เราเชื่อว่าใครหลายคนต้องเคยสัมผัสประสบการณ์อันหอมหวานในวันวาน จากสถานการณ์ที่ทำให้เราได้เอื้อมแตะคำว่า ‘อิสรภาพ’ จากขอบเขตพื้นที่อันจำเจ ด้วยการเอาเท้าเหยียบสันกำแพง กระโดดก้าวออกผ่านเหล็กอันแหลมคมของ ‘รั้ว’ โรงเรียนออกมาได้สำเร็จ

เรื่องลับริมรั้ว

Credit Photo: news.mthai.com

หลายคนมีภาพจำว่า รั้วโรงเรียนมีไว้ป้องกันนักเรียนโดดเรียนออกไปเที่ยว แต่แท้จริงแล้ว รั้วมีหน้าที่ป้องกันการบุกรุกและป้องกันเหตุอันตรายที่อาจจะเข้ามาในสถานที่นั้นๆ เหมือนเป็นผู้ช่วยของลุงยาม เพราะเมื่อยามเหงา อาจไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เท่าที่ควร  

‘รั้ว’ เป็นของคู่บ้านคนไทยเสมอมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2542 ให้นิยามรั้วไว้ว่า ‘เครื่องล้อมกันเป็นเขตของบ้านเป็นต้น มักทำด้วยเรียวไผ่ ต้นไม้ขนาดเล็กหรือสังกะสี เช่น รั้วมะขามเทศ รั้วสังกะสี, โดยปริยายเรียกทหารซึ่งทำหน้าที่เป็นกำลังป้องกันชาติว่า รั้วของชาติ’ ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร เราอาจเห็นรั้วมะขามเทศได้ไม่ง่ายนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นรั้วที่ทำจากอะไร มันก็ยังเป็นรั้วในความหมายที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน

กำแพงความสูงท่วมหัวซึ่งขอบบนประดับด้วยเหล็กแหลมขึ้นสนิมตะมุตะมิ แถมด้วยประตูรั้วเหล็กดัดลายดอกไม้แต่งแต้มด้วยสีทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ในเชิงสถาปัตยกรรมสำหรับคนไทย รั้วถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก เพราะบ้านเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นส่วนตัวสูงสุด รั้วจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างความเป็นส่วนตัวกัน การลงทุนสร้างรั้วจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า แม้แต่คนงบน้อยก็ยังขอใช้เศษขวดแก้วแทนเหล็กแหลมให้อุ่นใจ

เรื่องลับริมรั้ว

สายตาของสถาปนิกอาจมองว่า รั้วเป็นทั้งปัญหาและการแก้ปัญหาในการออกแบบบ้าน รั้วที่ทึบตันสร้างปัญหาในแง่มุมมองของอาคารทั้งภายนอกและภายใน บ้านบางหลังถึงจะออกแบบสวยงามเพียงใด ก็ถูกรั้วบังจึงต้องออกแบบรั้วให้สวยอลังการแทน เพื่อให้คนภายนอกคิดว่าตัวบ้านคงอลังการเหมือนรั้ว จนบางทีเราก็อดคิดไม่ได้ ว่า เจ้าของบ้านอยากอวดรั้ว หรืออวดบ้านมากกว่ากันแน่

หากมองจากในบ้านออกไป กำแพงอาจทำให้เจ้าของบ้านอึดอัดและอบอ้าว เพราะรั้วสร้างความทึบตัน และอาจกั้นทางลมด้วย ถ้าไม่ได้ออกแบบรั้วให้โปร่งระบายลมได้ดี คนทั่วไปก็มักแก้ปัญหาด้วยการจัดสวนเล็กๆ ไว้บังความทึบ และลากพัดลมมาเป่าแก้ความอบอ้าวเวลานั่งเล่นนอกบ้าน

การใช้รั้วก็เป็นวิธีแก้หลายๆ ปัญหาที่ดีเช่นกัน อย่างการป้องกันอันตรายจากการโจรกรรมที่ค่อนข้างชุกชุมในเมืองไทย  ยิ่งของในบ้านมีมูลค่ามากเท่าใด จิตใต้สำนึกของเรายิ่งอยากสร้างสิ่งป้องกันให้แน่นหนามากขึ้นเท่านั้น

การออกแบบรั้วไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ออกแบบบ้านให้ถูกใจเจ้าของก็ยากแล้ว การออกแบบรั้วจึงมักทำกันตามรูปแบบมาตรฐาน เน้นให้ปลอดภัยหายห่วง ไม่ป่วยใจ จนต้องฝากบ้านไว้กับตำรวจ

การออกแบบรั้วยังมีเรื่องน่ารู้อีกอย่างก็คือ ‘รั้วถือว่าเป็นอาคาร’ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.. 2544 กล่าวไว้ว่า ‘อาคาร หมายถึง … ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงาน และสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ และหมายความรวมถึง รั้ว กำแพง หรือประตู ที่สร้างขึ้นติดต่อหรือใกล้เคียงกับที่สาธารณะ หรือสิ่งที่สร้างขึ้นให้บุคคลทั่วไปใช้สอย หรือสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่นตามที่กฎกระทรวงกำหนด’

การตั้งรั้วบ้านริมถนนสาธารณะจึงจำเป็นต้องไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างเสียก่อน ในขณะที่การสร้างรั้วฝั่งที่ติดกับบ้านข้างๆ เราไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง แต่เราจำเป็นต้องขออนุญาตเพื่อนบ้านก่อนเพื่อความปรองดอง

เรื่องลับริมรั้ว

หากเราลองถอยห่างจากรั้วออกมาอีก จะพบว่า หลายคนมักบ่นว่า การออกแบบอาคารในบ้านเมืองเราไม่สวยและไม่เป็นมิตร สำหรับเราแล้ว เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่อง การออกแบบตัวอาคาร แต่เป็นเรื่องของ ‘รั้ว’ ที่กั้นระหว่างถนนกับบ้านหรืออาคารอื่นๆ ต่างหาก

เราอยากชวนผู้อ่านทุกคนลองหลับตาและจินตนาการว่าเราเป็นพนักงานออฟฟิศผู้โชคดีที่บังเอิญจับฉลากให้ต้องเลิกงานดึก ณ ซอยที่ลึกที่สุดในย่านเอกมัย การย่างเท้าออกจากออฟฟิศเพื่อเดินไปโบกแท็กซี่ที่ปากซอยระยะทางเกือบกิโล เราจะพบแต่ความดำมืดไร้ชีวิตของซอยแคบๆ ยาวไปสุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งดวงไฟจากเสาและและโคมหน้าบ้าน จะมีก็เพียงลำแสงจากไฟหน้ารถยนต์รอบดึกที่ผ่านแวะเข้ามาทักทายในบางครั้ง

ความโคตรไม่เป็นมิตรของสถานการณ์แบบนี้เกิดจากที่ถนนในซอยเส้นนั้น มีรั้วบ้านทึบๆ ยาวไปตลอดแนวทางเดิน ทำให้เราเหมือนถูกตัดขาดจากสัญญาณไวไฟของชุมชนและชีวิตผู้คนแถวนั้นโดยปริยาย คล้ายกำลังเดินเหงาๆ เพียงลำพังอยู่บนดวงจันทร์ที่ไร้ผู้คน (และไร้ผู้รัก)

จากที่กล่าวมาในข้างต้น การที่บ้านจะกั้นรั้วถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในความปกตินี้กลับทำให้เกิดความไม่ปกติ

ในบริบทของความเป็นเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร บ้านหลายหลังได้แบ่งตัวเองออกจากเมืองโดยไม่รู้ตัว ด้วยการนำรั้วมาวางบนรอยต่อระหว่างพื้นที่สาธารณะกับที่ดินตัวเอง และเมื่อมีรั้วจากหลายๆ บ้านมาชนกัน ก็กลายเป็นแนวกำแพงที่เชื่อมไปตลอดทาง ส่งผลให้เกิดพื้นที่อับสายตามากขึ้น อาจทำให้เกิดเหตุอาชญากรรมได้ง่ายขึ้น พื้นที่แบบนี้มักเกิดกับหมู่บ้านจัดสรร และโซนในเมืองที่นิยมปลูกบ้านเดี่ยวในที่ดินแปลงโต เช่น ย่านอารีย์ เอกมัย และทองหล่อ

เรื่องลับริมรั้ว

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กำแพงเมืองจีน ณ กรุงปักกิ่ง หรือ กำแพงเยรีโค ณ ดินแดนปาเลสไตน์ ที่ใดเป็นจุดกำเนิดแนวคิดของการกั้นรั้วเพื่อแสดงอาณาเขตที่ดินเป็นแห่งแรก แต่อย่างไรก็ตาม ใน ค.. 1600 ประเทศอังกฤษได้เริ่มกำหนดกฎหมายให้ใช้มีการกั้นรั้วรอบบ้าน เพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อยู่อาศัยให้ชัดเจนเพื่อลดปัญหาการทะเลาะกับเพื่อนบ้าน แนวคิดนี้น่าจะส่งต่อไปทั่วโลก จนวนมาถึงบ้านไทยเราในทุกวันนี้

สิ่งที่แตกต่างระหว่างรั้วของฝรั่งกับเราก็คือ หน้าตารั้วของเขามีความเป็นมิตรมากๆ มักทำเป็นรั้วเตี้ยและปลูกต้นไม้ ลอกนึกถึงฉากในหนังอเมริกัน ที่พระเอกกำลังเดินจากบ้านและหันกลับไปทักป้าข้างบ้านที่กำลังรดน้ำต้นไม้ริมรั้วอยู่ อาจเป็นเพราะบ้านเมืองเขามีความปลอดภัยมากกว่าบ้านเรา จนไม่จำเป็นต้องทำรั้วบ้านไว้ป้องกันโจร แค่กำหนดขอบเขตที่ดินก็พอ เขาจึงทำให้รั้วให้เตี้ยลงได้ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองหน้าบ้านให้ได้มองตากัน แชร์แสงไฟหน้าบ้านให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทำให้เมืองให้มีชีวิตชีวา อีกทั้งยังลดจุดอับสายตาและลดพื้นที่เสี่ยงอาชญากรรมในเมืองได้อีกด้วย

ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ในบ้านเราเริ่มมีแนวคิดทลายกรอบรั้วบ้านแบบทึบๆ แล้วเหมือนกัน แต่รั้วทึบๆ ที่เคยถูกสร้างไว้แล้วก็ยังคงมีอยู่ และเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เซอร์ๆ แบบบ้านเรา (อีกแล้ว) แม้ว่าบางบ้านหรือหมู่บ้านจะจ้างยามมาดูแลอย่างแน่นหนาแล้วก็ตาม รั้วแบบนี้ก็ยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ

แต่มองในแง่ดี ในอนาคตเมืองไทยเราอาจจะมีรั้วที่ออกแบบให้แก้ปัญหาทั้งการโจรกรรมและสร้างมิตรก็เป็นได้ ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรมที่เผยแพร่ไปยังประเทศที่มีปัญหาแบบบ้านเราได้ด้วย

ก่อนสุดท้าย เราอยากจะย้อนกลับไปเมื่อเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ปี 3 (อีกแล้ว) ตอนนั้นได้รับโจทย์ให้ออกแบบโรงเรียนมัธยม ซึ่งกำหนดให้มีป้อมยามด้วย สิ่งที่เราออกแบบแถมลงไปด้วยก็คือ รั้วยาวๆ เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้ว ก็มีป้อมยามง่อยๆ แปะลงไปข้างรั้วนั้น

เรื่องลับริมรั้ว

อาจารย์ถามเราตอนตรวจแบบว่า ถ้าไม่มีรั้วกับป้อมยาม โรงเรียนสามารถสร้างความปลอดภัยด้วยตัวเองได้หรือไม่ ในตอนนั้นเราไม่มีคำตอบ อาจารย์ก็แนะนำเราไม่ได้เช่นกัน ตอนจบโปรเจกต์นี้ ป้อมยามและรั้วก็ยังคงอยู่ที่เดิม

ไม่ว่าจะเป็นรั้วโรงเรียนที่เราผู้เขียนไม่เคยปีนหนี หรือรั้วบ้านที่เล่ามาทั้งหมด การออกแบบรั้วอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบเพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยของคนในอาคาร  หลายครั้งที่รายการข่าวตอนเช้ารายงานว่า เหตุร้ายต่างๆ ถูกคลี่คลายด้วยเพื่อนบ้าน ที่คอยช่วยเหลือและแจ้งแก่ตำรวจ ดังนั้นมิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้านอาจสำคัญกว่ารั้วบ้านด้วยซ้ำ

บางทีการลดรั้วลงและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบบ้านของเรา อาจเป็นการสร้างรั้วบ้านที่ปลอดภัยและแข็งแรงที่สุดก็เป็นได้นะ

สวัสดีครับ

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“ปล่อย ชีวิตจริงทิ้งไป วางไว้ข้างทาง…”

คือเนื้อท่อนแรกของเพลง Vacation Time ถ้าเดาทางภาษาเพลงแล้วก็คงหมายถึง เหนื่อยก็พัก เอาภาระแวะวางทิ้งไว้ข้างทางเสียก่อน

แต่…ถ้าเราจะต้องแวะพักรถข้างทางล่ะ

เมื่อหมุนเพลงปิดและเริ่มหันซ้ายจากหลังพวงมาลัยเพื่อหาที่พักรถริมทาง เราก็มักจะพบสีแดงคาดขาวห้ามจอดที่ถูกทาอยู่ริมฟุตปาทที่มีมากและไม่สัมพันธ์กับปริมาณพื้นที่ริมทางทั้งหมด

จนสุดทางแพตเทิร์นของเขตห้ามจอดแล้ว ตอนนั้นเราก็มักจะเจอวัตถุต้องสงสัยสักชิ้นวางเป็นอุปสรรคสุดท้ายในการแวะพักรถของเราเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้กั้น หรืออะไรใดๆ ซึ่งวัตถุนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน ก็จะเป็นของเจ้าของที่ตรงนั้นนี่แหละ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

หลายครั้งเราจำต้องขับรถเลยไปอีกเพื่อหาที่พักรถที่อื่น หรือไม่ก็ต้องแอบยกวัตถุนั้นเขยื้อนหรือยกหลบ ซึ่งถ้าเรารู้จักเจ้าของที่ตรงนั้นเราก็จะรอดไป

การจอดริมทางฟรีๆ ในบ้านเรา เพียงวางวัตถุใดๆ ลงไปที่ข้างทาง พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่จอดที่ฟรีไม่จริงในทันที เป็นฟรีพาร์กกิ้งแบบไทยๆ ที่…ห้ามจอด ห้ามพัก ห้ามลักหน้าบ้าน

จะว่าไปแล้ว การสร้างพื้นที่ให้เกิดสัญญะโดยไม่มีตัวอักษรว่า ตรงนี้ห้ามจอดนะครับ (ทำเสียงดุๆ) มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในเชิงการสร้างพื้นที่มากๆ ในรูปแบบหนึ่ง เพียงวางของลงไปที่หน้าบ้านเฉยๆ นั้น มันทำให้เรากลายเป็นเจ้าที่เจ้าของข้างทางได้ขนาดนี้เลยหรือ

มาลองดูสิว่าใน อาคิเต็ก-เจอ รอบนี้เราจะมาหาคำตอบอะไร จากการใช้พื้นที่ฟรีพาร์กกิ้งได้บ้างครับผม

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

 

ห้ามจอด ห้ามพัก..

ผมโตมาในบ้านพักตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ที่มีหน้ากว้างพียง 4 เมตร ความทรงจำวัยเด็กของผม ในบ้านจะมีรถ Toyota Corona ปี 1985 คันสีขาวสะอาดไร้รอย ข้างในเบาะทั้งหมดกรุด้วยผ้ากำมะหยี่ จอดเทียบชิดริมฝั่งขวาที่เว้นระยะชิดให้พอเปิดประตูคนขับออกมาได้

ในทุกครั้งที่จะต้องออกเดินทางไปโรงเรียนในยามเช้าตรู่ ผมจะงัวเงียเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบแท่งไม้ที่ทาด้วยสีขาวแดงสลับกัน ปลายด้ามปักไปที่ก้อนคอนกรีตตรงพื้นเท้า

ด้วยน้ำหนักที่แรงเด็กยกไม่ไหว แต่ด้วยก้อนคอนกรีตเองนั้นถูกฝนขอบกลมมน ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถจับปลายไม้กลิ้งก้อนคอนกรีตนั้นอย่างง่ายดาย จนขยับไม้นั้นออกไปจนได้

ทันใดนั้น เสียงสตาร์ทรถจากในบ้านก็ดังกระหึ่มไปทั้งซอย และแล้วแม่ก็ขับรถสีขาวคันนั้นพุ่งออกมาจากคูหาเล็กๆ เลี้ยวรถออกไปเทียบบนถนนสาธารณะแคบๆ ใกล้บ้าน

หลังจากนั้นผมก็จะกลิ้งไอ้เจ้าไม้นั้นกลับเข้าไปที่เดิม และก็วิ่งต้อยๆ ขึ้นรถไปโรงเรียนก่อนที่จะไปเข้าแถวสาย ซึ่งเมื่อไปถึงที่โรงเรียนแล้ว กิจกรรมแบบนี้ก็จะถูกทำซ้ำอีกรอบหนึ่ง ณ ที่ลานจอดที่โรงเรียนนี่เอง

ผมเคยถามแม่ว่า บ้านเรามีเจ้าไม้ห้ามจอดได้อย่างไร แม่ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า เห็นที่โรงเรียนเขามีใช้กันก็เลยอยากได้บ้าง เลยไปหาซื้อตาม

ในเมื่อเราต้องขับรถออกจากบ้าน หากใครมาแอบมาจอดขวางหน้าบ้านในตอนเช้า เราก็ไปโรงเรียนไม่ได้สิ แน่นอนว่าหากไม่ทำแบบนั้น ก็จะเกิดสถานการณ์ดราม่าในซอยแน่นอน และคำตอบจากแม่นั้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าไม้ที่หน้าบ้านเรากับที่โรงเรียนมันคือแบบเดียวกัน ทั้งการทาสีและขนาด (?!)

ซึ่งสมัยก่อนเวลาใครจะมาเที่ยวบ้าน ผมก็มักจะบอกว่าหน้าบ้านฉันหาไม่ยาก สังเกตได้จากไอ้เจ้าไม้สีขาวแดงนี่แหละ นี่คือสัญลักษณ์บ้านฉันเอง ญาติๆ เองที่มาที่บ้านก็จะรู้กัน เขาก็จะกล้ายกไอ้ไม้นั้นออก แล้วจอดรถตัวเองเทียบแบบสบายๆ แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักหรือเพื่อนบ้าน ที่จะไม่กล้ายกมันจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากพ่อหรือแม่ของผม

เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงแท่งไม้เล็กๆ อันเดียวนั้นสามารถสร้างอาณาเขตเชิงพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม้ขนาดความกว้างคูณยาวไม่เกิน 30×30 เซนติเมตร กลับมีความสามารถครอบครองพื้นที่ได้ถึง 12 ตารางเมตร หรือ 2.40×5.00 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่จอดรถมาตรฐาน

และแล้วผมก็มาพบในตอน ม.ปลาย ตอนติวความถนัดทางสถาปัตย์พื้นฐานอีกทีว่า ทฤษฎีการสร้างพื้นที่ว่างนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างระนาบผนังหรือก่อกำแพง เพียงเราสร้างจุดบางอย่างตามมุมพื้น หรือว่ายกพื้นมาสัก 10 เซนติเมตร หรือว่าการที่เราวางโต๊ะตัวหนึ่งไว้กลางที่โล่ง เราก็สามารถเห็นขอบเขตและกรอบการใช้งานพื้นที่ว่างขึ้นมาเองทันที เห็นว่าเก้าอี้จะต้องมีกี่ตัว คนยืนล้อมโต๊ะได้กี่คน จะต้องเว้นให้คนเดินตรงไหน โดยไม่ต้องสร้างผนังกำหนดอะไรเลย

ผมว่าไอ้ไม้สีขาวแดงหน้าผมกำลังทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่ที่ไร้ผนังอยู่นั่นเอง

กระทั่งผมเรียนจบสถาปัตย์จากมหา’ลัย ไอ้เจ้าไม้แท่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมหน้าบ้านของมันที่เคยเสียแล้ว รถคันใหม่ถูกจอดทับไปแทนมันที่หน้าบ้าน บ้านผมมีรถ 2 คัน ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เวลาต้องเอารถคันที่อยู่ในบ้านออกมาใช้ ต้องมีอีกคนเอารถอีกคันวิ่งออกตาม เวลาใครจะมาเที่ยวบ้านก็จะต้องเอารถหน้าบ้านขับวนไปจอดที่อื่นก่อน

เสมือนว่าไม้ห้ามจอดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ที่หน้าบ้านมาช้านาน กลับถูกแปรสภาพกลายเป็นพื้นที่ของที่จอดของรถคันหนึ่งจริงๆ ไปเสียอย่างนั้น

 

ห้ามลักหน้าบ้าน

เมื่อกลับมาดูว่าอะไรคือการห้ามจอดของบ้านเมืองเราจริงๆ แล้ว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หมวด 4 การหยุดรถและจอดรถ ได้มีมาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้หยุดขับขี่เป็นประเด็นไว้ 8 แบบลักษณะไว้ดังนี้

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง (2) บนทางเท้า (3) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (4) ในทางร่วมทางแยก (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ (6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ (7) ในเขตปลอดภัย (8) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

พอลองดูในทุกลักษณะข้อห้ามแล้ว มันก็จะมีหัวข้อ (6) ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกรณีการห้ามจอดบริเวณหน้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าของ และ (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการห้ามจอดด้วยที่กั้น เพียงแต่ว่าสำหรับในกฏหมายตัวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ในกรณีของเจ้าหน้าที่จราจรและในทางกฎอาคารจอดรถ

จริงๆ แล้วที่วางกั้นการฟรีพาร์กกิ้งแบบบ้านๆ นั้น อาจจะไม่ได้เข่าข่ายใดๆ เลย กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการพื้นถิ่นแบบนอกลู่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดพื้นที่หน้าบ้านจากรถใครก็ไม่รู้

จากปัจจัยการที่ต้องเอารถของตนออกมาจากบ้าน ในขณะที่พื้นที่ทางเท้าตามกฎหมายไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งในทางเทคนิคเราก็จะเห็นโดยทั่วกันว่าสามารถทำได้ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่แน่ชัดนัก

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการได้เห็นที่กั้นในการป้องกันการฟรีพาร์กกิ้งโดยทั่วไปแล้ว เราจะพบว่าวิธีออกแบบนั้นจะมีลักษณะเป็นการใช้อุปกรณ์มาประยุกต์ ซึ่งมีความค่อนข้างหลากหลายและมีความครีเอทีฟประมาณหนึ่ง

จากการที่ผมได้ไปสำรวจและสังเกตมา ทำให้เราแบ่งประเภทได้ ดังนี้

1. แท่งไม้หรือท่อ PVC ที่ด้านฐานหล่อเป็นก้อนคอนกรีตในถัง-รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะการกั้นที่จอดแบบเบสิก นอกจากดูเข้าใจง่ายว่าตรงนี้ห้ามจอด ด้วยตัวคอนกรีตก้อนที่ปลายพื้นเองค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้คนที่คิดจะมายกออกเมื่อมาจับยกแล้ว จะต้องคิดอีกทีว่าควรยกไหมเพราะมันหนัก ซึ่งวิธีการทำอาจจะดูเหมือนง่าย จริงๆ ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า การหล่อคอนกรีตก้อนหนึ่งนั้นไม่ง่าย แต่เราก็จะเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปเขาทำกันเองจริงๆ เยอะมาก (แบบขายสำเร็จรูปก็มีนะ)

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

2. แท่นกั้นประกอบแบบ DIY – เป็นที่กั้นอีกรูปแบบที่เจอบ่อยๆ โดยคาดว่าเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากข้อ 1. เพราะว่าจะเป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเอง เพียงว่าไม่ได้เลือกวัสดุเป็นคอนกรีต แต่จะเป็นการประกอบเศษไม้เหลือใช้หรือเศษเหล็กต่างๆ และนำสร้างหน้าที่ใหม่ที่ทรงคุณค่า

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

3. เก้าอี้ไม้หรือเก้าอี้พลาสติก – นอกจากเก้าอี้จะมีไว้นั่งแล้ว ทั้งเก้าอี้ไม้และเก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วอย่างตอนเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งในการสร้างพื้นที่ห้ามจอดเอง เราก็จะพบการใช้เก้าอี้พลาสติกนี่แหละบ่อยมากๆ เข้าใจได้ว่ามันเบาและก็ยกไปมาง่าย ตอนไหนไม่ให้จอดก็เอามานั่ง นึกใจดีตอนไหนก็ยกมันไปเก็บละกัน 

ป้ายห้ามจอด

4. อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด – ในเมื่อจาก 3 ข้อที่ผ่านมานั้นยากไป เราก็เอาของที่ใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละนำมาใช้ ไม่ว่าจะราวตากผ้า กระถางต้นไม้ ถังปี๊บ เศษไม้พาเลท ยางรถยนต์ หรืออะไรก็ได้ที่จะพอคิดออกละกัน

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

จากทั้งหมดที่ผมได้ออกไปสำรวจและเจอมานั้น เข้าใจได้ว่ารูปแบบเหล่านี้มักจะถูกพัฒนาและลอกเลียนวิธีการใช้งานมาจากพวกรั้วกั้นและกรวยจราจรนี่แหละครับ

แม้ว่าด้วยกรอบองค์ความรู้ของผมเองอาจไม่สามารถเคาะได้ว่าวิธีการใช้วัตถุกั้นรถเหล่านี้มีความชอบธรรมแค่ไหน และด้วยวัฒนธรรมรถยนต์ส่วนตัวของบ้านเราที่มีปริมาณมาก ก็คงไปสัมพันธ์กับเหตุของการเกิดขึ้นของพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้ทั่วบ้านเมืองของเรา

แต่ในเชิงรูปแบบการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมแล้ว นี่นับเป็นรูปแบบการใช้สเปซที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกของงานดีไซน์ที่ดีต่อใจของทุกฝ่าย ทั้งคนอยากจอดและคนที่ห้ามจอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งถกกันในหลากประเด็นเลยเชียว

สุดท้าย…ท้ายสุด ผมได้เจอบทคัดย่อจากผลงานภาพถ่ายศิลปะของ คุณอัครา นักทำนา ในผลงานภาพถ่ายชุด Landlords (เจ้าที่) ซึ่งเป็นผลงานตั้งคำถามในเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ผมตั้งไว้ ก็คือเรื่องการวางสิ่งของริมทางจนเป็นเจ้าที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นๆ

บทคัดย่อกล่าวไว้ว่า “การวางสิ่งของริมข้างทางในเมืองไทยสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเพียงออกไปตามริมถนน หรือในตรอกซอกซอย ตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามัญไปจนถึงสิ่งแปลกพิสดาร..เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘วัฒนธรรมแบบไทยไทย’ ที่สั่งสมกันมานานจนผนวกรวมเข้ากับวิถีชีวิตในทุกวันนี้ได้อย่างไร้ที่ติ หรือเป็นเงาสะท้อนถึงการใช้อำนาจแบบไทยไทยที่เริ่มต้นจากเข้ายึดพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ จนสามารถแผ่อำนาจเข้าครอบครองพื้นที่ราวกับเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง และท้ายที่สุดเจ้าของเดิมก็ยอมรับอำนาจนั้นอย่างไร้ถ้อยคำโต้แย้ง”

จริงแท้แล้ว พื้นที่ห้ามจอดด้วยการวางสิ่งของที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจไทยๆ ระดับท้องถิ่นประเภทหนึ่งนั่นเอง

ขอให้สามารถหาที่จอดพักรถได้รวดเร็วตามที่ต้องการ และได้ที่ร่มไม่ให้เบาะข้างในรถต้องตากแดดนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

บรรณานุกรม

https://car.kapook.com/view188677.html
http://www.akkaranaktamna.com/series/Landlord/
http://web.krisdika.go.th

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load