เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“ปล่อย ชีวิตจริงทิ้งไป วางไว้ข้างทาง…”

คือเนื้อท่อนแรกของเพลง Vacation Time ถ้าเดาทางภาษาเพลงแล้วก็คงหมายถึง เหนื่อยก็พัก เอาภาระแวะวางทิ้งไว้ข้างทางเสียก่อน

แต่…ถ้าเราจะต้องแวะพักรถข้างทางล่ะ

เมื่อหมุนเพลงปิดและเริ่มหันซ้ายจากหลังพวงมาลัยเพื่อหาที่พักรถริมทาง เราก็มักจะพบสีแดงคาดขาวห้ามจอดที่ถูกทาอยู่ริมฟุตปาทที่มีมากและไม่สัมพันธ์กับปริมาณพื้นที่ริมทางทั้งหมด

จนสุดทางแพตเทิร์นของเขตห้ามจอดแล้ว ตอนนั้นเราก็มักจะเจอวัตถุต้องสงสัยสักชิ้นวางเป็นอุปสรรคสุดท้ายในการแวะพักรถของเราเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้กั้น หรืออะไรใดๆ ซึ่งวัตถุนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน ก็จะเป็นของเจ้าของที่ตรงนั้นนี่แหละ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

หลายครั้งเราจำต้องขับรถเลยไปอีกเพื่อหาที่พักรถที่อื่น หรือไม่ก็ต้องแอบยกวัตถุนั้นเขยื้อนหรือยกหลบ ซึ่งถ้าเรารู้จักเจ้าของที่ตรงนั้นเราก็จะรอดไป

การจอดริมทางฟรีๆ ในบ้านเรา เพียงวางวัตถุใดๆ ลงไปที่ข้างทาง พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่จอดที่ฟรีไม่จริงในทันที เป็นฟรีพาร์กกิ้งแบบไทยๆ ที่…ห้ามจอด ห้ามพัก ห้ามลักหน้าบ้าน

จะว่าไปแล้ว การสร้างพื้นที่ให้เกิดสัญญะโดยไม่มีตัวอักษรว่า ตรงนี้ห้ามจอดนะครับ (ทำเสียงดุๆ) มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในเชิงการสร้างพื้นที่มากๆ ในรูปแบบหนึ่ง เพียงวางของลงไปที่หน้าบ้านเฉยๆ นั้น มันทำให้เรากลายเป็นเจ้าที่เจ้าของข้างทางได้ขนาดนี้เลยหรือ

มาลองดูสิว่าใน อาคิเต็ก-เจอ รอบนี้เราจะมาหาคำตอบอะไร จากการใช้พื้นที่ฟรีพาร์กกิ้งได้บ้างครับผม

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

 

ห้ามจอด ห้ามพัก..

ผมโตมาในบ้านพักตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ที่มีหน้ากว้างพียง 4 เมตร ความทรงจำวัยเด็กของผม ในบ้านจะมีรถ Toyota Corona ปี 1985 คันสีขาวสะอาดไร้รอย ข้างในเบาะทั้งหมดกรุด้วยผ้ากำมะหยี่ จอดเทียบชิดริมฝั่งขวาที่เว้นระยะชิดให้พอเปิดประตูคนขับออกมาได้

ในทุกครั้งที่จะต้องออกเดินทางไปโรงเรียนในยามเช้าตรู่ ผมจะงัวเงียเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบแท่งไม้ที่ทาด้วยสีขาวแดงสลับกัน ปลายด้ามปักไปที่ก้อนคอนกรีตตรงพื้นเท้า

ด้วยน้ำหนักที่แรงเด็กยกไม่ไหว แต่ด้วยก้อนคอนกรีตเองนั้นถูกฝนขอบกลมมน ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถจับปลายไม้กลิ้งก้อนคอนกรีตนั้นอย่างง่ายดาย จนขยับไม้นั้นออกไปจนได้

ทันใดนั้น เสียงสตาร์ทรถจากในบ้านก็ดังกระหึ่มไปทั้งซอย และแล้วแม่ก็ขับรถสีขาวคันนั้นพุ่งออกมาจากคูหาเล็กๆ เลี้ยวรถออกไปเทียบบนถนนสาธารณะแคบๆ ใกล้บ้าน

หลังจากนั้นผมก็จะกลิ้งไอ้เจ้าไม้นั้นกลับเข้าไปที่เดิม และก็วิ่งต้อยๆ ขึ้นรถไปโรงเรียนก่อนที่จะไปเข้าแถวสาย ซึ่งเมื่อไปถึงที่โรงเรียนแล้ว กิจกรรมแบบนี้ก็จะถูกทำซ้ำอีกรอบหนึ่ง ณ ที่ลานจอดที่โรงเรียนนี่เอง

ผมเคยถามแม่ว่า บ้านเรามีเจ้าไม้ห้ามจอดได้อย่างไร แม่ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า เห็นที่โรงเรียนเขามีใช้กันก็เลยอยากได้บ้าง เลยไปหาซื้อตาม

ในเมื่อเราต้องขับรถออกจากบ้าน หากใครมาแอบมาจอดขวางหน้าบ้านในตอนเช้า เราก็ไปโรงเรียนไม่ได้สิ แน่นอนว่าหากไม่ทำแบบนั้น ก็จะเกิดสถานการณ์ดราม่าในซอยแน่นอน และคำตอบจากแม่นั้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าไม้ที่หน้าบ้านเรากับที่โรงเรียนมันคือแบบเดียวกัน ทั้งการทาสีและขนาด (?!)

ซึ่งสมัยก่อนเวลาใครจะมาเที่ยวบ้าน ผมก็มักจะบอกว่าหน้าบ้านฉันหาไม่ยาก สังเกตได้จากไอ้เจ้าไม้สีขาวแดงนี่แหละ นี่คือสัญลักษณ์บ้านฉันเอง ญาติๆ เองที่มาที่บ้านก็จะรู้กัน เขาก็จะกล้ายกไอ้ไม้นั้นออก แล้วจอดรถตัวเองเทียบแบบสบายๆ แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักหรือเพื่อนบ้าน ที่จะไม่กล้ายกมันจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากพ่อหรือแม่ของผม

เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงแท่งไม้เล็กๆ อันเดียวนั้นสามารถสร้างอาณาเขตเชิงพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม้ขนาดความกว้างคูณยาวไม่เกิน 30×30 เซนติเมตร กลับมีความสามารถครอบครองพื้นที่ได้ถึง 12 ตารางเมตร หรือ 2.40×5.00 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่จอดรถมาตรฐาน

และแล้วผมก็มาพบในตอน ม.ปลาย ตอนติวความถนัดทางสถาปัตย์พื้นฐานอีกทีว่า ทฤษฎีการสร้างพื้นที่ว่างนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างระนาบผนังหรือก่อกำแพง เพียงเราสร้างจุดบางอย่างตามมุมพื้น หรือว่ายกพื้นมาสัก 10 เซนติเมตร หรือว่าการที่เราวางโต๊ะตัวหนึ่งไว้กลางที่โล่ง เราก็สามารถเห็นขอบเขตและกรอบการใช้งานพื้นที่ว่างขึ้นมาเองทันที เห็นว่าเก้าอี้จะต้องมีกี่ตัว คนยืนล้อมโต๊ะได้กี่คน จะต้องเว้นให้คนเดินตรงไหน โดยไม่ต้องสร้างผนังกำหนดอะไรเลย

ผมว่าไอ้ไม้สีขาวแดงหน้าผมกำลังทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่ที่ไร้ผนังอยู่นั่นเอง

กระทั่งผมเรียนจบสถาปัตย์จากมหา’ลัย ไอ้เจ้าไม้แท่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมหน้าบ้านของมันที่เคยเสียแล้ว รถคันใหม่ถูกจอดทับไปแทนมันที่หน้าบ้าน บ้านผมมีรถ 2 คัน ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เวลาต้องเอารถคันที่อยู่ในบ้านออกมาใช้ ต้องมีอีกคนเอารถอีกคันวิ่งออกตาม เวลาใครจะมาเที่ยวบ้านก็จะต้องเอารถหน้าบ้านขับวนไปจอดที่อื่นก่อน

เสมือนว่าไม้ห้ามจอดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ที่หน้าบ้านมาช้านาน กลับถูกแปรสภาพกลายเป็นพื้นที่ของที่จอดของรถคันหนึ่งจริงๆ ไปเสียอย่างนั้น

 

ห้ามลักหน้าบ้าน

เมื่อกลับมาดูว่าอะไรคือการห้ามจอดของบ้านเมืองเราจริงๆ แล้ว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หมวด 4 การหยุดรถและจอดรถ ได้มีมาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้หยุดขับขี่เป็นประเด็นไว้ 8 แบบลักษณะไว้ดังนี้

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง (2) บนทางเท้า (3) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (4) ในทางร่วมทางแยก (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ (6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ (7) ในเขตปลอดภัย (8) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

พอลองดูในทุกลักษณะข้อห้ามแล้ว มันก็จะมีหัวข้อ (6) ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกรณีการห้ามจอดบริเวณหน้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าของ และ (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการห้ามจอดด้วยที่กั้น เพียงแต่ว่าสำหรับในกฏหมายตัวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ในกรณีของเจ้าหน้าที่จราจรและในทางกฎอาคารจอดรถ

จริงๆ แล้วที่วางกั้นการฟรีพาร์กกิ้งแบบบ้านๆ นั้น อาจจะไม่ได้เข่าข่ายใดๆ เลย กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการพื้นถิ่นแบบนอกลู่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดพื้นที่หน้าบ้านจากรถใครก็ไม่รู้

จากปัจจัยการที่ต้องเอารถของตนออกมาจากบ้าน ในขณะที่พื้นที่ทางเท้าตามกฎหมายไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งในทางเทคนิคเราก็จะเห็นโดยทั่วกันว่าสามารถทำได้ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่แน่ชัดนัก

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการได้เห็นที่กั้นในการป้องกันการฟรีพาร์กกิ้งโดยทั่วไปแล้ว เราจะพบว่าวิธีออกแบบนั้นจะมีลักษณะเป็นการใช้อุปกรณ์มาประยุกต์ ซึ่งมีความค่อนข้างหลากหลายและมีความครีเอทีฟประมาณหนึ่ง

จากการที่ผมได้ไปสำรวจและสังเกตมา ทำให้เราแบ่งประเภทได้ ดังนี้

1. แท่งไม้หรือท่อ PVC ที่ด้านฐานหล่อเป็นก้อนคอนกรีตในถัง-รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะการกั้นที่จอดแบบเบสิก นอกจากดูเข้าใจง่ายว่าตรงนี้ห้ามจอด ด้วยตัวคอนกรีตก้อนที่ปลายพื้นเองค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้คนที่คิดจะมายกออกเมื่อมาจับยกแล้ว จะต้องคิดอีกทีว่าควรยกไหมเพราะมันหนัก ซึ่งวิธีการทำอาจจะดูเหมือนง่าย จริงๆ ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า การหล่อคอนกรีตก้อนหนึ่งนั้นไม่ง่าย แต่เราก็จะเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปเขาทำกันเองจริงๆ เยอะมาก (แบบขายสำเร็จรูปก็มีนะ)

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

2. แท่นกั้นประกอบแบบ DIY – เป็นที่กั้นอีกรูปแบบที่เจอบ่อยๆ โดยคาดว่าเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากข้อ 1. เพราะว่าจะเป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเอง เพียงว่าไม่ได้เลือกวัสดุเป็นคอนกรีต แต่จะเป็นการประกอบเศษไม้เหลือใช้หรือเศษเหล็กต่างๆ และนำสร้างหน้าที่ใหม่ที่ทรงคุณค่า

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

3. เก้าอี้ไม้หรือเก้าอี้พลาสติก – นอกจากเก้าอี้จะมีไว้นั่งแล้ว ทั้งเก้าอี้ไม้และเก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วอย่างตอนเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งในการสร้างพื้นที่ห้ามจอดเอง เราก็จะพบการใช้เก้าอี้พลาสติกนี่แหละบ่อยมากๆ เข้าใจได้ว่ามันเบาและก็ยกไปมาง่าย ตอนไหนไม่ให้จอดก็เอามานั่ง นึกใจดีตอนไหนก็ยกมันไปเก็บละกัน 

ป้ายห้ามจอด

4. อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด – ในเมื่อจาก 3 ข้อที่ผ่านมานั้นยากไป เราก็เอาของที่ใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละนำมาใช้ ไม่ว่าจะราวตากผ้า กระถางต้นไม้ ถังปี๊บ เศษไม้พาเลท ยางรถยนต์ หรืออะไรก็ได้ที่จะพอคิดออกละกัน

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

จากทั้งหมดที่ผมได้ออกไปสำรวจและเจอมานั้น เข้าใจได้ว่ารูปแบบเหล่านี้มักจะถูกพัฒนาและลอกเลียนวิธีการใช้งานมาจากพวกรั้วกั้นและกรวยจราจรนี่แหละครับ

แม้ว่าด้วยกรอบองค์ความรู้ของผมเองอาจไม่สามารถเคาะได้ว่าวิธีการใช้วัตถุกั้นรถเหล่านี้มีความชอบธรรมแค่ไหน และด้วยวัฒนธรรมรถยนต์ส่วนตัวของบ้านเราที่มีปริมาณมาก ก็คงไปสัมพันธ์กับเหตุของการเกิดขึ้นของพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้ทั่วบ้านเมืองของเรา

แต่ในเชิงรูปแบบการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมแล้ว นี่นับเป็นรูปแบบการใช้สเปซที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกของงานดีไซน์ที่ดีต่อใจของทุกฝ่าย ทั้งคนอยากจอดและคนที่ห้ามจอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งถกกันในหลากประเด็นเลยเชียว

สุดท้าย…ท้ายสุด ผมได้เจอบทคัดย่อจากผลงานภาพถ่ายศิลปะของ คุณอัครา นักทำนา ในผลงานภาพถ่ายชุด Landlords (เจ้าที่) ซึ่งเป็นผลงานตั้งคำถามในเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ผมตั้งไว้ ก็คือเรื่องการวางสิ่งของริมทางจนเป็นเจ้าที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นๆ

บทคัดย่อกล่าวไว้ว่า “การวางสิ่งของริมข้างทางในเมืองไทยสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเพียงออกไปตามริมถนน หรือในตรอกซอกซอย ตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามัญไปจนถึงสิ่งแปลกพิสดาร..เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘วัฒนธรรมแบบไทยไทย’ ที่สั่งสมกันมานานจนผนวกรวมเข้ากับวิถีชีวิตในทุกวันนี้ได้อย่างไร้ที่ติ หรือเป็นเงาสะท้อนถึงการใช้อำนาจแบบไทยไทยที่เริ่มต้นจากเข้ายึดพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ จนสามารถแผ่อำนาจเข้าครอบครองพื้นที่ราวกับเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง และท้ายที่สุดเจ้าของเดิมก็ยอมรับอำนาจนั้นอย่างไร้ถ้อยคำโต้แย้ง”

จริงแท้แล้ว พื้นที่ห้ามจอดด้วยการวางสิ่งของที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจไทยๆ ระดับท้องถิ่นประเภทหนึ่งนั่นเอง

ขอให้สามารถหาที่จอดพักรถได้รวดเร็วตามที่ต้องการ และได้ที่ร่มไม่ให้เบาะข้างในรถต้องตากแดดนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

บรรณานุกรม

https://car.kapook.com/view188677.html
http://www.akkaranaktamna.com/series/Landlord/
http://web.krisdika.go.th

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load