เมื่อตอนเป็นนักศึกษา ผมเคยได้ยินคำนิยามของคำว่า ‘สถาปัตยกรรม’ จากสถาปนิกรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง แกกล่าวเอาไว้ว่า สถาปัตยกรรมสำหรับแกนั้นเกิดขึ้นด้วย 3 สิ่งประกอบกัน อันได้แก่ หนึ่งคือ ‘งานฝีมือ’ สองคือ ‘เทคนิคงานก่อสร้าง’ และสามก็คือ ‘แนวคิดของปรัชญา’ ที่แฝงเข้าไป ทันใดที่งานนั้นก่อสร้างแล้วเสร็จ ดูเป็นงานศิลปะที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ สิ่งนั้นจึงเรียกว่างานสถาปัตยกรรม

นับจากนั้นมา เจ้าสามสิ่งนี้จึงติดหัวผมแล้วกลายเป็นเรดาร์เอาไว้ชี้วัดสิ่งที่อยู่รอบตัวว่า อันไหนใช่หรือไม่ใช่สถาปัตยกรรม จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมเริ่มรู้ตัวว่ากำลังใกล้หมดมุกสำหรับการเขียนคอลัมน์ อาคิเต็ก-เจอ นี้แล้ว จึงทำให้ผมเกิดไอเดียโยนคำถามเล่นๆ ไปในเฟซบุ๊กตัวเองที่รายล้อมไปด้วยเหล่าสถาปนิกว่า “อะไรคือสถาปัตยกรรมไทยๆ (ไม่ใช่วัด) ที่คิดว่าแปลก แต่น่าสนใจสำหรับเขา”

ไม่นานนัก เพื่อนๆ พี่ๆ ก็เริ่มตอบโต้กับผมโดยการโพสต์รูปตอบบ้าง ไม่ก็อินบ็อกซ์มาบ้าง และทำให้ผมค้นพบว่ารูปส่วนมากที่ถูกเสนอขึ้นมานั้นมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีหน้าตาเป็นสัตว์หรือเทพในคติความเชื่อ ตั้งแต่มังกร พญานาค พญาเต่า ฯลฯ ที่มีขนาดมหึมา โดยที่เราสามารถเข้าไปใช้สอยพื้นที่ข้างในตัวเทพเหล่านั้นได้ และมักพบกันอย่างคุ้นชินตามวัดต่างๆ

แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จะดูเหมือนไม่อาจเรียกว่าสถาปัตยกรรมได้เลย แต่เมื่อผมนำเกณฑ์ 3 ข้อเข้ามาใช้ตรวจสอบดู ผมพบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้สามารถเข้ารอบได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว

ตั้งแต่ข้อแรก ‘งานฝีมือ’ ในขณะที่คุณต้องปั้นมังกรให้มีเกล็ดอย่างอ่อนช้อย แน่นอนว่างานฝีมือนั้นต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแน่แท้

ข้อที่สอง ‘เทคนิคงานก่อสร้าง’ ต้องยอมรับว่าการที่จะก่อสร้างให้หัวของพญานาค สามารถยื่นลอยออกมาในระยะถึง 2 – 3 เมตรได้ ต้องมีความเข้าใจเชิงวิศวกรรมอยู่ไม่มากก็น้อยเพราะการคำนวณโครงสร้างนั้นเป็นเรื่องจำเป็น

ข้อที่สาม ‘แนวคิดของปรัชญา’ ทั้งพญานาค มังกร รวมถึงเหล่าเทพต่างๆ ล้วนกำเนิดมาจากแนวคิดของปรัชญาบนความเชื่อทางศาสนา อาทิ พญานาคนั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดปรัชญาคติของจักรวาล เป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่อุดมสมบูรณ์ สื่อถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งแน่นอนว่าเราจำต้องมีแนวคิดที่แน่วแน่ ถึงจะเลือกก่อสร้างอาคารให้เป็นพญานาคได้

และเมื่อ 3 สิ่งนี้รวมตัวกันจึงเกิดเป็นงานศิลปะรูปทรงพญานาคที่เข้าไปใช้งานได้เฉยเลย และก็เป็นงานที่ผู้คนนิยมชมชอบมากด้วย สังเกตเห็นจากพ่อแม่ผมเองที่มักดูอิ่มเอิบกับสิ่งเหล่านี้ยามที่ได้เดินทางไปทำบุญตามวัดต่างๆ  

นี่เป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องมาตั้งชื่อสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ (อีกแล้ว) ว่า ‘สถาปัตยกรรมจำแลงกาย’ เนื่องด้วยงานสถาปัตยกรรมประเภทนี้น่าจะเริ่มจากการออกแบบที่คิดว่าจะนำเทพองค์ใดมาจำแลงกายให้เป็นอาคาร เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนนิยมเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดนั่นเอง

ซึ่งเมื่อผมวิเคราะห์ถึงลักษณะของสถาปัตยกรรมประเภทนี้อย่างจริงจัง ก็ทำให้ผมค้นพบอีกว่าการที่จะระบุสถาปัตยกรรมจำแลงกายได้นั้น ยังต้องเพิ่มเกณฑ์จากเจ้า 3 ข้อแรกอีกด้วย อันได้แก่

ราหู

ข้อที่สี่ ‘ฟังก์ชันทำนายดวงชะตาและเสริมความเป็นสิริมงคล’ เพราะในบางสถานที่ที่ผมเจอ การเดินวนขวาลอดอุโมงค์ปากพญานาค 3 รอบจะทำให้มีโชคลาภ หรือในบางสถานที่เชื่อว่าการได้มุดอยู่ใต้แขนของราหูจะทำให้ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย ซึ่งนี่นับเป็นงานออกแบบที่มีการอินเตอร์แอ็กทีฟชนิดหนึ่งซึ่งไม่ต้องพึ่งดิจิทัลมิเดียใดๆ

ข้อที่ห้า ‘เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มักพบได้ตามวัดทั้งไทยและจีน’ แม้ว่าบางสถาปัตย์จำแลงกายจะพบได้ตามแลนด์มาร์กในหลายๆ จังหวัด แต่ว่า 80 – 90% เราสามารถหาเจอได้ง่ายๆ ตามวัดทั่วๆ ไป ซึ่งในสถานที่ปกติเราจะไม่สามารถพบเจอสถาปัตย์จำแลงกายเหล่านี้ได้เลย

ข้อที่หก ‘มีความโอเวอร์สเกล หรือผิดขนาดตามความเป็นจริง’ อย่างที่กล่าวไว้แต่แรก สถาปัตยกรรมพวกนี้ต้องมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของมนุษย์มากๆ คล้ายเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ เพราะว่าถ้าพญานาคไม่มีขนาดที่โอเวอร์เกินจริงหรือเล็กเกินไป ก็จะทำให้เราไม่สามารถพาร่างกายมนุษย์ที่มีขนาดทั่วไปประมาณ 180×60 ซม. เดินเข้าไปข้างในตัวของเขาได้

ถึงอย่างไรก็ตาม การที่ผู้อ่านได้รับความคิดเห็นของผมคนเดียวก็คงไม่สนุกนัก นั่นทำให้ผมเกิดไอเดียในการรวบรวมภาพงานสถาปัตยกรรมที่เข้าข่ายเกณฑ์เหล่านี้แจกจ่ายให้กับเหล่าสถาปนิกรอบตัวของผม เพื่อมาร่วมแชร์มุมมองให้ได้อ่านกัน ลองไปดูสิว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง

1

อุโมงค์มังกร

บันไดทางขึ้นวัดบ้านถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : บุณณดา ยงวานิชากร

วัดบ้านถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี

fanofchalermchai.com

“สำหรับเรานะ สถาปัตยกรรมคือพื้นที่หรือสถานที่ที่สามารถให้ประสบการณ์ของการใช้พื้นที่แก่ผู้ที่เข้าไปใช้งาน ดังนั้น เราคิดว่าอุโมงค์มังกรนี้ก็คือสถาปัตยกรรม เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ให้ประสบการณ์แก่ผู้ใช้สอย โดยที่ตัดมุมมองความงามภายนอกที่เป็นเรื่องรสนิยมออกไป ซึ่งมันอาจจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ดีก็ได้นะ แล้วแต่ใครเป็นผู้ให้คำตอบ ถ้าชาวบ้านเห็นแล้วเกิดศรัทธา เกิดความชื่นชอบ แค่นั้นก็อาจจะบอกได้ว่านี่คือสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ได้แล้วจ้ะ”

 

2

อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

จังหวัดยโสธร
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : ชยางกูร เกตุพยัคฆ์

อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

sawasdeethai.net

“ผมคิดว่านี่ถือเป็นสถาปัตยกรรมครับ เพราะมีพื้นที่ใช้สอยและมีพื้นที่การใช้งาน ส่วนการที่นำตัวพญานาคมาสื่อสารกับผู้ใช้งานโดยตรงเพื่อบอกว่านี่คือพิพิธภัณฑ์พญานาค ส่วนตัวผมมองว่าก็ทำออกมาได้ดีเลยนะ มีความตรงๆ ไปเลย พญานาคก็คือพญานาค ยิ่งเป็นการเสริมกันด้วยซ้ำ ให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กที่ผสมกันระหว่างความเป็น sculpture และ architecture เพียงแต่ที่ทำออกมา harmony มันค่อนข้างแยกทางกับเรื่องการออกแบบไปหน่อย ทำให้ขาดสุนทรียะในการรับรู้เรื่องสถาปัตยกรรมไป

“ซึ่งผมว่าข้อดีของมันคือมีความชัดเจน แต่ก็ตอบไม่ได้นะว่ารูปลักษณ์ที่เป็นแบบนี้มันจะส่งผลต่อการใช้งานข้างในได้ดีไหม ซึ่งไม่แน่ว่ามันอาจจะแย่ด้วยซ้ำ เพราะขาดองค์ประกอบของงานสถาปัตย์สำคัญๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งาน เพราะสถาปัตยกรรมสำหรับผมมันควรสื่อสารได้ด้วยการใช้งาน มากกว่าการเล่าปากต่อปากครับ”

 

3

อุโมงค์พญานาค

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : ปริม ตรีสุคนธ์

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร สุรินทร์

เพจลูกศิษย์พระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

“ในฐานะคนทำงานออกแบบก็คงรู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะเรารู้ว่าสามารถออกแบบให้ดูเชิญชวนและอยากเดินเข้าไปในอุโมงค์ได้ในอีกหลายๆ วิธี โดยที่อาจจะไม่ต้องออกแบบให้ตรงไปตรงมาขนาดนี้ (หัวเราะ)

“เพียงแต่งานสถาปัตยกรรมแบบนี้มันมักมาพร้อมกับบริบทและความเชื่อของคนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งสมมติถ้าเราเป็นคนในพื้นที่คนหนึ่ง ก็คงอาจจะชอบอะไรที่มันอิมแพ็กต์กับเราแบบนี้ไปเลย”

 

4

อาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

จังหวัดยโสธร
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : บูม เดชพงษ์

พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

“ส่วนตัวเรามองว่าการเสพงานบางอย่างหรือสถาปัตยกรรมบางที่มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ คือต้องอาศัยสภาพแวดล้อมรอบๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่

“ถ้าพูดถึงตัวอาคารคางคก จะเรียกว่าอาคารได้ไหม คือเราไม่แน่ใจว่าข้างในมีพื้นที่ใช้สอยอย่างไร แต่พอเดาใจคนทำได้ว่าคงอยากจะเล่าเรื่องอะไรสักอย่างให้คนที่มาใช้งาน และก็คงอยากจะเล่าแบบตรงไปตรงมาให้คนในพื้นที่เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ถ้ามองว่าการไปที่ใดที่หนึ่งที่มีบรรยากาศและลักษณะเฉพาะส่วนตัว และมีหน้าที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ตึกคางคกนี้ก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ถ้ามองแบบใจเปิดนะ (หัวเราะ)  

“ซึ่งเราเดาว่าคนอีสานมีลักษณะเด่นคือสื่อสารกันแบบตรงๆ ชัดเจน แต่มีความสนุก มันเลยทำให้งานออกมาแบบนี้ แต่ถ้าจะให้ออกแบบมาให้คลี่คลายแล้วก็อาจจะเสียอรรถรสไป”

 

 

5

ตึกมังกรตะกายฟ้า

วัดสามพราน จังหวัดนครปฐม
สถาปนิกผู้ให้ความเห็น : กิตติ จูพานิชย์

วัดสามพราน นครปฐม

imgur.com วัดสามพราน นครปฐม
gigazine.net

“สำหรับเราเองยังไม่มีนิยามสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนนะ เลยคิดว่าตึกมังกรนี่ก็เป็นอาคารแหละ ซึ่งเป็นอาคารที่มีจุดประสงค์ของการใช้งานชัดเจน และก็มีแนวคิดของการตกแต่งและไอเดียในการสร้างรูปทรงอาคารที่มาจากแนวคิดทฤษฎีการยืมรูปลักษณ์ ซึ่งถ้านำมาเทียบกับแนวคิดนี้จริงๆ ดูแล้ว มันก็ดูจะเป็นอะไรที่แบบตื้นเขินไปหน่อยนะ เลยคิดว่าบ้านเราอาจยังไม่มีเครื่องมือชี้วัดการให้คุณค่างานสถาปัตยกรรมที่ต้องสื่อความหมายแบบนี้หรือเปล่า

“แต่โดยส่วนตัว เราเป็นคนชอบงานสถาปัตย์ที่ดูสนุกๆ อย่างอุโมงค์มังกรวัดสามพราน มันก็ดูน่าสนุกอยู่นะ ถ้าเป็นตัวมังกรเป็นสไลเดอร์นี่โคตรอยากไปเลย ซึ่งคิดว่านี่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางความรู้สึก ที่ไม่ได้สามารถอิงนิยามจากทฤษฎีสถาปัตยกรรม”

 

ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบสถาปัตยกรรมจำแลงกายนั้นไม่ได้มีแค่ในเมืองไทยเท่านั้น ในฝั่งตะวันตกเขาก็เคยมีประเด็นเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวๆ นี้มาแล้วเช่นกัน เมื่อ ค.ศ. 1972 โรเบิร์ต เวนทูรี และ เดนนิส บราวน์ สองสามีภรรยาสถาปนิกชาวอเมริกัน ได้ร่วมเขียนหนังสือที่มีชื่อว่า Learning from Las Vegas ซึ่งเป็นหนังสือที่พูดถึงผลกระทบของโลกสถาปัตยกรรมในยุคโพสต์โมเดิร์น

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญในหนังสือก็คือ การเกิดขึ้นของ ‘Duck Architecture’ หรือ ‘สถาปัตยกรรมเป็ด’ ตามเส้นทางถนนของเมืองลาสเวกัส (Las Vegas) ซึ่งในความหมายของไอ้เจ้าสถาปัตยกรรมเป็ดนั้น ลุงโรเบิร์ตได้ให้นิยามเอาไว้ว่าคือสถาปัตยกรรมที่ต้องการจะสื่อสารถึงสัญญะมากเกินไป จนเกิดเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์ขึ้น เช่น ร้านขายโดนัท ฝรั่งเขาก็เอาโดนัทยักษ์มาวางเลย เพื่อให้ตำรวจได้ขับรถเวียนเข้าไปแก้หิว ซึ่งขนาดความใหญ่ของโดนัทนั้นก็เกิดจากความสัมพันธ์ของระยะสายตาที่เกิดขึ้นจากการสัญจรด้วยรถยนต์นั่นเอง โดยหนังสือกล่าวไว้ว่าสถาปัตยกรรมประเภทนี้เหมือนเป็นเพียงป้ายโฆษณาที่เกิดจากโลกทุนนิยมในยุคนั้น

นี่อาจเป็นอิทธิพลของการสร้างสถาปัตยกรรมที่เน้นสัญญะจนเป็นประติมากรรมที่ส่งต่อมายังฝั่งเอเชีย จนไหลมาผนวกกับความเชื่อน่ารักๆ ของบ้านเรา ทำให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมจำแลงกายอย่างที่ผมได้ชวนคุยตั้งแต่แรกนั่นเอง

แม้ว่างานสถาปัตยกรรมในหลายๆ ที่บนโลกจะมีความคลี่คลายเรื่องสัญญะในการออกแบบสถาปัตยกรรมไปมากแล้ว เราจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศผู้คนสามารถแยกชัดเจน

ในขณะที่บ้านเรายังรักษาการรวมร่างของสองสิ่งนี้อยู่ และผสานกับความเชื่อทางศาสนาได้เป็นอย่างดี นี่ถือว่าเป็นกิมมิกน่ารักๆ ในมุมมองของผมเอง

ซึ่งสุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อใดที่สถาปนิกเก่งๆ รุ่นใหม่มีโอกาสเข้าไปหยิบจับโจทย์ที่ต้องออกแบบสถาปัตยกรรมประเภทนี้แล้ว เราอาจจะพบการคลี่คลายของรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่ยังแฝงไปด้วยกิมมิกความเชื่อเหล่านี้อยู่ อันสามารถสร้างเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมไทยในมิติใหม่ นอกเหนือจากวัดวาอารามได้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการไปเที่ยวชมและสักการะสถาปัตยกรรมจำแลงกายนะครับ

สวัสดีครับ

 

บรรณานุกรม
  1. archdaily.com
  2. wikipedia.org
  3. บทความ การเปลี่ยนรูปของสถาปัตยกรรมเป็ด Metamorphosis of Duck architecture รุ่งเกียรติ แก้วกาหลง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load