เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

หากการให้เวลา ‘คอย’ ให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิต คนที่เข้ากับเราได้ เพียงแค่มองตาก็รู้ใจ และสัมผัสได้ว่าเขาคนนั้นคือคนที่ ‘ใช่’ สำหรับเรา เป็นหนึ่งในกระบวนการของความรักที่สวยงาม และคุ้มค่าสมราคาแก่ได้การรอคอยคนที่ใช่ คนบางคนกลับใช้เวลารอคอยคนที่ใช่ไม่นานนัก

“ถ้าเป็นช่วงเช้าผมใช้เวลารอคนนึงประมาณ 10 – 15 นาทีครับ”

คือคำตอบเรื่องประสบการณ์ของการรอคนที่ใช่ของ พี่ประจักษ์ วินมอเตอร์ไซค์หมายเลข 7 หน้าสถานที่ราชการแห่งหนึ่งในเขตพญาไท แน่นอนว่าการรอคอยคนที่ใช่ของพี่ประจักษ์ คือผู้โดยสารซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขาไปยังจุดที่ปักหมุดหมายไว้ด้วยเวลาที่น้อยที่สุด โดยสถิติแล้ว จำนวนผู้ใช้บริการพี่ประจักษ์ในแต่ละวันมีถึงร้อยกว่าคนเลยทีเดียว

“ช่วงบ่ายๆ จะรอนานหน่อยนะ กว่าคนจะมาเรียกก็เกือบๆ 30 นาที วิ่งเสร็จก็กลับมานั่งรอคิวต่อที่เก้าอี้ตรงนี้ ก็นั่งคุยสัพเพเหระกับเพื่อนไป ไม่ก็นั่งกินข้าวรอคนมาเรียกเราไปทำงานต่อนี่แหละครับ”

พี่ประจักษ์เล่าต่อถึงกิจกรรมระหว่างรอทำงาน พลางจิบน้ำที่ตักจากกระติกพลาสติกสีน้ำเงินขนาดใหญ่ข้างๆ กาย ในบริบทสบายๆ บนเก้าอี้ม้านั่งไม้เก่าๆ ภายใต้เงาของร่มสนามสีฉูดฉาดเข้ากับสีเสื้อกั๊กวิน ที่เรียงตัวเป็นแถวขนานไปกับแนวมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ริมฟุตปาท เพื่อนวินมอเตอร์ไซค์บางคนนอนไกวเปลที่แขวนกับต้นไม้ข้างๆ บางคนกำลังแกะกับข้าวถุงใหญ่ใส่จานข้าว (หยิบจานมาจากไหนไม่รู้) เพื่อเอามานั่งกิน ทุกอย่างดูคล้ายเป็นช่วงเวลาพักกลางวันในห้องนั่งเล่นของออฟฟิศสักแห่ง ที่กลมกลืนแต่เกะกะไปกับฟุตปาทริมทาง

บรรยากาศแนวนี้เป็นภาพที่เราเจอบ่อยๆ แต่อาจไม่ได้ตั้งข้อสังเกต สำหรับเรา พื้นที่ซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์แบบนี้เป็นรูปแบบพื้นที่สถาปัตย์แปลกๆ ของคนไทย น่าสนใจและน่ากล่าวถึงพอๆ กับเรื่องของความรัก

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตย์ในรูปแบบธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ มีคำว่า ‘โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space)’  หรือพื้นที่เอาไว้นั่งทำงานที่ไม่ใช่ร้านกาแฟ แต่ก็ไม่ใช่ออฟฟิศที่เป็นกิจจะลักษณะ มักมีความเอกเขนก มีลูกเล่นทางการออกแบบ คล้ายเป็นห้องนั่งเล่นที่นั่งทำงานรวมกับคนแปลกหน้าได้ เหมาะสำหรับเหล่าฟรีแลนซ์สมัยใหม่ที่หมุนเวียนมาใช้พื้นที่แบบนี้ นั่งทำงานตามเวลาที่ตัวเองสะดวก เดี๋ยวนี้ไม่ว่าลูกค้าจะจ้างออกแบบสถาปัตย์เชิงพาณิชย์อะไรก็ตามแต่ นอกจากร้านกาแฟที่นิยมแล้ว ก็จะมีโคเวิร์กกิ้งสเปซพ่วงตามมาด้วย เพื่อเป็นจุดขายของโครงการ

แต่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ ดูจะมีจำนวนมากกว่า

พื้นที่นั่งคอยลูกค้าเรียกไปทำงานของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นอาชีพฟรีแลนซ์เช่นกัน ที่เราเห็นตามปากซอยออกแบบโดยพี่วินเหล่านั้น ถือเป็นงานอินทีเรียดีไซน์กลางแจ้ง ที่จัดสรรสพื้นที่บนทางเท้าให้กลายเป็นห้องนั่งเล่นเพื่อรอลูกค้า ซึ่งเป็นที่ที่เรากำลังนั่งคุยกับพี่ประจักษ์แบบสบายๆ นั่นเอง

“เก้าอี้ไม้ที่น้องนั่งอยู่เนี่ย พวกพี่ออกเงินแล้วช่วยกันทำเอง ยกมาวางเองเลยนะ ร่มสนามพวกนี้ก็ไปช่วยๆ กันหามา พอแดดมาจะได้หลบ ฝนตกก็จะได้กันฝนทั้งเราเองและลูกค้าที่มารอ” พี่ประจักษ์เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของเฟอร์นิเจอร์รอบตัวเขา พร้อมชี้ไปที่พื้นที่นั่งของม้านั่ง ให้เห็นว่ามีการพ่นสีคัดลายเป็นตัวหนังสือว่า “วินหน้ากรมสถานที่ราชการxxx” อย่างชัดเจน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพื้นที่บริเวณนี้แบบแมนๆ

การออกแบบพื้นที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ทั่วไป นอกจากจะให้ความสำคัญกับที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ และพื้นที่แขวนป้ายเลขคิวที่ต้องมี ปัจจัยอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็สำคัญ เช่น เก้าอี้พลาสติกที่เอาไว้นั่งคอย (บางวินยกโซฟามาเลย) กระติกน้ำรวมขนาดใหญ่ไว้แบ่งกันจิบน้ำเย็นดับกระหาย กระทั่งพวกสื่อโสตทัศนูปกรณ์ ตั้งแต่วิทยุ เครื่องเสียง โทรทัศน์ ที่มักขาดไม่ได้ก็คือแผ่นเกมกระดานหมากรุก เอาไว้สร้างความผ่อนคลายให้เหล่านักบิดระหว่างคอยเวิร์กกิ้ง เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นจริงๆ

“แต่ละวินมีข้าวของแตกต่างกันนะ แล้วแต่วินนั้นจะตกลงกัน บางวินเอาเตาแก๊สมาตั้งไว้เผื่อหุงอาหารกันเอง กินเสร็จก็เก็บให้เรียบร้อยไม่ให้หาย อย่างวินถัดไปนี่ลงทุนมาก พวกเขาลงเงินรวมกันสร้างซุ้มที่มีกันสาดยาว เอาไว้ให้ลูกค้าหลบแดดหลบฝนระหว่างยืนต่อคิว พวกพี่คำนึงถึงลูกค้าก่อนเสมอนะ แต่วินพี่เงินไม่เยอะเลยได้แค่ร่มสนามก่อน (หัวเราะ)” เราสังเกตเห็นว่าพี่วินในซุ้มวินถัดไป กำลังเอาหม้อดินมาตั้ง เอาผักเอาหมูที่ซื้อมาวางบนเก้าอี้พลาสติก เตรียมจะมาทำจิ้มจุ่มกัน พร้อมกับเริ่มจุดไฟจากถ่านควันโขมง เหมือนที่ตรงนั้นกำลังกลายเป็นห้องครัวซะงั้น!?

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ช่วงเวลานั้นเรานึกถึงวลีคำว่า ‘Form follows function’ ที่มีความหมายว่า รูปทรงของงานสถาปัตยกรรมจำต้องคล้อยตามประโยชน์ใช้สอยเสียก่อน ของ หลุยส์ ซัลลิแวน สถาปนิกชาวอเมริกัน บิดาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เมื่อปี 1947 แต่คอยเวิร์กกิ้งสเปซเหมือนจะใช้ทฤษฎีที่กลับหัวกลับหาง โดยที่ form ไม่ follow function และ function ก็ไม่ follow อะไรเลย… กล่าวได้ว่า ที่ตรงริมฟุตปาทตรงนี้จะเป็นห้องอะไรก็ได้แล้วแต่ความต้องการของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ หาจำเป็นต้องมีทฤษฎีการออกแบบ ไม่อาจคล้ายเรื่องความรัก บางครั้งอาจไม่ต้องรอทฤษฎีเข้ามากำหนดให้ยุ่งยาก

เพื่อนสถาปนิกคนหนึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า พื้นที่ซุ้มของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์นิยามในเชิงวิชาการได้ว่า ‘ปรากฏการณ์สถาปัตยกรรมปรสิตในพื้นที่เมือง’ อาจฟังดูแล้วรู้สึกน่าขนลุกขนพอง แต่การนิยามด้วยคำนี้ค่อนข้างอธิบายอาการของซุ้มพี่วินได้ชัดเจน หากริมถนนฟุตปาทหรือซอกหลืบเสาไฟฟ้ามุมตึกแห่งใดโดนซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์เข้าไปจับจอง พื้นที่ตรงนั้นจะถูกปรับกลายเป็นห้องนั่งคอยลูกค้า ที่มีรูปแบบสอดคล้องตามสภาพพื้นที่ตรงนั้น มักใช้ของรอบตัวแบบง่ายๆ เพื่อเข้ามาจัดวางตกแต่ง คล้ายว่าพื้นที่ริมถนนถูกปรสิตเกาะทำให้กลายสภาพ

เราเคยเห็นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์หนึ่ง เอาท่อนไม้หนาๆ มามัดลวดยึดไว้กับเสาไฟ 2 ต้น เพื่อเป็นม้านั่งยาวๆ หรือว่าเคยเห็นซุ้มวินที่ถือโอกาสใช้รั้วเตี้ยๆ ของอาคารริมถนนเป็นที่แขวนหมวกกันน็อกและเสื้อวิน กลายเป็นตู้เสื้อผ้าสาธารณะ ถ้าลองสังเกตดีๆ แล้ว เราจะเห็นความคิดสร้างสรรค์แบบไทยๆ ที่สะท้อนอยู่ในการจัดแจงออกแบบห้องนั่งเล่นกันเองในแต่ละซุ้ม พี่วินพิสูจน์ให้เราเห็นว่าห้องนั่งเล่นไม่จำเป็นมีผนังหรือกำแพงกั้นก็ได้ วิธีคิดเหล่านี้นักออกแบบอาจไม่สามารถคิดได้เลย หากได้รับโจทย์ให้ปรับปรุงพื้นที่ริมถนนให้กลายเป็นห้องนั่งเล่น (อันนี้พูดจริงนะ)

“การที่พวกพี่เอาเก้าอี้มาวางบนที่สาธารณะแบบนี้ตามกฎหมายถือว่าผิดนะ คนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้หรอก…” พี่ประจักษ์กล่าวถึงความเป็นจริงที่พวกเขาได้เข้าไปแทรกแซงพื้นที่สาธารณะ พร้อมกล่าวต่อว่า

“แต่น้องจะเห็นว่ารอบๆ วินพี่สะอาดมากนะ พวกพี่เจรจาข้อแลกเปลี่ยนกับทาง กทม. ว่า เดี๋ยวพวกพี่จะดูแลความเรียบร้อยบริเวณนี้เอง ทั้งเรื่องขยะและเรื่องคน” เป็นข้อแลกเปลี่ยนแบบไทยๆ กับภาครัฐ เพื่อการดำรงอยู่ของคอยเวิร์กกิ้งสเปซแบบนี้ เราก็เห็นว่าซุ้มวินของพี่ประจักษ์ก็มีความสะอาดสะอ้านเลยทีเดียว โดยเฉพาะเก้าอี้หินอ่อนนี่ยังขาวสะอาดตามากๆ และมีถุงขยะและไม้กวาดแขวนเป็นเรื่องเป็นราว

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

หากความรักเปรียบคือการดูแลเอาใจใส่ ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์กำลังกระทำอยู่เป็นเหมือนความรักที่มีต่อพื้นที่ของเมืองด้วย ถึงแม้ว่าบางคนมองว่าการที่เวลาซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ไปตั้งที่ไหน ก็จะดูวุ่นวายไม่มีระเบียบเรียบร้อย ทำลายทัศนียภาพของฟุตปาทไป แต่สำหรับเราการที่มีซุ้มวินมอเตอร์ไซค์แบบพี่ประจักษ์ กลับทำให้เมืองแบบบ้านเรามีความสมบูรณ์และมีสีสันขึ้น เพราะช่วยลดช่องว่างของพื้นที่เมืองที่ไม่ปลอดภัย จุดไหนที่ค่อนข้างอับสายตา อันตราย หากมีซุ้มวินเข้าไปเกาะ ตรงนั้นจะมีความปลอดภัยขึ้นทันที เพราะมีกลุ่มคนเข้าไปนั่งเฝ้าเกือบทั้งวัน เป็นกลไกการดูแลเมืองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“ถ้าซุ้มวินพวกพี่ไปขวางทางเดินอะไรยังไง ก็ขออภัยนะครับ แต่อาชีพแบบพี่ยังไงก็ต้องมีที่นั่งรอลูกค้าแบบนี้แหละ” พี่ประจักษ์กล่าว ก่อนที่คำถามของเรากำลังหมดลง ไม่นานนักก็ถึงคิววิ่งรถมอเตอร์ไซค์ของพี่ประจักษ์ พี่แกก็วิ่งไปกระโดดคร่อมรถเครื่องคู่ใจ เพื่อบิดไปส่งลูกค้า ขณะที่ตัวพี่ประจักษ์ไปออกรอบ แน่นอนว่า ห้องนั่งเล่นริมฟุตปาทรอคอยพี่ประจักษ์กลับมาใช้งานนั่งคอยลูกค้าคนต่อไป  

แม้บางเวลาเราอาจไม่เห็นตัวเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีร่องรอยของซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ ทั้งเก้าอี้และของใช้จิปาถะทั้งหลายเหลือไว้ให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เห็นโซ่คล้องข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ด้วย สิ่งเหล่านี้เหล่านี้แสดงให้เห็นการใช้งานทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะตรงนี้ถูกใช้งานจริง ด้วยกลุ่มคนที่คอยให้บริการเพื่อแก้ปัญหาการเดินทาง ดังนั้นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์อาจถือว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากกลไกของการพัฒนาเมืองแท้ทรูเลยล่ะ

หากวันใดวันนึง เราได้นัดใครสักคนที่เราคิดว่าใช่ แล้วไม่อยากให้เขาต้องรอคอยนาน เราขอแนะนำให้รีบเดินไปที่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ แล้วใช้บริการพี่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทางตามเสียงหัวใจ ไปหาเธอคนนั้นที่ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายๆ ในเมืองที่โคตรวุ่นวายแห่งนี้

ขอให้มีความสุขกับการซ้อนมอเตอร์ไซค์ครับ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ขอขอบคุณ: ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load