“สีเป็นการแสดงออกรสนิยมทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง”

เป็นประโยคหนักแน่นแรกที่ได้ยินจากการตะโกนคุยกับ อาจารย์เต้ย หรือ อริยะ ทรงประไพ สถาปนิกผู้ควบคุมดูแลการซ่อมบูรณะฯ งานอาคารในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และเพิ่งจัดการทาสีใหม่ลงบนผิวอาคารในพระราชนิเวศน์ไปไม่นาน ณ คืนสุดสัปดาห์หนึ่ง

เหตุและผลที่ทำให้ผมนัดแกมานั่งเจ็บคอใส่กันในค่ำนั้น เพราะผมเพิ่งค้นพบว่า ตึกแถวหน้าปากซอยบ้านเกิดปรากฏการณ์ไม่ธรรมชาติขึ้น นั่นก็คือการทาสีอาคารที่แสบสัน โดยไล่สีเป็นชั้นๆ ไป 3 ชั้น ชั้นแรกสีส้ม ชั้นสองสีเขียว ชั้นสามสีเหลือง โดยทั้งหมดทั้งมวลของ 3 สีที่ไม่เข้ากันนั้นยังมีลูกเล่นในการเบรกสีด้วยการทาสีขาวคาดตามแนวเส้นคาน

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

จากปรากฏการณ์นี้ นอกจากจะทำให้ผมระบุพิกัดการบอกทางกลับบ้านให้พี่แท็กซี่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มันยังทำให้ผมมีดวงตาเห็นสี และเริ่มตั้งคำถามถึงสีสันที่ดูฉูดฉาดแต่สนุกสนานของสถาปัตยกรรมในบ้านเรา ทั้งในเมืองและตามชนบทต่างๆ คล้ายเป็นนครสีสันจากการทาสีที่หลากหลาย ส่งผลให้ผมต้องการหาคนมาแบ่งปันความรู้เรื่องสีกับสถาปัตยกรรมมากๆ และอาจารย์เต้ยคือคนที่น่าจะช่วยตอบคำถามผมได้

อีกเหตุผลสำคัญหนึ่งซึ่งดูห่างไกลจากเหตุผลแรกก็เพราะผมเพิ่งได้ยินข่าวว่า อาจารย์เต้ยและทีมงานหลายภาคส่วน ทั้งกรมศิลปากร มูลนิธิพระราชนิเวศน์ฯ ตชด. และคณะกรรมการอนุรักษ์ ได้ค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมชิ้นใหม่ล่าสุดว่า สีเดิมของอาคารในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันยุคแรกคือสีอะไร เพราะการบูรณะหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา มีการทาสีต่างๆ ลงไปหลายรอบ เมื่อค้นพบสีดั้งเดิม จึงช่วยให้เราถอดบทเรียนเรื่องสีกับสถาปัตยกรรมในอดีตออกมาได้

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

ทามาก่อน

“สีทาอาคารน่าจะเข้ามาในไทยพร้อมๆ กับรูปแบบสถาปัตยกรรมจากตะวันตกประมาณช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งการเข้ามาของสีเป็นสิ่งที่ดีมาก ก่อนหน้านั้นเรามีแต่บ้านไม้ที่ไม่ทาสี อาคารไม้ทำสีเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าไม่ทำ ไม้ก็เกิดการเร่งปฏิกิริยาเสื่อมสภาพเร็ว สีจึงปกป้องอาคารไปในตัว” อาจารย์เต้ยเริ่มเล่า

“ตอนทำงานบูรณะเราจำต้องทำการศึกษาเรื่องสีในอดีต เราก็เลยไปศึกษาจากหนังสือ Index สีของโลก เขาเล่า Timeline การเกิดขึ้นของสีตามช่วงเวลา มันมีเรื่องส่วนผสมต่างๆ ที่ส่งผลต่อสีด้วย ผมไม่รู้ว่าสมัยก่อน เรานำสีมาจากต่างประเทศหรือทำกันเอง เพราะข้อมูลแบบนี้ในเมืองไทยไม่มี”

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

ในขณะที่เรื่องสีอาคารแต่เดิมไม่มีใครบันทึก ปัจจุบันสีก็ยังถูกจุ่มด้วยแปรงและทาลงบนอาคารในเมืองเรื่อยมา

“การค้นหาและเลือกสีที่ถูกต้องเป็นเรื่องของกระบวนการ เพราะสีมีรายละเอียดของมัน การลงสีคืองานคราฟต์ สีแต่ละแบบมีคุณสมบัติในการดูแลวัสดุแตกต่างกันไป คุณสมบัติในการปกป้องก็เกิดขึ้นในสีเฉพาะสีด้วย เช่นการเอาสีแดงที่ใช้ทาไม้มาทาเหล็กก็ไม่ได้นะ มันมีเคมีของสีบางชนิดที่คุณไม่อาจรู้ว่ามันเหมาะกับอะไรด้วยซ้ำ ดังนั้นเราต้องศึกษาให้ดีก่อน” อาจารย์เต้ยเริ่มเผยวิธีการค้นหาสีอย่างมีที่มาที่ไป

“ผมอยากทำ Index ของสีในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 มากๆ ตอนนี้กำลังตามศึกษาอยู่ ยากตรงเราต้องไปค้นหากับอาคารจริงเท่านั้น เราใช้ระบบชาร์ตสีของ Munsell เป็นเครื่องมือที่เทียบสีได้อย่างดี ะบบนี้มีตั้งแต่สีของธรรมชาติยันสีของสิ่งประดิษฐ์”

เมื่อคุยกันไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่า การใช้ระบบ Munsell Color ยังไม่เฉียบพอสำหรับการค้นหาสีในการบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

“เราทำงานร่วมกับองค์กรทางวิทยาศาสตร์และบริษัทิผู้ผลิตสี ร่วมกันวิเคราะห์หาเฉดสีและองค์ประกอบของสีจากการสำรวจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการ ทางบริษัทผู้ผลิตสีนำเครื่องมือชื่อ X-Rite เข้ามาช่วยตรวจสอบด้วย

“พอใช้ X-Rite เราจะได้กราฟค่า CMYK ออกมา แต่เราก็ยังไม่สรุป เพราะเราต้องเอาชิ้นส่วนของอาคารไปเข้าแลปเพื่อสร้างเฉดสีจำลองมาเทียบอีกที แล้วก็เอาสีที่เราเทียบได้มาทาลงบนผิวไม้ก่อน แล้วก็เอาสีนั้นมาเทียบกับสีที่เราพบบนอาคารก่อนซ่อมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็ถ่ายภาพอาคารที่ทาสีแล้ว มาลองเปลี่ยนเป็นขาวดำเพื่อเทียบกับภาพถ่ายขาวดำในอดีตที่เรามีดูอีกรอบ ถึงจะสรุปได้” อาจารย์เต้ยอธิบาย

สีดั้งเดิมที่นำกลับไปใช้กับ ‘หอเสวยฝ่ายหน้า’ เป็นสีที่ได้จากการสำรวจและศึกษาโดยได้รับอนุมัติจากกรมศิลปากรแล้ว คือ

สีเทาเขียว ทาเสาไม้ และกรอบลูกฟัก

สีเขียวไข่กา ทาลูกฟัก ผนัง และช่องลม

สีขาวผ่อง (สีขาวอมเขียว) ทาส่วนใต้หลังคากันสาดไม้ และท้องพื้นไม้ของพื้นชั้น 2 (ฝ้าเพดานของชั้น1)

สีเหลืองมัสตาร์ด ทาเสาคอนกรีต

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

 

ทาทา ไม่ยั้ง

ถ้าสีเป็นตัวในการแสดงออกรสนิยมทางวัฒนธรรม แล้วเจ้าของบ้านสีส้มเขียวเหลืองที่ปากซอยบ้านผม เขาคิดอะไรยังไงแน่

ในความทรงจำของผม ภาพรวมของรสนิยมทางด้านสีสันของบ้านเราค่อนข้างชัดเจนเมื่อเราเคลื่อนตัวออกจากเมือง ไปตามถนนสายเล็กๆ ในชนบท ผมมักจะแสบตาเพราะสีบ้านที่พุ่งเข้ามาเตะ ราวระเบียงสีเขียวตัดกับตัวบ้านสีชมพู ไม่เข้ากันกับราวบันไดสีฟ้า หรือตัวบ้านสีเขียวและเสาสีเหลืองตัดกับคานสีชมพู ทุกหลังที่ผมจำได้นั้นดูเซอร์เรียลเหนือจริงจากสภาพรอบๆ ซึ่งส่วนผสมของชุดสีเหล่านี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในตำราเรียนใดๆ

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

ไทยเรามีชื่อเรียกสีเยอะมาก เช่น สีขาว มีสีขาวผ่อง หรือขาวอมเขียว สีขาวควายเผือก หรือขาวเทา สีเหลืองก็มี เหลืองเพียงทอง เหลืองอำพัน ส่วนใหญ่สีพวกนี้ถูกบันทึกไว้ในชุดของกลุ่ม Thaitone” อาจารย์เต้ยอธิบาย

แต่สีที่เราใช้กันอยู่ส่วนหนึ่งอาจจะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกสีจากช่าง เลยออกมามันโดดๆ อย่างที่เห็น

ผมตั้งคำถามกลับ พร้อมคิดในใจว่า บทสนทนาที่ว่า ‘ช่วงเสาหน้าบ้านพี่ขอใช้สีม่วง Pantone 2018 นะครับ อย่าลืมไล่ Hue ให้ด้วย’ ไม่น่าจะเกิดขึ้นระหว่างเจ้าของบ้านกับช่างสีได้แน่ๆ

คิดว่าใช่” อาจารย์เต้ยพยักหน้า “การเปลี่ยนสีเดิมในเฉดเดียวกัน มีความเปลี่ยนที่มากมาย” อาจารย์เต้ยเห็นด้วย

“สีที่คนไทยชอบน่าจะเกิดจากที่เราเป็นประเทศภูมิภาคเขตร้อน เรามีแดดที่สาดลงบนอาคารและมีอุณหภูมิเป็นตัวกำหนดความสดของสี วิธีการมองสีแบบคนไทยค่อนข้างจะแสบสัน ไม่เหมือนตะวันตกที่สีจะถูกลดเฉดลงมา เพราะมีเรื่องของวิธีการมองสีผ่านหมอก หรือสภาพอากาศที่หนาวเย็น” ผมตอบด้วยความน่าจะเป็นที่คิดออก

“ผมว่ามีส่วน เหมือนงานศิลปะของ โกลด มอแน (Claude Monet) ที่ดรอปโทนลง เรื่องนี้สนุกมากเลย” อาจารย์เต้ยเห็นด้วยกับผมอีกครั้ง

ในขณะที่อิทธิพลจากแสงแดดยังทำให้ผมเข้าใจวิธีการเลือกสีได้อีกว่า แสงแดดเป็นเหตุที่ทำให้สีบ้านซีดได้ง่าย ดังนั้น การเลือกทาสีให้สดที่สุดก็น่าจะเป็นวิธีที่ช่วยต่อเวลาในการต้องเตรียมทาสีในครั้งต่อไป

การแสดงออกทางสีของชาวบ้านจากปัจจัยเหล่านี้เป็นพฤติกรรมส่งต่อ จนทำให้เราได้เห็นบ้านเมืองที่เลือกทาสีแสบๆ แบบไม่ยั้งมือนั่นเอง ดังนั้น เราอาจจะไม่ต้องแปลกใจถ้าเผอิญเดินไปร้านของชำสีชมพูสด แล้วเจอเจ้าของร้านเป็นลุงเข้มๆ ไว้หนวดเคราเดินออกมาหยิบของให้

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

“สุดท้าย ผมเชื่อว่าตัวสถาปัตยกรรมเองก็เป็นสิ่งที่สะท้อนรสนิยมเช่นกัน แต่เป็นรสนิยมมีระยะเวลาที่แสดงออกค่อนข้างนานกว่าสี ในขณะที่สีซึ่งทาอยู่บนตัวอาคารเองกลับมีอายุน้อยกว่า รสนิยมนั้นจึงปรับเปลี่ยนตลอดเวลาและเร็วกว่า สีจึงกลายเป็นตัวบ่งชี้รสนิยมในแต่ละยุคได้ชัดเจนกว่าตัวสถาปัตยกรรม เป็นเรื่องของรสนิยมที่ซ้อนบนรสนิยมอีกที” และแล้วผมก็พยายามขมวดปมเรื่องของสีทางสถาปัตยกรรม ขณะที่พยายามกระดกน้ำในแก้วให้หมด

“เห็นด้วย ถ้าเรามองสถาปัตยกรรมแบบดีคอนสตรัคชันแล้ว สีก็ทำหน้าที่เหล่านั้นแบบสถาปัตยกรรมได้ ดังนั้น สีแดงในยุคหนึ่งอาจจะเป็นสีส้มในยุคนี้ก็เป็นได้

อาจารย์เต้ยพูดตบท้ายบทสนทนา แม้ว่าเสียงดนตรีในร้านกำลังเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความดึกค่ำ แต่ก็ไม่ได้ทำลายสีสันในบทสนทนาเรื่องของสีในค่ำวันได้นั้นเลย

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการสอดส่องอาคารสีสดรอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีสีสันนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี สีทาบ้าน, สถาปัตยกรรม,อริยะ ทรงประไพ,ความรู้เรื่องสี

*ขอขอบคุณ อาจารย์ อริยะ ทรงประไพ
บรรณานุกรม
  1. www.xrite.com/color-measurement-products
  2. en.wikipedia.org/wiki/Munsell_color_system

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศโดยทั่วกันแล้วว่าประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและได้เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว โดยที่หลายคนยังงงๆ ว่าฤดูหนาวผ่านมาตอนไหน

สำหรับประเทศในเขตร้อนชื้นที่ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็รู้สึกเป็นฤดูร้อน ทุกๆ ครั้งเวลาก่อนออกจากบ้านเรามักจะมองแดดปนรู้สึกพ่ายแพ้และปลอบตัวเองเสมอๆ ว่า อย่างน้อยผ้าที่ตากไว้ก็คงจะแห้งไวขึ้น

ทำให้วันไหนที่เราเห็นว่าแดดดี เวลาออกไปนอกบ้านในวันนั้น เราก็มักจะพบชุดเสื้อผ้าหลากหลายสีสันที่แขวนตากริมข้างทางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะชุดทำงาน ชุดอยู่บ้าน ชุดนอน ยันชุดชั้นใน ที่พร้อมเพียงกันแขวนโชว์อย่างไม่เคอะเขิน 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

แม้กระทั่งระเบียงของที่พักอาศัยในแนวตั้งหรือพวกคอนโดต่างๆ เราก็มักจะเห็นเสื้อผ้าที่ถูกตากแขวนไว้มากมายจนเต็มพื้นที่ระเบียงตามช่องหน้าต่างทั่วไปทั้งอาคาร จนหน้าตาของคอนโดที่ถูกออกแบบให้ดูเรียบหรู กลายเป็นแปลกตาไปจากภาพขายของโครงการ

ราวตากผ้า

ภาพ Pantip.com

ราวตากผ้า

ภาพ Prakard.com

ก็แหงล่ะ ในเมื่ออากาศชวนเหงื่อออกได้ง่ายแบบนี้ การซักเสื้อผ้าชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก็เป็นกิจกรรมหลักๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันกับบ้านทุกหลังในประเทศ ซักผ้าเช่นไรก็ต้องตากผ้าเช่นนั้น ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องปกติดี ไม่มีอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปที่ย่อหน้าที่ 3 อีกทีแล้วลองตั้งข้อสังเกตดู เราก็จะพบคำถามที่ว่า เหตุใดเราถึงสามารถเห็นพื้นที่ตากผ้าของคนอื่นได้ง่ายดายนัก ในขณะที่คนผ่านบ้านเราเอง เขาก็สามารถเห็นผ้าที่เราตากได้เช่นกัน 

ซึ่งหลังจากที่ผมเห็นพื้นที่แบบนี้ซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็พบว่าลักษณะการตากผ้าที่โชว์หมดเปลือกอย่างไม่เกรงคนมาเห็นที่หน้าบ้าน จนคล้ายเป็นดิสเพลย์ของร้านขายเสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายจริงๆ จะมองเผินๆ เป็น Pop-up Store ก็เป็นได้แบบนี้ ค่อนข้างสะท้อนถึงรูปแบบลักษณะของวิธีแก้ปัญหาการใช้สอยเชิงพื้นที่ในเมืองเขตร้อนได้อย่างดี หรือเป็น Urban Vernacular ประเภทหนึ่งได้เช่นกัน อีกทั้งนี่ยังแสดงออกถึงเอกลักษณ์และลักษณะเฉพาะของเจ้าของพื้นที่ได้ด้วย นับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สร้างจากการตากผ้า จนผมตั้งชื่อพื้นที่แบบนี้ไว้ว่า ‘ตากศิลป์’ 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เหตุหนึ่งของการเกิดรูปแบบตากผ้าหน้าบ้านแบบนี้ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านหรือคอนโดนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับการตากผ้า รวมทั้งพื้นที่จะโดนแดดได้อย่างเหมาะสม 

แล้วถ้าถามว่าทำไมส่วนมากบ้านเราถึงไม่มีพื้นที่ตากผ้าล่ะ ให้เราลองเดินสำรวจแล้ววาดผังอาคารเดิมในบ้านมาคร่าวๆ แล้วลองมานั่งไล่จิ้มห้องดูว่าแต่ละฟังก์ชันมันคืออะไรบ้าง เราจะพบว่านอกจากห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอนแล้ว บ้านส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกวางแผนให้มีพื้นที่ตากเสื้อผ้าอยู่แต่แรก อย่างมากจะมีเพียงแค่ห้องซักล้าง ไม่ได้มีการกำหนดห้องตากผ้าไว้ชัดเจน จะเหลือพื้นที่ไว้ตากผ้าก็เพียงแค่ที่ระเบียงบ้านและดาดฟ้าให้โดนแดด ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่เป็นตึกแถวหรือชุมชนขนาดเล็กทั่วไป พื้นที่ในการตากผ้าในบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เหตุที่ไม่ได้เผื่อพื้นที่ไว้ให้ตากผ้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่เราไม่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ตากผ้าให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก เพราะเพียงคิดว่าแค่มีห้องน้ำหรือห้องนอนก็พอแล้ว

และก็ต้องยอมรับด้วยว่าแม้กระทั่งเหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบอย่างผมเอง ก็ยังแอบหลงๆ ลืมๆ พื้นที่ตากผ้าระหว่างการออกแบบอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะเรามักติดภาพบ้านสวยๆ จากในหนังสือแมกกาซีนหรือ Pinterest ซึ่งแน่นอนว่าภาพจากสื่อเหล่านี้ไม่ได้โชว์มุมตากผ้าให้เราได้เห็นแน่นอน อีกทั้งภาพตัวอย่างเหล่านี้มักมาจากฝั่งตะวันตกที่ไม่มีวัฒนธรรมตากผ้าและแดดดีเหมือนบ้านเรา นั่นทำให้ส่วนใหญ่ในตะวันตกนิยมใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า

ซึ่งในเมื่อในบ้านไม่มีพื้นที่ตากแล้ว เราก็เอาผ้าออกมาตากที่หน้าบ้านซะเลย 

และนี่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่การตากผ้าได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่สามารถรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่แล้ว การตากผ้านั้นเป็นกิจกรรมที่ใช้พื้นที่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้หน้าบ้านที่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรต้องใช้สอยตลอดเวลานั้นเกิดประโยชน์ กลายเป็นการสร้างพื้นที่ที่ไม่ตายตัวที่เรียกในเชิงสถาปัตยกรรมว่า ‘Adaptive Reuse’ บริเวณหน้าบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งแม้กระทั่งบ้านที่มีดาดฟ้าไว้ตากผ้าอยู่แล้ว เราก็ยังเห็นเขานิยมเลือกที่จะตากผ้าที่หน้าบ้านเช่นกัน เนื่องด้วยระยะการเดินสะดวกกว่า

และเมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องสร้างพื้นที่การตากผ้าขึ้นมาแล้ว สำหรับหน้าบ้านบางหลังก็อาจจะง่ายดายมากๆ เพียงแค่ซื้อราวโครงเหล็กแขวนผ้ามาตั้งเฉยๆ  

แต่สำหรับในกรณีของบางพื้นที่นั้นค่อนข้างจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงหน่อย เพราะว่าในบางพื้นที่ไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถใช้โครงเหล็กแบบมาตรฐานได้ จึงทำให้เกิดวิธีการดีไซน์อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการตากผ้าเฉพาะพื้นที่ขึ้นมา 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เช่นนำท่อนไม้ไผ่หรือท่อพีวีซียาวๆ มาผูกที่ปลายสองฝั่งแล้วแขวนไว้กับกำแพงหน้าบ้านให้เป็นราวตากผ้า หรือการสร้างสรรค์ด้วยการแขวนเสื้อผ้าไว้กับโครงเหล็กของผ้าใบกันสาดหน้าบ้าน และแม้กระทั่งการแขวนผ้าไว้ตามรั้วหล็กดัดหรือราวเหล็กหน้าบ้าน เพียงสร้างสรรค์แค่นี้เราก็จะได้พื้นที่ในการตากผ้าได้สมใจ

ถ้าเรามองการออกแบบพื้นที่ตากผ้าแต่ละรูปแบบ เราก็จะเห็นถึงวิธีการคิดในการจัดพื้นที่ด้วยชุดความคิด ‘เกี่ยวแขวน’ ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ก่อนหน้าในคอลัมน์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ชุดความคิดออกแบบนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับลงได้กับทุกพื้นที่ได้ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน อีกทั้งยังสามารถสร้าง Maximum ความจุในการแขวนเสื้อผ้าที่อาจคาดไม่ถึงได้อีกด้วย 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

ซึ่งนอกจาก ‘ตากศิลป์’ จะช่วยแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่แล้ว พื้นที่แบบนี้ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์และลักษณะของเจ้าของพื้นที่ตากผ้าได้อย่างที่ผมเกริ่นไว้ช่วงแรกด้วยนะ

ไม่ว่าเขาประกอบอาชีพอะไร มีจำนวนคนในครอบครัวกี่คน มีเด็กกี่คน เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง เราก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านการสังเกตเสื้อผ้าที่ถูกแขวนเอาไว้ เช่น ถ้ามีเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยพร้อมเสื้อสูทแขวนอยู่ เราก็จะรู้ว่าคนบ้านหลังนี้อาจจะทำงานเป็นนายธนาคารก็ได้นะ หรือถ้ามีเสื้อเด็กแขวนไว้ก็แสดงว่าบ้านนี้มีเด็กอยู่ด้วย หรือแม้กระทั่งรสนิยมความชอบสี เราสามารถสังเกตได้จากความถี่ของสีที่ซ้ำอยู่ในการตากผ้าตรงนั้นได้เช่นกัน

ซึ่งถ้าให้ผมมวิเคราะห์ลงลึกไปกว่านี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะแจ้งตำรวจให้มาจับในข้อหาโรคจิต! (ผมยังปกติดีอยู่ครับ)

แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับมุมสถาปัตยกรรมมากๆ ว่าเพียงแค่พื้นที่ตากผ้าเล็กๆ นี้ก็สามารถแสดงออกถึงลักษณะผู้อยู่อาศัยได้เฉยเลย ซึ่งรูปของพื้นที่ในเชิงการตากผ้าแบบที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการสถาปัตย์นัก 

ไม่ได้มีเพียงประเทศเราประเทศเดียวที่มีการตากผ้านอกบ้านแบบนี้ แต่หลายๆ ในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเห็นการใช้พื้นที่การตากผ้าคล้ายๆ กัน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง ‘สิงคโปร์’ ก็มีวิธีตากผ้าที่กระเด็นออกมาจากอาคารเหมือนกัน

โดยใช้วิธีตากเสื้อผ้าด้วยการนำเสื้อผ้ามาเสียบกับแท่งไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี แล้วแทงยื่นออกจากระเบียงไปในอากาศ และยึดไว้กับช่วงระเบียง ซึ่งรูปแบบการตากผ้าแบบนี้จะพบมากในโครงการการเคหะของรัฐ ที่เรียกว่า HDB (Housing & Development Board) ของประเทศสิงคโปร์

ราวตากผ้า

ภาพ flickr.com

คาดว่าการตากผ้าแบบนี้มีมาตั้งแต่ราวปี 1900 เนื่องด้วยการใช้พื้นที่ที่จำกัดเลยต้องพยายามเพิ่มพื้นที่ตากผ้าเข้าไปในอากาศซึ่งมันก็ค่อนข้างเวิร์กมาก และก็มีการลองผิดลองถูกในการใช้งานของคนทั่วไปเรื่อยมา จนการตากผ้าแบบนี้ได้เคยกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 1995 และนั่นทำให้มีการพัฒนาจากไม้ไผ่มาเป็นรูปแบบวัสดุเหล็กอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมันเวิร์กมากๆ จนหลายคนในประเทศยอมเรียกวิธีการตากผ้าแบบนี้ว่า เป็นนวัตกรรมของการอยู่อาศัยกันเลยทีเดียว

ย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราจะพบว่าจริงๆ แล้วพื้นที่การตากผ้าในบ้านเราก็มีเป็นนวัตกรรมไม่แพ้สิงคโปร์เลย ถ้าเราตั้งใจมองลงไปในไอเดียของเหตุการเกิดขึ้นของพื้นที่ที่มีความเฉพาะแบบนี้ แล้วลองนำมาคิดต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งไม่ลืมคำนึงในดีเทลกิมมิกแบบไทยๆ เล็กๆ น้อยๆ 

ผมเชื่อว่าพื้นที่ ‘ตากศิลป์’ นั้นสามารถนำมาต่อยอดพลิกแพลงให้กลายเป็นพื้นที่ไทยๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีความยั่งยืนเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนเมืองในอนาคตได้ และอาจมีชื่อการออกแบบเต็มๆ ว่า ‘ตากศิลป์ มหาชน’ ก็เป็นได้นะครับ

ขอให้มีความสุขกับการได้เก็บผ้าในวันที่มีแดดดี และได้ชื่นชมกับกลิ่นแดดที่ติดอยู่บนเสื้อนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ราวตากผ้า

บรรณานุกรม

www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_199951

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load