่าสนใจ จนผมต้องมาขอความรู้เกี่ยวกับประตูเหล็กยืดจากทีมสถาปนิกทีมนี้

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“มันเป็นเหมือน City Element ของการใช้ชีวิตสไตล์เมืองๆ มันทำให้เรารู้สึก Industrial เพราะวัสดุเองเป็นผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม จริงๆ ประตูเหล็กยืดมันก็ไม่ได้มีแค่ในไทย ที่อื่นก็มีเช่นกัน ญี่ปุ่นก็มี ยุโรปก็มี ที่ไหนก็มีใช้ ซึ่งหน้าตามันก็ใกล้เคียงกันมาก เพราะว่ามันคือการใช้งานในระบบเดียวกัน

“ประตูเหล็กยืดเป็นเทรนด์ที่เข้ามาจากข้างนอก ซึ่งพอเอาเหล็กยืดมาแปะกับบ้านตึกแถวปุ๊บ ปรากฏว่ามันอยู่ได้ นั่นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามามันดันเข้ากับการใช้ชีวิตเดิมได้พอดี ประตูเหล็กก็เลยอาจเป็น Urban Vernacular ของอาคารในเมืองได้เช่นกัน เพราะว่ามันคือ Element แบบหนึ่ง ซึ่งถ้าลองปรับตัวมาอยู่บ้านที่ไม่ใช่ตึกแถว ประตูเหล็กยืดเองก็ไม่ได้ถูกเรียกร้องให้นำออกมาใช้เช่นกัน”

แล้วนิยามของความเป็นพื้นถิ่นร่วมสมัย (Urban Vernacular) มันเกี่ยวข้องกับประตูเหล็กยืดนี้อย่างไร ผมโยนประเด็นไปอีกที เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสนใจและพยายามนิยามองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านี้อยู่

“ความเป็นพื้นถิ่นมันก็คือการอยู่ตรงนั้น เขาใช้อะไรกัน เขาอยู่กันอย่างไร ถ้าเราจะไปเทียบว่า Vernacular ของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดที่มีพื้นที่โปร่งเยอะ มันไม่เหมือนกัน” พี่น็อตตอบ และกล่าวต่อไปว่า

“ดังนั้น คำว่า Vernacular ที่ร่วมสมัยขึ้นและเป็นอยู่กับปัจจุบันในเมือง มันก็จะเป็นรูปแบบตึกแถว บ้านแถว นี่ก็เป็น Vernacular ในช่วงเวลาหนึ่ง การมีประตูเหล็กยืดก็เช่นกัน Vernacular มันเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา อย่างในกรุงเทพฯ เองถ้าวันหนึ่งการมีศาลาบ้านบนดาดฟ้ามันฮิต มันก็จะกลายเป็นเทรนด์ของมันเองเช่นเดียวกัน”

แล้วในขณะที่เทรนด์การออกแบบในอนาคตกำลังเปลี่ยนไป ประตูเหล็กยืดมีสิทธิ์ที่จะไปต่อได้ไหม

“เหมือนประตูเหล็กยืดมันก็ยังพอไปต่อได้นะ มันอยู่ที่คนลองใช้ อย่างพี่ก็ลองนำมาใช้ใหม่เป็นหน้าอาคาร เพราะว่าองค์ประกอบของเหล็กพวกนี้พอมันถูกย่อยออกมาเป็นชิ้นๆ เราก็สามารถทำให้ประตูเหล็กยืดเป็นผนังโค้งได้ เราจะเห็นว่าบางบ้านประตูมันโค้งปิดขอบข้าง นั่นเพราะมันถูกออกแบบให้เป็นหน่วยย่อยๆ มันคือพื้นฐานของการจัดองค์ประกอบเลย ซึ่งถ้าอีกหน่อยในอนาคตอาคารนี้มันโค้งขึ้น เราก็สามารถใช้ประตูเหล็กยืดในการออกแบบได้อีก มันอยู่ที่เราทดลองใช้มันไปทางไหน”

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

“โอย….”

นี่เป็นเสียงจากการบิดตัวยืดเส้นยืดสายของตัวผมเอง หลังจากนั่งพิมพ์เรื่องราวการหาความหมายและภาษาของประตูเหล็กยืดมาสักระยะใหญ่

ผมพบว่าสิ่งของใดๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันแล้ว เราก็จะมักลืมสร้างบทสนทนากับเขาไป เสียงของสิ่งรอบตัวก็อาจเงียบหายไปโดยเราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของประตูเหล็กยืดเหล่านี้ที่ดูเหมือนกำลังหมดเสียงในการใช้งานลง แต่เมื่อผมลองทักทายและพูดคุยกับเขาดู ผมก็พบว่าบนช่วงอายุ 80 – 90 ปีของพวกเขานั้นยังสามารถไปต่อได้ในบริบทสังคมไทย

อีกทั้งผมคิดว่าเราสามารถยืดอายุการใช้งานพวกเขาได้อีกยาวนาน ถ้าเราลองตั้งคำถามและทดลองนำประตูนี้ไปใช้ในบริบทใหม่ๆ ได้ และนั่นอาจทำให้เกิดนิยามของประตูเหล็กยืดใหม่ๆ ในเมืองไทย 4.0 ก็เป็นได้ครับผม

เพียงแค่เราสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับเขา เราอาจจะได้ยินเสียงประตูเหล็กยืดที่มีมากกว่าแค่เสียง

“เอี๊ยด….”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการยืดเส้นสายประตูเหล็กยืด และออกจากบ้านไปเจอเรื่องที่มีความสุขในชีวิตนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด ประตูเหล็กยืด

ขอขอบคุณ

พี่น็อต-สิทธนา พงษ์กิจการุณ จากบริษัท A Millimetre

 

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3260
  2. https://dsignsomething.com/2015/12/28/รอยต่อสถาปัตยกรรมบนถนน/

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

หากการให้เวลา ‘คอย’ ให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิต คนที่เข้ากับเราได้ เพียงแค่มองตาก็รู้ใจ และสัมผัสได้ว่าเขาคนนั้นคือคนที่ ‘ใช่’ สำหรับเรา เป็นหนึ่งในกระบวนการของความรักที่สวยงาม และคุ้มค่าสมราคาแก่ได้การรอคอยคนที่ใช่ คนบางคนกลับใช้เวลารอคอยคนที่ใช่ไม่นานนัก

“ถ้าเป็นช่วงเช้าผมใช้เวลารอคนนึงประมาณ 10 – 15 นาทีครับ”

คือคำตอบเรื่องประสบการณ์ของการรอคนที่ใช่ของ พี่ประจักษ์ วินมอเตอร์ไซค์หมายเลข 7 หน้าสถานที่ราชการแห่งหนึ่งในเขตพญาไท แน่นอนว่าการรอคอยคนที่ใช่ของพี่ประจักษ์ คือผู้โดยสารซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขาไปยังจุดที่ปักหมุดหมายไว้ด้วยเวลาที่น้อยที่สุด โดยสถิติแล้ว จำนวนผู้ใช้บริการพี่ประจักษ์ในแต่ละวันมีถึงร้อยกว่าคนเลยทีเดียว

“ช่วงบ่ายๆ จะรอนานหน่อยนะ กว่าคนจะมาเรียกก็เกือบๆ 30 นาที วิ่งเสร็จก็กลับมานั่งรอคิวต่อที่เก้าอี้ตรงนี้ ก็นั่งคุยสัพเพเหระกับเพื่อนไป ไม่ก็นั่งกินข้าวรอคนมาเรียกเราไปทำงานต่อนี่แหละครับ”

พี่ประจักษ์เล่าต่อถึงกิจกรรมระหว่างรอทำงาน พลางจิบน้ำที่ตักจากกระติกพลาสติกสีน้ำเงินขนาดใหญ่ข้างๆ กาย ในบริบทสบายๆ บนเก้าอี้ม้านั่งไม้เก่าๆ ภายใต้เงาของร่มสนามสีฉูดฉาดเข้ากับสีเสื้อกั๊กวิน ที่เรียงตัวเป็นแถวขนานไปกับแนวมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ริมฟุตปาท เพื่อนวินมอเตอร์ไซค์บางคนนอนไกวเปลที่แขวนกับต้นไม้ข้างๆ บางคนกำลังแกะกับข้าวถุงใหญ่ใส่จานข้าว (หยิบจานมาจากไหนไม่รู้) เพื่อเอามานั่งกิน ทุกอย่างดูคล้ายเป็นช่วงเวลาพักกลางวันในห้องนั่งเล่นของออฟฟิศสักแห่ง ที่กลมกลืนแต่เกะกะไปกับฟุตปาทริมทาง

บรรยากาศแนวนี้เป็นภาพที่เราเจอบ่อยๆ แต่อาจไม่ได้ตั้งข้อสังเกต สำหรับเรา พื้นที่ซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์แบบนี้เป็นรูปแบบพื้นที่สถาปัตย์แปลกๆ ของคนไทย น่าสนใจและน่ากล่าวถึงพอๆ กับเรื่องของความรัก

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตย์ในรูปแบบธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ มีคำว่า ‘โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space)’  หรือพื้นที่เอาไว้นั่งทำงานที่ไม่ใช่ร้านกาแฟ แต่ก็ไม่ใช่ออฟฟิศที่เป็นกิจจะลักษณะ มักมีความเอกเขนก มีลูกเล่นทางการออกแบบ คล้ายเป็นห้องนั่งเล่นที่นั่งทำงานรวมกับคนแปลกหน้าได้ เหมาะสำหรับเหล่าฟรีแลนซ์สมัยใหม่ที่หมุนเวียนมาใช้พื้นที่แบบนี้ นั่งทำงานตามเวลาที่ตัวเองสะดวก เดี๋ยวนี้ไม่ว่าลูกค้าจะจ้างออกแบบสถาปัตย์เชิงพาณิชย์อะไรก็ตามแต่ นอกจากร้านกาแฟที่นิยมแล้ว ก็จะมีโคเวิร์กกิ้งสเปซพ่วงตามมาด้วย เพื่อเป็นจุดขายของโครงการ

แต่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ ดูจะมีจำนวนมากกว่า

พื้นที่นั่งคอยลูกค้าเรียกไปทำงานของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นอาชีพฟรีแลนซ์เช่นกัน ที่เราเห็นตามปากซอยออกแบบโดยพี่วินเหล่านั้น ถือเป็นงานอินทีเรียดีไซน์กลางแจ้ง ที่จัดสรรสพื้นที่บนทางเท้าให้กลายเป็นห้องนั่งเล่นเพื่อรอลูกค้า ซึ่งเป็นที่ที่เรากำลังนั่งคุยกับพี่ประจักษ์แบบสบายๆ นั่นเอง

“เก้าอี้ไม้ที่น้องนั่งอยู่เนี่ย พวกพี่ออกเงินแล้วช่วยกันทำเอง ยกมาวางเองเลยนะ ร่มสนามพวกนี้ก็ไปช่วยๆ กันหามา พอแดดมาจะได้หลบ ฝนตกก็จะได้กันฝนทั้งเราเองและลูกค้าที่มารอ” พี่ประจักษ์เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของเฟอร์นิเจอร์รอบตัวเขา พร้อมชี้ไปที่พื้นที่นั่งของม้านั่ง ให้เห็นว่ามีการพ่นสีคัดลายเป็นตัวหนังสือว่า “วินหน้ากรมสถานที่ราชการxxx” อย่างชัดเจน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพื้นที่บริเวณนี้แบบแมนๆ

การออกแบบพื้นที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ทั่วไป นอกจากจะให้ความสำคัญกับที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ และพื้นที่แขวนป้ายเลขคิวที่ต้องมี ปัจจัยอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็สำคัญ เช่น เก้าอี้พลาสติกที่เอาไว้นั่งคอย (บางวินยกโซฟามาเลย) กระติกน้ำรวมขนาดใหญ่ไว้แบ่งกันจิบน้ำเย็นดับกระหาย กระทั่งพวกสื่อโสตทัศนูปกรณ์ ตั้งแต่วิทยุ เครื่องเสียง โทรทัศน์ ที่มักขาดไม่ได้ก็คือแผ่นเกมกระดานหมากรุก เอาไว้สร้างความผ่อนคลายให้เหล่านักบิดระหว่างคอยเวิร์กกิ้ง เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นจริงๆ

“แต่ละวินมีข้าวของแตกต่างกันนะ แล้วแต่วินนั้นจะตกลงกัน บางวินเอาเตาแก๊สมาตั้งไว้เผื่อหุงอาหารกันเอง กินเสร็จก็เก็บให้เรียบร้อยไม่ให้หาย อย่างวินถัดไปนี่ลงทุนมาก พวกเขาลงเงินรวมกันสร้างซุ้มที่มีกันสาดยาว เอาไว้ให้ลูกค้าหลบแดดหลบฝนระหว่างยืนต่อคิว พวกพี่คำนึงถึงลูกค้าก่อนเสมอนะ แต่วินพี่เงินไม่เยอะเลยได้แค่ร่มสนามก่อน (หัวเราะ)” เราสังเกตเห็นว่าพี่วินในซุ้มวินถัดไป กำลังเอาหม้อดินมาตั้ง เอาผักเอาหมูที่ซื้อมาวางบนเก้าอี้พลาสติก เตรียมจะมาทำจิ้มจุ่มกัน พร้อมกับเริ่มจุดไฟจากถ่านควันโขมง เหมือนที่ตรงนั้นกำลังกลายเป็นห้องครัวซะงั้น!?

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ช่วงเวลานั้นเรานึกถึงวลีคำว่า ‘Form follows function’ ที่มีความหมายว่า รูปทรงของงานสถาปัตยกรรมจำต้องคล้อยตามประโยชน์ใช้สอยเสียก่อน ของ หลุยส์ ซัลลิแวน สถาปนิกชาวอเมริกัน บิดาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เมื่อปี 1947 แต่คอยเวิร์กกิ้งสเปซเหมือนจะใช้ทฤษฎีที่กลับหัวกลับหาง โดยที่ form ไม่ follow function และ function ก็ไม่ follow อะไรเลย… กล่าวได้ว่า ที่ตรงริมฟุตปาทตรงนี้จะเป็นห้องอะไรก็ได้แล้วแต่ความต้องการของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ หาจำเป็นต้องมีทฤษฎีการออกแบบ ไม่อาจคล้ายเรื่องความรัก บางครั้งอาจไม่ต้องรอทฤษฎีเข้ามากำหนดให้ยุ่งยาก

เพื่อนสถาปนิกคนหนึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า พื้นที่ซุ้มของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์นิยามในเชิงวิชาการได้ว่า ‘ปรากฏการณ์สถาปัตยกรรมปรสิตในพื้นที่เมือง’ อาจฟังดูแล้วรู้สึกน่าขนลุกขนพอง แต่การนิยามด้วยคำนี้ค่อนข้างอธิบายอาการของซุ้มพี่วินได้ชัดเจน หากริมถนนฟุตปาทหรือซอกหลืบเสาไฟฟ้ามุมตึกแห่งใดโดนซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์เข้าไปจับจอง พื้นที่ตรงนั้นจะถูกปรับกลายเป็นห้องนั่งคอยลูกค้า ที่มีรูปแบบสอดคล้องตามสภาพพื้นที่ตรงนั้น มักใช้ของรอบตัวแบบง่ายๆ เพื่อเข้ามาจัดวางตกแต่ง คล้ายว่าพื้นที่ริมถนนถูกปรสิตเกาะทำให้กลายสภาพ

เราเคยเห็นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์หนึ่ง เอาท่อนไม้หนาๆ มามัดลวดยึดไว้กับเสาไฟ 2 ต้น เพื่อเป็นม้านั่งยาวๆ หรือว่าเคยเห็นซุ้มวินที่ถือโอกาสใช้รั้วเตี้ยๆ ของอาคารริมถนนเป็นที่แขวนหมวกกันน็อกและเสื้อวิน กลายเป็นตู้เสื้อผ้าสาธารณะ ถ้าลองสังเกตดีๆ แล้ว เราจะเห็นความคิดสร้างสรรค์แบบไทยๆ ที่สะท้อนอยู่ในการจัดแจงออกแบบห้องนั่งเล่นกันเองในแต่ละซุ้ม พี่วินพิสูจน์ให้เราเห็นว่าห้องนั่งเล่นไม่จำเป็นมีผนังหรือกำแพงกั้นก็ได้ วิธีคิดเหล่านี้นักออกแบบอาจไม่สามารถคิดได้เลย หากได้รับโจทย์ให้ปรับปรุงพื้นที่ริมถนนให้กลายเป็นห้องนั่งเล่น (อันนี้พูดจริงนะ)

“การที่พวกพี่เอาเก้าอี้มาวางบนที่สาธารณะแบบนี้ตามกฎหมายถือว่าผิดนะ คนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้หรอก…” พี่ประจักษ์กล่าวถึงความเป็นจริงที่พวกเขาได้เข้าไปแทรกแซงพื้นที่สาธารณะ พร้อมกล่าวต่อว่า

“แต่น้องจะเห็นว่ารอบๆ วินพี่สะอาดมากนะ พวกพี่เจรจาข้อแลกเปลี่ยนกับทาง กทม. ว่า เดี๋ยวพวกพี่จะดูแลความเรียบร้อยบริเวณนี้เอง ทั้งเรื่องขยะและเรื่องคน” เป็นข้อแลกเปลี่ยนแบบไทยๆ กับภาครัฐ เพื่อการดำรงอยู่ของคอยเวิร์กกิ้งสเปซแบบนี้ เราก็เห็นว่าซุ้มวินของพี่ประจักษ์ก็มีความสะอาดสะอ้านเลยทีเดียว โดยเฉพาะเก้าอี้หินอ่อนนี่ยังขาวสะอาดตามากๆ และมีถุงขยะและไม้กวาดแขวนเป็นเรื่องเป็นราว

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

หากความรักเปรียบคือการดูแลเอาใจใส่ ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์กำลังกระทำอยู่เป็นเหมือนความรักที่มีต่อพื้นที่ของเมืองด้วย ถึงแม้ว่าบางคนมองว่าการที่เวลาซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ไปตั้งที่ไหน ก็จะดูวุ่นวายไม่มีระเบียบเรียบร้อย ทำลายทัศนียภาพของฟุตปาทไป แต่สำหรับเราการที่มีซุ้มวินมอเตอร์ไซค์แบบพี่ประจักษ์ กลับทำให้เมืองแบบบ้านเรามีความสมบูรณ์และมีสีสันขึ้น เพราะช่วยลดช่องว่างของพื้นที่เมืองที่ไม่ปลอดภัย จุดไหนที่ค่อนข้างอับสายตา อันตราย หากมีซุ้มวินเข้าไปเกาะ ตรงนั้นจะมีความปลอดภัยขึ้นทันที เพราะมีกลุ่มคนเข้าไปนั่งเฝ้าเกือบทั้งวัน เป็นกลไกการดูแลเมืองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“ถ้าซุ้มวินพวกพี่ไปขวางทางเดินอะไรยังไง ก็ขออภัยนะครับ แต่อาชีพแบบพี่ยังไงก็ต้องมีที่นั่งรอลูกค้าแบบนี้แหละ” พี่ประจักษ์กล่าว ก่อนที่คำถามของเรากำลังหมดลง ไม่นานนักก็ถึงคิววิ่งรถมอเตอร์ไซค์ของพี่ประจักษ์ พี่แกก็วิ่งไปกระโดดคร่อมรถเครื่องคู่ใจ เพื่อบิดไปส่งลูกค้า ขณะที่ตัวพี่ประจักษ์ไปออกรอบ แน่นอนว่า ห้องนั่งเล่นริมฟุตปาทรอคอยพี่ประจักษ์กลับมาใช้งานนั่งคอยลูกค้าคนต่อไป  

แม้บางเวลาเราอาจไม่เห็นตัวเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีร่องรอยของซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ ทั้งเก้าอี้และของใช้จิปาถะทั้งหลายเหลือไว้ให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เห็นโซ่คล้องข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ด้วย สิ่งเหล่านี้เหล่านี้แสดงให้เห็นการใช้งานทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะตรงนี้ถูกใช้งานจริง ด้วยกลุ่มคนที่คอยให้บริการเพื่อแก้ปัญหาการเดินทาง ดังนั้นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์อาจถือว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากกลไกของการพัฒนาเมืองแท้ทรูเลยล่ะ

หากวันใดวันนึง เราได้นัดใครสักคนที่เราคิดว่าใช่ แล้วไม่อยากให้เขาต้องรอคอยนาน เราขอแนะนำให้รีบเดินไปที่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ แล้วใช้บริการพี่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทางตามเสียงหัวใจ ไปหาเธอคนนั้นที่ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายๆ ในเมืองที่โคตรวุ่นวายแห่งนี้

ขอให้มีความสุขกับการซ้อนมอเตอร์ไซค์ครับ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ขอขอบคุณ: ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load