เนื้อเพลง Home ของธีย์ ไชยเดช บอกว่า “บ้านนี้จะมีความงามได้ถ้ามีเธอ”

แต่ในความเป็นจริง การที่บ้านมี ‘เธอ’ อาจไม่สำคัญเท่ามี ‘ท่าน’

ท่าน’ ที่ว่าคือ เทพเทวดาและวิญญาณที่สิงสถิตอยู่บริเวณหน้าบ้านของเรา นอกจากพ่อแม่ พี่น้อง หรือสุนัขเฝ้าบ้านผู้น่ารัก ก็ยังมีท่านเทพเทวดาที่เป็นสมาชิกคนสำคัญของบ้าน คอยดูแลปกปักรักษาและให้พรแก่สมาชิกในบ้าน

การสร้างบ้านหลังใหญ่ของเราจึงต้องนึกถึงการสร้างบ้านหลังเล็กให้เทพเทวดาอาศัย หรือที่เรียกกันว่า ‘ศาลพระภูมิ’ ควบคู่ไปด้วย

ศาลหน้าบ้านเหล่านี้เป็นงานสถาปัตย์ที่ผนวกความเชื่อแบบไทยๆ ไว้ได้น่าสนใจมาก แต่โรงเรียนสถาปัตย์ไม่ค่อยกล่าวถึงสักเท่าไหร่ เราเลยขอหยิบเรื่องสถาปัตย์ของศาลพระภูมิมาเล่าสู่กันฟังว่า มีอะไรสนุกๆ แอบซ่อนอยู่บ้าง

ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่

การออกแบบบ้านให้ใครสักคน สถาปนิกต้องเข้าใจผู้อยู่อาศัยก่อนออกแบบ การตั้งศาลให้เทพเทวดาอยู่อาศัยก็ต้องเข้าใจตัวตนของท่านก่อนเช่นกัน

คนไทยรับการบูชาเทพเทวดามาจากศาสนาพราหมณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ดังนั้นการสร้างวิมานหรือการตั้งศาลให้เทพเทวดามาอาศัยเพื่อกราบไหว้ จึงเป็นการยืมรูปแบบสถาปัตยกรรมหรืองานประดับของวิหารเทวาลัยที่โด่งดังของจังหวัดต่างๆ มาใช้ไฟฉายย่อส่วนให้เล็กลง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี หรือพระราชวังบางปะอินที่อยุธยา (ถ้านึกภาพไม่ออกก็กูเกิลเลยครับ)

เล่ากันว่า การออกแบบศาลในยุคแรกๆ ทางกรมศิลปากรส่งช่างฝีมือกระจายตัวไปตามที่ต่างๆ เพื่อสร้างและกำหนดรูปแบบศาลเทพเทวดาที่ถูกต้องตามขนบประเพณีไว้เป็นตัวอย่างให้ร้านขายศาลทั่วไปทำตาม ก่อให้เกิดรูปแบบสถาปัตย์ทรงมาตรฐาน และตกทอดเป็นมรดกมาถึงทุกวันนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการกำหนดรูปแบบศาลก็คือ ยศถาบรรดาศักดิ์ของเทพเทวดาที่จะมาประทับ เราจึงแบ่งศาลได้เป็น 3 ประเภท

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ประเภทแรก ‘ศาลเทพ’ เจ้าของวิมานนี้คือเหล่าเทพชั้นสูงของฝั่งพราหมณ์ ตั้งแต่องค์พระพรหม องค์พระพิฆเนศ องค์จตุคามรามเทพ และองค์พระตรีมูรติ เรามักเรียกศาลเทพเหล่านี้ว่า ‘ศาลพระพรหม’ เนื่องด้วยว่าท่านเป็นเทพยอดนิยมในการเชิญมาบูชา นอกจากจะมีบรรดาศักดิ์สูงสุด ท่านยังใจดีต่อคนมากราบไหว้ ขออะไรก็มักจะได้รับสิ่งนั้น คนทั่วไปจึงนิยมตั้งท่านไว้บูชาหน้าสำนักงานหรืออาคารสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจในการออกแบบศาลพระพรหมคือ ต้องเปิดซุ้มทางเข้าใหญ่ๆ ทั้งสี่ด้านศาล เพราะองค์พระพรหมมีพระพักตร์ 4 พระพักตร์ และหัน 4 ฝั่ง เวลาท่านประทับอยู่ข้างในต้องสอดส่องได้ทั่วบริเวณ และการที่ศาลเปิดซุ้มถึง 4 ด้าน จึงมีลักษณะคล้ายศาลากลางแจ้ง

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

สิ่งสำคัญในการออกแบบศาลพระพรหมอีกอย่างที่จะผิดไม่ได้เลยคือ ต้องมีเสาค้ำจากพื้นขึ้นมาเสาเดียวเท่านั้น ตามความเชื่อเรื่องการยกวิหารประทับบนยอดเขาพระสุเมรุ และอาจเป็นการถอดรูปแบบฐานหินจากงานสถาปัตย์เทวสถานแบนๆ ในอดีต เอามายืดให้สูงขึ้น

ศาลประเภทที่สองคือ ‘ศาลพระภูมิ’ ศาลนี้จะเป็นของใครไม่ได้นอกจาก องค์พระภูมิ ตามความเชื่อองค์พระภูมิมีฐานะเป็นรุกขเทวดา หรือเทวดาที่สถิตตามต้นไม้ คำว่า ‘ภูมิ’ หมายถึง ‘ดิน’ องค์พระภูมิสำหรับคนไทยก็คือ เทวดาที่ปกปักรักษาที่ดินนั้นๆ

ลักษณะประจำตัวขององค์พระภูมิคือ มือซ้ายถือถุงเงิน มือขวาถือพระขรรค์ ท่านจึงทั้งปกป้องและให้สินทรัพย์กับเรา บ้านคนทั่วไปเลยนิยมตั้งศาลพระภูมิ

ศาลพระภูมิต้องมีเสาเดียวเหมือนศาลพระพรหม แต่ลักษณะไม่ใช่ศาลากลางแจ้ง เพราะไม่จำเป็นต้องเปิด 4 ด้าน เราจึงเห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายวิหารเทวาลัยอย่างชัดเจน และตัวศาลต้องเปิดโถงด้านหน้าให้ท่านยืนในวิหารได้อย่างสง่างาม

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ศาลประเภทสุดท้ายคือ ‘ศาลเจ้าที่’ หรือ ศาลตายาย ซึ่งก็คือบ้านของดวงวิญญาณที่อยู่ในสถานที่ตรงนั้นมาก่อน หรือ ผีเจ้าที่นั่นเอง (ที่เรียกตายายเพื่อให้ดูเป็นมิตรขึ้น)

การออกแบบศาลเจ้าที่ต้องมี 4 ขา คล้ายโต๊ะ ตามความเชื่อว่าสร้างเลียนแบบบ้านไทยยกใต้ถุนสูง เนื่องจากเจ้าที่ไม่ใช่เทพเทวดา รูปแบบศาลจึงมักมีหน้าตาเหมือนบ้านมนุษย์ จำพวกบ้านไม้เรือนไทยโบราณ ซึ่งคุ้นตากันในหนังผีทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่มีหน้าที่บางอย่างคล้ายกัน บางบ้านก็เลยตั้งศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่เป็นแพ็คเกจคู่กันไปเลย โดยให้ศาลเจ้าที่อยู่ต่ำกว่าศาลพระภูมิเล็กน้อย

ระยะและฟังก์ชันที่แฝงอยู่ในศาล

สถาปนิกที่ฝึกวิชามาระดับหนึ่งแล้วมักสนใจเรื่องขนาดของสิ่งต่างๆ รอบตัว การออกแบบขนาดของศาลเทพเทวดาเหล่านี้จึงน่าสนใจมากๆ เช่นกัน

เรามีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับร้านทำศาลพระภูมิชื่อ ‘อินทรศิลป์’ ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเป็นศาลพระพรหม ศาลพระภูมิ หรือศาลตายาย ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องมีความสูงของตัวศาลเท่ากับตำแหน่งระดับสายตาของเจ้าของบ้าน

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ระดับแท่นจานของไหว้ก็ต้องอยู่เหนือริมฝีปากของเจ้าของบ้าน ซึ่งเหนือริมฝีปากก็คือระดับสายตานี่แหละ ถ้าวิเคราะห์ในมุมของสถาปนิก ความสูงระดับนี้จะสะดวกเมื่อยืนจุดธูปและเอื้อมมือไปปักในกระถาง เห็นและหยิบจับของเซ่นไหว้ภายในศาลได้อย่างสะดวก รวมถึงได้สบตากับเทพเทวดาที่เราบูชาอย่างเต็มที่เวลาขอพร

ตามคติความเชื่อของการตั้งศาลต้องทำแท่นฐานรองพื้นศาลเสียก่อน การทำแท่นนี้เป็นตัวช่วยในการปรับระดับความสูงศาลให้เข้ากับสรีระเจ้าของบ้าน

ขนาดพื้นที่รอบศาลก็น่าสนใจ เนื่องจากต้องมีการวางอุปกรณ์ตกแต่งศาลให้มีความสมบูรณ์และขลังมากยิ่งขึ้น เช่น เหล่าตุ๊กตาบริวาร ตั้งแต่พระราม นางรำ สนมบ่าวชายหญิง ม้าและช้างที่เป็นพาหนะ รวมถึงมีโอ่งเงินโอ่งทองวางไว้ช่วยเรื่องเก็บเงินทอง ตบท้ายด้วยการพาดพวงมาลัยและพันผ้าสามสีเพื่อความกลมกล่อม ช่างที่ผลิตศาลคิดเผื่อระยะโดยรอบไว้ให้วางสิ่งเหล่านี้เพียงพอมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

เรื่องสนุกและน่าสนใจมากที่ทางร้านอินทรศิลป์กระซิบกับเราก็คือ ระยะความกว้างยาวของศาลต้องใช้ตลับเมตรของจีนวัดเท่านั้น เพราะตลับเมตรจีนนอกจากจะมีหน่วยวัดแบบระบบเมตริกทั่วไป สายวัดนี้ยังมีแถบตัวอักษรจีน มีช่องสีแดง (มงคล) และสีดำ (ไม่มงคล) สลับกันไป ขนาดของศาลต้องเป็นตัวเลขมงคลเท่านั้น

เมื่อเราดึงตลับเมตรจีนมาวัดขนาดศาลเพื่อพิสูจน์ ก็ต้องอุทานเบาๆ ว่า “เฮ้ย…ลงเลขมงคลจริงด้วย” ทำให้เรามีความรู้เพิ่มอีกอย่างว่า คนไทยเรามีเสรีทางความเชื่ออย่างแท้จริง ไม่ว่าความเชื่อประเทศไหนเข้ามา ก็เอามายำรวมกันในที่เดียวได้อย่างลงตัว

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

การซื้อศาลก็เหมือนการลงทุนซื้อบ้าน

การออกแบบบ้านเราจะซี้ซั้วไม่ได้นะเว้ย เขาเก็บเงินทั้งชีวิตมาให้เราออกแบบให้” เราจำคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งได้แม่น

การปลูกบ้านสักหลังจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แค่สร้างบ้านให้ถูกใจอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะการซื้อศาลมาตั้งบูชาก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เช่นกัน

บางคนอาจมองว่า ศาลเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ดังนั้นต้องเลือกให้ถูกใจที่สุด หากเรากดค้นหาศาลทางอินเทอร์เน็ต จะพบรูปแบบศาลที่หลากหลาย วัสดุก็หลากหลาย ตั้งแต่เรือนไม้ไทยประเพณี ทรงปราสาทวิหารโบราณที่ทำจากปูนทาด้วยสีสันสดใส ศาลโมเดิร์นทำจากคอนกรีตดิบๆ สไตล์ลอฟต์ หรือฉีกแนวมาเป็นศาลมินิมอลเรียบๆ ทำจากหินอ่อนอิตาลีก็ยังมี

เมื่อเรามีรูปแบบศาลในใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปขอแนะนำให้เดินทางไปหยิบจับของจริงที่ร้านขายศาล เพราะศาลหลังหนึ่งราคาไม่ใช่ถูกๆ เลย (มีตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน) ถ้ามีเงินหน่อยการลงทุนในรายละเอียดที่พิถีพิถันของศาลเป็นเรื่องที่ดี จะไม่ได้ต้องมาปวดหัวทีหลัง แค่บ้านเรามีรอยร้าวก็กลัวจะแย่ หากศาลพระภูมิคุณภาพไม่ดีแล้วเกิดแตกหัก เราอาจไม่เป็นอันหลับนอนเลยทีเดียว

เมื่อได้ศาลที่ถูกใจแล้ว การเลือกตำแหน่งที่ตั้งก็สำคัญไม่แพ้กัน ต้องตั้งอยู่หน้าทางเข้าหลักของบ้านเสมอ ห้ามหันหน้าไปทางทิศตะวันตก และเงาของบ้านห้ามทับบนศาล แน่นอนว่า ในปัจจุบันบ้านบางหลังอาจไม่มีพื้นที่พอให้วางตามความเชื่อนี้ได้ กลับกัน เงาทับศาลอาจช่วยรักษาสีของศาลให้ยังคงสดไว้ได้

แม้รูปแบบของศาลจะมีให้เลือกมากมายตามความพอใจ แต่ความพอใจนั้นก็อาจต้องเกี่ยวเนื่องกับคนอื่นๆ ด้วย เช่น อาจารย์ประจำตระกูล หรือซินแซประจำบ้าน นั่นทำให้เราอาจจะได้ศาลที่หน้าตาไม่ถูกใจ แต่ได้ความสบายใจกลับมาแทน

บนความสบายใจนั้น รูปแบบของศาลควรเคารพบริบทของเจ้าของของศาลด้วยเช่นกัน ศาลพระภูมิที่แปลกมากๆ ที่เคยได้ยินมา มีตั้งแต่บ้านบาหลี ยันวิหารเสาโรมันแบบกรุงเอเธนส์ ก็อาจจะสุดทางเกินไป

ลองนึกถึงเวลาเรายกมือไหว้ศาลกรุงเอเธนส์ ในขณะเทวดาในศาลยังแต่งชุดยุคโบราณ ก็อาจจะไม่ค่อยเข้ากัน หากเบื่อรูปแบบไทยเดิม การตัดจบด้วยการเลือกศาลโมเดิร์นเรียบๆ อาจเข้าท่ากว่า เพราะไม่ว่าท่านจะใส่ชุดโบราณแค่ไหน ก็ยังดูเข้ากันอยู่

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ขณะที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความเชื่อก็ผันแปรและมีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงความเชื่อบางอย่างที่ค่อยๆ จางหายไป คนรุ่นใหม่เลือกไม่ตั้งศาลมากขึ้น บ้านในเมืองก็มีพื้นที่ไม่เพียงพอสำหรับตั้งศาลพระภูมิหน้าบ้าน ทำให้เราแอบคิดว่าถ้าไม่มีพื้นที่หน้าบ้านแล้วจะทำยังไง นั่นทำให้นึกถึงการตั้งศาลเจ้าที่แบบจีน ‘ตี่จู้เอี๊ย’ เพราะมักตั้งในบ้านเป็นอินทีเรีย ซึ่งอาจเป็นแนวคิดเรื่องศาลเจ้าที่แบบคนจีนที่มักอาศัยในพื้นที่แออัดนั่นเอง

ส่วนการตั้งศาลพระภูมิมีวิธีคิดการวางในเชิงภูมิสถาปัตย์ อาจเกี่ยวเนื่องกับที่บ้านไทยตามต่างจังหวัดมักมีพื้นที่โล่งๆ หน้าบ้าน ไม่แน่ในอนาคตศาลพระภูมิของเราอาจต้องย้ายมาเข้าภายในบ้านแทนก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการไม่ตั้งศาลก็อาจไม่ใช่เรื่องผิดธรรมเนียมอะไร สุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าเราเชื่ออะไร สบายใจกับการใช้ชีวิตแบบไหน และไม่รบกวนใคร

สวัสดีครับ

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
ขอขอบคุณ: พานิตา ขุนฤทธิ์
ขอบคุณ
คุณวรชา หิรัญพฤกษ์ เจ้าของร้าน ศาลพระภูมิ อินทรศิลป์
www.intrasilp96.com
Facebook: intrasilp
บรรณานุกรม
www.mordookrungsiam.com
www.matichon.co.th

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load