หากการให้เวลา ‘คอย’ ให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิต คนที่เข้ากับเราได้ เพียงแค่มองตาก็รู้ใจ และสัมผัสได้ว่าเขาคนนั้นคือคนที่ ‘ใช่’ สำหรับเรา เป็นหนึ่งในกระบวนการของความรักที่สวยงาม และคุ้มค่าสมราคาแก่ได้การรอคอยคนที่ใช่ คนบางคนกลับใช้เวลารอคอยคนที่ใช่ไม่นานนัก

“ถ้าเป็นช่วงเช้าผมใช้เวลารอคนนึงประมาณ 10 – 15 นาทีครับ”

คือคำตอบเรื่องประสบการณ์ของการรอคนที่ใช่ของ พี่ประจักษ์ วินมอเตอร์ไซค์หมายเลข 7 หน้าสถานที่ราชการแห่งหนึ่งในเขตพญาไท แน่นอนว่าการรอคอยคนที่ใช่ของพี่ประจักษ์ คือผู้โดยสารซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขาไปยังจุดที่ปักหมุดหมายไว้ด้วยเวลาที่น้อยที่สุด โดยสถิติแล้ว จำนวนผู้ใช้บริการพี่ประจักษ์ในแต่ละวันมีถึงร้อยกว่าคนเลยทีเดียว

“ช่วงบ่ายๆ จะรอนานหน่อยนะ กว่าคนจะมาเรียกก็เกือบๆ 30 นาที วิ่งเสร็จก็กลับมานั่งรอคิวต่อที่เก้าอี้ตรงนี้ ก็นั่งคุยสัพเพเหระกับเพื่อนไป ไม่ก็นั่งกินข้าวรอคนมาเรียกเราไปทำงานต่อนี่แหละครับ”

พี่ประจักษ์เล่าต่อถึงกิจกรรมระหว่างรอทำงาน พลางจิบน้ำที่ตักจากกระติกพลาสติกสีน้ำเงินขนาดใหญ่ข้างๆ กาย ในบริบทสบายๆ บนเก้าอี้ม้านั่งไม้เก่าๆ ภายใต้เงาของร่มสนามสีฉูดฉาดเข้ากับสีเสื้อกั๊กวิน ที่เรียงตัวเป็นแถวขนานไปกับแนวมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ริมฟุตปาท เพื่อนวินมอเตอร์ไซค์บางคนนอนไกวเปลที่แขวนกับต้นไม้ข้างๆ บางคนกำลังแกะกับข้าวถุงใหญ่ใส่จานข้าว (หยิบจานมาจากไหนไม่รู้) เพื่อเอามานั่งกิน ทุกอย่างดูคล้ายเป็นช่วงเวลาพักกลางวันในห้องนั่งเล่นของออฟฟิศสักแห่ง ที่กลมกลืนแต่เกะกะไปกับฟุตปาทริมทาง

บรรยากาศแนวนี้เป็นภาพที่เราเจอบ่อยๆ แต่อาจไม่ได้ตั้งข้อสังเกต สำหรับเรา พื้นที่ซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์แบบนี้เป็นรูปแบบพื้นที่สถาปัตย์แปลกๆ ของคนไทย น่าสนใจและน่ากล่าวถึงพอๆ กับเรื่องของความรัก

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตย์ในรูปแบบธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ มีคำว่า ‘โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space)’  หรือพื้นที่เอาไว้นั่งทำงานที่ไม่ใช่ร้านกาแฟ แต่ก็ไม่ใช่ออฟฟิศที่เป็นกิจจะลักษณะ มักมีความเอกเขนก มีลูกเล่นทางการออกแบบ คล้ายเป็นห้องนั่งเล่นที่นั่งทำงานรวมกับคนแปลกหน้าได้ เหมาะสำหรับเหล่าฟรีแลนซ์สมัยใหม่ที่หมุนเวียนมาใช้พื้นที่แบบนี้ นั่งทำงานตามเวลาที่ตัวเองสะดวก เดี๋ยวนี้ไม่ว่าลูกค้าจะจ้างออกแบบสถาปัตย์เชิงพาณิชย์อะไรก็ตามแต่ นอกจากร้านกาแฟที่นิยมแล้ว ก็จะมีโคเวิร์กกิ้งสเปซพ่วงตามมาด้วย เพื่อเป็นจุดขายของโครงการ

แต่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ ดูจะมีจำนวนมากกว่า

พื้นที่นั่งคอยลูกค้าเรียกไปทำงานของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นอาชีพฟรีแลนซ์เช่นกัน ที่เราเห็นตามปากซอยออกแบบโดยพี่วินเหล่านั้น ถือเป็นงานอินทีเรียดีไซน์กลางแจ้ง ที่จัดสรรสพื้นที่บนทางเท้าให้กลายเป็นห้องนั่งเล่นเพื่อรอลูกค้า ซึ่งเป็นที่ที่เรากำลังนั่งคุยกับพี่ประจักษ์แบบสบายๆ นั่นเอง

“เก้าอี้ไม้ที่น้องนั่งอยู่เนี่ย พวกพี่ออกเงินแล้วช่วยกันทำเอง ยกมาวางเองเลยนะ ร่มสนามพวกนี้ก็ไปช่วยๆ กันหามา พอแดดมาจะได้หลบ ฝนตกก็จะได้กันฝนทั้งเราเองและลูกค้าที่มารอ” พี่ประจักษ์เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของเฟอร์นิเจอร์รอบตัวเขา พร้อมชี้ไปที่พื้นที่นั่งของม้านั่ง ให้เห็นว่ามีการพ่นสีคัดลายเป็นตัวหนังสือว่า “วินหน้ากรมสถานที่ราชการxxx” อย่างชัดเจน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพื้นที่บริเวณนี้แบบแมนๆ

การออกแบบพื้นที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ทั่วไป นอกจากจะให้ความสำคัญกับที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ และพื้นที่แขวนป้ายเลขคิวที่ต้องมี ปัจจัยอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็สำคัญ เช่น เก้าอี้พลาสติกที่เอาไว้นั่งคอย (บางวินยกโซฟามาเลย) กระติกน้ำรวมขนาดใหญ่ไว้แบ่งกันจิบน้ำเย็นดับกระหาย กระทั่งพวกสื่อโสตทัศนูปกรณ์ ตั้งแต่วิทยุ เครื่องเสียง โทรทัศน์ ที่มักขาดไม่ได้ก็คือแผ่นเกมกระดานหมากรุก เอาไว้สร้างความผ่อนคลายให้เหล่านักบิดระหว่างคอยเวิร์กกิ้ง เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นจริงๆ

“แต่ละวินมีข้าวของแตกต่างกันนะ แล้วแต่วินนั้นจะตกลงกัน บางวินเอาเตาแก๊สมาตั้งไว้เผื่อหุงอาหารกันเอง กินเสร็จก็เก็บให้เรียบร้อยไม่ให้หาย อย่างวินถัดไปนี่ลงทุนมาก พวกเขาลงเงินรวมกันสร้างซุ้มที่มีกันสาดยาว เอาไว้ให้ลูกค้าหลบแดดหลบฝนระหว่างยืนต่อคิว พวกพี่คำนึงถึงลูกค้าก่อนเสมอนะ แต่วินพี่เงินไม่เยอะเลยได้แค่ร่มสนามก่อน (หัวเราะ)” เราสังเกตเห็นว่าพี่วินในซุ้มวินถัดไป กำลังเอาหม้อดินมาตั้ง เอาผักเอาหมูที่ซื้อมาวางบนเก้าอี้พลาสติก เตรียมจะมาทำจิ้มจุ่มกัน พร้อมกับเริ่มจุดไฟจากถ่านควันโขมง เหมือนที่ตรงนั้นกำลังกลายเป็นห้องครัวซะงั้น!?

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ช่วงเวลานั้นเรานึกถึงวลีคำว่า ‘Form follows function’ ที่มีความหมายว่า รูปทรงของงานสถาปัตยกรรมจำต้องคล้อยตามประโยชน์ใช้สอยเสียก่อน ของ หลุยส์ ซัลลิแวน สถาปนิกชาวอเมริกัน บิดาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เมื่อปี 1947 แต่คอยเวิร์กกิ้งสเปซเหมือนจะใช้ทฤษฎีที่กลับหัวกลับหาง โดยที่ form ไม่ follow function และ function ก็ไม่ follow อะไรเลย… กล่าวได้ว่า ที่ตรงริมฟุตปาทตรงนี้จะเป็นห้องอะไรก็ได้แล้วแต่ความต้องการของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ หาจำเป็นต้องมีทฤษฎีการออกแบบ ไม่อาจคล้ายเรื่องความรัก บางครั้งอาจไม่ต้องรอทฤษฎีเข้ามากำหนดให้ยุ่งยาก

เพื่อนสถาปนิกคนหนึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า พื้นที่ซุ้มของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์นิยามในเชิงวิชาการได้ว่า ‘ปรากฏการณ์สถาปัตยกรรมปรสิตในพื้นที่เมือง’ อาจฟังดูแล้วรู้สึกน่าขนลุกขนพอง แต่การนิยามด้วยคำนี้ค่อนข้างอธิบายอาการของซุ้มพี่วินได้ชัดเจน หากริมถนนฟุตปาทหรือซอกหลืบเสาไฟฟ้ามุมตึกแห่งใดโดนซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์เข้าไปจับจอง พื้นที่ตรงนั้นจะถูกปรับกลายเป็นห้องนั่งคอยลูกค้า ที่มีรูปแบบสอดคล้องตามสภาพพื้นที่ตรงนั้น มักใช้ของรอบตัวแบบง่ายๆ เพื่อเข้ามาจัดวางตกแต่ง คล้ายว่าพื้นที่ริมถนนถูกปรสิตเกาะทำให้กลายสภาพ

เราเคยเห็นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์หนึ่ง เอาท่อนไม้หนาๆ มามัดลวดยึดไว้กับเสาไฟ 2 ต้น เพื่อเป็นม้านั่งยาวๆ หรือว่าเคยเห็นซุ้มวินที่ถือโอกาสใช้รั้วเตี้ยๆ ของอาคารริมถนนเป็นที่แขวนหมวกกันน็อกและเสื้อวิน กลายเป็นตู้เสื้อผ้าสาธารณะ ถ้าลองสังเกตดีๆ แล้ว เราจะเห็นความคิดสร้างสรรค์แบบไทยๆ ที่สะท้อนอยู่ในการจัดแจงออกแบบห้องนั่งเล่นกันเองในแต่ละซุ้ม พี่วินพิสูจน์ให้เราเห็นว่าห้องนั่งเล่นไม่จำเป็นมีผนังหรือกำแพงกั้นก็ได้ วิธีคิดเหล่านี้นักออกแบบอาจไม่สามารถคิดได้เลย หากได้รับโจทย์ให้ปรับปรุงพื้นที่ริมถนนให้กลายเป็นห้องนั่งเล่น (อันนี้พูดจริงนะ)

“การที่พวกพี่เอาเก้าอี้มาวางบนที่สาธารณะแบบนี้ตามกฎหมายถือว่าผิดนะ คนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้หรอก…” พี่ประจักษ์กล่าวถึงความเป็นจริงที่พวกเขาได้เข้าไปแทรกแซงพื้นที่สาธารณะ พร้อมกล่าวต่อว่า

“แต่น้องจะเห็นว่ารอบๆ วินพี่สะอาดมากนะ พวกพี่เจรจาข้อแลกเปลี่ยนกับทาง กทม. ว่า เดี๋ยวพวกพี่จะดูแลความเรียบร้อยบริเวณนี้เอง ทั้งเรื่องขยะและเรื่องคน” เป็นข้อแลกเปลี่ยนแบบไทยๆ กับภาครัฐ เพื่อการดำรงอยู่ของคอยเวิร์กกิ้งสเปซแบบนี้ เราก็เห็นว่าซุ้มวินของพี่ประจักษ์ก็มีความสะอาดสะอ้านเลยทีเดียว โดยเฉพาะเก้าอี้หินอ่อนนี่ยังขาวสะอาดตามากๆ และมีถุงขยะและไม้กวาดแขวนเป็นเรื่องเป็นราว

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

หากความรักเปรียบคือการดูแลเอาใจใส่ ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์กำลังกระทำอยู่เป็นเหมือนความรักที่มีต่อพื้นที่ของเมืองด้วย ถึงแม้ว่าบางคนมองว่าการที่เวลาซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ไปตั้งที่ไหน ก็จะดูวุ่นวายไม่มีระเบียบเรียบร้อย ทำลายทัศนียภาพของฟุตปาทไป แต่สำหรับเราการที่มีซุ้มวินมอเตอร์ไซค์แบบพี่ประจักษ์ กลับทำให้เมืองแบบบ้านเรามีความสมบูรณ์และมีสีสันขึ้น เพราะช่วยลดช่องว่างของพื้นที่เมืองที่ไม่ปลอดภัย จุดไหนที่ค่อนข้างอับสายตา อันตราย หากมีซุ้มวินเข้าไปเกาะ ตรงนั้นจะมีความปลอดภัยขึ้นทันที เพราะมีกลุ่มคนเข้าไปนั่งเฝ้าเกือบทั้งวัน เป็นกลไกการดูแลเมืองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“ถ้าซุ้มวินพวกพี่ไปขวางทางเดินอะไรยังไง ก็ขออภัยนะครับ แต่อาชีพแบบพี่ยังไงก็ต้องมีที่นั่งรอลูกค้าแบบนี้แหละ” พี่ประจักษ์กล่าว ก่อนที่คำถามของเรากำลังหมดลง ไม่นานนักก็ถึงคิววิ่งรถมอเตอร์ไซค์ของพี่ประจักษ์ พี่แกก็วิ่งไปกระโดดคร่อมรถเครื่องคู่ใจ เพื่อบิดไปส่งลูกค้า ขณะที่ตัวพี่ประจักษ์ไปออกรอบ แน่นอนว่า ห้องนั่งเล่นริมฟุตปาทรอคอยพี่ประจักษ์กลับมาใช้งานนั่งคอยลูกค้าคนต่อไป  

แม้บางเวลาเราอาจไม่เห็นตัวเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีร่องรอยของซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ ทั้งเก้าอี้และของใช้จิปาถะทั้งหลายเหลือไว้ให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เห็นโซ่คล้องข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ด้วย สิ่งเหล่านี้เหล่านี้แสดงให้เห็นการใช้งานทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะตรงนี้ถูกใช้งานจริง ด้วยกลุ่มคนที่คอยให้บริการเพื่อแก้ปัญหาการเดินทาง ดังนั้นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์อาจถือว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากกลไกของการพัฒนาเมืองแท้ทรูเลยล่ะ

หากวันใดวันนึง เราได้นัดใครสักคนที่เราคิดว่าใช่ แล้วไม่อยากให้เขาต้องรอคอยนาน เราขอแนะนำให้รีบเดินไปที่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ แล้วใช้บริการพี่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทางตามเสียงหัวใจ ไปหาเธอคนนั้นที่ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายๆ ในเมืองที่โคตรวุ่นวายแห่งนี้

ขอให้มีความสุขกับการซ้อนมอเตอร์ไซค์ครับ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ขอขอบคุณ: ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load