ขอกราบสวัสดีทุกๆ ท่านที่เผอิญพลาดกดลิงก์เข้ามาในบทความนี้

ณ ช่วงเวลาต่อจากย่อหน้านี้ไป (ซาวนด์คาเฟ่สามช่า)

ผมอยากขออนุญาตทุกท่านให้ความร่วมมือในการค่อยๆ อ่าน และจินตนาการตามไปกับสิ่งที่ผมเล่าด้วยความตั้งใจและสัตย์จริง

เอาล่ะ…เริ่มครับ!

ในความมืดและเงียบงัน คุณค่อยๆ ปรือตาเปิดขึ้นและพบว่าตัวเองล้มตัวอยู่บนพื้นโถงทางเดินในสถานที่คล้ายหอพักร้างแห่งหนึ่ง ไม่นานนักคุณก็เอามือทาบลงไปบนพื้นกระเบื้องที่แตกร้าวและเขรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นเพื่อพยุงตัวยืนขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว คุณสังเกตเห็นแสงจากหลอดไฟนีออนสีขาวที่ห้อยแกว่งลงมาจากเพดานเน่าๆ ที่ปลายทาง และสิ่งที่ปรากฏขวางกั้นเส้นทางตรงหน้าของคุณในตอนนั้นคือ แผงกรงเหล็กดัดขึ้นสนิมแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับฟันปลาที่มีบานประตู และดูน่าสะพรึงด้วยเส้นเงาเล็กๆ ที่พาดกระจายลงบนทางเดิน อันเกิดจากแสงไฟที่สาดลอดผ่านซี่กรง ด้วยความไม่มั่นใจว่าต้องทำอย่างไรต่อ คุณจึงค่อยๆ เดินไปยังแผงเหล็กข้างหน้าเพื่อหาทางออก

ขณะที่คุณกำลังเอื้อมมือไปจับลูกบิดที่ประตู ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหลังของคุณ ก้องกังวานสะท้อนไปทั้งโถงทางเดิน และเมื่อคุณกวาดสายตาหันไปหา สิ่งที่คุณเห็นก็คือหญิงสาวในชุดนักศึกษาสีขาวที่เปียกโชกไปด้วยคราบเลือดที่เฟดสีคล้ายกลีบกุหลาบ มือของเธอกำลังกำมีดคัตเตอร์อยู่ คุณตกใจและรีบผลักประตูออกทันที วิ่งผ่านบานเหล็กนั้นแล้วหันไปปิดประตูเข้าที่เดิม

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากในความรู้สึกของคุณ แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่หญิงสาวคนนั้นจะได้เข้ามาประชิดตัวคุณ แม้ว่าตัวของเธอจะอยู่อีกฝั่งของแผงเหล็ก แต่คุณก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้เพราะมืออันซีดเซียวของเธอลอดผ่านซี่กรงและล็อกคอคุณไว้เสียแล้ว และแล้วเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับเสียงซวบเบาๆ ที่คออย่างเย็นเฉียบ…(ตัดภาพจบ)

เหล็กดัด

โอเคครับ ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าจริงๆ แล้วคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ที่พูดถึงสถาปัตย์ไทยๆ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องผีแต่อย่างใด (ยิ้มแบบร้ายๆ) แต่บรรยากาศที่ผมเล่าให้ได้เห็นภาพนั้นเป็นหนึ่งในฉากเปิดตัวในเกม ‘Home Sweet Home’ เกมผีไทยที่เป็นกระแสนิยมเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งบรรยากาศทางเดินที่มาพร้อมกับแผงกรงเหล็กดัดนี้ คืออิมเมจแรกของเกมที่ผู้เล่นทุกคนจะได้สัมผัสความน่ากลัวแบบไทยๆ บนหน้าจอเตรียมกดปุ่ม Start

คำถามคือ ทำไมเกมเมอร์คนไทยอย่างเราถึงกับต้องกลัว รู้สึกอิมแพค และมีส่วนร่วมในความเป็นไทยๆ ได้ในทันทีที่ได้เห็นภาพแผงเหล็กนี้ จนผู้พัฒนาเกมต้องเลือกซีนกรงเหล็กเป็นภาพเปิดเกม

คำตอบก็คือ แผงเหล็กดัดนี้แหละคือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นชินโดย ไม่รู้ตัว ดังนั้น เวลาเห็นแผงเหล็กพวกนี้ทีไร ก็รู้เลยว่านี่คือบรรยากาศบ้านเรา เรื่องนี้จึงกลายเรื่องที่ผมลองหยิบเอามาชวนคุยกันใน อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ครับผม (ปูทางมายาวมาก)

ถ้าเงาของวิญญาณจะตามตัวใครสักคน ก็มักจะเกิดจากเรื่องความอาฆาต กลับกันในชีวิตของใครหลายคนนั้นกลับมีเงาเหล็กดัดติดตามตัวตั้งแต่ลืมตา ไม่ว่าเราจะเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ปากซอย หรือออกไปเดินเล่นช้อปปิ้งในเมือง ณ สถานที่ใดๆ ก็ตาม เรามักจะพบเห็นกรงเหล็กดัดปรากฏตัวอยู่ตามอาคารและบานหน้าต่างประตู ถ้าหากสังเกตดีๆ แม้กระทั่งตัวผมเอง เพียงแค่ตื่นขึ้นมาแล้วมองออกไปที่หน้าต่างบ้านตัวเอง ผมก็จะพบกับเหล็กพวกนี้ก่อนจะได้เห็นหน้าพ่อแม่ ซึ่งเป็นอะไรที่ตามติดชีวิตยิ่งกว่าวิญญาณอาฆาตเสียอีก

ผมมักได้ยินมาจากเหล่าสถาปนิกรุ่นพี่บ่อยครั้งว่า ครั้งใดที่รีโนเวตบ้านหรือตึกแถวที่ใดที่หนึ่ง Gift Voucher ที่จะเป็นของแถมจากการรื้อบ้านก็คือแผงเหล็กดัดกองหนึ่งที่ไม่รู้จะทำอะไรกับมันดี จนต้องโยนมันทิ้งไปอย่างงงงวย โดยที่ต่อมาก็ซื้อแผงเหล็กดัดมาติดใหม่อีกทีหลังรีโนเวตเสร็จ เป็นที่น่าสนใจว่าองค์ประกอบเหล่านี้เป็นอะไรที่เราไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลยว่ามันมาจากไหน มีขึ้นจากอะไร และทำไมมันจำเป็นต้องมีขนาดนี้

เหล็กดัด

จนไม่นานมานี้ ผมไปที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งแถวเจริญกรุงเพื่อแง้มหนังสือที่มีชื่อว่า Very Thai : Everyday Popular Culture ที่เขียนโดย Philip Cornwel-Smith เพราะจำได้ว่าลุงฟิลิฟคยเขียนบันทึกถึงเรื่องเหล็กดัดแบบไทยๆ พวกนี้ไว้แล้ว ก่อนหน้าที่ผมจะสงสัยและค้นหาคำตอบ

ว่ากันว่าการเกิดขึ้นของเหล็กดัดที่ห่อหุ้มทั้งประตูและหน้าต่างในโลกสากลเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลของอินดัสเทรียลดีไซน์ในช่วง ค.ศ. 1950 ที่ดีไซเนอร์ของเบาเฮาส์ (Bauhaus) ได้พยายามนำงานเหล็กเส้นในระบบอุตสาหกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในงานออกแบบ ผนวกกับเทรนด์การเรียงแพตเทิร์นของกระเบื้องโมเสกและซีเมนต์บล็อก รวมถึงการเรียงแผ่นไม้ ณ ช่วงเวลานั้นจึงเป็นจุดกำเนิดของเหล็กดัดที่มีรูปทรงและฟอร์มต่างๆ ที่กลายเป็นเทรนด์ในการออกแบบเรื่อยมา

โดยเทคนิคการใช้เหล็กดัดพวกนี้ในการดีไซน์ก็คือ การยัดเหล็กดัดพวกนี้ลงไปในช่องว่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ช่องหน้าต่าง ช่องระเบียง ช่องทางเดิน ช่องประตูทางเข้า หรือแม้กระทั่งช่องระบายน้ำ ดังนั้น ถ้าหากเราอยู่ในยุค 1950 และเห็นตรงไหนเป็นช่องว่างๆ แล้วไม่รู้จะทำอะไร การนำเหล็กดัดลงไปอัดช่องตรงนั้นคือคำตอบคูลๆ ของดีไซเนอร์ยุคนั้น

และไม่น่าเชื่ออีกว่าเหล็กดัดลวดลายต่างๆ พวกนี้ก็ยังใช้กันสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ฟอร์มการดัดนั้นไม่ได้จำเป็นต้องม้วนโค้งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากการพับ หัก เชื่อม ต่อ ให้เกิดแพตเทิร์นที่หลากหลายตามเทรนด์ของยุคสมัย ทำให้ถ้าหากเรามีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องยุคของลวดลายงานศิลปะ เราก็จะพอสามารถพิจารณาได้ว่าแผงเหล็กที่เราเห็นนั้นถูกผลิตในยุคใด มีลักษณะสไตล์ใด มีอายุเก่าแค่ไหน และมีคุณค่าอย่างไร

ย้อนกลับมาที่บ้านไทยของเรา เขาก็ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นในการใช้งานเหล็กดัดนั้นเริ่มในพุทธสถานหรือวัดเป็นที่แรกๆ เนื่องด้วยสมัยก่อนสิ่งของสำคัญและวัตถุมีราคาต่างๆ มักถูกเก็บไว้ในโบสถ์และวิหาร อันกลายเป็นเป้าหมายที่ฮอตฮิตของเหล่าหัวขโมยในสมัยนั้น เหล็กดัดลูกกรงจึงถูกนำเข้ามาใช้อุดช่องว่างต่างๆ รวมทั้งประตู เพื่อแก้ปัญหาและป้องกันโจรขโมย

เหล็กดัด

เหล็กดัด

แต่เมื่อเหล็กดัดเหล่านี้ถูกนำเข้ามาใช้ในสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ลวดลายของเหล็กดัดจึงจำต้องมีการดัดแปลงให้มีความเป็นไทยด้วย โดยการนำลวดลายงานศิลปะไทยในเชิงสองมิติมาใช้ เช่น ลายเทวดานางฟ้า ลายพญานาค ลายดอกบัว หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยข้อจำกัดของวัสดุเส้นบางๆ ของเหล็กดัด จึงทำให้ลวดลายไทยๆ เหล่านี้ถูกลดทอน มีความมินิมอล และมีความเป็นกราฟิกมากขึ้น คล้ายเส้นฟอร์มของหนังตะลุง ซึ่งกลายเป็นว่าลวดลายที่เกิดขึ้นจากเหล็กดัดเหล่านี้มีความร่วมสมัย โมเดิร์น และน่าสนใจมากๆ ในยุคปัจจุบัน

เหล็กดัด

เหล็กดัด

และจากวัดสู่ครัวเรือน พวกบ้านต่างๆ ก็เริ่มมีการนำเหล็กดัดเข้ามาใช้กัน เพื่อตอบสนองเรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยเส้นและฟอร์มของลวดลายเหล็กดัดของบ้านเหล่านี้ไม่จำต้องมีความเป็นไทยมากเท่ากับในวัด จึงทำให้ลวดลายเหล็กดัดนั้นมีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ลายผืนผ้าสลับฟันปลา (ตามฉากเกมผี) ลายตารางตัดเฉียง หรือว่าลายหลุยส์ดอกเถาวัลย์ และอื่นๆ อีกมากมาย

กระทั่งเหล็กดัดจากบ้านเรือนกระจายสู่ทั่วมุมเมือง และค่านิยมฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตเหล่าคนไทย (รวมทั้งผมเอง) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่อาคารทั้งหมดทั้งมวลที่เราเห็นทั่วไป เหล็กดัดมักมีรูปแบบที่ดูไม่ค่อยกลมกลืนกับอาคารนัก ด้วยเหตุที่ว่าแบบดีไซน์ของอาคารส่วนมากไม่ได้ถูกคิดให้มีการติดเหล็กดัดในตอนแรก ทำให้ต้องนำมาเพิ่มเติมตอนหลัง และการมาทีหลังนี่เองที่ทำให้บางอาคารสถานที่ได้เพิ่มเติมฟังก์ชันเซอร์ๆ ด้วยเหล็กดัดไปในตัว เช่น เพิ่มเป็นแผงกั้นคอมเพรสเซอร์แอร์ เพิ่มขอบเขตของอาคารบริเวณดาดฟ้า หรือว่าที่ผมเคยเห็นแล้วชอบมากๆ ก็คือ ทำเป็นกล่องเหล็กดัดที่มีฟังก์ชันไว้แขวนตากเสื้อผ้ายื่นออกมาจากระเบียง โดยที่มีฝาด้านบนที่สามารถเปิด-ปิดได้ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเหล็กดัดที่เติมเข้าไปส่วนมากมักไม่เข้ากันกับอาคารสักเท่าไหร่ และบางครั้งเหล็กดัดก็ชอบแย่งซีนงานดีไซน์ของบ้านทั้งหลังไปเลย

มันมีประโยคสำคัญในหนังสือ Very Thai กล่าวว่า การให้คุณค่าของความปลอดภัย คือหัวใจในการก่อตัวของฟอร์มและกิมมิกของสเปซในเมืองนั้นๆ จึงเป็นเหตุว่าลักษณะของการเกิดขึ้นของเหล็กดัดลูกกรงติดตามอาคารที่เราเห็นจนชินตาในบ้านเรานั้น มันคือการสะท้อนวิธีการให้คุณค่าของความปลอดภัยของคนไทยนั่นเอง

และก็เป็นตลกร้ายทุกครั้งที่เวลาออกแบบบ้านแล้วมีคนทักว่าถ้าไม่ติดเหล็กดัดแล้วจะอยู่บ้านอย่างมีความสุขได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ข้อเสียของการมีแผงเหล็กดัดที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘เรื่องอัคคีภัย’ เพราะว่าภัยจากการอยู่อาศัยไม่ได้มีเพียงแค่จากภายนอก บางครั้งก็เกิดจากภายใน ดังนั้นเมื่อมีภัยอันตรายจากเพลิงไหม้ เหล็กดัดเหล่านี้ก็มักจะเป็นอุปสรรคในการหาทางออกจากอาคาร เช่นเดียวกับการหาทางเข้า ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่เราต้องคำนึงถึง (ขีดเส้นใต้ไว้เลยนะ)

แม้ว่าหัวใจหลักของการมีเหล็กดัดจะมาจากความกลัวในเรื่องความปลอดภัยที่น่ากลัวไม่แพ้เรื่องของผีสาง แต่บนความกลัวนั้น ถ้าเราลองตั้งคำถามย้อนกลับไปว่าความปลอดภัยที่มีความสมดุลกับบริบทบ้านเราอยู่ตรงไหน และเริ่มใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในดีไซน์ของเหล็กดัดตั้งแต่แรกเมื่อออกแบบอาคาร นั่นก็อาจทำให้พวกเขามีหน้าตาที่เป็นมิตรมากขึ้น มีความคลี่คลายมากขึ้น จนกลายเป็นคำตอบของคำถามนั้นได้

เหล็กดัด

เหล็กดัด

และเมื่อผมนึกถึงตัวอย่างการออกแบบเหล็กดัดที่ผสานไปกับสถาปัตยกรรมที่ดี ก็ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงตอนที่ใจกล้าขอที่บ้านไปฝึกงานออฟฟิศสถาปนิกที่ประเทศอินเดียคนเดียวเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งแน่นอนว่าสภาพแวดล้อมในอินเดียนั้นอันตรายไม่ต่างจากบ้านเรา และเหล็กดัดก็เป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน

ตอนที่ผมได้เข้าไปเหยียบบ้านสถาปัตยกรรมคอนกรีตปูนเปลือยสไตล์อินเดียร่วมสมัย ที่ผสมผสานกลิ่นอายอิทธิพลของเลอกอร์บูซีเย สถาปนิกระดับโลก ของอาจารย์ที่ขอไปฝึกงานด้วยครั้งแรก จำได้ว่าขณะที่ผมนั่งรอน้ำชาในห้องรับแขก จู่ๆ ผมก็เอะใจแล้วหันไปมองที่หน้าต่างด้วยความประหลาดใจ เพราะพบว่าเหล็กดัดที่ติดกับหน้าต่างของบ้านแกมันมีความพิเศษอะไรบางอย่าง ทั้งเส้นฟอร์มและรูปทรงที่ดูมีเอกลักษณ์ ไม่นานนักอาจารย์อินเดียก็เดินมาพูดกับผมพร้อมถ้วยน้ำชาในมือว่า

เหล็กดัด

“รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วเหล็กดัดไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไปนะ เราสามารถทำให้ช่องว่างต่างๆ ในสถาปัตยกรรมมีคุณค่าและความหมายขึ้นได้”

และแล้วแกก็อธิบายลวดลายของเหล็กดัดนี้ว่าเกิดจากเส้นฟอร์มในการออกแบบของผังพื้นของบ้านหลังนี้ และนำมาพัฒนาให้ดูเป็นงานดีไซน์สำหรับช่องหน้าต่าง ที่มีความพิเศษและเฉพาะที่มากขึ้น

พร้อมกับย้ำกับผมอีกทีว่าทุกอย่างบนโลกไม่ได้แย่เสมอไป เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ดีไซน์สิ่งเหล่านั้นให้ดีขึ้นมาได้ และตัวอย่างผลงานเหล็กดัดที่ปรากฏอยู่บนหน้าต่างของอาจารย์ก็เป็นเครื่องพิสูจน์เล็กๆ ที่ช่วยยืนยันประโยคบทสนทนาที่มีน้ำเสียงที่นุ่มนวลของแกในอากาศ และอบอวลผสมไปกับไอความร้อนจากถ้วยชา ณ ห้วงเวลานั้น

และนั่นทำให้ผมเชื่อว่า ปัญหาทุกเรื่องบนโลกนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการออกแบบนั่นเอง

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

เหล็กดัด

เหล็กดัด

ขอกราบสวัสดีทุกๆ ท่านที่เผอิญพลาดกดลิงก์เข้ามาในบทความนี้

ณ ช่วงเวลาต่อจากย่อหน้านี้ไป (ซาวนด์คาเฟ่สามช่า)

ผมอยากขออนุญาตทุกท่านให้ความร่วมมือในการค่อยๆ อ่าน และจินตนาการตามไปกับสิ่งที่ผมเล่าด้วยความตั้งใจและสัตย์จริง

เอาล่ะ…เริ่มครับ!

ในความมืดและเงียบงัน คุณค่อยๆ ปรือตาเปิดขึ้นและพบว่าตัวเองล้มตัวอยู่บนพื้นโถงทางเดินในสถานที่คล้ายหอพักร้างแห่งหนึ่ง ไม่นานนักคุณก็เอามือทาบลงไปบนพื้นกระเบื้องที่แตกร้าวและเขรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นเพื่อพยุงตัวยืนขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว คุณสังเกตเห็นแสงจากหลอดไฟนีออนสีขาวที่ห้อยแกว่งลงมาจากเพดานเน่าๆ ที่ปลายทาง และสิ่งที่ปรากฏขวางกั้นเส้นทางตรงหน้าของคุณในตอนนั้นคือ แผงกรงเหล็กดัดขึ้นสนิมแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับฟันปลาที่มีบานประตู และดูน่าสะพรึงด้วยเส้นเงาเล็กๆ ที่พาดกระจายลงบนทางเดิน อันเกิดจากแสงไฟที่สาดลอดผ่านซี่กรง ด้วยความไม่มั่นใจว่าต้องทำอย่างไรต่อ คุณจึงค่อยๆ เดินไปยังแผงเหล็กข้างหน้าเพื่อหาทางออก

ขณะที่คุณกำลังเอื้อมมือไปจับลูกบิดที่ประตู ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหลังของคุณ ก้องกังวานสะท้อนไปทั้งโถงทางเดิน และเมื่อคุณกวาดสายตาหันไปหา สิ่งที่คุณเห็นก็คือหญิงสาวในชุดนักศึกษาสีขาวที่เปียกโชกไปด้วยคราบเลือดที่เฟดสีคล้ายกลีบกุหลาบ มือของเธอกำลังกำมีดคัตเตอร์อยู่ คุณตกใจและรีบผลักประตูออกทันที วิ่งผ่านบานเหล็กนั้นแล้วหันไปปิดประตูเข้าที่เดิม

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากในความรู้สึกของคุณ แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่หญิงสาวคนนั้นจะได้เข้ามาประชิดตัวคุณ แม้ว่าตัวของเธอจะอยู่อีกฝั่งของแผงเหล็ก แต่คุณก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้เพราะมืออันซีดเซียวของเธอลอดผ่านซี่กรงและล็อกคอคุณไว้เสียแล้ว และแล้วเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับเสียงซวบเบาๆ ที่คออย่างเย็นเฉียบ…(ตัดภาพจบ)

เหล็กดัด

โอเคครับ ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าจริงๆ แล้วคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ที่พูดถึงสถาปัตย์ไทยๆ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องผีแต่อย่างใด (ยิ้มแบบร้ายๆ) แต่บรรยากาศที่ผมเล่าให้ได้เห็นภาพนั้นเป็นหนึ่งในฉากเปิดตัวในเกม ‘Home Sweet Home’ เกมผีไทยที่เป็นกระแสนิยมเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งบรรยากาศทางเดินที่มาพร้อมกับแผงกรงเหล็กดัดนี้ คืออิมเมจแรกของเกมที่ผู้เล่นทุกคนจะได้สัมผัสความน่ากลัวแบบไทยๆ บนหน้าจอเตรียมกดปุ่ม Start

คำถามคือ ทำไมเกมเมอร์คนไทยอย่างเราถึงกับต้องกลัว รู้สึกอิมแพค และมีส่วนร่วมในความเป็นไทยๆ ได้ในทันทีที่ได้เห็นภาพแผงเหล็กนี้ จนผู้พัฒนาเกมต้องเลือกซีนกรงเหล็กเป็นภาพเปิดเกม

คำตอบก็คือ แผงเหล็กดัดนี้แหละคือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นชินโดย ไม่รู้ตัว ดังนั้น เวลาเห็นแผงเหล็กพวกนี้ทีไร ก็รู้เลยว่านี่คือบรรยากาศบ้านเรา เรื่องนี้จึงกลายเรื่องที่ผมลองหยิบเอามาชวนคุยกันใน อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ครับผม (ปูทางมายาวมาก)

ถ้าเงาของวิญญาณจะตามตัวใครสักคน ก็มักจะเกิดจากเรื่องความอาฆาต กลับกันในชีวิตของใครหลายคนนั้นกลับมีเงาเหล็กดัดติดตามตัวตั้งแต่ลืมตา ไม่ว่าเราจะเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ปากซอย หรือออกไปเดินเล่นช้อปปิ้งในเมือง ณ สถานที่ใดๆ ก็ตาม เรามักจะพบเห็นกรงเหล็กดัดปรากฏตัวอยู่ตามอาคารและบานหน้าต่างประตู ถ้าหากสังเกตดีๆ แม้กระทั่งตัวผมเอง เพียงแค่ตื่นขึ้นมาแล้วมองออกไปที่หน้าต่างบ้านตัวเอง ผมก็จะพบกับเหล็กพวกนี้ก่อนจะได้เห็นหน้าพ่อแม่ ซึ่งเป็นอะไรที่ตามติดชีวิตยิ่งกว่าวิญญาณอาฆาตเสียอีก

ผมมักได้ยินมาจากเหล่าสถาปนิกรุ่นพี่บ่อยครั้งว่า ครั้งใดที่รีโนเวตบ้านหรือตึกแถวที่ใดที่หนึ่ง Gift Voucher ที่จะเป็นของแถมจากการรื้อบ้านก็คือแผงเหล็กดัดกองหนึ่งที่ไม่รู้จะทำอะไรกับมันดี จนต้องโยนมันทิ้งไปอย่างงงงวย โดยที่ต่อมาก็ซื้อแผงเหล็กดัดมาติดใหม่อีกทีหลังรีโนเวตเสร็จ เป็นที่น่าสนใจว่าองค์ประกอบเหล่านี้เป็นอะไรที่เราไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลยว่ามันมาจากไหน มีขึ้นจากอะไร และทำไมมันจำเป็นต้องมีขนาดนี้

เหล็กดัด

จนไม่นานมานี้ ผมไปที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งแถวเจริญกรุงเพื่อแง้มหนังสือที่มีชื่อว่า Very Thai : Everyday Popular Culture ที่เขียนโดย Philip Cornwel-Smith เพราะจำได้ว่าลุงฟิลิฟคยเขียนบันทึกถึงเรื่องเหล็กดัดแบบไทยๆ พวกนี้ไว้แล้ว ก่อนหน้าที่ผมจะสงสัยและค้นหาคำตอบ

ว่ากันว่าการเกิดขึ้นของเหล็กดัดที่ห่อหุ้มทั้งประตูและหน้าต่างในโลกสากลเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลของอินดัสเทรียลดีไซน์ในช่วง ค.ศ. 1950 ที่ดีไซเนอร์ของเบาเฮาส์ (Bauhaus) ได้พยายามนำงานเหล็กเส้นในระบบอุตสาหกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในงานออกแบบ ผนวกกับเทรนด์การเรียงแพตเทิร์นของกระเบื้องโมเสกและซีเมนต์บล็อก รวมถึงการเรียงแผ่นไม้ ณ ช่วงเวลานั้นจึงเป็นจุดกำเนิดของเหล็กดัดที่มีรูปทรงและฟอร์มต่างๆ ที่กลายเป็นเทรนด์ในการออกแบบเรื่อยมา

โดยเทคนิคการใช้เหล็กดัดพวกนี้ในการดีไซน์ก็คือ การยัดเหล็กดัดพวกนี้ลงไปในช่องว่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ช่องหน้าต่าง ช่องระเบียง ช่องทางเดิน ช่องประตูทางเข้า หรือแม้กระทั่งช่องระบายน้ำ ดังนั้น ถ้าหากเราอยู่ในยุค 1950 และเห็นตรงไหนเป็นช่องว่างๆ แล้วไม่รู้จะทำอะไร การนำเหล็กดัดลงไปอัดช่องตรงนั้นคือคำตอบคูลๆ ของดีไซเนอร์ยุคนั้น

และไม่น่าเชื่ออีกว่าเหล็กดัดลวดลายต่างๆ พวกนี้ก็ยังใช้กันสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ฟอร์มการดัดนั้นไม่ได้จำเป็นต้องม้วนโค้งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากการพับ หัก เชื่อม ต่อ ให้เกิดแพตเทิร์นที่หลากหลายตามเทรนด์ของยุคสมัย ทำให้ถ้าหากเรามีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องยุคของลวดลายงานศิลปะ เราก็จะพอสามารถพิจารณาได้ว่าแผงเหล็กที่เราเห็นนั้นถูกผลิตในยุคใด มีลักษณะสไตล์ใด มีอายุเก่าแค่ไหน และมีคุณค่าอย่างไร

ย้อนกลับมาที่บ้านไทยของเรา เขาก็ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นในการใช้งานเหล็กดัดนั้นเริ่มในพุทธสถานหรือวัดเป็นที่แรกๆ เนื่องด้วยสมัยก่อนสิ่งของสำคัญและวัตถุมีราคาต่างๆ มักถูกเก็บไว้ในโบสถ์และวิหาร อันกลายเป็นเป้าหมายที่ฮอตฮิตของเหล่าหัวขโมยในสมัยนั้น เหล็กดัดลูกกรงจึงถูกนำเข้ามาใช้อุดช่องว่างต่างๆ รวมทั้งประตู เพื่อแก้ปัญหาและป้องกันโจรขโมย

เหล็กดัด

เหล็กดัด

แต่เมื่อเหล็กดัดเหล่านี้ถูกนำเข้ามาใช้ในสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ลวดลายของเหล็กดัดจึงจำต้องมีการดัดแปลงให้มีความเป็นไทยด้วย โดยการนำลวดลายงานศิลปะไทยในเชิงสองมิติมาใช้ เช่น ลายเทวดานางฟ้า ลายพญานาค ลายดอกบัว หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยข้อจำกัดของวัสดุเส้นบางๆ ของเหล็กดัด จึงทำให้ลวดลายไทยๆ เหล่านี้ถูกลดทอน มีความมินิมอล และมีความเป็นกราฟิกมากขึ้น คล้ายเส้นฟอร์มของหนังตะลุง ซึ่งกลายเป็นว่าลวดลายที่เกิดขึ้นจากเหล็กดัดเหล่านี้มีความร่วมสมัย โมเดิร์น และน่าสนใจมากๆ ในยุคปัจจุบัน

เหล็กดัด

เหล็กดัด

และจากวัดสู่ครัวเรือน พวกบ้านต่างๆ ก็เริ่มมีการนำเหล็กดัดเข้ามาใช้กัน เพื่อตอบสนองเรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยเส้นและฟอร์มของลวดลายเหล็กดัดของบ้านเหล่านี้ไม่จำต้องมีความเป็นไทยมากเท่ากับในวัด จึงทำให้ลวดลายเหล็กดัดนั้นมีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ลายผืนผ้าสลับฟันปลา (ตามฉากเกมผี) ลายตารางตัดเฉียง หรือว่าลายหลุยส์ดอกเถาวัลย์ และอื่นๆ อีกมากมาย

กระทั่งเหล็กดัดจากบ้านเรือนกระจายสู่ทั่วมุมเมือง และค่านิยมฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตเหล่าคนไทย (รวมทั้งผมเอง) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่อาคารทั้งหมดทั้งมวลที่เราเห็นทั่วไป เหล็กดัดมักมีรูปแบบที่ดูไม่ค่อยกลมกลืนกับอาคารนัก ด้วยเหตุที่ว่าแบบดีไซน์ของอาคารส่วนมากไม่ได้ถูกคิดให้มีการติดเหล็กดัดในตอนแรก ทำให้ต้องนำมาเพิ่มเติมตอนหลัง และการมาทีหลังนี่เองที่ทำให้บางอาคารสถานที่ได้เพิ่มเติมฟังก์ชันเซอร์ๆ ด้วยเหล็กดัดไปในตัว เช่น เพิ่มเป็นแผงกั้นคอมเพรสเซอร์แอร์ เพิ่มขอบเขตของอาคารบริเวณดาดฟ้า หรือว่าที่ผมเคยเห็นแล้วชอบมากๆ ก็คือ ทำเป็นกล่องเหล็กดัดที่มีฟังก์ชันไว้แขวนตากเสื้อผ้ายื่นออกมาจากระเบียง โดยที่มีฝาด้านบนที่สามารถเปิด-ปิดได้ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเหล็กดัดที่เติมเข้าไปส่วนมากมักไม่เข้ากันกับอาคารสักเท่าไหร่ และบางครั้งเหล็กดัดก็ชอบแย่งซีนงานดีไซน์ของบ้านทั้งหลังไปเลย

มันมีประโยคสำคัญในหนังสือ Very Thai กล่าวว่า การให้คุณค่าของความปลอดภัย คือหัวใจในการก่อตัวของฟอร์มและกิมมิกของสเปซในเมืองนั้นๆ จึงเป็นเหตุว่าลักษณะของการเกิดขึ้นของเหล็กดัดลูกกรงติดตามอาคารที่เราเห็นจนชินตาในบ้านเรานั้น มันคือการสะท้อนวิธีการให้คุณค่าของความปลอดภัยของคนไทยนั่นเอง

และก็เป็นตลกร้ายทุกครั้งที่เวลาออกแบบบ้านแล้วมีคนทักว่าถ้าไม่ติดเหล็กดัดแล้วจะอยู่บ้านอย่างมีความสุขได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ข้อเสียของการมีแผงเหล็กดัดที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘เรื่องอัคคีภัย’ เพราะว่าภัยจากการอยู่อาศัยไม่ได้มีเพียงแค่จากภายนอก บางครั้งก็เกิดจากภายใน ดังนั้นเมื่อมีภัยอันตรายจากเพลิงไหม้ เหล็กดัดเหล่านี้ก็มักจะเป็นอุปสรรคในการหาทางออกจากอาคาร เช่นเดียวกับการหาทางเข้า ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่เราต้องคำนึงถึง (ขีดเส้นใต้ไว้เลยนะ)

แม้ว่าหัวใจหลักของการมีเหล็กดัดจะมาจากความกลัวในเรื่องความปลอดภัยที่น่ากลัวไม่แพ้เรื่องของผีสาง แต่บนความกลัวนั้น ถ้าเราลองตั้งคำถามย้อนกลับไปว่าความปลอดภัยที่มีความสมดุลกับบริบทบ้านเราอยู่ตรงไหน และเริ่มใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในดีไซน์ของเหล็กดัดตั้งแต่แรกเมื่อออกแบบอาคาร นั่นก็อาจทำให้พวกเขามีหน้าตาที่เป็นมิตรมากขึ้น มีความคลี่คลายมากขึ้น จนกลายเป็นคำตอบของคำถามนั้นได้

เหล็กดัด

เหล็กดัด

และเมื่อผมนึกถึงตัวอย่างการออกแบบเหล็กดัดที่ผสานไปกับสถาปัตยกรรมที่ดี ก็ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงตอนที่ใจกล้าขอที่บ้านไปฝึกงานออฟฟิศสถาปนิกที่ประเทศอินเดียคนเดียวเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งแน่นอนว่าสภาพแวดล้อมในอินเดียนั้นอันตรายไม่ต่างจากบ้านเรา และเหล็กดัดก็เป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน

ตอนที่ผมได้เข้าไปเหยียบบ้านสถาปัตยกรรมคอนกรีตปูนเปลือยสไตล์อินเดียร่วมสมัย ที่ผสมผสานกลิ่นอายอิทธิพลของเลอกอร์บูซีเย สถาปนิกระดับโลก ของอาจารย์ที่ขอไปฝึกงานด้วยครั้งแรก จำได้ว่าขณะที่ผมนั่งรอน้ำชาในห้องรับแขก จู่ๆ ผมก็เอะใจแล้วหันไปมองที่หน้าต่างด้วยความประหลาดใจ เพราะพบว่าเหล็กดัดที่ติดกับหน้าต่างของบ้านแกมันมีความพิเศษอะไรบางอย่าง ทั้งเส้นฟอร์มและรูปทรงที่ดูมีเอกลักษณ์ ไม่นานนักอาจารย์อินเดียก็เดินมาพูดกับผมพร้อมถ้วยน้ำชาในมือว่า

เหล็กดัด

“รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วเหล็กดัดไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไปนะ เราสามารถทำให้ช่องว่างต่างๆ ในสถาปัตยกรรมมีคุณค่าและความหมายขึ้นได้”

และแล้วแกก็อธิบายลวดลายของเหล็กดัดนี้ว่าเกิดจากเส้นฟอร์มในการออกแบบของผังพื้นของบ้านหลังนี้ และนำมาพัฒนาให้ดูเป็นงานดีไซน์สำหรับช่องหน้าต่าง ที่มีความพิเศษและเฉพาะที่มากขึ้น

พร้อมกับย้ำกับผมอีกทีว่าทุกอย่างบนโลกไม่ได้แย่เสมอไป เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ดีไซน์สิ่งเหล่านั้นให้ดีขึ้นมาได้ และตัวอย่างผลงานเหล็กดัดที่ปรากฏอยู่บนหน้าต่างของอาจารย์ก็เป็นเครื่องพิสูจน์เล็กๆ ที่ช่วยยืนยันประโยคบทสนทนาที่มีน้ำเสียงที่นุ่มนวลของแกในอากาศ และอบอวลผสมไปกับไอความร้อนจากถ้วยชา ณ ห้วงเวลานั้น

และนั่นทำให้ผมเชื่อว่า ปัญหาทุกเรื่องบนโลกนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการออกแบบนั่นเอง

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

เหล็กดัด

เหล็กดัด

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

 

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด ตลาดสด

ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด

ตลาดสด

ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

 

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด ตลาดสด

 

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

 

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด ตลาดสด

ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด

ตลาดสด

ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

 

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด ตลาดสด

 

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load