เคยมือเย็นกันไหมครับ

เช่นตอนที่เจอใครที่แอบชอบ เราใจสั่น หน้าแดง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่ามือกลับเย็นเฉียบสวนทางกับอุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนกว่าอากาศเดือนเมษายน ทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบอาการนี้ผ่าน Google เอาไว้ว่า เมื่อเราเขินใครคนนั้นแบบไม่ทันตั้งตัว สารอะดรีนาลีนจะถูกหลั่งออกมา ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนไป ทำให้มือของเราเย็น ถึงกระนั้นก็ตาม ความมือเย็นของชาวไทยหลายๆ คนกลับทำให้บ้านเมืองเราเย็นขึ้น

“บ้านหลังนี้เจ้าของมือเย็น” จะเป็นประโยคเบสิกที่เราจะได้ยินบ่อยๆ จากปากคำของชาวมือร้อน เวลาที่พวกเขา (เรา) เดินผ่านหน้าบ้านใครสักคน แล้วพบเจอกับความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่เบ่งบานงอกเงยออกมาจากกระถางดินเผาลายมังกรที่มักเรียงรายสะเปะสะปะไม่ตรงแถว ผสมด้วยต้นไม้ในกระถางพลาสติกสีน้ำตาลสลับกับสีดำน้อยใหญ่ บ้างแซมด้วยตุ๊กตาดินเผาเด็กยิ้มที่ยืนหลบหลังเอาไว้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนครับ อาการมือเย็นที่เล่าขณะนี้ไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องคำเปรียบเปรยถึงคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบใส่ใจกับการดูแลพืชพรรณ ปลูกอะไรก็งอกงาม กลายเป็น ‘สวนต้นไม้กระถางหน้าบ้าน’ ให้คนที่ผ่านไปมาให้ผู้คนได้รื่นรมย์

ทุกวันนี้ บ่อยครั้งเรามักให้ Pinterest ช่วยในการจินตนาการถึงพื้นที่ในแบบต่างๆ แต่จากการที่ผมได้ลองสำรวจไถ่ถามผู้คนหลากหลาย ทั้งมือร้อนและมือเย็น ทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า สวนกระถางหน้าบ้านดังที่ผมได้เกริ่นมาตอนแรก เป็นสเปซในเชิงภูมิสถาปัตยกรรมไทยๆ ที่เราสามารถจินตนาการพื้นที่เหล่านี้ออกได้ทันทีเมื่อเอ่ยถึงโดยไม่ต้องใช้ Pinterest ช่วยเหลือใดๆ ทว่าสวนแบบนี้กลับไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในโรงเรียนสถาปัตยกรรม และนี่ทำให้มือผมเหงื่อชุ่ม เพราะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ลองศึกษาเรื่องนี้มาเล่าในคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ตอนนี้ครับ

กระถางต้นไม้ ต้นไม้

ย้อนไปสมัยตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ มีวิชาดีไซน์ตัวหนึ่งที่บังคับให้เราต้องลงสำรวจชุมชนเก่าในเมือง เพื่อตั้งโจทย์ในการพัฒนาชุมชนนั้นๆ ในลักษณะการวางผังและภูมิสถาปัตย์ ซึ่งก่อนที่เราจะลงไปในพื้นที่ตรงนั้น อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งเดินมากำชับไว้ว่า “คุณต้องหา DNA ของสเปซตรงนั้นให้เจอก่อนนะ” ซึ่งพอเจอประโยคนี้ฟาดหน้าเข้าไป เพื่อนๆ หลายคนรวมทั้งผมเองนี่มึนหนักไปสองสามวัน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าคำว่า DNA ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันเกี่ยวอะไรตรงไหนกับสถาปัตยกรรม จนกระทั่งเมื่อผมได้เริ่มเอาเท้าลงไปเหยียบบนพื้นที่ในชุมชนจริงๆ และเดินผ่านทะลุตรอกซอกซอยเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างเข้มข้นละเอียดถี่ถ้วน แล้วผมก็ค้นพบกับตัวว่า ผมไม่ได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอกให้หามากขึ้นแต่อย่างใดเลย (ซะงั้น)

จนกระทั่ง (อีกรอบ) เมื่อผมได้พรีเซนต์ข้อมูลวิชานี้แก่เหล่าคณะอาจารย์ แน่นอนว่าโดนเชือดไปตามระเบียบ แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์ก็ยอมใบ้เรื่อง DNA แบบลูบหลังไว้ว่า “ก็เหมือนลักษณะที่คนเอาราวแขวนเสื้อมาไว้ตากผ้าหน้าบ้าน เพราะในบ้านไม่มีที่ตากผ้านั่นแหละ” เมื่อสิ้นสุดคำใบ้นั้นก็บรรลุผล เพราะมันทำให้ผมได้ร้องอ๋อและเก็ตไอเดียของ DNA ที่ว่า ก็คือ ‘ลักษณะของสเปซที่เกิดขึ้นเองโดยกลไกธรรมชาติของเมืองหรือชุมชนนั้นๆ’ และสวนกระถางต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นหนึ่งใน DNA ของสเปซแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากในรูปแบบคล้ายๆ กัน

ในมุมของภูมิสถาปัตยกรรม การปรากฏของสวนกระถางเหล่านี้ที่เราเห็นในปัจจุบันค่อนข้างสะท้อนวัฒนธรรมสวนแบบไทยตั้งแต่ในอดีตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เพราะรูปแบบสวนแบบนี้มีวิวัฒนาการจากการปลูกพรรณไม้ใส่กระถางไว้ที่ชานบ้านเรือนไทยในอดีต เหมือนที่เราเห็นในภพของละครออเจ้าอันเป็นฉากหลังของแม่การะเกด ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่ไม้ดัด สวนไม้ดอก หรือไม้สวนครัวต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำครัวเรือน แถมสวนกระถางยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสวนในลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำท่วมถึง เพราะการปลูกต้นไม้ในกระถางบนเรือนทำได้สะดวกกว่าปลูกในดินบนพื้นที่ต่ำและจมน้ำ

จวบจนปัจจุบันค่านิยมการปลูกสวนลงในกระถางก็ยังมีสืบต่อกันมาให้เห็นอยู่ในเมืองที่พื้นที่อาศัยนั้นแคบลง ทั้งฟอร์มที่เกิดจากรูปทรงกระถางรวมถึงพรรณไม้ต่างๆ แม้ว่าจะคนเมืองในปัจจุบันอาจจะไม่ได้มีความรู้ในเชิงการปลูกสวนเท่าในอดีต แต่การเริ่มปลูกต้นไม้ใครหลายคนมักเกิดจากความต้องการที่อยากมีสวนเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดการพยายามที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมในขนาดที่ดูแลง่ายๆ ไว้ที่หน้าบ้านตนเอง ซึ่งสวนกระถางเหล่านี้เราจะมักพบเจอได้อย่างชัดเจนในซอยขนาดเล็กๆ ในชุมชนเก่า หรือริมข้างทางที่มีพื้นที่เพียงพอให้เกิดการวางกระถางได้

และการดีไซน์สวนกระถางแบบนี้ก็เป็นค่านิยมเซอร์ๆ แบบไทยๆ ที่ทำตามกันมาโดยไม่ต้องพึ่ง Pinterest ด้วยวิธีการหยิบจับอะไรได้หรือซื้ออะไรได้แล้วนำมาประกอบเป็นสวน เช่น ถังสีเหลือใช้ ถังพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว กระถางดินเผา กระถางลายมังกรยอดนิยม พร็อพตุ๊กตาต่างๆ หรือบางคนก็นำชุดโต๊ะหินอ่อนวงกลมที่มีตารางหมากรุกมาวาง จนกลายเป็นห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน ผสมปนเปจนกลายสวนที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นสวนแบบ Informal แต่ก็มีความน่ารักน่าหยิก มีความขี้เล่น คล้ายกับการโดนคนน่ารักๆ มาหยอกแบบ Informal ด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ แต่ก็ทำให้อมยิ้มได้

ต้นไม้หน้าบ้าน กระถางต้นไม้

ซึ่งความ Informal น่ารักๆ ของสวนหน้าบ้านที่เกิดขึ้นกันเองแบบนี้ก็เกิดจากความชอบของใครของมัน ตามความคุ้นชินส่วนตัว นั่นทำให้เวลาเราเดินออกจากซอยเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ระหว่างทางนั้นถ้าเราสังเกตหน้าบ้านแต่ละหลังดีๆ แล้ว เราก็จะพบกับความวาไรตี้ของรูปแบบของสวนกระถางมากมาย คล้ายฉากที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับดนตรีในหูซึ่งฟังระหว่างไปทำงาน หรือแม้กระทั่งช่วยให้การนั่งวินมอเตอร์ไซค์จากหน้าหอมาปากซอยมีความสุนทรียะและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น และนี่ยังเป็นอีกมิติงานดีไซน์พื้นที่ไทยๆ ที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าผู้คนต่างได้ใช้รสนิยมความชื่นชอบของตนเอง ช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศให้คนอื่นที่ผ่านได้ชื่นชม

ในขณะเดียวกัน สวนกระถางหน้าบ้านแบบนี้อาจจะไปเกะกะขวางทางผู้อื่น และการวางกระถางต้นไม้หรือเก้าอี้บนทางเท้าหน้าที่พักอาศัยนั้นผิดกฎหมายพื้นที่สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แต่ด้วยคาแรกเตอร์ความไม่เป็นทางการของสวนกระถางเอง รวมถึงความที่คาแรกเตอร์นิสัยของคนไทยเองมีความไม่เป็นทางการเช่นจึงทำให้สเปซที่มีความอะลุ่มอล่วยกันเองๆ แบบนี้กระจายตัวไปทั่ว

ถึงแม้ว่าอาจจะดูย้อนแย้งในรูปแบบของการเกิดขึ้น และอาจทำให้บางคนไม่ชอบ แต่ถ้าเราเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีซอยลึกและเดินทางด้วยการเดินเท้า เราก็อาจจะสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมันโดยตรง และถ้าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของสวนกระถาง เราก็จะเข้าใจได้ว่าการมีสวนแบบนี้ถือเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อทดแทนสวนขนาดใหญ่ตามกลไกธรรมชาติของผู้คนเมือง โดยไม่ต้องรอภาครัฐมาสร้างสวนใหญ่ๆ ให้ รวมทั้งผมแอบมีความเชื่อว่าบ้านเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการใช้สวนขนาดใหญ่ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสวนกระถางขนาดเล็กๆ เหล่านี้ด้วยตัวมันเอง คือคำตอบของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของบ้านเมืองเราในรูปแบบที่จิ๋วแต่แจ๋ว หากเราเข้าใจสมดุลของกลไกการออกแบบพื้นที่สาธารณะของคนไทยจริงๆ

ต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้หน้าบ้าน

เพราะถ้าเรามีสวนเล็กๆ เหล่านี้ที่มีเชื่อมต่อกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ระบบนิเวศของธรรมชาติก็จะสามารถให้กลับมาในระบบของซอย ขยายไปเป็นระบบของย่าน กระทั่งขยายไปในระบบเมือง อีกทั้งข้อดีจากความเขียวสดชื่นของสวนกระถางเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่แสนดีที่คอยเชิญชวนทำให้คนอยากออกมานอกบ้านมากขึ้น ทำให้เกิดการพบปะพูดคุยของคนในชุมชน กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากออกมายืนเดินนั่งเล่น และแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้แก่กัน เป็นการผ่าตัดรักษาชุมชนให้กลับมาอบอุ่นและมีชีวิตอีกครั้งได้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ตัวกระถางต้นไม้เองต้องไม่สร้างปัญหาให้ทางสัญจรจนเกินไป

ถ้าเพลง กระถางดอกไม้ให้คุณ ของคาราบาวมีความหมายว่าอยากโยนกระถางใส่ศิลปินเพราะร้องเพลงไม่เพราะ เพลงที่ไม่มีเสียงจากสวนกระถางเล็กๆ ที่คอยช่วยบรรเลงกล่อมแก่ผู้คนในเมืองรื่นรมย์ จึงอาจมีชื่อว่า ‘กระถางต้นไม้ให้คุณ’

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมือร้อน คนมือเย็น หรือเป็นคนที่กำลังแอบชอบใครสักคนข้างบ้านจนมือเหงื่อออก ถ้าหน้าบ้านเรายังมีพื้นที่ว่างและไม่เกะกะใคร การเดินออกไปและแชร์กระถางต้นไม้ของเราเพิ่มไว้อีกสักต้นที่หน้าบ้าน เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านมาหรือคนข้างบ้านเห็นแล้วเกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิดหนึ่งก็น่าจะเป็นอะไรที่น่ารักดี

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการชื่นชมและรื่นรมย์สวนกระถางของเหล่าเพื่อนบ้านนะครับ

สวัสดีครับ

ต้นไม้ ต้นไม้

*สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ได้รับเกียรติจาก พี่ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทฉมา มาร่วมให้ลิสต์คำแนะนำพรรณไม้และวิธีการดูแลสวนกระถางหน้าบ้านของเราให้เหมาะสม ถือเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ไทยนะครับ โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้

 

พันธ์ไม้ที่เหมาะกับการปลูกหน้าบ้านได้แก่

  1. สมุนไพร ไม้กินได้ : สะระแหน่, กะเพรา, โหระพา, หญ้าหวาน  
  2. ไม้ดอกหอม : มะลิ, ราชาวดี, โมก, แก้ว  
  3. ไม้ดอกสีสัน : บานบุรี, พยับหมอก, ผกากรอง  
  4. ไม้เลื้อย : เล็บมือนาง, มะลิวัลย์, ลัดดาวัลย์  

 

วิธีการดูแลรักษาต้นไม้กระถาง  

  1. ควรตัดแต่งสม่ำเสมอเพื่อให้ดูสวยงามและยังคงออกดอก ช่วยไม่ให้ต้นโทรม  
  2. ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ทำให้มีอายุนานขึ้น  
  3. เปลี่ยนวัสดุดินในการปลูก ควรทำทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากสภาพดินปลูกในกระถางปริมาณแร่ธาตุจะน้อยลงเรื่อยๆจากการถูกน้ำชะล้าง  

 

*ขอขอบคุณข้อมูลทั้งในบทความและข้อแนะนำ – ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เนื้อเพลง Home ของธีย์ ไชยเดช บอกว่า “บ้านนี้จะมีความงามได้ถ้ามีเธอ”

แต่ในความเป็นจริง การที่บ้านมี ‘เธอ’ อาจไม่สำคัญเท่ามี ‘ท่าน’

ท่าน’ ที่ว่าคือ เทพเทวดาและวิญญาณที่สิงสถิตอยู่บริเวณหน้าบ้านของเรา นอกจากพ่อแม่ พี่น้อง หรือสุนัขเฝ้าบ้านผู้น่ารัก ก็ยังมีท่านเทพเทวดาที่เป็นสมาชิกคนสำคัญของบ้าน คอยดูแลปกปักรักษาและให้พรแก่สมาชิกในบ้าน

การสร้างบ้านหลังใหญ่ของเราจึงต้องนึกถึงการสร้างบ้านหลังเล็กให้เทพเทวดาอาศัย หรือที่เรียกกันว่า ‘ศาลพระภูมิ’ ควบคู่ไปด้วย

ศาลหน้าบ้านเหล่านี้เป็นงานสถาปัตย์ที่ผนวกความเชื่อแบบไทยๆ ไว้ได้น่าสนใจมาก แต่โรงเรียนสถาปัตย์ไม่ค่อยกล่าวถึงสักเท่าไหร่ เราเลยขอหยิบเรื่องสถาปัตย์ของศาลพระภูมิมาเล่าสู่กันฟังว่า มีอะไรสนุกๆ แอบซ่อนอยู่บ้าง

ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่

การออกแบบบ้านให้ใครสักคน สถาปนิกต้องเข้าใจผู้อยู่อาศัยก่อนออกแบบ การตั้งศาลให้เทพเทวดาอยู่อาศัยก็ต้องเข้าใจตัวตนของท่านก่อนเช่นกัน

คนไทยรับการบูชาเทพเทวดามาจากศาสนาพราหมณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ดังนั้นการสร้างวิมานหรือการตั้งศาลให้เทพเทวดามาอาศัยเพื่อกราบไหว้ จึงเป็นการยืมรูปแบบสถาปัตยกรรมหรืองานประดับของวิหารเทวาลัยที่โด่งดังของจังหวัดต่างๆ มาใช้ไฟฉายย่อส่วนให้เล็กลง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี หรือพระราชวังบางปะอินที่อยุธยา (ถ้านึกภาพไม่ออกก็กูเกิลเลยครับ)

เล่ากันว่า การออกแบบศาลในยุคแรกๆ ทางกรมศิลปากรส่งช่างฝีมือกระจายตัวไปตามที่ต่างๆ เพื่อสร้างและกำหนดรูปแบบศาลเทพเทวดาที่ถูกต้องตามขนบประเพณีไว้เป็นตัวอย่างให้ร้านขายศาลทั่วไปทำตาม ก่อให้เกิดรูปแบบสถาปัตย์ทรงมาตรฐาน และตกทอดเป็นมรดกมาถึงทุกวันนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการกำหนดรูปแบบศาลก็คือ ยศถาบรรดาศักดิ์ของเทพเทวดาที่จะมาประทับ เราจึงแบ่งศาลได้เป็น 3 ประเภท

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ประเภทแรก ‘ศาลเทพ’ เจ้าของวิมานนี้คือเหล่าเทพชั้นสูงของฝั่งพราหมณ์ ตั้งแต่องค์พระพรหม องค์พระพิฆเนศ องค์จตุคามรามเทพ และองค์พระตรีมูรติ เรามักเรียกศาลเทพเหล่านี้ว่า ‘ศาลพระพรหม’ เนื่องด้วยว่าท่านเป็นเทพยอดนิยมในการเชิญมาบูชา นอกจากจะมีบรรดาศักดิ์สูงสุด ท่านยังใจดีต่อคนมากราบไหว้ ขออะไรก็มักจะได้รับสิ่งนั้น คนทั่วไปจึงนิยมตั้งท่านไว้บูชาหน้าสำนักงานหรืออาคารสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจในการออกแบบศาลพระพรหมคือ ต้องเปิดซุ้มทางเข้าใหญ่ๆ ทั้งสี่ด้านศาล เพราะองค์พระพรหมมีพระพักตร์ 4 พระพักตร์ และหัน 4 ฝั่ง เวลาท่านประทับอยู่ข้างในต้องสอดส่องได้ทั่วบริเวณ และการที่ศาลเปิดซุ้มถึง 4 ด้าน จึงมีลักษณะคล้ายศาลากลางแจ้ง

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

สิ่งสำคัญในการออกแบบศาลพระพรหมอีกอย่างที่จะผิดไม่ได้เลยคือ ต้องมีเสาค้ำจากพื้นขึ้นมาเสาเดียวเท่านั้น ตามความเชื่อเรื่องการยกวิหารประทับบนยอดเขาพระสุเมรุ และอาจเป็นการถอดรูปแบบฐานหินจากงานสถาปัตย์เทวสถานแบนๆ ในอดีต เอามายืดให้สูงขึ้น

ศาลประเภทที่สองคือ ‘ศาลพระภูมิ’ ศาลนี้จะเป็นของใครไม่ได้นอกจาก องค์พระภูมิ ตามความเชื่อองค์พระภูมิมีฐานะเป็นรุกขเทวดา หรือเทวดาที่สถิตตามต้นไม้ คำว่า ‘ภูมิ’ หมายถึง ‘ดิน’ องค์พระภูมิสำหรับคนไทยก็คือ เทวดาที่ปกปักรักษาที่ดินนั้นๆ

ลักษณะประจำตัวขององค์พระภูมิคือ มือซ้ายถือถุงเงิน มือขวาถือพระขรรค์ ท่านจึงทั้งปกป้องและให้สินทรัพย์กับเรา บ้านคนทั่วไปเลยนิยมตั้งศาลพระภูมิ

ศาลพระภูมิต้องมีเสาเดียวเหมือนศาลพระพรหม แต่ลักษณะไม่ใช่ศาลากลางแจ้ง เพราะไม่จำเป็นต้องเปิด 4 ด้าน เราจึงเห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายวิหารเทวาลัยอย่างชัดเจน และตัวศาลต้องเปิดโถงด้านหน้าให้ท่านยืนในวิหารได้อย่างสง่างาม

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ศาลประเภทสุดท้ายคือ ‘ศาลเจ้าที่’ หรือ ศาลตายาย ซึ่งก็คือบ้านของดวงวิญญาณที่อยู่ในสถานที่ตรงนั้นมาก่อน หรือ ผีเจ้าที่นั่นเอง (ที่เรียกตายายเพื่อให้ดูเป็นมิตรขึ้น)

การออกแบบศาลเจ้าที่ต้องมี 4 ขา คล้ายโต๊ะ ตามความเชื่อว่าสร้างเลียนแบบบ้านไทยยกใต้ถุนสูง เนื่องจากเจ้าที่ไม่ใช่เทพเทวดา รูปแบบศาลจึงมักมีหน้าตาเหมือนบ้านมนุษย์ จำพวกบ้านไม้เรือนไทยโบราณ ซึ่งคุ้นตากันในหนังผีทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่มีหน้าที่บางอย่างคล้ายกัน บางบ้านก็เลยตั้งศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่เป็นแพ็คเกจคู่กันไปเลย โดยให้ศาลเจ้าที่อยู่ต่ำกว่าศาลพระภูมิเล็กน้อย

ระยะและฟังก์ชันที่แฝงอยู่ในศาล

สถาปนิกที่ฝึกวิชามาระดับหนึ่งแล้วมักสนใจเรื่องขนาดของสิ่งต่างๆ รอบตัว การออกแบบขนาดของศาลเทพเทวดาเหล่านี้จึงน่าสนใจมากๆ เช่นกัน

เรามีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับร้านทำศาลพระภูมิชื่อ ‘อินทรศิลป์’ ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเป็นศาลพระพรหม ศาลพระภูมิ หรือศาลตายาย ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องมีความสูงของตัวศาลเท่ากับตำแหน่งระดับสายตาของเจ้าของบ้าน

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ระดับแท่นจานของไหว้ก็ต้องอยู่เหนือริมฝีปากของเจ้าของบ้าน ซึ่งเหนือริมฝีปากก็คือระดับสายตานี่แหละ ถ้าวิเคราะห์ในมุมของสถาปนิก ความสูงระดับนี้จะสะดวกเมื่อยืนจุดธูปและเอื้อมมือไปปักในกระถาง เห็นและหยิบจับของเซ่นไหว้ภายในศาลได้อย่างสะดวก รวมถึงได้สบตากับเทพเทวดาที่เราบูชาอย่างเต็มที่เวลาขอพร

ตามคติความเชื่อของการตั้งศาลต้องทำแท่นฐานรองพื้นศาลเสียก่อน การทำแท่นนี้เป็นตัวช่วยในการปรับระดับความสูงศาลให้เข้ากับสรีระเจ้าของบ้าน

ขนาดพื้นที่รอบศาลก็น่าสนใจ เนื่องจากต้องมีการวางอุปกรณ์ตกแต่งศาลให้มีความสมบูรณ์และขลังมากยิ่งขึ้น เช่น เหล่าตุ๊กตาบริวาร ตั้งแต่พระราม นางรำ สนมบ่าวชายหญิง ม้าและช้างที่เป็นพาหนะ รวมถึงมีโอ่งเงินโอ่งทองวางไว้ช่วยเรื่องเก็บเงินทอง ตบท้ายด้วยการพาดพวงมาลัยและพันผ้าสามสีเพื่อความกลมกล่อม ช่างที่ผลิตศาลคิดเผื่อระยะโดยรอบไว้ให้วางสิ่งเหล่านี้เพียงพอมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

เรื่องสนุกและน่าสนใจมากที่ทางร้านอินทรศิลป์กระซิบกับเราก็คือ ระยะความกว้างยาวของศาลต้องใช้ตลับเมตรของจีนวัดเท่านั้น เพราะตลับเมตรจีนนอกจากจะมีหน่วยวัดแบบระบบเมตริกทั่วไป สายวัดนี้ยังมีแถบตัวอักษรจีน มีช่องสีแดง (มงคล) และสีดำ (ไม่มงคล) สลับกันไป ขนาดของศาลต้องเป็นตัวเลขมงคลเท่านั้น

เมื่อเราดึงตลับเมตรจีนมาวัดขนาดศาลเพื่อพิสูจน์ ก็ต้องอุทานเบาๆ ว่า “เฮ้ย…ลงเลขมงคลจริงด้วย” ทำให้เรามีความรู้เพิ่มอีกอย่างว่า คนไทยเรามีเสรีทางความเชื่ออย่างแท้จริง ไม่ว่าความเชื่อประเทศไหนเข้ามา ก็เอามายำรวมกันในที่เดียวได้อย่างลงตัว

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

การซื้อศาลก็เหมือนการลงทุนซื้อบ้าน

การออกแบบบ้านเราจะซี้ซั้วไม่ได้นะเว้ย เขาเก็บเงินทั้งชีวิตมาให้เราออกแบบให้” เราจำคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งได้แม่น

การปลูกบ้านสักหลังจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แค่สร้างบ้านให้ถูกใจอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะการซื้อศาลมาตั้งบูชาก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เช่นกัน

บางคนอาจมองว่า ศาลเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ดังนั้นต้องเลือกให้ถูกใจที่สุด หากเรากดค้นหาศาลทางอินเทอร์เน็ต จะพบรูปแบบศาลที่หลากหลาย วัสดุก็หลากหลาย ตั้งแต่เรือนไม้ไทยประเพณี ทรงปราสาทวิหารโบราณที่ทำจากปูนทาด้วยสีสันสดใส ศาลโมเดิร์นทำจากคอนกรีตดิบๆ สไตล์ลอฟต์ หรือฉีกแนวมาเป็นศาลมินิมอลเรียบๆ ทำจากหินอ่อนอิตาลีก็ยังมี

เมื่อเรามีรูปแบบศาลในใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปขอแนะนำให้เดินทางไปหยิบจับของจริงที่ร้านขายศาล เพราะศาลหลังหนึ่งราคาไม่ใช่ถูกๆ เลย (มีตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน) ถ้ามีเงินหน่อยการลงทุนในรายละเอียดที่พิถีพิถันของศาลเป็นเรื่องที่ดี จะไม่ได้ต้องมาปวดหัวทีหลัง แค่บ้านเรามีรอยร้าวก็กลัวจะแย่ หากศาลพระภูมิคุณภาพไม่ดีแล้วเกิดแตกหัก เราอาจไม่เป็นอันหลับนอนเลยทีเดียว

เมื่อได้ศาลที่ถูกใจแล้ว การเลือกตำแหน่งที่ตั้งก็สำคัญไม่แพ้กัน ต้องตั้งอยู่หน้าทางเข้าหลักของบ้านเสมอ ห้ามหันหน้าไปทางทิศตะวันตก และเงาของบ้านห้ามทับบนศาล แน่นอนว่า ในปัจจุบันบ้านบางหลังอาจไม่มีพื้นที่พอให้วางตามความเชื่อนี้ได้ กลับกัน เงาทับศาลอาจช่วยรักษาสีของศาลให้ยังคงสดไว้ได้

แม้รูปแบบของศาลจะมีให้เลือกมากมายตามความพอใจ แต่ความพอใจนั้นก็อาจต้องเกี่ยวเนื่องกับคนอื่นๆ ด้วย เช่น อาจารย์ประจำตระกูล หรือซินแซประจำบ้าน นั่นทำให้เราอาจจะได้ศาลที่หน้าตาไม่ถูกใจ แต่ได้ความสบายใจกลับมาแทน

บนความสบายใจนั้น รูปแบบของศาลควรเคารพบริบทของเจ้าของของศาลด้วยเช่นกัน ศาลพระภูมิที่แปลกมากๆ ที่เคยได้ยินมา มีตั้งแต่บ้านบาหลี ยันวิหารเสาโรมันแบบกรุงเอเธนส์ ก็อาจจะสุดทางเกินไป

ลองนึกถึงเวลาเรายกมือไหว้ศาลกรุงเอเธนส์ ในขณะเทวดาในศาลยังแต่งชุดยุคโบราณ ก็อาจจะไม่ค่อยเข้ากัน หากเบื่อรูปแบบไทยเดิม การตัดจบด้วยการเลือกศาลโมเดิร์นเรียบๆ อาจเข้าท่ากว่า เพราะไม่ว่าท่านจะใส่ชุดโบราณแค่ไหน ก็ยังดูเข้ากันอยู่

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก

ขณะที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความเชื่อก็ผันแปรและมีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงความเชื่อบางอย่างที่ค่อยๆ จางหายไป คนรุ่นใหม่เลือกไม่ตั้งศาลมากขึ้น บ้านในเมืองก็มีพื้นที่ไม่เพียงพอสำหรับตั้งศาลพระภูมิหน้าบ้าน ทำให้เราแอบคิดว่าถ้าไม่มีพื้นที่หน้าบ้านแล้วจะทำยังไง นั่นทำให้นึกถึงการตั้งศาลเจ้าที่แบบจีน ‘ตี่จู้เอี๊ย’ เพราะมักตั้งในบ้านเป็นอินทีเรีย ซึ่งอาจเป็นแนวคิดเรื่องศาลเจ้าที่แบบคนจีนที่มักอาศัยในพื้นที่แออัดนั่นเอง

ส่วนการตั้งศาลพระภูมิมีวิธีคิดการวางในเชิงภูมิสถาปัตย์ อาจเกี่ยวเนื่องกับที่บ้านไทยตามต่างจังหวัดมักมีพื้นที่โล่งๆ หน้าบ้าน ไม่แน่ในอนาคตศาลพระภูมิของเราอาจต้องย้ายมาเข้าภายในบ้านแทนก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการไม่ตั้งศาลก็อาจไม่ใช่เรื่องผิดธรรมเนียมอะไร สุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าเราเชื่ออะไร สบายใจกับการใช้ชีวิตแบบไหน และไม่รบกวนใคร

สวัสดีครับ

เบื้องหลังการออกแบบศาลพระภูมิที่น่ารู้ น่าทึ่ง และน่าเล่าต่อมาก
ขอขอบคุณ: พานิตา ขุนฤทธิ์
ขอบคุณ
คุณวรชา หิรัญพฤกษ์ เจ้าของร้าน ศาลพระภูมิ อินทรศิลป์
www.intrasilp96.com
Facebook: intrasilp
บรรณานุกรม
www.mordookrungsiam.com
www.matichon.co.th

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load