เมื่อตอนเป็นนักศึกษา ผมเคยได้ยินคำนิยามของคำว่า ‘สถาปัตยกรรม’ จากสถาปนิกรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง แกกล่าวเอาไว้ว่า สถาปัตยกรรมสำหรับแกนั้นเกิดขึ้นด้วย 3 สิ่งประกอบกัน อันได้แก่ หนึ่งคือ ‘งานฝีมือ’ สองคือ ‘เทคนิคงานก่อสร้าง’ และสามก็คือ ‘แนวคิดของปรัชญา’ ที่แฝงเข้าไป ทันใดที่งานนั้นก่อสร้างแล้วเสร็จ ดูเป็นงานศิลปะที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ สิ่งนั้นจึงเรียกว่างานสถาปัตยกรรม

นับจากนั้นมา เจ้าสามสิ่งนี้จึงติดหัวผมแล้วกลายเป็นเรดาร์เอาไว้ชี้วัดสิ่งที่อยู่รอบตัวว่า อันไหนใช่หรือไม่ใช่สถาปัตยกรรม จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมเริ่มรู้ตัวว่ากำลังใกล้หมดมุกสำหรับการเขียนคอลัมน์ อาคิเต็ก-เจอ นี้แล้ว จึงทำให้ผมเกิดไอเดียโยนคำถามเล่นๆ ไปในเฟซบุ๊กตัวเองที่รายล้อมไปด้วยเหล่าสถาปนิกว่า “อะไรคือสถาปัตยกรรมไทยๆ (ไม่ใช่วัด) ที่คิดว่าแปลก แต่น่าสนใจสำหรับเขา”

ไม่นานนัก เพื่อนๆ พี่ๆ ก็เริ่มตอบโต้กับผมโดยการโพสต์รูปตอบบ้าง ไม่ก็อินบ็อกซ์มาบ้าง และทำให้ผมค้นพบว่ารูปส่วนมากที่ถูกเสนอขึ้นมานั้นมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีหน้าตาเป็นสัตว์หรือเทพในคติความเชื่อ ตั้งแต่มังกร พญานาค พญาเต่า ฯลฯ ที่มีขนาดมหึมา โดยที่เราสามารถเข้าไปใช้สอยพื้นที่ข้างในตัวเทพเหล่านั้นได้ และมักพบกันอย่างคุ้นชินตามวัดต่างๆ

แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จะดูเหมือนไม่อาจเรียกว่าสถาปัตยกรรมได้เลย แต่เมื่อผมนำเกณฑ์ 3 ข้อเข้ามาใช้ตรวจสอบดู ผมพบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้สามารถเข้ารอบได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว

ตั้งแต่ข้อแรก ‘งานฝีมือ’ ในขณะที่คุณต้องปั้นมังกรให้มีเกล็ดอย่างอ่อนช้อย แน่นอนว่างานฝีมือนั้นต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแน่แท้

ข้อที่สอง ‘เทคนิคงานก่อสร้าง’ ต้องยอมรับว่าการที่จะก่อสร้างให้หัวของพญานาค สามารถยื่นลอยออกมาในระยะถึง 2 – 3 เมตรได้ ต้องมีความเข้าใจเชิงวิศวกรรมอยู่ไม่มากก็น้อยเพราะการคำนวณโครงสร้างนั้นเป็นเรื่องจำเป็น

ข้อที่สาม ‘แนวคิดของปรัชญา’ ทั้งพญานาค มังกร รวมถึงเหล่าเทพต่างๆ ล้วนกำเนิดมาจากแนวคิดของปรัชญาบนความเชื่อทางศาสนา อาทิ พญานาคนั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดปรัชญาคติของจักรวาล เป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่อุดมสมบูรณ์ สื่อถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งแน่นอนว่าเราจำต้องมีแนวคิดที่แน่วแน่ ถึงจะเลือกก่อสร้างอาคารให้เป็นพญานาคได้

และเมื่อ 3 สิ่งนี้รวมตัวกันจึงเกิดเป็นงานศิลปะรูปทรงพญานาคที่เข้าไปใช้งานได้เฉยเลย และก็เป็นงานที่ผู้คนนิยมชมชอบมากด้วย สังเกตเห็นจากพ่อแม่ผมเองที่มักดูอิ่มเอิบกับสิ่งเหล่านี้ยามที่ได้เดินทางไปทำบุญตามวัดต่างๆ  

นี่เป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องมาตั้งชื่อสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ (อีกแล้ว) ว่า ‘สถาปัตยกรรมจำแลงกาย’ เนื่องด้วยงานสถาปัตยกรรมประเภทนี้น่าจะเริ่มจากการออกแบบที่คิดว่าจะนำเทพองค์ใดมาจำแลงกายให้เป็นอาคาร เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนนิยมเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดนั่นเอง

ซึ่งเมื่อผมวิเคราะห์ถึงลักษณะของสถาปัตยกรรมประเภทนี้อย่างจริงจัง ก็ทำให้ผมค้นพบอีกว่าการที่จะระบุสถาปัตยกรรมจำแลงกายได้นั้น ยังต้องเพิ่มเกณฑ์จากเจ้า 3 ข้อแรกอีกด้วย อันได้แก่

ราหู

ข้อที่สี่ ‘ฟังก์ชันทำนายดวงชะตาและเสริมความเป็นสิริมงคล’ เพราะในบางสถานที่ที่ผมเจอ การเดินวนขวาลอดอุโมงค์ปากพญานาค 3 รอบจะทำให้มีโชคลาภ หรือในบางสถานที่เชื่อว่าการได้มุดอยู่ใต้แขนของราหูจะทำให้ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย ซึ่งนี่นับเป็นงานออกแบบที่มีการอินเตอร์แอ็กทีฟชนิดหนึ่งซึ่งไม่ต้องพึ่งดิจิทัลมิเดียใดๆ

ข้อที่ห้า ‘เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มักพบได้ตามวัดทั้งไทยและจีน’ แม้ว่าบางสถาปัตย์จำแลงกายจะพบได้ตามแลนด์มาร์กในหลายๆ จังหวัด แต่ว่า 80 – 90% เราสามารถหาเจอได้ง่ายๆ ตามวัดทั่วๆ ไป ซึ่งในสถานที่ปกติเราจะไม่สามารถพบเจอสถาปัตย์จำแลงกายเหล่านี้ได้เลย

ข้อที่หก ‘มีความโอเวอร์สเกล หรือผิดขนาดตามความเป็นจริง’ อย่างที่กล่าวไว้แต่แรก สถาปัตยกรรมพวกนี้ต้องมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของมนุษย์มากๆ คล้ายเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ เพราะว่าถ้าพญานาคไม่มีขนาดที่โอเวอร์เกินจริงหรือเล็กเกินไป ก็จะทำให้เราไม่สามารถพาร่างกายมนุษย์ที่มีขนาดทั่วไปประมาณ 180×60 ซม. เดินเข้าไปข้างในตัวของเขาได้

ถึงอย่างไรก็ตาม การที่ผู้อ่านได้รับความคิดเห็นของผมคนเดียวก็คงไม่สนุกนัก นั่นทำให้ผมเกิดไอเดียในการรวบรวมภาพงานสถาปัตยกรรมที่เข้าข่ายเกณฑ์เหล่านี้แจกจ่ายให้กับเหล่าสถาปนิกรอบตัวของผม เพื่อมาร่วมแชร์มุมมองให้ได้อ่านกัน ลองไปดูสิว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง

1

อุโมงค์มังกร

บันไดทางขึ้นวัดบ้านถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : บุณณดา ยงวานิชากร

วัดบ้านถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี

fanofchalermchai.com

“สำหรับเรานะ สถาปัตยกรรมคือพื้นที่หรือสถานที่ที่สามารถให้ประสบการณ์ของการใช้พื้นที่แก่ผู้ที่เข้าไปใช้งาน ดังนั้น เราคิดว่าอุโมงค์มังกรนี้ก็คือสถาปัตยกรรม เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ให้ประสบการณ์แก่ผู้ใช้สอย โดยที่ตัดมุมมองความงามภายนอกที่เป็นเรื่องรสนิยมออกไป ซึ่งมันอาจจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ดีก็ได้นะ แล้วแต่ใครเป็นผู้ให้คำตอบ ถ้าชาวบ้านเห็นแล้วเกิดศรัทธา เกิดความชื่นชอบ แค่นั้นก็อาจจะบอกได้ว่านี่คือสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ได้แล้วจ้ะ”

 

2

อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

จังหวัดยโสธร
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : ชยางกูร เกตุพยัคฆ์

อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

sawasdeethai.net

“ผมคิดว่านี่ถือเป็นสถาปัตยกรรมครับ เพราะมีพื้นที่ใช้สอยและมีพื้นที่การใช้งาน ส่วนการที่นำตัวพญานาคมาสื่อสารกับผู้ใช้งานโดยตรงเพื่อบอกว่านี่คือพิพิธภัณฑ์พญานาค ส่วนตัวผมมองว่าก็ทำออกมาได้ดีเลยนะ มีความตรงๆ ไปเลย พญานาคก็คือพญานาค ยิ่งเป็นการเสริมกันด้วยซ้ำ ให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กที่ผสมกันระหว่างความเป็น sculpture และ architecture เพียงแต่ที่ทำออกมา harmony มันค่อนข้างแยกทางกับเรื่องการออกแบบไปหน่อย ทำให้ขาดสุนทรียะในการรับรู้เรื่องสถาปัตยกรรมไป

“ซึ่งผมว่าข้อดีของมันคือมีความชัดเจน แต่ก็ตอบไม่ได้นะว่ารูปลักษณ์ที่เป็นแบบนี้มันจะส่งผลต่อการใช้งานข้างในได้ดีไหม ซึ่งไม่แน่ว่ามันอาจจะแย่ด้วยซ้ำ เพราะขาดองค์ประกอบของงานสถาปัตย์สำคัญๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งาน เพราะสถาปัตยกรรมสำหรับผมมันควรสื่อสารได้ด้วยการใช้งาน มากกว่าการเล่าปากต่อปากครับ”

 

3

อุโมงค์พญานาค

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : ปริม ตรีสุคนธ์

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร สุรินทร์

เพจลูกศิษย์พระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

“ในฐานะคนทำงานออกแบบก็คงรู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะเรารู้ว่าสามารถออกแบบให้ดูเชิญชวนและอยากเดินเข้าไปในอุโมงค์ได้ในอีกหลายๆ วิธี โดยที่อาจจะไม่ต้องออกแบบให้ตรงไปตรงมาขนาดนี้ (หัวเราะ)

“เพียงแต่งานสถาปัตยกรรมแบบนี้มันมักมาพร้อมกับบริบทและความเชื่อของคนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งสมมติถ้าเราเป็นคนในพื้นที่คนหนึ่ง ก็คงอาจจะชอบอะไรที่มันอิมแพ็กต์กับเราแบบนี้ไปเลย”

 

4

อาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

จังหวัดยโสธร
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : บูม เดชพงษ์

พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

“ส่วนตัวเรามองว่าการเสพงานบางอย่างหรือสถาปัตยกรรมบางที่มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ คือต้องอาศัยสภาพแวดล้อมรอบๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่

“ถ้าพูดถึงตัวอาคารคางคก จะเรียกว่าอาคารได้ไหม คือเราไม่แน่ใจว่าข้างในมีพื้นที่ใช้สอยอย่างไร แต่พอเดาใจคนทำได้ว่าคงอยากจะเล่าเรื่องอะไรสักอย่างให้คนที่มาใช้งาน และก็คงอยากจะเล่าแบบตรงไปตรงมาให้คนในพื้นที่เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ถ้ามองว่าการไปที่ใดที่หนึ่งที่มีบรรยากาศและลักษณะเฉพาะส่วนตัว และมีหน้าที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ตึกคางคกนี้ก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ถ้ามองแบบใจเปิดนะ (หัวเราะ)  

“ซึ่งเราเดาว่าคนอีสานมีลักษณะเด่นคือสื่อสารกันแบบตรงๆ ชัดเจน แต่มีความสนุก มันเลยทำให้งานออกมาแบบนี้ แต่ถ้าจะให้ออกแบบมาให้คลี่คลายแล้วก็อาจจะเสียอรรถรสไป”

 

 

5

ตึกมังกรตะกายฟ้า

วัดสามพราน จังหวัดนครปฐม
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : กิตติ จูพานิชย์

วัดสามพราน นครปฐม

imgur.com วัดสามพราน นครปฐม
gigazine.net

“สำหรับเราเองยังไม่มีนิยามสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนนะ เลยคิดว่าตึกมังกรนี่ก็เป็นอาคารแหละ ซึ่งเป็นอาคารที่มีจุดประสงค์ของการใช้งานชัดเจน และก็มีแนวคิดของการตกแต่งและไอเดียในการสร้างรูปทรงอาคารที่มาจากแนวคิดทฤษฎีการยืมรูปลักษณ์ ซึ่งถ้านำมาเทียบกับแนวคิดนี้จริงๆ ดูแล้ว มันก็ดูจะเป็นอะไรที่แบบตื้นเขินไปหน่อยนะ เลยคิดว่าบ้านเราอาจยังไม่มีเครื่องมือชี้วัดการให้คุณค่างานสถาปัตยกรรมที่ต้องสื่อความหมายแบบนี้หรือเปล่า

“แต่โดยส่วนตัว เราเป็นคนชอบงานสถาปัตย์ที่ดูสนุกๆ อย่างอุโมงค์มังกรวัดสามพราน มันก็ดูน่าสนุกอยู่นะ ถ้าเป็นตัวมังกรเป็นสไลเดอร์นี่โคตรอยากไปเลย ซึ่งคิดว่านี่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางความรู้สึก ที่ไม่ได้สามารถอิงนิยามจากทฤษฎีสถาปัตยกรรม”

 

ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบสถาปัตยกรรมจำแลงกายนั้นไม่ได้มีแค่ในเมืองไทยเท่านั้น ในฝั่งตะวันตกเขาก็เคยมีประเด็นเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวๆ นี้มาแล้วเช่นกัน เมื่อ ค.ศ. 1972 โรเบิร์ต เวนทูรี และ เดนนิส บราวน์ สองสามีภรรยาสถาปนิกชาวอเมริกัน ได้ร่วมเขียนหนังสือที่มีชื่อว่า Learning from Las Vegas ซึ่งเป็นหนังสือที่พูดถึงผลกระทบของโลกสถาปัตยกรรมในยุคโพสต์โมเดิร์น

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญในหนังสือก็คือ การเกิดขึ้นของ ‘Duck Architecture’ หรือ ‘สถาปัตยกรรมเป็ด’ ตามเส้นทางถนนของเมืองลาสเวกัส (Las Vegas) ซึ่งในความหมายของไอ้เจ้าสถาปัตยกรรมเป็ดนั้น ลุงโรเบิร์ตได้ให้นิยามเอาไว้ว่าคือสถาปัตยกรรมที่ต้องการจะสื่อสารถึงสัญญะมากเกินไป จนเกิดเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ขึ้น เช่น ร้านขายโดนัท ฝรั่งเขาก็เอาโดนัทยักษ์มาวางเลย เพื่อให้ตำรวจได้ขับรถเวียนเข้าไปแก้หิว ซึ่งขนาดความใหญ่ของโดนัทนั้นก็เกิดจากความสัมพันธ์ของระยะสายตาที่เกิดขึ้นจากการสัญจรด้วยรถยนต์นั่นเอง โดยหนังสือกล่าวไว้ว่าสถาปัตยกรรมประเภทนี้เหมือนเป็นเพียงป้ายโฆษณาที่เกิดจากโลกทุนนิยมในยุคนั้น

นี่อาจเป็นอิทธิพลของการสร้างสถาปัตยกรรมที่เน้นสัญญะจนเป็นประติมากรรมที่ส่งต่อมายังฝั่งเอเชีย จนไหลมาผนวกกับความเชื่อน่ารักๆ ของบ้านเรา ทำให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมจำแลงกายอย่างที่ผมได้ชวนคุยตั้งแต่แรกนั่นเอง

แม้ว่างานสถาปัตยกรรมในหลายๆ ที่บนโลกจะมีความคลี่คลายเรื่องสัญญะในการออกแบบสถาปัตยกรรมไปมากแล้ว เราจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศผู้คนสามารถแยกชัดเจน

ในขณะที่บ้านเรายังรักษาการรวมร่างของสองสิ่งนี้อยู่ และผสานกับความเชื่อทางศาสนาได้เป็นอย่างดี นี่ถือว่าเป็นกิมมิกน่ารักๆ ในมุมมองของผมเอง

ซึ่งสุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อใดที่สถาปนิกเก่งๆ รุ่นใหม่มีโอกาสเข้าไปหยิบจับโจทย์ที่ต้องออกแบบสถาปัตยกรรมประเภทนี้แล้ว เราอาจจะพบการคลี่คลายของรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่ยังแฝงไปด้วยกิมมิกความเชื่อเหล่านี้อยู่ อันสามารถสร้างเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมไทยในมิติใหม่ นอกเหนือจากวัดวาอารามได้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการไปเที่ยวชมและสักการะสถาปัตยกรรมจำแลงกายนะครับ

สวัสดีครับ

 

บรรณานุกรม
  1. archdaily.com
  2. wikipedia.org
  3. บทความ การเปลี่ยนรูปของสถาปัตยกรรมเป็ด Metamorphosis of Duck architecture รุ่งเกียรติ แก้วกาหลง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

ในกรณีที่ต้องกันแสงแดด เรามักจะคิดถึงกันอะไรกันครับ

สำหรับบางคน กรณีกันแสงอาจจะนึกถึงเพลงดนตรีเสียงขลุ่ยเศร้าสร้อย (นั่นมัน ธรณีกรรแสง!) แต่ซึ่งถ้าถามผมที่เป็นสถาปนิก ก็จะต้องตอบว่านึกถึงแผงหลังคาที่ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรง ใช้วัสดุกระเบื้องที่เลือกสรรมาอย่างดี จึงจะกันแสงแดดอันร้อนแรงของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

ในทางกลับกัน กรณีกันแสงกันความร้อนของคนทั่วไปที่ผมเห็นบ่อยๆ บ่อยมากจนต้องหยิบมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอตอนนี้คือ ‘กันสาดผ้าใบ’ ครับ

ตั้งแต่ตอนเช้าเวลาเดินไปตลาดหาข้าวกิน หรือตอนสายเวลาเดินผ่านตึกแถวไปทำงาน แม้กระทั่งนั่งวินมอเตอร์ไซค์ทะลุซอยกลับบ้าน ผืนผ้าใบสีฟ้าเข้มที่มาพร้อมกับตัวอักษรพ่นสีขาวที่แขวนยื่นเป็นหลังคาหน้าอาคาร หรือในบางทีที่มาในรูปแบบผ้าใบโฆษณา มักจะเป็นภาพที่คุ้นชินมากๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศเราก็มักจะเห็นภาพนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวราดแกงที่ปากซอย ร้านขายของชำต่างๆ ยันรถเข็นริมทางก็ยังมีหลังคาผ้าใบเล็กๆ ยื่นออกมา จนเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ว่าทำไมกรณีกันแสงด้วยผ้าใบกันสาดนี้ถึงเป็นที่นิยมและถูกใช้กันทั่วกัน  
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ถ้าเรามาลองกลับมาดูนิยามของคำว่า ‘กันสาด’ ในเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว กันสาดหมายถึงชายคาอันแรกของอาคารที่มีไว้เพื่อป้องกันฝนและแดดสาดใส่ โดยจะมีหน้าตาเป็นหลังคามีความลาดเอียงเฉียงๆ ที่ยื่นออกมาจากอาคารหลัก ซึ่งการออกแบบกันสาดในสถาปัตยกรรมของประเทศไทยนั้น ก็จะมีให้เห็นได้ตั้งแต่เรือนไทยทั้งแบบเรือนประเพณีและเรือนพื้นถิ่นโบราณ ซึ่งกันสาดเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่นิยมมากๆ ในประเทศแถบร้อนชื้นที่มีทั้งแดดและฝนตกชุก โดยพื้นที่ถูกใช้งานอยู่ใต้กันสาด เราก็จะเรียกในศัพท์สถาปัตยกรรมว่า พื้นที่ ‘พาไล’ หรือ ‘พะไล’

แต่รูปแบบของหลังคากันสาดผ้าใบที่เราเห็นเต็มบ้านเต็มเมืองในปัจจุบันนั้น ถ้าเราไปยืนดูดีเทลรูปแบบการติดตั้งตัวของกันสาดดีๆ เราก็เห็นว่ามีลักษณะวิธีคิดและวิธีการออกแบบไม่เหมือนบ้านไทยในอดีตซะทีเดียว กันสาดผ้าใบส่วนมากพวกนี้นั้นมักจะอยู่ในรูปแบบของการต่อเติมแบบง่ายๆ ออกมาจากอาคารเดิม แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ไม่ได้ถูกคิดมาด้วยกันตั้งแต่เริ่มสร้างไม่เหมือนบ้านในอดีตเท่าไหร่นัก

แน่นอนว่าการต่อเติมนั้นก็มักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุที่ว่าฟังก์ชันของพื้นที่หน้าบ้านเดิมตรงนั้นไม่เวิร์กกับการใช้งานจริงหน้างาน เหมือนว่าบ้านที่เราอาศัยอยู่จะดูโอเคทุกอย่างในแรกเริ่ม แต่ต่อมาแล้วกลับกลายเป็นว่าเรามีฟังก์ชันความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมาเสีย เช่น พออยู่ๆ ไปแดดก็อาจจะสาดเข้าหน้าบ้านจนน่ารำคาญ หรือเมื่ออยู่ๆ ไปแล้วแม่เราอยากจะเปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายของ หรือแม้กระทั่งอยู่ๆ ไปแล้วเราดันไปถอยรถใหม่มาจอดหน้าบ้าน

กลายเป็นว่ากันสาดผ้าใบมักเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกเลือกหยิบมาใช้ในการสอดรับฟังก์ชันที่งอกออกมาแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบค้ำยันยื่นออกมากันฝน หรือเป็นแผงผ้าใบที่ทิ้งดิ่งลงเพื่อกันแดด ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่ ‘พาไล’ ในรูปแบบใหม่โดยเราไม่รู้ตัวนั่นเอง
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

และด้วยการติดตั้งที่ง่ายดายของกันสาดผ้าใบ ที่เพียงเรียกช่างไม่กี่คนมาตั้งดามขาเหล็กยื่นจากผนังหน้าบ้านให้เป็นสามเหลี่ยม ขึงผ้าใบกางออกมาและยิงน็อตสกรูไม่กี่ตัวลงบนผนังเสา แค่นี้เราก็จะได้กันสาดผ้าใบที่เข้าไปใช้งานข้างใต้ได้แล้ว ซึ่งสะดวกทั้งการขนย้ายและนำอุปกรณ์มาติดตั้ง บวกกับราคาที่ค่อนข้างประหยัดกว่ากันสาดจากวัสดุอื่นๆ ที่จริงจัง สิ่งเหล่านี้อาจนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมและทำตามๆ กันมาเรื่อยๆ จนคล้ายเป็น City Element หรือองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเมืองของบ้านเราในปัจจุบัน

ซึ่งเมื่อหลายๆ คนหรือหลายๆ ร้านค้าที่ต้องใช้พื้นที่ใต้กันสาดทำกิจการธุรกิจใดๆ ก็ตาม เราก็จะพบว่าข้อดีของกันสาดผ้าใบอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือ วัสดุผ้าใบนั้นยืดหยุ่นในการใช้งานมากๆ เราสามารถตัดปะต่อเติมความกว้างใหญ่ของผืนผ้าใบได้หลากหลายวิธี ถ้าแดดหมุนมาสาดเข้าหน้าบ้านฝั่งขวาในตอนเช้า เราก็แค่ทำกันสาดต่อเพิ่มจากเดิมออกมาทางขวา หรือฝนที่ตกกระเด็นสะท้อนลอดจากใต้กันสาดเข้ามาได้ เราก็แค่เพิ่มม้วนผ้าใบทิ้งดิ่งติดพื้นต่อจากกันสาดเดิม แค่นี้ก็จะสามารถป้องกันสิ่งต่างๆ เพิ่มจากเดิมได้เเล้ว นับเป็นการปรับแต่งการใช้งานตาม UX ของเราได้อย่างอิสระ

และด้วยลักษณะความยืดหยุ่นของวัสดุผ้าใบที่สามารถม้วนหดและพับกางได้นั้น ก็ทำให้เราได้เห็นรูปแบบของกันสาดผ้าใบในหลากหลายนิสัยขึ้น ทั้งในรูปแบบการพับเก็บเป็นจีบที่สามารถหดกลับหาผนังได้ หรือการม้วนขึ้นลงเพื่อลดความเกะกะเมื่อเวลาไม่ใช้งาน หรือแม้กระทั่งการพับสวิงลงด้านล่างเพื่อคลุมป้องกันพื้นที่หน้าร้านหรือหน้าบ้าน ซึ่งรูปแบบการพับเก็บในวิธีต่างๆ เหล่านี้ก็ค่อนข้างสอดคล้องและเหมาะกับนิสัยการใช้พื้นที่ของเมืองไทยที่ค่อนข้างมีอย่างจำกัด
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ตัวอย่างการใช้สถาปัตยกรรมผ้าใบกันสาดที่สามารถพับและกางได้ในเมืองไทยที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ‘ตลาดร่มหุบ ริมทางรถไฟสายแม่กลอง’ ซึ่งเป็นตลาดที่ตั้งอยู่บนทางรถไฟ สามารถพับหลังคากันสาดเก็บได้เมื่อรถไฟวิ่งตัดผ่านตรงกลาง และการพับเก็บหลังคาของตลาดนี้ก็กลายเป็น Unseen in Thailand ที่คนทั่วโลกต้องแห่กันเดินทางไปดูเวลาชาวบ้านทำขั้นตอนการพับหลังคาตลาด ซึ่งเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่คนทั่วโลกให้ความสนใจความมหัศจรรย์การใช้งานพื้นที่ของตลาดนี้ก็คือ นิสัยและวิธีการใช้กันสาดผ้าใบที่ผ่านการใช้ UX แบบยืดหยุ่นๆ ตามที่ผมเล่ามาตั้งแต่ต้นนี่แหละ

กันสาดผ้าใบCredit : chillnaid.com
กันสาดผ้าใบ
Credit : chillnaid.com

และอีกตัวอย่างของการใช้ผ้าใบที่มีความน่าสนใจมากๆ ก็คือ การใช้ผืนผ้าใบขนาดใหญ่กางเป็นเต็นท์ในสวนลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าใครที่เป็นนักวิ่งที่สวนลุมฯ แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงมักจะเห็นหลังคาเต็นท์ผ้าใบย่อมๆ กระจายอยู่ในพื้นที่สวน สิ่งที่น่าสนใจของการใช้ผ้าใบมากันแสงกันฝนในกรณีนี้ก็คือ หลังคาผ้าใบเหล่านี้ใช้โครงสร้างเสาค้ำเพียงนิดเดียว ที่เหลือของการติดตั้งจะถูกหิ้วลอยด้วยเชือกมาจากต้นไม้แทน ซึ่งถ้าเราไปยืนดูดีๆ เราก็จะเห็นความซูเปอร์ยืดหยุ่นของการใช้ผ้าใบกันแดดมากๆ ซึ่งผ้าใบในที่นี้สามารถจับจีบที่ปลายมุมและดึงปรับในทิศทางอิสระเพื่อหลบต้นไม้ในสวน อีกทั้งการติดตั้งทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำด้วยช่างมืออาชีพแต่เป็น Handmade สถาปัตยกรรมของคนที่อาศัยในสวนลุมฯ ด้วยนั่นเอง
กันสาดผ้าใบ

โดยที่จริงๆ แล้วการใช้ผ้าใบไม่ได้มีไว้เพียงแค่เป็นหลังคาคลุมกันแดดเพียงเท่านั้นนะครับ ถ้าเราเดินไปเข้าไปในพื้นที่อินทีเรียภายใต้หลังคาผ้าใบ บ่อยครั้งเราก็จะพบว่าผ้าใบนั้นสามารถนำมาหุ้มโต๊ะหรือทำเป็นม่านคลุมพื้นที่เล็กๆ ต่างๆ เพื่อป้องกันความสกปรกหรือความเปียกจากน้ำที่ไม่ใช่ฝนได้เช่นกัน รวมทั้งเรื่องการรีไซเคิลผ้าใบโฆษณาต่างๆ ที่เคยเป็นกันสาดม้วนกันแดด นำมาใช้ในรูปแบบใหม่ๆ เช่น กั้นห้อง และปะซ่อมสิ่งต่างๆ ได้ด้วย โดยอยู่ในพื้นฐานการขึงและห่อหุ้ม
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมยกตัวอย่างกรณีกันแสงด้วยกันสาดผ้าใบในรูปแบบต่างๆ มานั้น เราก็จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้ววิธีคิดในการสร้างพื้นที่กันแดดกันฝนในทางสถาปัตยกรรมนั้น ถือเป็นสกิลล์หนึ่งที่คนไทยมีติดตัวและมีความเข้าใจในการออกแบบกันเองโดยไม่ต้องถามดีไซเนอร์ใดๆ มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เหตุหนึ่งอาจเพราะว่าสภาพแวดล้อมและอากาศเราบ้านเรานั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องเรียนรู้และต้องปรับตัวอยู่เสมอตลอดเวลามาตั้งแต่อดีต

ซึ่งการเลือกใช้กันสาดผ้าใบมาเป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่เป็นที่นิยมในทุกวันนี้ ก็นับว่าเป็นกระบวนการคิดและแก้ปัญหาแบบพื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตโดยที่คนทั่วไปไม่รู้ตัว เป็น Urban Vernacular อย่างที่ผมพยายามศึกษาและสังเกตอยู่อย่างเป็นประจำนั่นเอง

ขอให้ทุกท่านมีพื้นที่ใต้ร่มผ้าใบให้ได้หลบร้อนจากแสงแดดกันในทุกกรณีนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ


กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/history/article_5280

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load