เมื่อใดที่ได้ยินคำว่า ‘คนไร้บ้าน’ จินตนาการของเรามักติดภาพว่า คนกลุ่มนี้น่ากลัวและเป็นภัยคุกคาม รวมถึงเรื่องความสกปรกที่พบเจอตามริมท้องถนนในยามค่ำคืน และเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่มักจูงลูกให้เดินห่างๆ คนไร้บ้าน

มือที่คอยปิดตาเด็กน้อยให้รู้สึกปลอดภัยในวันนั้น ทำให้ผู้ใหญ่ในวันนี้หลายคนไม่เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับคนไร้บ้าน และปล่อยให้ผ่านไปเหมือนไม่เคยมีพวกเขาอยู่ในสังคม

คนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงกำลังคาดหวังว่าจะได้อ่านปัญหาโครงสร้างสังคมในเชิงสิทธิมนุษยชนที่เข้มข้นในบรรทัดถัดไป เรื่องอาจไม่ลงลึกเช่นนั้น เนื่องจากผู้เขียนสนใจเรื่องของสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ ทำให้เรื่องคนไร้บ้านถูกมองในเชิงการใช้พื้นที่เสียแทน (ต้องขออภัยผู้อ่านบางท่าน)

แล้ว ‘บ้าน’ ของคนไร้บ้าน จริงๆ มีหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะ…

คนไร้บ้าน

เราได้ไปเยือนงาน ‘อร่อย RICE บ้าน’ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 60 ที่ลานหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ เป็นงานที่ยกพลเครือข่ายคนไร้บ้านมาทำกิจกรรมสนุกๆ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติกับคนทั่วไป ด้วยการให้คนไร้บ้านทำอาหารแข่งกับร้านอาหารดัง จัดโดย สสส. ร่วมกับ WHY NOT Social Enterprise

เราจึงได้รู้จัก ลุงดำ ชายฉกรรจ์อารมณ์ดีวัย 63 ปี ผู้เคยมีเตียงนอนเป็นพื้นฟุตปาธนาน 3 ปี ลุงมาพร้อมรองเท้า Nike Air Max 1 และเสื้อเชิ้ตสีดำมีลายเส้นขาวตัดแนวตั้งเรียบร้อย

ลุงดำ หรือ สุทิน เอี่ยมอินทร์ เคยมีชีวิตเป็นคนไร้บ้านมานานกว่าสิบปี ตั้งแต่ 2544 จนกลายมาเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน ทั้งที่ยังไม่มีบ้านของตนเองจริงๆ ปัจจุบันแกอาศัยอยู่ที่ ‘ศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย’ หรือ ‘ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู’ ในปัจจุบัน

“เกิดอะไรขึ้นครับลุงดำ…ทำไมตอนนั้นถึงมาเป็นคนไร้บ้านได้”

“ลุงเกิดที่กรุงเทพฯ แถวๆ ทวีวัฒนา ช่วงใกล้ๆ ปี 40 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ลุงตกงานจากการเป็นลูกจ้าง เลยมาอยู่บ้านเฉยๆ ลุงก็ไม่อยากเป็นภาระของที่บ้านให้น้องๆ ต้องมาดูแล แล้วพอตัดสินใจได้ คืนนั้นก็หนีออกจากบ้านเลย (หัวเราะ)”

หากไม่นับเรื่องอารมณ์งอแง ปัจจัยภายในที่ดันให้การที่คนจะออกมาใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่ซุกหัวนอน คือปัจจัยทางโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจ และปัจจัยโครงสร้างทางครอบครัว ซึ่งต้องมีทั้ง 2 ปัจจัย เช่นเดียวกับลุงดำ เมื่อมี 2 ปัจจัย ก็เป็นเรื่องไม่ยากที่จะออกมาหาบ้านใหม่ในที่สาธารณะ…

คนไร้บ้าน

“ตอนเริ่มเป็นคนไร้บ้าน ลุงดำออกมานอนที่ไหนครับ”

“เริ่มแรกลุงนอนสนามหลวงเลย เข้ามาจับจองต้นมะขาม ตรงนั้นใครๆ ก็เข้ามานอน เพราะมีแสงสว่างตลอด มันดีตรงที่ทำให้เราปลอดภัย อากาศก็ไม่ร้อน รวมทั้งมีสังคมพวกเดียวกันตรงนั้น แถมใกล้แหล่งที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วยนะ”

โดยสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว เราต้องการที่นอนที่ปลอดภัย มิดชิด ถึงจะเรียกว่าได้เต็มปากว่าบ้าน แต่ที่นอนของคนไร้บ้านมักเป็นพื้นที่ที่สาธารณะที่ค่อนข้างมีความสำคัญ มีพื้นที่กว้างและมีแสงไฟสอดส่องตลอดเวลา ดังสถานที่ยอดฮิต เช่น สนามหลวงในอดีต หรือว่าปัจจุบันเป็นถนนราชดำเนินและลานคนเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่เป็นหน้าเป็นตาของบ้านเมืองเราทั้งนั้น

พอมีคนไร้บ้านไปนอนในที่เหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมทำแบบนี้ นี่เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นหน้าตาของเมืองนะ สิ่งนี้เป็นตัวกระตุ้นทำให้เรารู้สึกว่าคนไร้บ้านมีปริมาณมาก ทั้งที่จริงแล้ว คนไร้บ้านทั้งหมดในกรุงเทพฯ มีประมาณ 1,300 คน (ผลสำรวจจาก สสส. เมื่อปี 2558) เทียบกับปริมาณคนกรุงเทพฯ ทั้งหมดประมาณ 5.5 ล้านคน นั่นคือ 0.0002%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านไม่อาจนับเป็นตัวเลขได้ พวกเขาอาจสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของที่สาธารณะในหลายที่ แต่การบังคับไม่ให้พวกเขานอนตรงนั้นก็อาจไม่ใช่เรื่องดี

“ในแต่ละวันลุงดำทำอะไรบ้างครับ”

“ลุงต้องรีบตื่นก่อนสว่าง เพราะเกรงใจคนที่จะมาแถวนั้น ห้องน้ำสวนสราญรมย์จะเปิดช่วงเวลานั้นพอดี ลุงก็ต้องรีบเข้าไปใช้ห้องน้ำ รีบอาบน้ำแปรงฟันอะไรที่นั่น เสร็จแล้วก็รอเวลาที่ร้านรถเข็นข้าวไข่เจียวกระทงราคาถูกๆ มาขาย ดีอย่างที่ลุงยังมีเงินไปซื้อข้าวเขา วันนึงอย่างน้อยต้องกินให้ได้สัก 2 มื้อ”

แล้วคนอื่นๆ ที่ไม่มีเงินล่ะครับ ไปหากินที่ไหน (อันนี้เราไม่ได้ถามลุงเอง เพราะลืม)

สถานที่แจกอาหารฟรียังไงล่ะ (คำตอบนี้มาจากพี่เจ้าหน้าที่หน่วยงานพัฒนาที่อยู่อาศัย)

ในหมู่คนไร้บ้านมีการแบ่งปันข้อมูลของกิจกรรมและตำแหน่งเวลาที่ชัดเจน อย่างเรื่องแจกอาหารฟรี ถ้าอยู่แถวสนามหลวง เขาจะรู้ว่าที่โบสถ์ซิกข์ย่านพาหุรัดมีแจกอาหารตอน 9 โมงเช้า แต่ถ้าไม่ชอบอาหารรสชาติมันๆ ก็จะบอกต่อให้ไปที่สภาสังคมสงเคราะห์ซึ่งแจกอาหารตอน 11 โมง ถ้าข้ามมาฝั่งปิ่นเกล้า จะมีวัดเจ้าอามที่แจกข้าวฟรีตอน 11 โมงเช่นกัน ส่วนมื้อค่ำก็อาจจะมีที่หน้าหัวลำโพงหรือลานคนเมือง

จะเทียบได้ไหมว่า การก้าวเดินจากห้องนอน ไปห้องอาบน้ำ และเดินห้องครัวหาอาหาร ของคนไร้บ้าน อาจจะใช้พื้นที่ทางเดินยาวไปหน่อย แต่ถ้าพอเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ แล้ว เราจะเห็นอาณาบริเวณการใช้พื้นที่ของคนไร้บ้าน และจะพบว่ามีห้องใหม่ๆ มากกว่าแค่ห้องนอนที่สนามหลวง

“หลังจากนั้น ลุงก็เริ่มทำงาน เดินเก็บขยะหาของเก่าไปขาย ทำไปเรื่อยๆ คนไร้บ้านแถวนั้นยุคนั้นมีอาชีพหลากหลายนะ มีตั้งแต่แจกใบปลิว เปิดแผงขายของ รับจ้างก่อสร้าง ไอ้พวกรับจ้างไปปรบมือก็มีนะ แต่ลุงเลือกเก็บขยะเพราะแก่แล้ว ร่างกายทำได้แค่นั้น”

“ลุงรู้ได้ไงว่าพวกไหนทำอะไร”

“นอนดูก็รู้แล้วครับ เพราะแต่ละคนจะหายไปในช่วงเวลาที่ต่างกัน พวกรับจ้างปรบมือจะหายไปทั้งคืน พวกแจกใบปลิวจะหายไปช่วงสั้นๆ หรือพวกรับจ้างก่อสร้างก็จะมีรถขับมารับ”

เรียกได้ว่าช่วงเวลาเข้าออฟฟิศนั่นเอง ไม่ต่างจากพวกเราที่ใช้เวลากับ Second Place ในสถานที่ทำงาน  ไม่ใช่คนไร้บ้านทุกคนที่จะเป็นขอทาน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เราจะไม่ค่อยเห็นคนไร้บ้านมากเท่าตอนมืดค่ำ

อีกอย่างที่สายตาของสถาปนิกมองไม่ค่อยเห็นก็คือร่องรอยของที่อยู่อาศัยของพวกเขา

“ลุงดำได้กำหนดตำแหน่งที่นอนของตัวเองที่สนามหลวงไหมครับ”

“ไม่มีนะ ใครมาจองต้นมะขามต้นไหนได้ก่อนก็นอนตรงนั้นเลย บางคนก็มีเสื่อมาจองก่อนไม่นาน ปกติกว่าลุงจะมานอนก็เกือบๆ ตี 2”

“ลุงมีอุปกรณ์เครื่องใช้ติดตัวอะไรบ้างครับ”

“สิ่งสำคัญมากสำหรับการเป็นคนไร้บ้านคือ ต้องมีของให้น้อย ไม่พะรุงพะรัง คว้าง่ายๆ เวลาต้องหนี (หัวเราะ) หรือเวลาเขาขโมยไปจะได้ไม่เสียดาย ในกระเป๋าของลุงพกของอยู่ไม่กี่อย่าง ผ้าห่มผืนนึง แปรงสีฟันกับยาสีฟัน เสื้อผ้า 2 ชุด เวลานอนก็ห่มผ้า ใช้กระเป๋าเป็นหมอน”

ของเพียงเท่านี้ก็เอาตัวรอดได้แล้ว สำหรับการเป็นคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ

ประเทศไทยซึ่งมีภูมิอากาศอยู่สบายๆ ชิลล์ๆ ไม่ต้องทำเพิงหลังคาชั่วคราว จึงเป็นข้อดีที่ไม่ต้องหาวัสดุอะไรมาก เพียงแต่เรามักเห็นว่าพวกเขานิยมเลือกตำแหน่งที่นอนที่มีการยกสเต็ปจากพื้นทางเดินปกติ เช่น ชานพักบันไดหน้าร้านตึกแถว หรือว่าเก้าอี้ม้านั่งในที่สาธารณะ เหมือนเป็นสัญชาติญานของการกำหนดขอบเขตพื้นที่การนอนไปโดยอัตโนมัติ

แต่ก็มีเรื่องฝนที่เป็นเงื่อนไขหนึ่ง เขาแก้เกมด้วยการไปขอนอนหน้าบ้านตึกแถวสักที่ โดยตกลงว่าจะเฝ้าและดูแลความสะอาดหน้าบ้านให้เจ้าของบ้านตรงนั้น วินวินทั้งสองฝ่าย

หากเทียบกับคนไร้บ้านในฝั่งยุโรป เราจะเห็นรูปแบบของที่พักอาศัยของคนไร้บ้านที่ค่อนข้างชัดเจนมากกว่า เนื่องด้วยภูมิอากาศที่หนาวเย็น เราจะเคยเห็นตั้งแต่บ้านกระดาษลัง ไปจนถึงบ้านรถเข็น หรือการที่สถาปนิกตั้งใจลงมาออกแบบที่อยู่อาศัยให้คนไร้บ้านอย่างจริงๆ จังๆ ในที่สาธารณะ

คนไร้บ้าน

www.metalocus.es

ตัวอย่างเช่น งาน ‘A-KAMP47’ โดยสำนักงานสถาปนิก Malka Architecture จากปารีส ที่ได้ออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง เพื่อเป็นกลุ่มบ้านชั่วคราวของคนไร้บ้านสำหรับฤดูหนาว ด้วยการฝากโครงเต็นท์ ติดไปกับนั่งร้านที่วางตัวขนานไปในแนวตั้ง ตั้งชิดกับผนังเลียบทางรถไฟลอยฟ้าในเมืองมาร์กเซย์ ฝรั่งเศส

ด้วยหน้าตาของการออกแบบที่เก๋ไก๋และดูทดลองเกินไป จึงได้รับคำวิจารณ์พอสมควร แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ใช้แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรม ช่วยแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้น

คนไร้บ้าน

adsttc.com

อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานภาครัฐของเราได้แก้ปัญหาในอีกทางที่ดีเช่นกัน โดยการจัดที่อยู่อาศัย ‘ศูนย์พักพิงผู้ไร้บ้าน’ เหมือนที่ลุงดำอาศัยอยู่ มีการตกลงสัญญาเก็บค่าอยู่อาศัย และมีการทดสอบวินัยการออม เพื่อฝึกนิสัยให้คนไร้บ้านมีศักยภาพพอที่กลับเข้าสู่ระบบที่แท้จริง

แม้ศูนย์พักพิงผู้ไร้บ้านคล้ายจะบ้านของลุงดำไปแล้ว แต่ก็ยังอาจเป็น ‘บ้านล่องหน’ ของลุงดำอยู่

“คำว่า ‘บ้าน’ ของลุงดำตอนนอนสนามหลวงกับตอนนี้แตกต่างกันไหมครับ”

“ใช่แล้ว ตอนนั้นแทบไม่มีความนึกฝันอะไร ใช้ชีวิตไปวันๆ ลุงไม่เคยเห็นมีใครพูดว่า ‘กลับบ้าน’ เลย มีแต่ที่จะพูดว่า กลับหัวลำโพงก่อนนะ กลับสนามหลวงก่อนนะ”

“แล้วบ้านในความคิดของลุงตอนนี้ล่ะครับ”

“(เงียบเล็กน้อย) บ้านในความคิดของลุงน่าจะเป็นบ้านชั้นเดียวนะ แบบง่ายๆ มีห้องเอาไว้เก็บของเก่าที่จะเอาไว้ขาย ไม่มีอะไรมาก มีเพื่อนดีๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็พอแล้วครับ”

นกน้อยยังทำรังแต่พอตัว จึงไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับการอยากมีบ้านเล็กๆ ของคนไร้บ้าน

‘บ้านล่องหน’ ของลุงดำกำลังค่อยๆ ก่ออิฐฉาบปูนขึ้นมาใหม่ ด้วยศักยภาพในวัย 63 ปี ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันที่ไม่ช้าไป จากเดิมที่มีห้องนอนคือสนามหลวง และมีห้องน้ำเป็นสวนสราญรมย์

เสาเข็มและหลังคาของบ้านล่องหนที่กำลังจะค่อยๆ ปรากฏในอนาคตนี้ เราเชื่อว่าจะมีความแข็งแรงมั่นคงไม่แพ้บ้านราคาพันล้านแน่นอน

สำหรับกลุ่มคนที่อยู่อาศัยในบ้านล่องหน ชีวิตของพวกเขาอาจจะไม่ได้พึ่งพาอาศัยแค่ปัจจัย 4 แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตยังคงดำรงอยู่ได้คือ ปัจจัยที่ 5

นั่นคือ ความฝัน

ขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆ คนไร้บ้านที่กำลังฝันอยากจะมีบ้าน ณ ที่นี้ด้วยครับ

คนไร้บ้าน

Save

Save

Save

Save

ขอขอบคุณ

คุณสุทิน เอี่ยมอินทร์ (ลุงดำ) ตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้าน
คุณสมพร หารพรม เจ้าหน้าที่หน่วยงานพัฒนาที่อยู่อาศัย

บรรณานุกรม

  1. บทความ บ้านไร้รูปแบบ ของคนไร้บ้าน หนังสือ “บ้าน บ้าน = BAAN BAAN” (2560)
  2. www.designboom.com/architecture/malka-architecture-erects-a-kamp47-stealth-shelters-from-tents/

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load