เคยมือเย็นกันไหมครับ

เช่นตอนที่เจอใครที่แอบชอบ เราใจสั่น หน้าแดง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่ามือกลับเย็นเฉียบสวนทางกับอุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนกว่าอากาศเดือนเมษายน ทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบอาการนี้ผ่าน Google เอาไว้ว่า เมื่อเราเขินใครคนนั้นแบบไม่ทันตั้งตัว สารอะดรีนาลีนจะถูกหลั่งออกมา ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนไป ทำให้มือของเราเย็น ถึงกระนั้นก็ตาม ความมือเย็นของชาวไทยหลายๆ คนกลับทำให้บ้านเมืองเราเย็นขึ้น

“บ้านหลังนี้เจ้าของมือเย็น” จะเป็นประโยคเบสิกที่เราจะได้ยินบ่อยๆ จากปากคำของชาวมือร้อน เวลาที่พวกเขา (เรา) เดินผ่านหน้าบ้านใครสักคน แล้วพบเจอกับความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่เบ่งบานงอกเงยออกมาจากกระถางดินเผาลายมังกรที่มักเรียงรายสะเปะสะปะไม่ตรงแถว ผสมด้วยต้นไม้ในกระถางพลาสติกสีน้ำตาลสลับกับสีดำน้อยใหญ่ บ้างแซมด้วยตุ๊กตาดินเผาเด็กยิ้มที่ยืนหลบหลังเอาไว้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนครับ อาการมือเย็นที่เล่าขณะนี้ไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องคำเปรียบเปรยถึงคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบใส่ใจกับการดูแลพืชพรรณ ปลูกอะไรก็งอกงาม กลายเป็น ‘สวนต้นไม้กระถางหน้าบ้าน’ ให้คนที่ผ่านไปมาให้ผู้คนได้รื่นรมย์

ทุกวันนี้ บ่อยครั้งเรามักให้ Pinterest ช่วยในการจินตนาการถึงพื้นที่ในแบบต่างๆ แต่จากการที่ผมได้ลองสำรวจไถ่ถามผู้คนหลากหลาย ทั้งมือร้อนและมือเย็น ทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า สวนกระถางหน้าบ้านดังที่ผมได้เกริ่นมาตอนแรก เป็นสเปซในเชิงภูมิสถาปัตยกรรมไทยๆ ที่เราสามารถจินตนาการพื้นที่เหล่านี้ออกได้ทันทีเมื่อเอ่ยถึงโดยไม่ต้องใช้ Pinterest ช่วยเหลือใดๆ ทว่าสวนแบบนี้กลับไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในโรงเรียนสถาปัตยกรรม และนี่ทำให้มือผมเหงื่อชุ่ม เพราะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ลองศึกษาเรื่องนี้มาเล่าในคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ตอนนี้ครับ

กระถางต้นไม้ ต้นไม้

ย้อนไปสมัยตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ มีวิชาดีไซน์ตัวหนึ่งที่บังคับให้เราต้องลงสำรวจชุมชนเก่าในเมือง เพื่อตั้งโจทย์ในการพัฒนาชุมชนนั้นๆ ในลักษณะการวางผังและภูมิสถาปัตย์ ซึ่งก่อนที่เราจะลงไปในพื้นที่ตรงนั้น อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งเดินมากำชับไว้ว่า “คุณต้องหา DNA ของสเปซตรงนั้นให้เจอก่อนนะ” ซึ่งพอเจอประโยคนี้ฟาดหน้าเข้าไป เพื่อนๆ หลายคนรวมทั้งผมเองนี่มึนหนักไปสองสามวัน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าคำว่า DNA ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันเกี่ยวอะไรตรงไหนกับสถาปัตยกรรม จนกระทั่งเมื่อผมได้เริ่มเอาเท้าลงไปเหยียบบนพื้นที่ในชุมชนจริงๆ และเดินผ่านทะลุตรอกซอกซอยเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างเข้มข้นละเอียดถี่ถ้วน แล้วผมก็ค้นพบกับตัวว่า ผมไม่ได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอกให้หามากขึ้นแต่อย่างใดเลย (ซะงั้น)

จนกระทั่ง (อีกรอบ) เมื่อผมได้พรีเซนต์ข้อมูลวิชานี้แก่เหล่าคณะอาจารย์ แน่นอนว่าโดนเชือดไปตามระเบียบ แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์ก็ยอมใบ้เรื่อง DNA แบบลูบหลังไว้ว่า “ก็เหมือนลักษณะที่คนเอาราวแขวนเสื้อมาไว้ตากผ้าหน้าบ้าน เพราะในบ้านไม่มีที่ตากผ้านั่นแหละ” เมื่อสิ้นสุดคำใบ้นั้นก็บรรลุผล เพราะมันทำให้ผมได้ร้องอ๋อและเก็ตไอเดียของ DNA ที่ว่า ก็คือ ‘ลักษณะของสเปซที่เกิดขึ้นเองโดยกลไกธรรมชาติของเมืองหรือชุมชนนั้นๆ’ และสวนกระถางต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นหนึ่งใน DNA ของสเปซแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากในรูปแบบคล้ายๆ กัน

ในมุมของภูมิสถาปัตยกรรม การปรากฏของสวนกระถางเหล่านี้ที่เราเห็นในปัจจุบันค่อนข้างสะท้อนวัฒนธรรมสวนแบบไทยตั้งแต่ในอดีตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เพราะรูปแบบสวนแบบนี้มีวิวัฒนาการจากการปลูกพรรณไม้ใส่กระถางไว้ที่ชานบ้านเรือนไทยในอดีต เหมือนที่เราเห็นในภพของละครออเจ้าอันเป็นฉากหลังของแม่การะเกด ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่ไม้ดัด สวนไม้ดอก หรือไม้สวนครัวต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำครัวเรือน แถมสวนกระถางยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสวนในลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำท่วมถึง เพราะการปลูกต้นไม้ในกระถางบนเรือนทำได้สะดวกกว่าปลูกในดินบนพื้นที่ต่ำและจมน้ำ

จวบจนปัจจุบันค่านิยมการปลูกสวนลงในกระถางก็ยังมีสืบต่อกันมาให้เห็นอยู่ในเมืองที่พื้นที่อาศัยนั้นแคบลง ทั้งฟอร์มที่เกิดจากรูปทรงกระถางรวมถึงพรรณไม้ต่างๆ แม้ว่าจะคนเมืองในปัจจุบันอาจจะไม่ได้มีความรู้ในเชิงการปลูกสวนเท่าในอดีต แต่การเริ่มปลูกต้นไม้ใครหลายคนมักเกิดจากความต้องการที่อยากมีสวนเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดการพยายามที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมในขนาดที่ดูแลง่ายๆ ไว้ที่หน้าบ้านตนเอง ซึ่งสวนกระถางเหล่านี้เราจะมักพบเจอได้อย่างชัดเจนในซอยขนาดเล็กๆ ในชุมชนเก่า หรือริมข้างทางที่มีพื้นที่เพียงพอให้เกิดการวางกระถางได้

และการดีไซน์สวนกระถางแบบนี้ก็เป็นค่านิยมเซอร์ๆ แบบไทยๆ ที่ทำตามกันมาโดยไม่ต้องพึ่ง Pinterest ด้วยวิธีการหยิบจับอะไรได้หรือซื้ออะไรได้แล้วนำมาประกอบเป็นสวน เช่น ถังสีเหลือใช้ ถังพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว กระถางดินเผา กระถางลายมังกรยอดนิยม พร็อพตุ๊กตาต่างๆ หรือบางคนก็นำชุดโต๊ะหินอ่อนวงกลมที่มีตารางหมากรุกมาวาง จนกลายเป็นห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน ผสมปนเปจนกลายสวนที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นสวนแบบ Informal แต่ก็มีความน่ารักน่าหยิก มีความขี้เล่น คล้ายกับการโดนคนน่ารักๆ มาหยอกแบบ Informal ด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ แต่ก็ทำให้อมยิ้มได้

ต้นไม้หน้าบ้าน กระถางต้นไม้

ซึ่งความ Informal น่ารักๆ ของสวนหน้าบ้านที่เกิดขึ้นกันเองแบบนี้ก็เกิดจากความชอบของใครของมัน ตามความคุ้นชินส่วนตัว นั่นทำให้เวลาเราเดินออกจากซอยเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ระหว่างทางนั้นถ้าเราสังเกตหน้าบ้านแต่ละหลังดีๆ แล้ว เราก็จะพบกับความวาไรตี้ของรูปแบบของสวนกระถางมากมาย คล้ายฉากที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับดนตรีในหูซึ่งฟังระหว่างไปทำงาน หรือแม้กระทั่งช่วยให้การนั่งวินมอเตอร์ไซค์จากหน้าหอมาปากซอยมีความสุนทรียะและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น และนี่ยังเป็นอีกมิติงานดีไซน์พื้นที่ไทยๆ ที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าผู้คนต่างได้ใช้รสนิยมความชื่นชอบของตนเอง ช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศให้คนอื่นที่ผ่านได้ชื่นชม

ในขณะเดียวกัน สวนกระถางหน้าบ้านแบบนี้อาจจะไปเกะกะขวางทางผู้อื่น และการวางกระถางต้นไม้หรือเก้าอี้บนทางเท้าหน้าที่พักอาศัยนั้นผิดกฎหมายพื้นที่สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แต่ด้วยคาแรกเตอร์ความไม่เป็นทางการของสวนกระถางเอง รวมถึงความที่คาแรกเตอร์นิสัยของคนไทยเองมีความไม่เป็นทางการเช่นจึงทำให้สเปซที่มีความอะลุ่มอล่วยกันเองๆ แบบนี้กระจายตัวไปทั่ว

ถึงแม้ว่าอาจจะดูย้อนแย้งในรูปแบบของการเกิดขึ้น และอาจทำให้บางคนไม่ชอบ แต่ถ้าเราเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีซอยลึกและเดินทางด้วยการเดินเท้า เราก็อาจจะสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมันโดยตรง และถ้าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของสวนกระถาง เราก็จะเข้าใจได้ว่าการมีสวนแบบนี้ถือเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อทดแทนสวนขนาดใหญ่ตามกลไกธรรมชาติของผู้คนเมือง โดยไม่ต้องรอภาครัฐมาสร้างสวนใหญ่ๆ ให้ รวมทั้งผมแอบมีความเชื่อว่าบ้านเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการใช้สวนขนาดใหญ่ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสวนกระถางขนาดเล็กๆ เหล่านี้ด้วยตัวมันเอง คือคำตอบของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของบ้านเมืองเราในรูปแบบที่จิ๋วแต่แจ๋ว หากเราเข้าใจสมดุลของกลไกการออกแบบพื้นที่สาธารณะของคนไทยจริงๆ

ต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้หน้าบ้าน

เพราะถ้าเรามีสวนเล็กๆ เหล่านี้ที่มีเชื่อมต่อกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ระบบนิเวศของธรรมชาติก็จะสามารถให้กลับมาในระบบของซอย ขยายไปเป็นระบบของย่าน กระทั่งขยายไปในระบบเมือง อีกทั้งข้อดีจากความเขียวสดชื่นของสวนกระถางเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่แสนดีที่คอยเชิญชวนทำให้คนอยากออกมานอกบ้านมากขึ้น ทำให้เกิดการพบปะพูดคุยของคนในชุมชน กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากออกมายืนเดินนั่งเล่น และแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้แก่กัน เป็นการผ่าตัดรักษาชุมชนให้กลับมาอบอุ่นและมีชีวิตอีกครั้งได้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ตัวกระถางต้นไม้เองต้องไม่สร้างปัญหาให้ทางสัญจรจนเกินไป

ถ้าเพลง กระถางดอกไม้ให้คุณ ของคาราบาวมีความหมายว่าอยากโยนกระถางใส่ศิลปินเพราะร้องเพลงไม่เพราะ เพลงที่ไม่มีเสียงจากสวนกระถางเล็กๆ ที่คอยช่วยบรรเลงกล่อมแก่ผู้คนในเมืองรื่นรมย์ จึงอาจมีชื่อว่า ‘กระถางต้นไม้ให้คุณ’

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมือร้อน คนมือเย็น หรือเป็นคนที่กำลังแอบชอบใครสักคนข้างบ้านจนมือเหงื่อออก ถ้าหน้าบ้านเรายังมีพื้นที่ว่างและไม่เกะกะใคร การเดินออกไปและแชร์กระถางต้นไม้ของเราเพิ่มไว้อีกสักต้นที่หน้าบ้าน เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านมาหรือคนข้างบ้านเห็นแล้วเกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิดหนึ่งก็น่าจะเป็นอะไรที่น่ารักดี

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการชื่นชมและรื่นรมย์สวนกระถางของเหล่าเพื่อนบ้านนะครับ

สวัสดีครับ

ต้นไม้ ต้นไม้

*สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ได้รับเกียรติจาก พี่ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทฉมา มาร่วมให้ลิสต์คำแนะนำพรรณไม้และวิธีการดูแลสวนกระถางหน้าบ้านของเราให้เหมาะสม ถือเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ไทยนะครับ โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้

 

พันธ์ไม้ที่เหมาะกับการปลูกหน้าบ้านได้แก่

  1. สมุนไพร ไม้กินได้ : สะระแหน่, กะเพรา, โหระพา, หญ้าหวาน  
  2. ไม้ดอกหอม : มะลิ, ราชาวดี, โมก, แก้ว  
  3. ไม้ดอกสีสัน : บานบุรี, พยับหมอก, ผกากรอง  
  4. ไม้เลื้อย : เล็บมือนาง, มะลิวัลย์, ลัดดาวัลย์  

 

วิธีการดูแลรักษาต้นไม้กระถาง  

  1. ควรตัดแต่งสม่ำเสมอเพื่อให้ดูสวยงามและยังคงออกดอก ช่วยไม่ให้ต้นโทรม  
  2. ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ทำให้มีอายุนานขึ้น  
  3. เปลี่ยนวัสดุดินในการปลูก ควรทำทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากสภาพดินปลูกในกระถางปริมาณแร่ธาตุจะน้อยลงเรื่อยๆจากการถูกน้ำชะล้าง  

 

*ขอขอบคุณข้อมูลทั้งในบทความและข้อแนะนำ – ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“ปล่อย ชีวิตจริงทิ้งไป วางไว้ข้างทาง…”

คือเนื้อท่อนแรกของเพลง Vacation Time ถ้าเดาทางภาษาเพลงแล้วก็คงหมายถึง เหนื่อยก็พัก เอาภาระแวะวางทิ้งไว้ข้างทางเสียก่อน

แต่…ถ้าเราจะต้องแวะพักรถข้างทางล่ะ

เมื่อหมุนเพลงปิดและเริ่มหันซ้ายจากหลังพวงมาลัยเพื่อหาที่พักรถริมทาง เราก็มักจะพบสีแดงคาดขาวห้ามจอดที่ถูกทาอยู่ริมฟุตปาทที่มีมากและไม่สัมพันธ์กับปริมาณพื้นที่ริมทางทั้งหมด

จนสุดทางแพตเทิร์นของเขตห้ามจอดแล้ว ตอนนั้นเราก็มักจะเจอวัตถุต้องสงสัยสักชิ้นวางเป็นอุปสรรคสุดท้ายในการแวะพักรถของเราเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้กั้น หรืออะไรใดๆ ซึ่งวัตถุนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน ก็จะเป็นของเจ้าของที่ตรงนั้นนี่แหละ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

หลายครั้งเราจำต้องขับรถเลยไปอีกเพื่อหาที่พักรถที่อื่น หรือไม่ก็ต้องแอบยกวัตถุนั้นเขยื้อนหรือยกหลบ ซึ่งถ้าเรารู้จักเจ้าของที่ตรงนั้นเราก็จะรอดไป

การจอดริมทางฟรีๆ ในบ้านเรา เพียงวางวัตถุใดๆ ลงไปที่ข้างทาง พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่จอดที่ฟรีไม่จริงในทันที เป็นฟรีพาร์กกิ้งแบบไทยๆ ที่…ห้ามจอด ห้ามพัก ห้ามลักหน้าบ้าน

จะว่าไปแล้ว การสร้างพื้นที่ให้เกิดสัญญะโดยไม่มีตัวอักษรว่า ตรงนี้ห้ามจอดนะครับ (ทำเสียงดุๆ) มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในเชิงการสร้างพื้นที่มากๆ ในรูปแบบหนึ่ง เพียงวางของลงไปที่หน้าบ้านเฉยๆ นั้น มันทำให้เรากลายเป็นเจ้าที่เจ้าของข้างทางได้ขนาดนี้เลยหรือ

มาลองดูสิว่าใน อาคิเต็ก-เจอ รอบนี้เราจะมาหาคำตอบอะไร จากการใช้พื้นที่ฟรีพาร์กกิ้งได้บ้างครับผม

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

 

ห้ามจอด ห้ามพัก..

ผมโตมาในบ้านพักตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ที่มีหน้ากว้างพียง 4 เมตร ความทรงจำวัยเด็กของผม ในบ้านจะมีรถ Toyota Corona ปี 1985 คันสีขาวสะอาดไร้รอย ข้างในเบาะทั้งหมดกรุด้วยผ้ากำมะหยี่ จอดเทียบชิดริมฝั่งขวาที่เว้นระยะชิดให้พอเปิดประตูคนขับออกมาได้

ในทุกครั้งที่จะต้องออกเดินทางไปโรงเรียนในยามเช้าตรู่ ผมจะงัวเงียเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบแท่งไม้ที่ทาด้วยสีขาวแดงสลับกัน ปลายด้ามปักไปที่ก้อนคอนกรีตตรงพื้นเท้า

ด้วยน้ำหนักที่แรงเด็กยกไม่ไหว แต่ด้วยก้อนคอนกรีตเองนั้นถูกฝนขอบกลมมน ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถจับปลายไม้กลิ้งก้อนคอนกรีตนั้นอย่างง่ายดาย จนขยับไม้นั้นออกไปจนได้

ทันใดนั้น เสียงสตาร์ทรถจากในบ้านก็ดังกระหึ่มไปทั้งซอย และแล้วแม่ก็ขับรถสีขาวคันนั้นพุ่งออกมาจากคูหาเล็กๆ เลี้ยวรถออกไปเทียบบนถนนสาธารณะแคบๆ ใกล้บ้าน

หลังจากนั้นผมก็จะกลิ้งไอ้เจ้าไม้นั้นกลับเข้าไปที่เดิม และก็วิ่งต้อยๆ ขึ้นรถไปโรงเรียนก่อนที่จะไปเข้าแถวสาย ซึ่งเมื่อไปถึงที่โรงเรียนแล้ว กิจกรรมแบบนี้ก็จะถูกทำซ้ำอีกรอบหนึ่ง ณ ที่ลานจอดที่โรงเรียนนี่เอง

ผมเคยถามแม่ว่า บ้านเรามีเจ้าไม้ห้ามจอดได้อย่างไร แม่ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า เห็นที่โรงเรียนเขามีใช้กันก็เลยอยากได้บ้าง เลยไปหาซื้อตาม

ในเมื่อเราต้องขับรถออกจากบ้าน หากใครมาแอบมาจอดขวางหน้าบ้านในตอนเช้า เราก็ไปโรงเรียนไม่ได้สิ แน่นอนว่าหากไม่ทำแบบนั้น ก็จะเกิดสถานการณ์ดราม่าในซอยแน่นอน และคำตอบจากแม่นั้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าไม้ที่หน้าบ้านเรากับที่โรงเรียนมันคือแบบเดียวกัน ทั้งการทาสีและขนาด (?!)

ซึ่งสมัยก่อนเวลาใครจะมาเที่ยวบ้าน ผมก็มักจะบอกว่าหน้าบ้านฉันหาไม่ยาก สังเกตได้จากไอ้เจ้าไม้สีขาวแดงนี่แหละ นี่คือสัญลักษณ์บ้านฉันเอง ญาติๆ เองที่มาที่บ้านก็จะรู้กัน เขาก็จะกล้ายกไอ้ไม้นั้นออก แล้วจอดรถตัวเองเทียบแบบสบายๆ แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักหรือเพื่อนบ้าน ที่จะไม่กล้ายกมันจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากพ่อหรือแม่ของผม

เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงแท่งไม้เล็กๆ อันเดียวนั้นสามารถสร้างอาณาเขตเชิงพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม้ขนาดความกว้างคูณยาวไม่เกิน 30×30 เซนติเมตร กลับมีความสามารถครอบครองพื้นที่ได้ถึง 12 ตารางเมตร หรือ 2.40×5.00 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่จอดรถมาตรฐาน

และแล้วผมก็มาพบในตอน ม.ปลาย ตอนติวความถนัดทางสถาปัตย์พื้นฐานอีกทีว่า ทฤษฎีการสร้างพื้นที่ว่างนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างระนาบผนังหรือก่อกำแพง เพียงเราสร้างจุดบางอย่างตามมุมพื้น หรือว่ายกพื้นมาสัก 10 เซนติเมตร หรือว่าการที่เราวางโต๊ะตัวหนึ่งไว้กลางที่โล่ง เราก็สามารถเห็นขอบเขตและกรอบการใช้งานพื้นที่ว่างขึ้นมาเองทันที เห็นว่าเก้าอี้จะต้องมีกี่ตัว คนยืนล้อมโต๊ะได้กี่คน จะต้องเว้นให้คนเดินตรงไหน โดยไม่ต้องสร้างผนังกำหนดอะไรเลย

ผมว่าไอ้ไม้สีขาวแดงหน้าผมกำลังทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่ที่ไร้ผนังอยู่นั่นเอง

กระทั่งผมเรียนจบสถาปัตย์จากมหา’ลัย ไอ้เจ้าไม้แท่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมหน้าบ้านของมันที่เคยเสียแล้ว รถคันใหม่ถูกจอดทับไปแทนมันที่หน้าบ้าน บ้านผมมีรถ 2 คัน ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เวลาต้องเอารถคันที่อยู่ในบ้านออกมาใช้ ต้องมีอีกคนเอารถอีกคันวิ่งออกตาม เวลาใครจะมาเที่ยวบ้านก็จะต้องเอารถหน้าบ้านขับวนไปจอดที่อื่นก่อน

เสมือนว่าไม้ห้ามจอดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ที่หน้าบ้านมาช้านาน กลับถูกแปรสภาพกลายเป็นพื้นที่ของที่จอดของรถคันหนึ่งจริงๆ ไปเสียอย่างนั้น

 

ห้ามลักหน้าบ้าน

เมื่อกลับมาดูว่าอะไรคือการห้ามจอดของบ้านเมืองเราจริงๆ แล้ว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หมวด 4 การหยุดรถและจอดรถ ได้มีมาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้หยุดขับขี่เป็นประเด็นไว้ 8 แบบลักษณะไว้ดังนี้

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง (2) บนทางเท้า (3) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (4) ในทางร่วมทางแยก (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ (6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ (7) ในเขตปลอดภัย (8) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

พอลองดูในทุกลักษณะข้อห้ามแล้ว มันก็จะมีหัวข้อ (6) ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกรณีการห้ามจอดบริเวณหน้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าของ และ (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการห้ามจอดด้วยที่กั้น เพียงแต่ว่าสำหรับในกฏหมายตัวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ในกรณีของเจ้าหน้าที่จราจรและในทางกฎอาคารจอดรถ

จริงๆ แล้วที่วางกั้นการฟรีพาร์กกิ้งแบบบ้านๆ นั้น อาจจะไม่ได้เข่าข่ายใดๆ เลย กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการพื้นถิ่นแบบนอกลู่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดพื้นที่หน้าบ้านจากรถใครก็ไม่รู้

จากปัจจัยการที่ต้องเอารถของตนออกมาจากบ้าน ในขณะที่พื้นที่ทางเท้าตามกฎหมายไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งในทางเทคนิคเราก็จะเห็นโดยทั่วกันว่าสามารถทำได้ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่แน่ชัดนัก

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการได้เห็นที่กั้นในการป้องกันการฟรีพาร์กกิ้งโดยทั่วไปแล้ว เราจะพบว่าวิธีออกแบบนั้นจะมีลักษณะเป็นการใช้อุปกรณ์มาประยุกต์ ซึ่งมีความค่อนข้างหลากหลายและมีความครีเอทีฟประมาณหนึ่ง

จากการที่ผมได้ไปสำรวจและสังเกตมา ทำให้เราแบ่งประเภทได้ ดังนี้

1. แท่งไม้หรือท่อ PVC ที่ด้านฐานหล่อเป็นก้อนคอนกรีตในถัง-รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะการกั้นที่จอดแบบเบสิก นอกจากดูเข้าใจง่ายว่าตรงนี้ห้ามจอด ด้วยตัวคอนกรีตก้อนที่ปลายพื้นเองค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้คนที่คิดจะมายกออกเมื่อมาจับยกแล้ว จะต้องคิดอีกทีว่าควรยกไหมเพราะมันหนัก ซึ่งวิธีการทำอาจจะดูเหมือนง่าย จริงๆ ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า การหล่อคอนกรีตก้อนหนึ่งนั้นไม่ง่าย แต่เราก็จะเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปเขาทำกันเองจริงๆ เยอะมาก (แบบขายสำเร็จรูปก็มีนะ)

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

2. แท่นกั้นประกอบแบบ DIY – เป็นที่กั้นอีกรูปแบบที่เจอบ่อยๆ โดยคาดว่าเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากข้อ 1. เพราะว่าจะเป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเอง เพียงว่าไม่ได้เลือกวัสดุเป็นคอนกรีต แต่จะเป็นการประกอบเศษไม้เหลือใช้หรือเศษเหล็กต่างๆ และนำสร้างหน้าที่ใหม่ที่ทรงคุณค่า

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

3. เก้าอี้ไม้หรือเก้าอี้พลาสติก – นอกจากเก้าอี้จะมีไว้นั่งแล้ว ทั้งเก้าอี้ไม้และเก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วอย่างตอนเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งในการสร้างพื้นที่ห้ามจอดเอง เราก็จะพบการใช้เก้าอี้พลาสติกนี่แหละบ่อยมากๆ เข้าใจได้ว่ามันเบาและก็ยกไปมาง่าย ตอนไหนไม่ให้จอดก็เอามานั่ง นึกใจดีตอนไหนก็ยกมันไปเก็บละกัน 

ป้ายห้ามจอด

4. อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด – ในเมื่อจาก 3 ข้อที่ผ่านมานั้นยากไป เราก็เอาของที่ใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละนำมาใช้ ไม่ว่าจะราวตากผ้า กระถางต้นไม้ ถังปี๊บ เศษไม้พาเลท ยางรถยนต์ หรืออะไรก็ได้ที่จะพอคิดออกละกัน

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

จากทั้งหมดที่ผมได้ออกไปสำรวจและเจอมานั้น เข้าใจได้ว่ารูปแบบเหล่านี้มักจะถูกพัฒนาและลอกเลียนวิธีการใช้งานมาจากพวกรั้วกั้นและกรวยจราจรนี่แหละครับ

แม้ว่าด้วยกรอบองค์ความรู้ของผมเองอาจไม่สามารถเคาะได้ว่าวิธีการใช้วัตถุกั้นรถเหล่านี้มีความชอบธรรมแค่ไหน และด้วยวัฒนธรรมรถยนต์ส่วนตัวของบ้านเราที่มีปริมาณมาก ก็คงไปสัมพันธ์กับเหตุของการเกิดขึ้นของพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้ทั่วบ้านเมืองของเรา

แต่ในเชิงรูปแบบการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมแล้ว นี่นับเป็นรูปแบบการใช้สเปซที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกของงานดีไซน์ที่ดีต่อใจของทุกฝ่าย ทั้งคนอยากจอดและคนที่ห้ามจอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งถกกันในหลากประเด็นเลยเชียว

สุดท้าย…ท้ายสุด ผมได้เจอบทคัดย่อจากผลงานภาพถ่ายศิลปะของ คุณอัครา นักทำนา ในผลงานภาพถ่ายชุด Landlords (เจ้าที่) ซึ่งเป็นผลงานตั้งคำถามในเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ผมตั้งไว้ ก็คือเรื่องการวางสิ่งของริมทางจนเป็นเจ้าที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นๆ

บทคัดย่อกล่าวไว้ว่า “การวางสิ่งของริมข้างทางในเมืองไทยสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเพียงออกไปตามริมถนน หรือในตรอกซอกซอย ตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามัญไปจนถึงสิ่งแปลกพิสดาร..เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘วัฒนธรรมแบบไทยไทย’ ที่สั่งสมกันมานานจนผนวกรวมเข้ากับวิถีชีวิตในทุกวันนี้ได้อย่างไร้ที่ติ หรือเป็นเงาสะท้อนถึงการใช้อำนาจแบบไทยไทยที่เริ่มต้นจากเข้ายึดพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ จนสามารถแผ่อำนาจเข้าครอบครองพื้นที่ราวกับเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง และท้ายที่สุดเจ้าของเดิมก็ยอมรับอำนาจนั้นอย่างไร้ถ้อยคำโต้แย้ง”

จริงแท้แล้ว พื้นที่ห้ามจอดด้วยการวางสิ่งของที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจไทยๆ ระดับท้องถิ่นประเภทหนึ่งนั่นเอง

ขอให้สามารถหาที่จอดพักรถได้รวดเร็วตามที่ต้องการ และได้ที่ร่มไม่ให้เบาะข้างในรถต้องตากแดดนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

บรรณานุกรม

https://car.kapook.com/view188677.html
http://www.akkaranaktamna.com/series/Landlord/
http://web.krisdika.go.th

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load