เมื่อตอนเป็นนักศึกษา ผมเคยได้ยินคำนิยามของคำว่า ‘สถาปัตยกรรม’ จากสถาปนิกรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง แกกล่าวเอาไว้ว่า สถาปัตยกรรมสำหรับแกนั้นเกิดขึ้นด้วย 3 สิ่งประกอบกัน อันได้แก่ หนึ่งคือ ‘งานฝีมือ’ สองคือ ‘เทคนิคงานก่อสร้าง’ และสามก็คือ ‘แนวคิดของปรัชญา’ ที่แฝงเข้าไป ทันใดที่งานนั้นก่อสร้างแล้วเสร็จ ดูเป็นงานศิลปะที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ สิ่งนั้นจึงเรียกว่างานสถาปัตยกรรม

นับจากนั้นมา เจ้าสามสิ่งนี้จึงติดหัวผมแล้วกลายเป็นเรดาร์เอาไว้ชี้วัดสิ่งที่อยู่รอบตัวว่า อันไหนใช่หรือไม่ใช่สถาปัตยกรรม จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมเริ่มรู้ตัวว่ากำลังใกล้หมดมุกสำหรับการเขียนคอลัมน์ อาคิเต็ก-เจอ นี้แล้ว จึงทำให้ผมเกิดไอเดียโยนคำถามเล่นๆ ไปในเฟซบุ๊กตัวเองที่รายล้อมไปด้วยเหล่าสถาปนิกว่า “อะไรคือสถาปัตยกรรมไทยๆ (ไม่ใช่วัด) ที่คิดว่าแปลก แต่น่าสนใจสำหรับเขา”

ไม่นานนัก เพื่อนๆ พี่ๆ ก็เริ่มตอบโต้กับผมโดยการโพสต์รูปตอบบ้าง ไม่ก็อินบ็อกซ์มาบ้าง และทำให้ผมค้นพบว่ารูปส่วนมากที่ถูกเสนอขึ้นมานั้นมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีหน้าตาเป็นสัตว์หรือเทพในคติความเชื่อ ตั้งแต่มังกร พญานาค พญาเต่า ฯลฯ ที่มีขนาดมหึมา โดยที่เราสามารถเข้าไปใช้สอยพื้นที่ข้างในตัวเทพเหล่านั้นได้ และมักพบกันอย่างคุ้นชินตามวัดต่างๆ

แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จะดูเหมือนไม่อาจเรียกว่าสถาปัตยกรรมได้เลย แต่เมื่อผมนำเกณฑ์ 3 ข้อเข้ามาใช้ตรวจสอบดู ผมพบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้สามารถเข้ารอบได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว

ตั้งแต่ข้อแรก ‘งานฝีมือ’ ในขณะที่คุณต้องปั้นมังกรให้มีเกล็ดอย่างอ่อนช้อย แน่นอนว่างานฝีมือนั้นต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแน่แท้

ข้อที่สอง ‘เทคนิคงานก่อสร้าง’ ต้องยอมรับว่าการที่จะก่อสร้างให้หัวของพญานาค สามารถยื่นลอยออกมาในระยะถึง 2 – 3 เมตรได้ ต้องมีความเข้าใจเชิงวิศวกรรมอยู่ไม่มากก็น้อยเพราะการคำนวณโครงสร้างนั้นเป็นเรื่องจำเป็น

ข้อที่สาม ‘แนวคิดของปรัชญา’ ทั้งพญานาค มังกร รวมถึงเหล่าเทพต่างๆ ล้วนกำเนิดมาจากแนวคิดของปรัชญาบนความเชื่อทางศาสนา อาทิ พญานาคนั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดปรัชญาคติของจักรวาล เป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่อุดมสมบูรณ์ สื่อถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งแน่นอนว่าเราจำต้องมีแนวคิดที่แน่วแน่ ถึงจะเลือกก่อสร้างอาคารให้เป็นพญานาคได้

และเมื่อ 3 สิ่งนี้รวมตัวกันจึงเกิดเป็นงานศิลปะรูปทรงพญานาคที่เข้าไปใช้งานได้เฉยเลย และก็เป็นงานที่ผู้คนนิยมชมชอบมากด้วย สังเกตเห็นจากพ่อแม่ผมเองที่มักดูอิ่มเอิบกับสิ่งเหล่านี้ยามที่ได้เดินทางไปทำบุญตามวัดต่างๆ  

นี่เป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องมาตั้งชื่อสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ (อีกแล้ว) ว่า ‘สถาปัตยกรรมจำแลงกาย’ เนื่องด้วยงานสถาปัตยกรรมประเภทนี้น่าจะเริ่มจากการออกแบบที่คิดว่าจะนำเทพองค์ใดมาจำแลงกายให้เป็นอาคาร เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนนิยมเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดนั่นเอง

ซึ่งเมื่อผมวิเคราะห์ถึงลักษณะของสถาปัตยกรรมประเภทนี้อย่างจริงจัง ก็ทำให้ผมค้นพบอีกว่าการที่จะระบุสถาปัตยกรรมจำแลงกายได้นั้น ยังต้องเพิ่มเกณฑ์จากเจ้า 3 ข้อแรกอีกด้วย อันได้แก่

ราหู

ข้อที่สี่ ‘ฟังก์ชันทำนายดวงชะตาและเสริมความเป็นสิริมงคล’ เพราะในบางสถานที่ที่ผมเจอ การเดินวนขวาลอดอุโมงค์ปากพญานาค 3 รอบจะทำให้มีโชคลาภ หรือในบางสถานที่เชื่อว่าการได้มุดอยู่ใต้แขนของราหูจะทำให้ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย ซึ่งนี่นับเป็นงานออกแบบที่มีการอินเตอร์แอ็กทีฟชนิดหนึ่งซึ่งไม่ต้องพึ่งดิจิทัลมิเดียใดๆ

ข้อที่ห้า ‘เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มักพบได้ตามวัดทั้งไทยและจีน’ แม้ว่าบางสถาปัตย์จำแลงกายจะพบได้ตามแลนด์มาร์กในหลายๆ จังหวัด แต่ว่า 80 – 90% เราสามารถหาเจอได้ง่ายๆ ตามวัดทั่วๆ ไป ซึ่งในสถานที่ปกติเราจะไม่สามารถพบเจอสถาปัตย์จำแลงกายเหล่านี้ได้เลย

ข้อที่หก ‘มีความโอเวอร์สเกล หรือผิดขนาดตามความเป็นจริง’ อย่างที่กล่าวไว้แต่แรก สถาปัตยกรรมพวกนี้ต้องมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของมนุษย์มากๆ คล้ายเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ เพราะว่าถ้าพญานาคไม่มีขนาดที่โอเวอร์เกินจริงหรือเล็กเกินไป ก็จะทำให้เราไม่สามารถพาร่างกายมนุษย์ที่มีขนาดทั่วไปประมาณ 180×60 ซม. เดินเข้าไปข้างในตัวของเขาได้

ถึงอย่างไรก็ตาม การที่ผู้อ่านได้รับความคิดเห็นของผมคนเดียวก็คงไม่สนุกนัก นั่นทำให้ผมเกิดไอเดียในการรวบรวมภาพงานสถาปัตยกรรมที่เข้าข่ายเกณฑ์เหล่านี้แจกจ่ายให้กับเหล่าสถาปนิกรอบตัวของผม เพื่อมาร่วมแชร์มุมมองให้ได้อ่านกัน ลองไปดูสิว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง

1

อุโมงค์มังกร

บันไดทางขึ้นวัดบ้านถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : บุณณดา ยงวานิชากร

วัดบ้านถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี

fanofchalermchai.com

“สำหรับเรานะ สถาปัตยกรรมคือพื้นที่หรือสถานที่ที่สามารถให้ประสบการณ์ของการใช้พื้นที่แก่ผู้ที่เข้าไปใช้งาน ดังนั้น เราคิดว่าอุโมงค์มังกรนี้ก็คือสถาปัตยกรรม เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ให้ประสบการณ์แก่ผู้ใช้สอย โดยที่ตัดมุมมองความงามภายนอกที่เป็นเรื่องรสนิยมออกไป ซึ่งมันอาจจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ดีก็ได้นะ แล้วแต่ใครเป็นผู้ให้คำตอบ ถ้าชาวบ้านเห็นแล้วเกิดศรัทธา เกิดความชื่นชอบ แค่นั้นก็อาจจะบอกได้ว่านี่คือสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ได้แล้วจ้ะ”

 

2

อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

จังหวัดยโสธร
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : ชยางกูร เกตุพยัคฆ์

อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

sawasdeethai.net

“ผมคิดว่านี่ถือเป็นสถาปัตยกรรมครับ เพราะมีพื้นที่ใช้สอยและมีพื้นที่การใช้งาน ส่วนการที่นำตัวพญานาคมาสื่อสารกับผู้ใช้งานโดยตรงเพื่อบอกว่านี่คือพิพิธภัณฑ์พญานาค ส่วนตัวผมมองว่าก็ทำออกมาได้ดีเลยนะ มีความตรงๆ ไปเลย พญานาคก็คือพญานาค ยิ่งเป็นการเสริมกันด้วยซ้ำ ให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กที่ผสมกันระหว่างความเป็น sculpture และ architecture เพียงแต่ที่ทำออกมา harmony มันค่อนข้างแยกทางกับเรื่องการออกแบบไปหน่อย ทำให้ขาดสุนทรียะในการรับรู้เรื่องสถาปัตยกรรมไป

“ซึ่งผมว่าข้อดีของมันคือมีความชัดเจน แต่ก็ตอบไม่ได้นะว่ารูปลักษณ์ที่เป็นแบบนี้มันจะส่งผลต่อการใช้งานข้างในได้ดีไหม ซึ่งไม่แน่ว่ามันอาจจะแย่ด้วยซ้ำ เพราะขาดองค์ประกอบของงานสถาปัตย์สำคัญๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งาน เพราะสถาปัตยกรรมสำหรับผมมันควรสื่อสารได้ด้วยการใช้งาน มากกว่าการเล่าปากต่อปากครับ”

 

3

อุโมงค์พญานาค

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : ปริม ตรีสุคนธ์

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร สุรินทร์

เพจลูกศิษย์พระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

“ในฐานะคนทำงานออกแบบก็คงรู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะเรารู้ว่าสามารถออกแบบให้ดูเชิญชวนและอยากเดินเข้าไปในอุโมงค์ได้ในอีกหลายๆ วิธี โดยที่อาจจะไม่ต้องออกแบบให้ตรงไปตรงมาขนาดนี้ (หัวเราะ)

“เพียงแต่งานสถาปัตยกรรมแบบนี้มันมักมาพร้อมกับบริบทและความเชื่อของคนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งสมมติถ้าเราเป็นคนในพื้นที่คนหนึ่ง ก็คงอาจจะชอบอะไรที่มันอิมแพ็กต์กับเราแบบนี้ไปเลย”

 

4

อาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

จังหวัดยโสธร
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : บูม เดชพงษ์

พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

“ส่วนตัวเรามองว่าการเสพงานบางอย่างหรือสถาปัตยกรรมบางที่มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ คือต้องอาศัยสภาพแวดล้อมรอบๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่

“ถ้าพูดถึงตัวอาคารคางคก จะเรียกว่าอาคารได้ไหม คือเราไม่แน่ใจว่าข้างในมีพื้นที่ใช้สอยอย่างไร แต่พอเดาใจคนทำได้ว่าคงอยากจะเล่าเรื่องอะไรสักอย่างให้คนที่มาใช้งาน และก็คงอยากจะเล่าแบบตรงไปตรงมาให้คนในพื้นที่เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ถ้ามองว่าการไปที่ใดที่หนึ่งที่มีบรรยากาศและลักษณะเฉพาะส่วนตัว และมีหน้าที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ตึกคางคกนี้ก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ถ้ามองแบบใจเปิดนะ (หัวเราะ)  

“ซึ่งเราเดาว่าคนอีสานมีลักษณะเด่นคือสื่อสารกันแบบตรงๆ ชัดเจน แต่มีความสนุก มันเลยทำให้งานออกมาแบบนี้ แต่ถ้าจะให้ออกแบบมาให้คลี่คลายแล้วก็อาจจะเสียอรรถรสไป”

 

 

5

ตึกมังกรตะกายฟ้า

วัดสามพราน จังหวัดนครปฐม
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : กิตติ จูพานิชย์

วัดสามพราน นครปฐม

imgur.com วัดสามพราน นครปฐม
gigazine.net

“สำหรับเราเองยังไม่มีนิยามสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนนะ เลยคิดว่าตึกมังกรนี่ก็เป็นอาคารแหละ ซึ่งเป็นอาคารที่มีจุดประสงค์ของการใช้งานชัดเจน และก็มีแนวคิดของการตกแต่งและไอเดียในการสร้างรูปทรงอาคารที่มาจากแนวคิดทฤษฎีการยืมรูปลักษณ์ ซึ่งถ้านำมาเทียบกับแนวคิดนี้จริงๆ ดูแล้ว มันก็ดูจะเป็นอะไรที่แบบตื้นเขินไปหน่อยนะ เลยคิดว่าบ้านเราอาจยังไม่มีเครื่องมือชี้วัดการให้คุณค่างานสถาปัตยกรรมที่ต้องสื่อความหมายแบบนี้หรือเปล่า

“แต่โดยส่วนตัว เราเป็นคนชอบงานสถาปัตย์ที่ดูสนุกๆ อย่างอุโมงค์มังกรวัดสามพราน มันก็ดูน่าสนุกอยู่นะ ถ้าเป็นตัวมังกรเป็นสไลเดอร์นี่โคตรอยากไปเลย ซึ่งคิดว่านี่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางความรู้สึก ที่ไม่ได้สามารถอิงนิยามจากทฤษฎีสถาปัตยกรรม”

 

ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบสถาปัตยกรรมจำแลงกายนั้นไม่ได้มีแค่ในเมืองไทยเท่านั้น ในฝั่งตะวันตกเขาก็เคยมีประเด็นเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวๆ นี้มาแล้วเช่นกัน เมื่อ ค.ศ. 1972 โรเบิร์ต เวนทูรี และ เดนนิส บราวน์ สองสามีภรรยาสถาปนิกชาวอเมริกัน ได้ร่วมเขียนหนังสือที่มีชื่อว่า Learning from Las Vegas ซึ่งเป็นหนังสือที่พูดถึงผลกระทบของโลกสถาปัตยกรรมในยุคโพสต์โมเดิร์น

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญในหนังสือก็คือ การเกิดขึ้นของ ‘Duck Architecture’ หรือ ‘สถาปัตยกรรมเป็ด’ ตามเส้นทางถนนของเมืองลาสเวกัส (Las Vegas) ซึ่งในความหมายของไอ้เจ้าสถาปัตยกรรมเป็ดนั้น ลุงโรเบิร์ตได้ให้นิยามเอาไว้ว่าคือสถาปัตยกรรมที่ต้องการจะสื่อสารถึงสัญญะมากเกินไป จนเกิดเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ขึ้น เช่น ร้านขายโดนัท ฝรั่งเขาก็เอาโดนัทยักษ์มาวางเลย เพื่อให้ตำรวจได้ขับรถเวียนเข้าไปแก้หิว ซึ่งขนาดความใหญ่ของโดนัทนั้นก็เกิดจากความสัมพันธ์ของระยะสายตาที่เกิดขึ้นจากการสัญจรด้วยรถยนต์นั่นเอง โดยหนังสือกล่าวไว้ว่าสถาปัตยกรรมประเภทนี้เหมือนเป็นเพียงป้ายโฆษณาที่เกิดจากโลกทุนนิยมในยุคนั้น

นี่อาจเป็นอิทธิพลของการสร้างสถาปัตยกรรมที่เน้นสัญญะจนเป็นประติมากรรมที่ส่งต่อมายังฝั่งเอเชีย จนไหลมาผนวกกับความเชื่อน่ารักๆ ของบ้านเรา ทำให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมจำแลงกายอย่างที่ผมได้ชวนคุยตั้งแต่แรกนั่นเอง

แม้ว่างานสถาปัตยกรรมในหลายๆ ที่บนโลกจะมีความคลี่คลายเรื่องสัญญะในการออกแบบสถาปัตยกรรมไปมากแล้ว เราจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศผู้คนสามารถแยกชัดเจน

ในขณะที่บ้านเรายังรักษาการรวมร่างของสองสิ่งนี้อยู่ และผสานกับความเชื่อทางศาสนาได้เป็นอย่างดี นี่ถือว่าเป็นกิมมิกน่ารักๆ ในมุมมองของผมเอง

ซึ่งสุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อใดที่สถาปนิกเก่งๆ รุ่นใหม่มีโอกาสเข้าไปหยิบจับโจทย์ที่ต้องออกแบบสถาปัตยกรรมประเภทนี้แล้ว เราอาจจะพบการคลี่คลายของรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่ยังแฝงไปด้วยกิมมิกความเชื่อเหล่านี้อยู่ อันสามารถสร้างเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมไทยในมิติใหม่ นอกเหนือจากวัดวาอารามได้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการไปเที่ยวชมและสักการะสถาปัตยกรรมจำแลงกายนะครับ

สวัสดีครับ

 

บรรณานุกรม
  1. archdaily.com
  2. wikipedia.org
  3. บทความ การเปลี่ยนรูปของสถาปัตยกรรมเป็ด Metamorphosis of Duck architecture รุ่งเกียรติ แก้วกาหลง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“ปล่อย ชีวิตจริงทิ้งไป วางไว้ข้างทาง…”

คือเนื้อท่อนแรกของเพลง Vacation Time ถ้าเดาทางภาษาเพลงแล้วก็คงหมายถึง เหนื่อยก็พัก เอาภาระแวะวางทิ้งไว้ข้างทางเสียก่อน

แต่…ถ้าเราจะต้องแวะพักรถข้างทางล่ะ

เมื่อหมุนเพลงปิดและเริ่มหันซ้ายจากหลังพวงมาลัยเพื่อหาที่พักรถริมทาง เราก็มักจะพบสีแดงคาดขาวห้ามจอดที่ถูกทาอยู่ริมฟุตปาทที่มีมากและไม่สัมพันธ์กับปริมาณพื้นที่ริมทางทั้งหมด

จนสุดทางแพตเทิร์นของเขตห้ามจอดแล้ว ตอนนั้นเราก็มักจะเจอวัตถุต้องสงสัยสักชิ้นวางเป็นอุปสรรคสุดท้ายในการแวะพักรถของเราเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้กั้น หรืออะไรใดๆ ซึ่งวัตถุนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน ก็จะเป็นของเจ้าของที่ตรงนั้นนี่แหละ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

หลายครั้งเราจำต้องขับรถเลยไปอีกเพื่อหาที่พักรถที่อื่น หรือไม่ก็ต้องแอบยกวัตถุนั้นเขยื้อนหรือยกหลบ ซึ่งถ้าเรารู้จักเจ้าของที่ตรงนั้นเราก็จะรอดไป

การจอดริมทางฟรีๆ ในบ้านเรา เพียงวางวัตถุใดๆ ลงไปที่ข้างทาง พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่จอดที่ฟรีไม่จริงในทันที เป็นฟรีพาร์กกิ้งแบบไทยๆ ที่…ห้ามจอด ห้ามพัก ห้ามลักหน้าบ้าน

จะว่าไปแล้ว การสร้างพื้นที่ให้เกิดสัญญะโดยไม่มีตัวอักษรว่า ตรงนี้ห้ามจอดนะครับ (ทำเสียงดุๆ) มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในเชิงการสร้างพื้นที่มากๆ ในรูปแบบหนึ่ง เพียงวางของลงไปที่หน้าบ้านเฉยๆ นั้น มันทำให้เรากลายเป็นเจ้าที่เจ้าของข้างทางได้ขนาดนี้เลยหรือ

มาลองดูสิว่าใน อาคิเต็ก-เจอ รอบนี้เราจะมาหาคำตอบอะไร จากการใช้พื้นที่ฟรีพาร์กกิ้งได้บ้างครับผม

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

 

ห้ามจอด ห้ามพัก..

ผมโตมาในบ้านพักตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ที่มีหน้ากว้างพียง 4 เมตร ความทรงจำวัยเด็กของผม ในบ้านจะมีรถ Toyota Corona ปี 1985 คันสีขาวสะอาดไร้รอย ข้างในเบาะทั้งหมดกรุด้วยผ้ากำมะหยี่ จอดเทียบชิดริมฝั่งขวาที่เว้นระยะชิดให้พอเปิดประตูคนขับออกมาได้

ในทุกครั้งที่จะต้องออกเดินทางไปโรงเรียนในยามเช้าตรู่ ผมจะงัวเงียเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบแท่งไม้ที่ทาด้วยสีขาวแดงสลับกัน ปลายด้ามปักไปที่ก้อนคอนกรีตตรงพื้นเท้า

ด้วยน้ำหนักที่แรงเด็กยกไม่ไหว แต่ด้วยก้อนคอนกรีตเองนั้นถูกฝนขอบกลมมน ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถจับปลายไม้กลิ้งก้อนคอนกรีตนั้นอย่างง่ายดาย จนขยับไม้นั้นออกไปจนได้

ทันใดนั้น เสียงสตาร์ทรถจากในบ้านก็ดังกระหึ่มไปทั้งซอย และแล้วแม่ก็ขับรถสีขาวคันนั้นพุ่งออกมาจากคูหาเล็กๆ เลี้ยวรถออกไปเทียบบนถนนสาธารณะแคบๆ ใกล้บ้าน

หลังจากนั้นผมก็จะกลิ้งไอ้เจ้าไม้นั้นกลับเข้าไปที่เดิม และก็วิ่งต้อยๆ ขึ้นรถไปโรงเรียนก่อนที่จะไปเข้าแถวสาย ซึ่งเมื่อไปถึงที่โรงเรียนแล้ว กิจกรรมแบบนี้ก็จะถูกทำซ้ำอีกรอบหนึ่ง ณ ที่ลานจอดที่โรงเรียนนี่เอง

ผมเคยถามแม่ว่า บ้านเรามีเจ้าไม้ห้ามจอดได้อย่างไร แม่ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า เห็นที่โรงเรียนเขามีใช้กันก็เลยอยากได้บ้าง เลยไปหาซื้อตาม

ในเมื่อเราต้องขับรถออกจากบ้าน หากใครมาแอบมาจอดขวางหน้าบ้านในตอนเช้า เราก็ไปโรงเรียนไม่ได้สิ แน่นอนว่าหากไม่ทำแบบนั้น ก็จะเกิดสถานการณ์ดราม่าในซอยแน่นอน และคำตอบจากแม่นั้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าไม้ที่หน้าบ้านเรากับที่โรงเรียนมันคือแบบเดียวกัน ทั้งการทาสีและขนาด (?!)

ซึ่งสมัยก่อนเวลาใครจะมาเที่ยวบ้าน ผมก็มักจะบอกว่าหน้าบ้านฉันหาไม่ยาก สังเกตได้จากไอ้เจ้าไม้สีขาวแดงนี่แหละ นี่คือสัญลักษณ์บ้านฉันเอง ญาติๆ เองที่มาที่บ้านก็จะรู้กัน เขาก็จะกล้ายกไอ้ไม้นั้นออก แล้วจอดรถตัวเองเทียบแบบสบายๆ แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักหรือเพื่อนบ้าน ที่จะไม่กล้ายกมันจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากพ่อหรือแม่ของผม

เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงแท่งไม้เล็กๆ อันเดียวนั้นสามารถสร้างอาณาเขตเชิงพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม้ขนาดความกว้างคูณยาวไม่เกิน 30×30 เซนติเมตร กลับมีความสามารถครอบครองพื้นที่ได้ถึง 12 ตารางเมตร หรือ 2.40×5.00 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่จอดรถมาตรฐาน

และแล้วผมก็มาพบในตอน ม.ปลาย ตอนติวความถนัดทางสถาปัตย์พื้นฐานอีกทีว่า ทฤษฎีการสร้างพื้นที่ว่างนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างระนาบผนังหรือก่อกำแพง เพียงเราสร้างจุดบางอย่างตามมุมพื้น หรือว่ายกพื้นมาสัก 10 เซนติเมตร หรือว่าการที่เราวางโต๊ะตัวหนึ่งไว้กลางที่โล่ง เราก็สามารถเห็นขอบเขตและกรอบการใช้งานพื้นที่ว่างขึ้นมาเองทันที เห็นว่าเก้าอี้จะต้องมีกี่ตัว คนยืนล้อมโต๊ะได้กี่คน จะต้องเว้นให้คนเดินตรงไหน โดยไม่ต้องสร้างผนังกำหนดอะไรเลย

ผมว่าไอ้ไม้สีขาวแดงหน้าผมกำลังทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่ที่ไร้ผนังอยู่นั่นเอง

กระทั่งผมเรียนจบสถาปัตย์จากมหา’ลัย ไอ้เจ้าไม้แท่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมหน้าบ้านของมันที่เคยเสียแล้ว รถคันใหม่ถูกจอดทับไปแทนมันที่หน้าบ้าน บ้านผมมีรถ 2 คัน ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เวลาต้องเอารถคันที่อยู่ในบ้านออกมาใช้ ต้องมีอีกคนเอารถอีกคันวิ่งออกตาม เวลาใครจะมาเที่ยวบ้านก็จะต้องเอารถหน้าบ้านขับวนไปจอดที่อื่นก่อน

เสมือนว่าไม้ห้ามจอดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ที่หน้าบ้านมาช้านาน กลับถูกแปรสภาพกลายเป็นพื้นที่ของที่จอดของรถคันหนึ่งจริงๆ ไปเสียอย่างนั้น

 

ห้ามลักหน้าบ้าน

เมื่อกลับมาดูว่าอะไรคือการห้ามจอดของบ้านเมืองเราจริงๆ แล้ว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หมวด 4 การหยุดรถและจอดรถ ได้มีมาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้หยุดขับขี่เป็นประเด็นไว้ 8 แบบลักษณะไว้ดังนี้

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง (2) บนทางเท้า (3) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (4) ในทางร่วมทางแยก (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ (6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ (7) ในเขตปลอดภัย (8) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

พอลองดูในทุกลักษณะข้อห้ามแล้ว มันก็จะมีหัวข้อ (6) ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกรณีการห้ามจอดบริเวณหน้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าของ และ (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการห้ามจอดด้วยที่กั้น เพียงแต่ว่าสำหรับในกฏหมายตัวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ในกรณีของเจ้าหน้าที่จราจรและในทางกฎอาคารจอดรถ

จริงๆ แล้วที่วางกั้นการฟรีพาร์กกิ้งแบบบ้านๆ นั้น อาจจะไม่ได้เข่าข่ายใดๆ เลย กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการพื้นถิ่นแบบนอกลู่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดพื้นที่หน้าบ้านจากรถใครก็ไม่รู้

จากปัจจัยการที่ต้องเอารถของตนออกมาจากบ้าน ในขณะที่พื้นที่ทางเท้าตามกฎหมายไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งในทางเทคนิคเราก็จะเห็นโดยทั่วกันว่าสามารถทำได้ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่แน่ชัดนัก

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการได้เห็นที่กั้นในการป้องกันการฟรีพาร์กกิ้งโดยทั่วไปแล้ว เราจะพบว่าวิธีออกแบบนั้นจะมีลักษณะเป็นการใช้อุปกรณ์มาประยุกต์ ซึ่งมีความค่อนข้างหลากหลายและมีความครีเอทีฟประมาณหนึ่ง

จากการที่ผมได้ไปสำรวจและสังเกตมา ทำให้เราแบ่งประเภทได้ ดังนี้

1. แท่งไม้หรือท่อ PVC ที่ด้านฐานหล่อเป็นก้อนคอนกรีตในถัง-รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะการกั้นที่จอดแบบเบสิก นอกจากดูเข้าใจง่ายว่าตรงนี้ห้ามจอด ด้วยตัวคอนกรีตก้อนที่ปลายพื้นเองค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้คนที่คิดจะมายกออกเมื่อมาจับยกแล้ว จะต้องคิดอีกทีว่าควรยกไหมเพราะมันหนัก ซึ่งวิธีการทำอาจจะดูเหมือนง่าย จริงๆ ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า การหล่อคอนกรีตก้อนหนึ่งนั้นไม่ง่าย แต่เราก็จะเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปเขาทำกันเองจริงๆ เยอะมาก (แบบขายสำเร็จรูปก็มีนะ)

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

2. แท่นกั้นประกอบแบบ DIY – เป็นที่กั้นอีกรูปแบบที่เจอบ่อยๆ โดยคาดว่าเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากข้อ 1. เพราะว่าจะเป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเอง เพียงว่าไม่ได้เลือกวัสดุเป็นคอนกรีต แต่จะเป็นการประกอบเศษไม้เหลือใช้หรือเศษเหล็กต่างๆ และนำสร้างหน้าที่ใหม่ที่ทรงคุณค่า

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

3. เก้าอี้ไม้หรือเก้าอี้พลาสติก – นอกจากเก้าอี้จะมีไว้นั่งแล้ว ทั้งเก้าอี้ไม้และเก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วอย่างตอนเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งในการสร้างพื้นที่ห้ามจอดเอง เราก็จะพบการใช้เก้าอี้พลาสติกนี่แหละบ่อยมากๆ เข้าใจได้ว่ามันเบาและก็ยกไปมาง่าย ตอนไหนไม่ให้จอดก็เอามานั่ง นึกใจดีตอนไหนก็ยกมันไปเก็บละกัน 

ป้ายห้ามจอด

4. อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด – ในเมื่อจาก 3 ข้อที่ผ่านมานั้นยากไป เราก็เอาของที่ใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละนำมาใช้ ไม่ว่าจะราวตากผ้า กระถางต้นไม้ ถังปี๊บ เศษไม้พาเลท ยางรถยนต์ หรืออะไรก็ได้ที่จะพอคิดออกละกัน

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

จากทั้งหมดที่ผมได้ออกไปสำรวจและเจอมานั้น เข้าใจได้ว่ารูปแบบเหล่านี้มักจะถูกพัฒนาและลอกเลียนวิธีการใช้งานมาจากพวกรั้วกั้นและกรวยจราจรนี่แหละครับ

แม้ว่าด้วยกรอบองค์ความรู้ของผมเองอาจไม่สามารถเคาะได้ว่าวิธีการใช้วัตถุกั้นรถเหล่านี้มีความชอบธรรมแค่ไหน และด้วยวัฒนธรรมรถยนต์ส่วนตัวของบ้านเราที่มีปริมาณมาก ก็คงไปสัมพันธ์กับเหตุของการเกิดขึ้นของพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้ทั่วบ้านเมืองของเรา

แต่ในเชิงรูปแบบการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมแล้ว นี่นับเป็นรูปแบบการใช้สเปซที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกของงานดีไซน์ที่ดีต่อใจของทุกฝ่าย ทั้งคนอยากจอดและคนที่ห้ามจอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งถกกันในหลากประเด็นเลยเชียว

สุดท้าย…ท้ายสุด ผมได้เจอบทคัดย่อจากผลงานภาพถ่ายศิลปะของ คุณอัครา นักทำนา ในผลงานภาพถ่ายชุด Landlords (เจ้าที่) ซึ่งเป็นผลงานตั้งคำถามในเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ผมตั้งไว้ ก็คือเรื่องการวางสิ่งของริมทางจนเป็นเจ้าที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นๆ

บทคัดย่อกล่าวไว้ว่า “การวางสิ่งของริมข้างทางในเมืองไทยสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเพียงออกไปตามริมถนน หรือในตรอกซอกซอย ตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามัญไปจนถึงสิ่งแปลกพิสดาร..เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘วัฒนธรรมแบบไทยไทย’ ที่สั่งสมกันมานานจนผนวกรวมเข้ากับวิถีชีวิตในทุกวันนี้ได้อย่างไร้ที่ติ หรือเป็นเงาสะท้อนถึงการใช้อำนาจแบบไทยไทยที่เริ่มต้นจากเข้ายึดพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ จนสามารถแผ่อำนาจเข้าครอบครองพื้นที่ราวกับเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง และท้ายที่สุดเจ้าของเดิมก็ยอมรับอำนาจนั้นอย่างไร้ถ้อยคำโต้แย้ง”

จริงแท้แล้ว พื้นที่ห้ามจอดด้วยการวางสิ่งของที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจไทยๆ ระดับท้องถิ่นประเภทหนึ่งนั่นเอง

ขอให้สามารถหาที่จอดพักรถได้รวดเร็วตามที่ต้องการ และได้ที่ร่มไม่ให้เบาะข้างในรถต้องตากแดดนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

บรรณานุกรม

https://car.kapook.com/view188677.html
http://www.akkaranaktamna.com/series/Landlord/
http://web.krisdika.go.th

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load