เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เคยพบเจอเรื่องที่เกี่ยวแต่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันไหมครับ

เหมือนเวลาที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิต สบตาให้กันในบางที เก็บไปเขินจนนอนไม่หลับ ดูคล้ายกับว่าเขาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ทั้งๆ ที่คนนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย มันเกี่ยวกันไหม ที่เธอได้เดินเข้ามา ที่เธอได้มาสบตา ตัวฉันถึงเป็นแบบนี้ (กลายเป็นเพลงไปซะแล้ว)

แต่ถ้าจะให้ผมพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวแต่ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องในทางสถาปัตยกรรมแล้ว มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดูน่าสนใจมากๆ แต่หลายคนกลับมองข้ามไป ซึ่งมันก็คือเรื่องที่เกี่ยวนี่แหละครับ โดยในความหมายตรงนี้คือ ที่ที่มีไว้สำหรับเกี่ยวแขวนสิ่งของต่างๆ นั่นเอง

และตอนนี้ทุกท่านคงอาจจะรู้สึกงุนงงจนอยากจะเอานิ้วเกี่ยวฝาโน้ตบุ๊กปิดลงเลยใช่ไหมครับ แต่อย่าเพิ่งทำอย่างนั้นเลยครับ เดี๋ยวผมจะลองพยายามทำให้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสถาปัตยกรรมให้ดู

การออกแบบพื้นที่การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

สำหรับโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมในทศวรรษนี้ หนึ่งในทักษะสำคัญพื้นฐานในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกสอนกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ก็คือการผลิตชุดเครื่องมือในการออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งในวงการสถาปนิกแล้ว เราต่างเรียกชุดเครื่องมือในการออกแบบนี้กันอย่างสั้นๆ ด้วยคำว่า ‘Tools’

ซึ่งไอ้เจ้า Tools หรือเครื่องมือที่ฟังดูเก๋ไก๋นี้ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ช่าง ประแจ ไขควง แต่อย่างใดเลย หากเเต่เป็นเรื่องของการสร้างชุดเครื่องมือทางความคิดต่างหากที่จะช่วยให้เราสามารถกำหนดขอบเขตของรูปทรงในการสร้างสเปซแบบต่างๆ ได้ โดยไม่ฟุ้งและหลุดขอบเขตความเป็นจริงของงานสถาปัตย์ในโครงการนั้นๆ จนดูขาดๆ เกินๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า Tools ก็คือการสร้างชุดตรรกะหนึ่งเพื่อนำไปใช้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ นั่นเอง

แต่ถ้าจะลองขยายความเรื่องเครื่องมือการออกแบบนี้ให้เข้าใจได้มากขึ้นก็คงต้องยกตัวอย่างของการออกแบบอาคารตึกมหานครที่ออกแบบโดย โอเล เชียเรน (Ole Scheeren) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตึกสูงที่ดูคล้ายกำลังแตกเป็นพิกเซลจำนวนหลายๆ ชิ้น ไล่วนเป็นเกลียวตั้งแต่ยอดลงมาถึงพื้นดิน โดยที่ภาษาของจังหวะการเว้าแหว่งของพิกเซลที่เราได้เห็นบนตึกมหานครนี้สามารถนับว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ Tools ที่คุณโอเล เชียเรน สร้างขึ้นมาเพื่อออกแบบ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเห็น Tools ได้ชัดเจน ก็คือห้าง Siam Discovery ที่ถูกรีโนเวตใหม่โดย คุณโอกิ ซาโตะ (Oki Sato) โดยที่ Tools ของห้างนี้ที่เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการใช้ภาษารูปทรงกรอบสี่เหลี่ยมที่ซ้อนทับไปมาบนผิวหน้าอาคารนั่นเองซึ่งเจ้ากรอบสี่เหลี่ยมนี้ยังเป็นลูกเล่นเข้าไปในการตกแต่งโถงห้างข้างในอีกด้วย

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : CNN.com

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : Archdaily.com

ตัวอย่างทั้งหมดที่ผมได้ยกมานั้นแม้จะดูค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ยิ่งใหญ่และมีความชัดเจนในการใช้ Tools มากๆ ในขณะที่เรื่องเล็กๆ อย่างการเกี่ยวแขวนสิ่งของที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถาปัตยกรรมเท่าไหร่นัก ผมก็กลับมองว่าการเกี่ยวของนี่แหละก็คือ Tools ของชุดตรรกะแบบหนึ่งที่สามารถนำไปสร้างพื้นที่แบบไทยๆ ไม่ว่าจะการแขวนถุงพลาสติกที่ใส่สินค้า การตากเสื้อผ้า การห้อยหลอดไฟลงมาจากฝ้า ยันแขวนของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เราเห็นในทุกๆ วันนั่นเอง โดยที่คนทั่วไปสร้างเครื่องมือการออกแบบชุดนี้ขึ้นมากันเองโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งความน่าสนใจสุดๆ สำหรับการออกแบบพื้นที่โดยการใช้ Tools การเกี่ยวแขวนนี้สำหรับผมก็คือเราสามารถสร้างฟังก์ชันใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างๆ บนความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

อย่างที่ผมเคยเห็นมา เช่น ร้านขายอาหารริมทางที่พื้นที่หลังร้านติดกับริมรั้วระแนงเหล็กดัด เขาก็ใช้ Tools นี้โดยการเอาถุงที่ใส่วัตถุดิบต่างๆ มาจัดแจงเรียงแขวนไว้กับเหล็กดัดข้างหลังร้านนั้น เสมือนกำลังสร้างพื้นที่รั้วนั้นให้กลายเป็นตู้กับข้าวของร้านอาหารตนเองเสีย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ได้ไปตั้งชิดกับเสาไฟฟ้า พวกพี่วินเองก็จะเอาไม้เอาตะปูมาตอกกับเสาทำเป็นที่แขวนป้ายวินและแขวนหมวกไปในตัว หรือการเอาไม้ไผ่ยาวๆ มาสอดระหว่างเสาไฟเพื่อสร้างที่แขวนเสื้อกั้กวินด้วยกันเอง

อีกทั้งในคอลัมน์นี้เองตอนหนึ่งผมก็เคยกล่าวถึงปรากฏการณ์พื้นที่ขายของสไตล์ไทยคอลลาจ ที่ต้องการทำให้สินค้าอยู่ในหน้าร้านให้ได้มากที่สุดของร้านโชห่วย ส่วนหนึ่งที่การออกแบบสุดโต่งนี้ที่เกิดขึ้นได้นั่นก็เพราะการใช้การเกี่ยวแขวนเพื่อการโชว์สินค้าขึ้นไปบนฝ้าและกำแพงนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

และถ้าถามผมว่าทำไมลักษณะของ Tools การเกี่ยวสิ่งของต่างๆ ถึงสามารถพบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป และกลายเป็นเครื่องมืออันยอดนิยมสำหรับการสร้างพื้นที่ของคนไทยมากๆ ซึ่งมันก็จะมีประมาณ 4 เรื่องที่ผมสันนิษฐานเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเหตุผล ได้แก่

1. วิธีคิดในการติดตั้งที่เกี่ยวและแขวนสิ่งๆ ต่างๆ นั้น เราล้วนได้พื้นฐานมาจากกิจกรรมในชีวิตประจำที่สำคัญมากๆ อันหนึ่ง นั่นก็คือการตากผ้าเพราะเนื่องด้วยว่าประเทศของเราเป็นประเทศอุณหภูมิร้อนชื้น ทำให้เหงื่อซึมเสื้อผ้าได้ง่าย และนั่นทำให้เราต้องซักผ้าแทบทุกวัน อีกทั้งประเทศเรามีแดดแรงที่ไม่เคยให้ได้หนาวจนปากสั่น บวกกับการอยู่อาศัยในพื้นที่อันจำกัดมากๆ

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้พาเราไปสู่ทักษะการในดิ้นรนในการสร้างราวตากผ้าในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะการขึงเชือกจากริมขอบอาคารหรือการที่นำแท่งไม้ยาวๆ ไปแขวนห้อยกับจุดต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นราวตากได้ (ซึ่งค่อนข้างคล้ายการตากผ้าตึกสูงที่สิงคโปร์) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้ส่งผลทำให้เราได้ฝึกทักษะและวิธีคิดการสร้าง Tools การเกี่ยวแขวนสำหรับการออกแบบที่ติดตัวเรานั่นเอง

การออกแบบพื้นที่ การออกแบบพื้นที่

2. ทักษะสายตาในการหาพื้นที่ในการเกี่ยวแขวนนั้นสามารถเป็นไปได้ในทุกที่ แม้ว่าจะไม่ได้มีผนังเอาไว้ตอกตะปู ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างมีทักษะทางนี้กันมากนัก (หรือว่าเรายึดติดมากไป ฮาๆ) แต่การใช้สายตามองพื้นที่ปกติธรรมดาให้ก้าวข้ามไปอีกสเต็ปนั้นมันกลับทำให้เหล็กดัด รั้วระแนง หูที่จับประตู หรืออะไรที่ดูน่าจะไม่เกี่ยวได้ กลายเป็นแขวนได้เฉยเลย ไม่ว่าจะเป็นจุดแขวนเล็กจุดเกี่ยวน้อย เราก็สามารถเอาของไปแขวนได้เฉยเลย เหมือนกับว่าอะไรก็ตามที่เราอยากจะให้เกี่ยว เดี๋ยวมันก็จะเกี่ยวได้เอง

การออกแบบพื้นที่

3. วัสดุอุปกรณ์ในการทำการเกี่ยวของนั้นหาง่ายมาก เช่น ถุงพลาสติกที่มีหูหิ้วไว้แขวน เชือกฟางที่เอาไว้ผูก หรือเหล็กตัวเอสที่เอาไว้เกี่ยว อุปกรณ์เหล่านี้ต่างเป็นสิ่งของหาได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถติดตั้งจุดเกี่ยวด้วยตัวเองได้เช่นกัน

4. เรามีวัฒนธรรมการเกี่ยวแขวนสิ่งของเพื่อแสดงถึงศรัทธาและความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะการแขวนไซดักทรัพย์ไว้ที่หน้าบ้าน การแขวนกระจกหกด้านกันเรื่องภัยอันตราย การแขวนโคมไฟสีแดงเพื่อความเป็นมงคลหรือว่าการแขวนกระจกซีดีเก่าๆ ไว้ที่หน้าต่างโดยเชื่อว่านกพิราบจะไม่มาวุ่นวาย

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

โดยที่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ถ้าเรามองในแง่ความเป็นสากลมากขึ้น เราอาจจะสามารถเรียกได้ว่านี่คือ ‘Vertical Design’ หรือการออกแบบพื้นที่ในทางตั้ง โดยที่เทรนด์ในการออกแบบที่ผ่านมาก็คือ การออกแบบพวกสวน Vertical Garden หรือการออกแบบชั้นวางของต่างๆ ในห้องคอนโดฯ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัดนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

ซึ่งถ้าลองเทียบกับโลกสากลแล้ว วิธีคิดของ Tools ในการเกี่ยวสิ่งของที่เห็นทั่วไปในบ้านเรา ค่อนข้างจะเป็นงานออกแบบ Vertical Design ที่คาดเดาไม่ได้และไม่มีรูปแบบตายตัว แต่กลับมีตรรกะที่ค่อนข้างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากๆ เพราะบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าวิธีการนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่แคบๆ หรือพื้นที่ขายของต่างๆ ที่ดูเหมาะสมกับบริบทบ้านเราเป็นอย่างมาก โดยที่เราอาจนับว่าการเกี่ยวนี้ก็คือลักษณะของวิธีคิดของพื้นถิ่นร่วมสมัยแบบ Urban Vernacular ประเภทหนึ่งในเมืองได้เช่นกัน โดยที่จริงๆ แล้ว Tools การออกแบบด้วยวิธีการเกี่ยวแขวนนี้เราก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องจัดการพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น

การออกแบบพื้นที่

ไม่นานมานี้ผมได้พบกับงานออกแบบ Re-design ที่ออกแบบโดยแม่ค้าขายน้ำคนหนึ่ง ณ ร้านขายแห่งหนึ่ง แกได้นำราวเกี่ยวเสื้อผ้าพลาสติก 2 อันมาต่อกับท่อพีวีซี กลายเป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยในหิ้วถุงน้ำอัดลม ซึ่งทำให้แกสามารถหิ้วน้ำได้ทีละสิบกว่าถุง อันเป็นการเพื่อช่วยให้ในการเดินรอบเดียวนั้นขายน้ำได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว (สุดยอด) ซึ่งนี่ก็ช่วยแสดงให้เราเห็นได้ว่าสุดท้ายมันก็น่าอยู่ที่เรานี่แหละที่จะเข้าใจว่ากระบวนคิดในการสร้างภาษาของการเกี่ยวแขวน จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าอะไรกับงานออกแบบของเราต่อๆ ไปได้บ้าง

และตอนนี้ผมหวังว่าหลายๆ ท่านคงมีความรู้สึกว่าการเกี่ยวที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอให้ทุกท่านได้เกี่ยวข้องแต่เรื่องดีๆ ในปี 2562 นี้ และมีแต่ความสุขนะครับ

สำหรับตอนนี้สวัสดีครับ

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

ขอขอบคุณ: สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล และ ลัฏฐิกา บุญบันดาล

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load