เคยมือเย็นกันไหมครับ

เช่นตอนที่เจอใครที่แอบชอบ เราใจสั่น หน้าแดง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่ามือกลับเย็นเฉียบสวนทางกับอุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนกว่าอากาศเดือนเมษายน ทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบอาการนี้ผ่าน Google เอาไว้ว่า เมื่อเราเขินใครคนนั้นแบบไม่ทันตั้งตัว สารอะดรีนาลีนจะถูกหลั่งออกมา ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนไป ทำให้มือของเราเย็น ถึงกระนั้นก็ตาม ความมือเย็นของชาวไทยหลายๆ คนกลับทำให้บ้านเมืองเราเย็นขึ้น

“บ้านหลังนี้เจ้าของมือเย็น” จะเป็นประโยคเบสิกที่เราจะได้ยินบ่อยๆ จากปากคำของชาวมือร้อน เวลาที่พวกเขา (เรา) เดินผ่านหน้าบ้านใครสักคน แล้วพบเจอกับความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่เบ่งบานงอกเงยออกมาจากกระถางดินเผาลายมังกรที่มักเรียงรายสะเปะสะปะไม่ตรงแถว ผสมด้วยต้นไม้ในกระถางพลาสติกสีน้ำตาลสลับกับสีดำน้อยใหญ่ บ้างแซมด้วยตุ๊กตาดินเผาเด็กยิ้มที่ยืนหลบหลังเอาไว้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนครับ อาการมือเย็นที่เล่าขณะนี้ไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องคำเปรียบเปรยถึงคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบใส่ใจกับการดูแลพืชพรรณ ปลูกอะไรก็งอกงาม กลายเป็น ‘สวนต้นไม้กระถางหน้าบ้าน’ ให้คนที่ผ่านไปมาให้ผู้คนได้รื่นรมย์

ทุกวันนี้ บ่อยครั้งเรามักให้ Pinterest ช่วยในการจินตนาการถึงพื้นที่ในแบบต่างๆ แต่จากการที่ผมได้ลองสำรวจไถ่ถามผู้คนหลากหลาย ทั้งมือร้อนและมือเย็น ทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า สวนกระถางหน้าบ้านดังที่ผมได้เกริ่นมาตอนแรก เป็นสเปซในเชิงภูมิสถาปัตยกรรมไทยๆ ที่เราสามารถจินตนาการพื้นที่เหล่านี้ออกได้ทันทีเมื่อเอ่ยถึงโดยไม่ต้องใช้ Pinterest ช่วยเหลือใดๆ ทว่าสวนแบบนี้กลับไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในโรงเรียนสถาปัตยกรรม และนี่ทำให้มือผมเหงื่อชุ่ม เพราะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ลองศึกษาเรื่องนี้มาเล่าในคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ตอนนี้ครับ

กระถางต้นไม้ ต้นไม้

ย้อนไปสมัยตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ มีวิชาดีไซน์ตัวหนึ่งที่บังคับให้เราต้องลงสำรวจชุมชนเก่าในเมือง เพื่อตั้งโจทย์ในการพัฒนาชุมชนนั้นๆ ในลักษณะการวางผังและภูมิสถาปัตย์ ซึ่งก่อนที่เราจะลงไปในพื้นที่ตรงนั้น อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งเดินมากำชับไว้ว่า “คุณต้องหา DNA ของสเปซตรงนั้นให้เจอก่อนนะ” ซึ่งพอเจอประโยคนี้ฟาดหน้าเข้าไป เพื่อนๆ หลายคนรวมทั้งผมเองนี่มึนหนักไปสองสามวัน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าคำว่า DNA ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันเกี่ยวอะไรตรงไหนกับสถาปัตยกรรม จนกระทั่งเมื่อผมได้เริ่มเอาเท้าลงไปเหยียบบนพื้นที่ในชุมชนจริงๆ และเดินผ่านทะลุตรอกซอกซอยเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างเข้มข้นละเอียดถี่ถ้วน แล้วผมก็ค้นพบกับตัวว่า ผมไม่ได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอกให้หามากขึ้นแต่อย่างใดเลย (ซะงั้น)

จนกระทั่ง (อีกรอบ) เมื่อผมได้พรีเซนต์ข้อมูลวิชานี้แก่เหล่าคณะอาจารย์ แน่นอนว่าโดนเชือดไปตามระเบียบ แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์ก็ยอมใบ้เรื่อง DNA แบบลูบหลังไว้ว่า “ก็เหมือนลักษณะที่คนเอาราวแขวนเสื้อมาไว้ตากผ้าหน้าบ้าน เพราะในบ้านไม่มีที่ตากผ้านั่นแหละ” เมื่อสิ้นสุดคำใบ้นั้นก็บรรลุผล เพราะมันทำให้ผมได้ร้องอ๋อและเก็ตไอเดียของ DNA ที่ว่า ก็คือ ‘ลักษณะของสเปซที่เกิดขึ้นเองโดยกลไกธรรมชาติของเมืองหรือชุมชนนั้นๆ’ และสวนกระถางต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นหนึ่งใน DNA ของสเปซแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากในรูปแบบคล้ายๆ กัน

ในมุมของภูมิสถาปัตยกรรม การปรากฏของสวนกระถางเหล่านี้ที่เราเห็นในปัจจุบันค่อนข้างสะท้อนวัฒนธรรมสวนแบบไทยตั้งแต่ในอดีตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เพราะรูปแบบสวนแบบนี้มีวิวัฒนาการจากการปลูกพรรณไม้ใส่กระถางไว้ที่ชานบ้านเรือนไทยในอดีต เหมือนที่เราเห็นในภพของละครออเจ้าอันเป็นฉากหลังของแม่การะเกด ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่ไม้ดัด สวนไม้ดอก หรือไม้สวนครัวต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำครัวเรือน แถมสวนกระถางยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสวนในลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำท่วมถึง เพราะการปลูกต้นไม้ในกระถางบนเรือนทำได้สะดวกกว่าปลูกในดินบนพื้นที่ต่ำและจมน้ำ

จวบจนปัจจุบันค่านิยมการปลูกสวนลงในกระถางก็ยังมีสืบต่อกันมาให้เห็นอยู่ในเมืองที่พื้นที่อาศัยนั้นแคบลง ทั้งฟอร์มที่เกิดจากรูปทรงกระถางรวมถึงพรรณไม้ต่างๆ แม้ว่าจะคนเมืองในปัจจุบันอาจจะไม่ได้มีความรู้ในเชิงการปลูกสวนเท่าในอดีต แต่การเริ่มปลูกต้นไม้ใครหลายคนมักเกิดจากความต้องการที่อยากมีสวนเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดการพยายามที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมในขนาดที่ดูแลง่ายๆ ไว้ที่หน้าบ้านตนเอง ซึ่งสวนกระถางเหล่านี้เราจะมักพบเจอได้อย่างชัดเจนในซอยขนาดเล็กๆ ในชุมชนเก่า หรือริมข้างทางที่มีพื้นที่เพียงพอให้เกิดการวางกระถางได้

และการดีไซน์สวนกระถางแบบนี้ก็เป็นค่านิยมเซอร์ๆ แบบไทยๆ ที่ทำตามกันมาโดยไม่ต้องพึ่ง Pinterest ด้วยวิธีการหยิบจับอะไรได้หรือซื้ออะไรได้แล้วนำมาประกอบเป็นสวน เช่น ถังสีเหลือใช้ ถังพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว กระถางดินเผา กระถางลายมังกรยอดนิยม พร็อพตุ๊กตาต่างๆ หรือบางคนก็นำชุดโต๊ะหินอ่อนวงกลมที่มีตารางหมากรุกมาวาง จนกลายเป็นห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน ผสมปนเปจนกลายสวนที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นสวนแบบ Informal แต่ก็มีความน่ารักน่าหยิก มีความขี้เล่น คล้ายกับการโดนคนน่ารักๆ มาหยอกแบบ Informal ด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ แต่ก็ทำให้อมยิ้มได้

ต้นไม้หน้าบ้าน กระถางต้นไม้

ซึ่งความ Informal น่ารักๆ ของสวนหน้าบ้านที่เกิดขึ้นกันเองแบบนี้ก็เกิดจากความชอบของใครของมัน ตามความคุ้นชินส่วนตัว นั่นทำให้เวลาเราเดินออกจากซอยเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ระหว่างทางนั้นถ้าเราสังเกตหน้าบ้านแต่ละหลังดีๆ แล้ว เราก็จะพบกับความวาไรตี้ของรูปแบบของสวนกระถางมากมาย คล้ายฉากที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับดนตรีในหูซึ่งฟังระหว่างไปทำงาน หรือแม้กระทั่งช่วยให้การนั่งวินมอเตอร์ไซค์จากหน้าหอมาปากซอยมีความสุนทรียะและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น และนี่ยังเป็นอีกมิติงานดีไซน์พื้นที่ไทยๆ ที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าผู้คนต่างได้ใช้รสนิยมความชื่นชอบของตนเอง ช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศให้คนอื่นที่ผ่านได้ชื่นชม

ในขณะเดียวกัน สวนกระถางหน้าบ้านแบบนี้อาจจะไปเกะกะขวางทางผู้อื่น และการวางกระถางต้นไม้หรือเก้าอี้บนทางเท้าหน้าที่พักอาศัยนั้นผิดกฎหมายพื้นที่สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แต่ด้วยคาแรกเตอร์ความไม่เป็นทางการของสวนกระถางเอง รวมถึงความที่คาแรกเตอร์นิสัยของคนไทยเองมีความไม่เป็นทางการเช่นจึงทำให้สเปซที่มีความอะลุ่มอล่วยกันเองๆ แบบนี้กระจายตัวไปทั่ว

ถึงแม้ว่าอาจจะดูย้อนแย้งในรูปแบบของการเกิดขึ้น และอาจทำให้บางคนไม่ชอบ แต่ถ้าเราเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีซอยลึกและเดินทางด้วยการเดินเท้า เราก็อาจจะสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมันโดยตรง และถ้าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของสวนกระถาง เราก็จะเข้าใจได้ว่าการมีสวนแบบนี้ถือเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อทดแทนสวนขนาดใหญ่ตามกลไกธรรมชาติของผู้คนเมือง โดยไม่ต้องรอภาครัฐมาสร้างสวนใหญ่ๆ ให้ รวมทั้งผมแอบมีความเชื่อว่าบ้านเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการใช้สวนขนาดใหญ่ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสวนกระถางขนาดเล็กๆ เหล่านี้ด้วยตัวมันเอง คือคำตอบของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของบ้านเมืองเราในรูปแบบที่จิ๋วแต่แจ๋ว หากเราเข้าใจสมดุลของกลไกการออกแบบพื้นที่สาธารณะของคนไทยจริงๆ

ต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้หน้าบ้าน

เพราะถ้าเรามีสวนเล็กๆ เหล่านี้ที่มีเชื่อมต่อกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ระบบนิเวศของธรรมชาติก็จะสามารถให้กลับมาในระบบของซอย ขยายไปเป็นระบบของย่าน กระทั่งขยายไปในระบบเมือง อีกทั้งข้อดีจากความเขียวสดชื่นของสวนกระถางเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่แสนดีที่คอยเชิญชวนทำให้คนอยากออกมานอกบ้านมากขึ้น ทำให้เกิดการพบปะพูดคุยของคนในชุมชน กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากออกมายืนเดินนั่งเล่น และแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้แก่กัน เป็นการผ่าตัดรักษาชุมชนให้กลับมาอบอุ่นและมีชีวิตอีกครั้งได้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ตัวกระถางต้นไม้เองต้องไม่สร้างปัญหาให้ทางสัญจรจนเกินไป

ถ้าเพลง กระถางดอกไม้ให้คุณ ของคาราบาวมีความหมายว่าอยากโยนกระถางใส่ศิลปินเพราะร้องเพลงไม่เพราะ เพลงที่ไม่มีเสียงจากสวนกระถางเล็กๆ ที่คอยช่วยบรรเลงกล่อมแก่ผู้คนในเมืองรื่นรมย์ จึงอาจมีชื่อว่า ‘กระถางต้นไม้ให้คุณ’

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมือร้อน คนมือเย็น หรือเป็นคนที่กำลังแอบชอบใครสักคนข้างบ้านจนมือเหงื่อออก ถ้าหน้าบ้านเรายังมีพื้นที่ว่างและไม่เกะกะใคร การเดินออกไปและแชร์กระถางต้นไม้ของเราเพิ่มไว้อีกสักต้นที่หน้าบ้าน เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านมาหรือคนข้างบ้านเห็นแล้วเกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิดหนึ่งก็น่าจะเป็นอะไรที่น่ารักดี

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการชื่นชมและรื่นรมย์สวนกระถางของเหล่าเพื่อนบ้านนะครับ

สวัสดีครับ

ต้นไม้ ต้นไม้

*สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ได้รับเกียรติจาก พี่ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทฉมา มาร่วมให้ลิสต์คำแนะนำพรรณไม้และวิธีการดูแลสวนกระถางหน้าบ้านของเราให้เหมาะสม ถือเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ไทยนะครับ โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้

 

พันธ์ไม้ที่เหมาะกับการปลูกหน้าบ้านได้แก่

  1. สมุนไพร ไม้กินได้ : สะระแหน่, กะเพรา, โหระพา, หญ้าหวาน  
  2. ไม้ดอกหอม : มะลิ, ราชาวดี, โมก, แก้ว  
  3. ไม้ดอกสีสัน : บานบุรี, พยับหมอก, ผกากรอง  
  4. ไม้เลื้อย : เล็บมือนาง, มะลิวัลย์, ลัดดาวัลย์  

 

วิธีการดูแลรักษาต้นไม้กระถาง  

  1. ควรตัดแต่งสม่ำเสมอเพื่อให้ดูสวยงามและยังคงออกดอก ช่วยไม่ให้ต้นโทรม  
  2. ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ทำให้มีอายุนานขึ้น  
  3. เปลี่ยนวัสดุดินในการปลูก ควรทำทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากสภาพดินปลูกในกระถางปริมาณแร่ธาตุจะน้อยลงเรื่อยๆจากการถูกน้ำชะล้าง  

 

*ขอขอบคุณข้อมูลทั้งในบทความและข้อแนะนำ – ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

หากการให้เวลา ‘คอย’ ให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิต คนที่เข้ากับเราได้ เพียงแค่มองตาก็รู้ใจ และสัมผัสได้ว่าเขาคนนั้นคือคนที่ ‘ใช่’ สำหรับเรา เป็นหนึ่งในกระบวนการของความรักที่สวยงาม และคุ้มค่าสมราคาแก่ได้การรอคอยคนที่ใช่ คนบางคนกลับใช้เวลารอคอยคนที่ใช่ไม่นานนัก

“ถ้าเป็นช่วงเช้าผมใช้เวลารอคนนึงประมาณ 10 – 15 นาทีครับ”

คือคำตอบเรื่องประสบการณ์ของการรอคนที่ใช่ของ พี่ประจักษ์ วินมอเตอร์ไซค์หมายเลข 7 หน้าสถานที่ราชการแห่งหนึ่งในเขตพญาไท แน่นอนว่าการรอคอยคนที่ใช่ของพี่ประจักษ์ คือผู้โดยสารซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขาไปยังจุดที่ปักหมุดหมายไว้ด้วยเวลาที่น้อยที่สุด โดยสถิติแล้ว จำนวนผู้ใช้บริการพี่ประจักษ์ในแต่ละวันมีถึงร้อยกว่าคนเลยทีเดียว

“ช่วงบ่ายๆ จะรอนานหน่อยนะ กว่าคนจะมาเรียกก็เกือบๆ 30 นาที วิ่งเสร็จก็กลับมานั่งรอคิวต่อที่เก้าอี้ตรงนี้ ก็นั่งคุยสัพเพเหระกับเพื่อนไป ไม่ก็นั่งกินข้าวรอคนมาเรียกเราไปทำงานต่อนี่แหละครับ”

พี่ประจักษ์เล่าต่อถึงกิจกรรมระหว่างรอทำงาน พลางจิบน้ำที่ตักจากกระติกพลาสติกสีน้ำเงินขนาดใหญ่ข้างๆ กาย ในบริบทสบายๆ บนเก้าอี้ม้านั่งไม้เก่าๆ ภายใต้เงาของร่มสนามสีฉูดฉาดเข้ากับสีเสื้อกั๊กวิน ที่เรียงตัวเป็นแถวขนานไปกับแนวมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ริมฟุตปาท เพื่อนวินมอเตอร์ไซค์บางคนนอนไกวเปลที่แขวนกับต้นไม้ข้างๆ บางคนกำลังแกะกับข้าวถุงใหญ่ใส่จานข้าว (หยิบจานมาจากไหนไม่รู้) เพื่อเอามานั่งกิน ทุกอย่างดูคล้ายเป็นช่วงเวลาพักกลางวันในห้องนั่งเล่นของออฟฟิศสักแห่ง ที่กลมกลืนแต่เกะกะไปกับฟุตปาทริมทาง

บรรยากาศแนวนี้เป็นภาพที่เราเจอบ่อยๆ แต่อาจไม่ได้ตั้งข้อสังเกต สำหรับเรา พื้นที่ซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์แบบนี้เป็นรูปแบบพื้นที่สถาปัตย์แปลกๆ ของคนไทย น่าสนใจและน่ากล่าวถึงพอๆ กับเรื่องของความรัก

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตย์ในรูปแบบธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ มีคำว่า ‘โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space)’  หรือพื้นที่เอาไว้นั่งทำงานที่ไม่ใช่ร้านกาแฟ แต่ก็ไม่ใช่ออฟฟิศที่เป็นกิจจะลักษณะ มักมีความเอกเขนก มีลูกเล่นทางการออกแบบ คล้ายเป็นห้องนั่งเล่นที่นั่งทำงานรวมกับคนแปลกหน้าได้ เหมาะสำหรับเหล่าฟรีแลนซ์สมัยใหม่ที่หมุนเวียนมาใช้พื้นที่แบบนี้ นั่งทำงานตามเวลาที่ตัวเองสะดวก เดี๋ยวนี้ไม่ว่าลูกค้าจะจ้างออกแบบสถาปัตย์เชิงพาณิชย์อะไรก็ตามแต่ นอกจากร้านกาแฟที่นิยมแล้ว ก็จะมีโคเวิร์กกิ้งสเปซพ่วงตามมาด้วย เพื่อเป็นจุดขายของโครงการ

แต่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ ดูจะมีจำนวนมากกว่า

พื้นที่นั่งคอยลูกค้าเรียกไปทำงานของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นอาชีพฟรีแลนซ์เช่นกัน ที่เราเห็นตามปากซอยออกแบบโดยพี่วินเหล่านั้น ถือเป็นงานอินทีเรียดีไซน์กลางแจ้ง ที่จัดสรรสพื้นที่บนทางเท้าให้กลายเป็นห้องนั่งเล่นเพื่อรอลูกค้า ซึ่งเป็นที่ที่เรากำลังนั่งคุยกับพี่ประจักษ์แบบสบายๆ นั่นเอง

“เก้าอี้ไม้ที่น้องนั่งอยู่เนี่ย พวกพี่ออกเงินแล้วช่วยกันทำเอง ยกมาวางเองเลยนะ ร่มสนามพวกนี้ก็ไปช่วยๆ กันหามา พอแดดมาจะได้หลบ ฝนตกก็จะได้กันฝนทั้งเราเองและลูกค้าที่มารอ” พี่ประจักษ์เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของเฟอร์นิเจอร์รอบตัวเขา พร้อมชี้ไปที่พื้นที่นั่งของม้านั่ง ให้เห็นว่ามีการพ่นสีคัดลายเป็นตัวหนังสือว่า “วินหน้ากรมสถานที่ราชการxxx” อย่างชัดเจน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพื้นที่บริเวณนี้แบบแมนๆ

การออกแบบพื้นที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ทั่วไป นอกจากจะให้ความสำคัญกับที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ และพื้นที่แขวนป้ายเลขคิวที่ต้องมี ปัจจัยอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็สำคัญ เช่น เก้าอี้พลาสติกที่เอาไว้นั่งคอย (บางวินยกโซฟามาเลย) กระติกน้ำรวมขนาดใหญ่ไว้แบ่งกันจิบน้ำเย็นดับกระหาย กระทั่งพวกสื่อโสตทัศนูปกรณ์ ตั้งแต่วิทยุ เครื่องเสียง โทรทัศน์ ที่มักขาดไม่ได้ก็คือแผ่นเกมกระดานหมากรุก เอาไว้สร้างความผ่อนคลายให้เหล่านักบิดระหว่างคอยเวิร์กกิ้ง เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นจริงๆ

“แต่ละวินมีข้าวของแตกต่างกันนะ แล้วแต่วินนั้นจะตกลงกัน บางวินเอาเตาแก๊สมาตั้งไว้เผื่อหุงอาหารกันเอง กินเสร็จก็เก็บให้เรียบร้อยไม่ให้หาย อย่างวินถัดไปนี่ลงทุนมาก พวกเขาลงเงินรวมกันสร้างซุ้มที่มีกันสาดยาว เอาไว้ให้ลูกค้าหลบแดดหลบฝนระหว่างยืนต่อคิว พวกพี่คำนึงถึงลูกค้าก่อนเสมอนะ แต่วินพี่เงินไม่เยอะเลยได้แค่ร่มสนามก่อน (หัวเราะ)” เราสังเกตเห็นว่าพี่วินในซุ้มวินถัดไป กำลังเอาหม้อดินมาตั้ง เอาผักเอาหมูที่ซื้อมาวางบนเก้าอี้พลาสติก เตรียมจะมาทำจิ้มจุ่มกัน พร้อมกับเริ่มจุดไฟจากถ่านควันโขมง เหมือนที่ตรงนั้นกำลังกลายเป็นห้องครัวซะงั้น!?

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ช่วงเวลานั้นเรานึกถึงวลีคำว่า ‘Form follows function’ ที่มีความหมายว่า รูปทรงของงานสถาปัตยกรรมจำต้องคล้อยตามประโยชน์ใช้สอยเสียก่อน ของ หลุยส์ ซัลลิแวน สถาปนิกชาวอเมริกัน บิดาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เมื่อปี 1947 แต่คอยเวิร์กกิ้งสเปซเหมือนจะใช้ทฤษฎีที่กลับหัวกลับหาง โดยที่ form ไม่ follow function และ function ก็ไม่ follow อะไรเลย… กล่าวได้ว่า ที่ตรงริมฟุตปาทตรงนี้จะเป็นห้องอะไรก็ได้แล้วแต่ความต้องการของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ หาจำเป็นต้องมีทฤษฎีการออกแบบ ไม่อาจคล้ายเรื่องความรัก บางครั้งอาจไม่ต้องรอทฤษฎีเข้ามากำหนดให้ยุ่งยาก

เพื่อนสถาปนิกคนหนึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า พื้นที่ซุ้มของเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์นิยามในเชิงวิชาการได้ว่า ‘ปรากฏการณ์สถาปัตยกรรมปรสิตในพื้นที่เมือง’ อาจฟังดูแล้วรู้สึกน่าขนลุกขนพอง แต่การนิยามด้วยคำนี้ค่อนข้างอธิบายอาการของซุ้มพี่วินได้ชัดเจน หากริมถนนฟุตปาทหรือซอกหลืบเสาไฟฟ้ามุมตึกแห่งใดโดนซุ้มพี่วินมอเตอร์ไซค์เข้าไปจับจอง พื้นที่ตรงนั้นจะถูกปรับกลายเป็นห้องนั่งคอยลูกค้า ที่มีรูปแบบสอดคล้องตามสภาพพื้นที่ตรงนั้น มักใช้ของรอบตัวแบบง่ายๆ เพื่อเข้ามาจัดวางตกแต่ง คล้ายว่าพื้นที่ริมถนนถูกปรสิตเกาะทำให้กลายสภาพ

เราเคยเห็นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์หนึ่ง เอาท่อนไม้หนาๆ มามัดลวดยึดไว้กับเสาไฟ 2 ต้น เพื่อเป็นม้านั่งยาวๆ หรือว่าเคยเห็นซุ้มวินที่ถือโอกาสใช้รั้วเตี้ยๆ ของอาคารริมถนนเป็นที่แขวนหมวกกันน็อกและเสื้อวิน กลายเป็นตู้เสื้อผ้าสาธารณะ ถ้าลองสังเกตดีๆ แล้ว เราจะเห็นความคิดสร้างสรรค์แบบไทยๆ ที่สะท้อนอยู่ในการจัดแจงออกแบบห้องนั่งเล่นกันเองในแต่ละซุ้ม พี่วินพิสูจน์ให้เราเห็นว่าห้องนั่งเล่นไม่จำเป็นมีผนังหรือกำแพงกั้นก็ได้ วิธีคิดเหล่านี้นักออกแบบอาจไม่สามารถคิดได้เลย หากได้รับโจทย์ให้ปรับปรุงพื้นที่ริมถนนให้กลายเป็นห้องนั่งเล่น (อันนี้พูดจริงนะ)

“การที่พวกพี่เอาเก้าอี้มาวางบนที่สาธารณะแบบนี้ตามกฎหมายถือว่าผิดนะ คนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้หรอก…” พี่ประจักษ์กล่าวถึงความเป็นจริงที่พวกเขาได้เข้าไปแทรกแซงพื้นที่สาธารณะ พร้อมกล่าวต่อว่า

“แต่น้องจะเห็นว่ารอบๆ วินพี่สะอาดมากนะ พวกพี่เจรจาข้อแลกเปลี่ยนกับทาง กทม. ว่า เดี๋ยวพวกพี่จะดูแลความเรียบร้อยบริเวณนี้เอง ทั้งเรื่องขยะและเรื่องคน” เป็นข้อแลกเปลี่ยนแบบไทยๆ กับภาครัฐ เพื่อการดำรงอยู่ของคอยเวิร์กกิ้งสเปซแบบนี้ เราก็เห็นว่าซุ้มวินของพี่ประจักษ์ก็มีความสะอาดสะอ้านเลยทีเดียว โดยเฉพาะเก้าอี้หินอ่อนนี่ยังขาวสะอาดตามากๆ และมีถุงขยะและไม้กวาดแขวนเป็นเรื่องเป็นราว

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

หากความรักเปรียบคือการดูแลเอาใจใส่ ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์กำลังกระทำอยู่เป็นเหมือนความรักที่มีต่อพื้นที่ของเมืองด้วย ถึงแม้ว่าบางคนมองว่าการที่เวลาซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ไปตั้งที่ไหน ก็จะดูวุ่นวายไม่มีระเบียบเรียบร้อย ทำลายทัศนียภาพของฟุตปาทไป แต่สำหรับเราการที่มีซุ้มวินมอเตอร์ไซค์แบบพี่ประจักษ์ กลับทำให้เมืองแบบบ้านเรามีความสมบูรณ์และมีสีสันขึ้น เพราะช่วยลดช่องว่างของพื้นที่เมืองที่ไม่ปลอดภัย จุดไหนที่ค่อนข้างอับสายตา อันตราย หากมีซุ้มวินเข้าไปเกาะ ตรงนั้นจะมีความปลอดภัยขึ้นทันที เพราะมีกลุ่มคนเข้าไปนั่งเฝ้าเกือบทั้งวัน เป็นกลไกการดูแลเมืองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“ถ้าซุ้มวินพวกพี่ไปขวางทางเดินอะไรยังไง ก็ขออภัยนะครับ แต่อาชีพแบบพี่ยังไงก็ต้องมีที่นั่งรอลูกค้าแบบนี้แหละ” พี่ประจักษ์กล่าว ก่อนที่คำถามของเรากำลังหมดลง ไม่นานนักก็ถึงคิววิ่งรถมอเตอร์ไซค์ของพี่ประจักษ์ พี่แกก็วิ่งไปกระโดดคร่อมรถเครื่องคู่ใจ เพื่อบิดไปส่งลูกค้า ขณะที่ตัวพี่ประจักษ์ไปออกรอบ แน่นอนว่า ห้องนั่งเล่นริมฟุตปาทรอคอยพี่ประจักษ์กลับมาใช้งานนั่งคอยลูกค้าคนต่อไป  

แม้บางเวลาเราอาจไม่เห็นตัวเหล่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีร่องรอยของซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ ทั้งเก้าอี้และของใช้จิปาถะทั้งหลายเหลือไว้ให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เห็นโซ่คล้องข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ด้วย สิ่งเหล่านี้เหล่านี้แสดงให้เห็นการใช้งานทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะตรงนี้ถูกใช้งานจริง ด้วยกลุ่มคนที่คอยให้บริการเพื่อแก้ปัญหาการเดินทาง ดังนั้นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์อาจถือว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากกลไกของการพัฒนาเมืองแท้ทรูเลยล่ะ

หากวันใดวันนึง เราได้นัดใครสักคนที่เราคิดว่าใช่ แล้วไม่อยากให้เขาต้องรอคอยนาน เราขอแนะนำให้รีบเดินไปที่ ‘คอยเวิร์กกิ้งสเปซ’ แล้วใช้บริการพี่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทางตามเสียงหัวใจ ไปหาเธอคนนั้นที่ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายๆ ในเมืองที่โคตรวุ่นวายแห่งนี้

ขอให้มีความสุขกับการซ้อนมอเตอร์ไซค์ครับ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

คอยเวิร์กกิ้งสเปซ

ขอขอบคุณ: ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load