เคยมือเย็นกันไหมครับ

เช่นตอนที่เจอใครที่แอบชอบ เราใจสั่น หน้าแดง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่ามือกลับเย็นเฉียบสวนทางกับอุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนกว่าอากาศเดือนเมษายน ทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบอาการนี้ผ่าน Google เอาไว้ว่า เมื่อเราเขินใครคนนั้นแบบไม่ทันตั้งตัว สารอะดรีนาลีนจะถูกหลั่งออกมา ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนไป ทำให้มือของเราเย็น ถึงกระนั้นก็ตาม ความมือเย็นของชาวไทยหลายๆ คนกลับทำให้บ้านเมืองเราเย็นขึ้น

“บ้านหลังนี้เจ้าของมือเย็น” จะเป็นประโยคเบสิกที่เราจะได้ยินบ่อยๆ จากปากคำของชาวมือร้อน เวลาที่พวกเขา (เรา) เดินผ่านหน้าบ้านใครสักคน แล้วพบเจอกับความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่เบ่งบานงอกเงยออกมาจากกระถางดินเผาลายมังกรที่มักเรียงรายสะเปะสะปะไม่ตรงแถว ผสมด้วยต้นไม้ในกระถางพลาสติกสีน้ำตาลสลับกับสีดำน้อยใหญ่ บ้างแซมด้วยตุ๊กตาดินเผาเด็กยิ้มที่ยืนหลบหลังเอาไว้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนครับ อาการมือเย็นที่เล่าขณะนี้ไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องคำเปรียบเปรยถึงคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบใส่ใจกับการดูแลพืชพรรณ ปลูกอะไรก็งอกงาม กลายเป็น ‘สวนต้นไม้กระถางหน้าบ้าน’ ให้คนที่ผ่านไปมาให้ผู้คนได้รื่นรมย์

ทุกวันนี้ บ่อยครั้งเรามักให้ Pinterest ช่วยในการจินตนาการถึงพื้นที่ในแบบต่างๆ แต่จากการที่ผมได้ลองสำรวจไถ่ถามผู้คนหลากหลาย ทั้งมือร้อนและมือเย็น ทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า สวนกระถางหน้าบ้านดังที่ผมได้เกริ่นมาตอนแรก เป็นสเปซในเชิงภูมิสถาปัตยกรรมไทยๆ ที่เราสามารถจินตนาการพื้นที่เหล่านี้ออกได้ทันทีเมื่อเอ่ยถึงโดยไม่ต้องใช้ Pinterest ช่วยเหลือใดๆ ทว่าสวนแบบนี้กลับไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในโรงเรียนสถาปัตยกรรม และนี่ทำให้มือผมเหงื่อชุ่ม เพราะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ลองศึกษาเรื่องนี้มาเล่าในคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ตอนนี้ครับ

กระถางต้นไม้ ต้นไม้

ย้อนไปสมัยตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ มีวิชาดีไซน์ตัวหนึ่งที่บังคับให้เราต้องลงสำรวจชุมชนเก่าในเมือง เพื่อตั้งโจทย์ในการพัฒนาชุมชนนั้นๆ ในลักษณะการวางผังและภูมิสถาปัตย์ ซึ่งก่อนที่เราจะลงไปในพื้นที่ตรงนั้น อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งเดินมากำชับไว้ว่า “คุณต้องหา DNA ของสเปซตรงนั้นให้เจอก่อนนะ” ซึ่งพอเจอประโยคนี้ฟาดหน้าเข้าไป เพื่อนๆ หลายคนรวมทั้งผมเองนี่มึนหนักไปสองสามวัน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าคำว่า DNA ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันเกี่ยวอะไรตรงไหนกับสถาปัตยกรรม จนกระทั่งเมื่อผมได้เริ่มเอาเท้าลงไปเหยียบบนพื้นที่ในชุมชนจริงๆ และเดินผ่านทะลุตรอกซอกซอยเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างเข้มข้นละเอียดถี่ถ้วน แล้วผมก็ค้นพบกับตัวว่า ผมไม่ได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอกให้หามากขึ้นแต่อย่างใดเลย (ซะงั้น)

จนกระทั่ง (อีกรอบ) เมื่อผมได้พรีเซนต์ข้อมูลวิชานี้แก่เหล่าคณะอาจารย์ แน่นอนว่าโดนเชือดไปตามระเบียบ แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์ก็ยอมใบ้เรื่อง DNA แบบลูบหลังไว้ว่า “ก็เหมือนลักษณะที่คนเอาราวแขวนเสื้อมาไว้ตากผ้าหน้าบ้าน เพราะในบ้านไม่มีที่ตากผ้านั่นแหละ” เมื่อสิ้นสุดคำใบ้นั้นก็บรรลุผล เพราะมันทำให้ผมได้ร้องอ๋อและเก็ตไอเดียของ DNA ที่ว่า ก็คือ ‘ลักษณะของสเปซที่เกิดขึ้นเองโดยกลไกธรรมชาติของเมืองหรือชุมชนนั้นๆ’ และสวนกระถางต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นหนึ่งใน DNA ของสเปซแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากในรูปแบบคล้ายๆ กัน

ในมุมของภูมิสถาปัตยกรรม การปรากฏของสวนกระถางเหล่านี้ที่เราเห็นในปัจจุบันค่อนข้างสะท้อนวัฒนธรรมสวนแบบไทยตั้งแต่ในอดีตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เพราะรูปแบบสวนแบบนี้มีวิวัฒนาการจากการปลูกพรรณไม้ใส่กระถางไว้ที่ชานบ้านเรือนไทยในอดีต เหมือนที่เราเห็นในภพของละครออเจ้าอันเป็นฉากหลังของแม่การะเกด ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่ไม้ดัด สวนไม้ดอก หรือไม้สวนครัวต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำครัวเรือน แถมสวนกระถางยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสวนในลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำท่วมถึง เพราะการปลูกต้นไม้ในกระถางบนเรือนทำได้สะดวกกว่าปลูกในดินบนพื้นที่ต่ำและจมน้ำ

จวบจนปัจจุบันค่านิยมการปลูกสวนลงในกระถางก็ยังมีสืบต่อกันมาให้เห็นอยู่ในเมืองที่พื้นที่อาศัยนั้นแคบลง ทั้งฟอร์มที่เกิดจากรูปทรงกระถางรวมถึงพรรณไม้ต่างๆ แม้ว่าจะคนเมืองในปัจจุบันอาจจะไม่ได้มีความรู้ในเชิงการปลูกสวนเท่าในอดีต แต่การเริ่มปลูกต้นไม้ใครหลายคนมักเกิดจากความต้องการที่อยากมีสวนเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดการพยายามที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมในขนาดที่ดูแลง่ายๆ ไว้ที่หน้าบ้านตนเอง ซึ่งสวนกระถางเหล่านี้เราจะมักพบเจอได้อย่างชัดเจนในซอยขนาดเล็กๆ ในชุมชนเก่า หรือริมข้างทางที่มีพื้นที่เพียงพอให้เกิดการวางกระถางได้

และการดีไซน์สวนกระถางแบบนี้ก็เป็นค่านิยมเซอร์ๆ แบบไทยๆ ที่ทำตามกันมาโดยไม่ต้องพึ่ง Pinterest ด้วยวิธีการหยิบจับอะไรได้หรือซื้ออะไรได้แล้วนำมาประกอบเป็นสวน เช่น ถังสีเหลือใช้ ถังพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว กระถางดินเผา กระถางลายมังกรยอดนิยม พร็อพตุ๊กตาต่างๆ หรือบางคนก็นำชุดโต๊ะหินอ่อนวงกลมที่มีตารางหมากรุกมาวาง จนกลายเป็นห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน ผสมปนเปจนกลายสวนที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นสวนแบบ Informal แต่ก็มีความน่ารักน่าหยิก มีความขี้เล่น คล้ายกับการโดนคนน่ารักๆ มาหยอกแบบ Informal ด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ แต่ก็ทำให้อมยิ้มได้

ต้นไม้หน้าบ้าน กระถางต้นไม้

ซึ่งความ Informal น่ารักๆ ของสวนหน้าบ้านที่เกิดขึ้นกันเองแบบนี้ก็เกิดจากความชอบของใครของมัน ตามความคุ้นชินส่วนตัว นั่นทำให้เวลาเราเดินออกจากซอยเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ระหว่างทางนั้นถ้าเราสังเกตหน้าบ้านแต่ละหลังดีๆ แล้ว เราก็จะพบกับความวาไรตี้ของรูปแบบของสวนกระถางมากมาย คล้ายฉากที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับดนตรีในหูซึ่งฟังระหว่างไปทำงาน หรือแม้กระทั่งช่วยให้การนั่งวินมอเตอร์ไซค์จากหน้าหอมาปากซอยมีความสุนทรียะและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น และนี่ยังเป็นอีกมิติงานดีไซน์พื้นที่ไทยๆ ที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าผู้คนต่างได้ใช้รสนิยมความชื่นชอบของตนเอง ช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศให้คนอื่นที่ผ่านได้ชื่นชม

ในขณะเดียวกัน สวนกระถางหน้าบ้านแบบนี้อาจจะไปเกะกะขวางทางผู้อื่น และการวางกระถางต้นไม้หรือเก้าอี้บนทางเท้าหน้าที่พักอาศัยนั้นผิดกฎหมายพื้นที่สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แต่ด้วยคาแรกเตอร์ความไม่เป็นทางการของสวนกระถางเอง รวมถึงความที่คาแรกเตอร์นิสัยของคนไทยเองมีความไม่เป็นทางการเช่นจึงทำให้สเปซที่มีความอะลุ่มอล่วยกันเองๆ แบบนี้กระจายตัวไปทั่ว

ถึงแม้ว่าอาจจะดูย้อนแย้งในรูปแบบของการเกิดขึ้น และอาจทำให้บางคนไม่ชอบ แต่ถ้าเราเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีซอยลึกและเดินทางด้วยการเดินเท้า เราก็อาจจะสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมันโดยตรง และถ้าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของสวนกระถาง เราก็จะเข้าใจได้ว่าการมีสวนแบบนี้ถือเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อทดแทนสวนขนาดใหญ่ตามกลไกธรรมชาติของผู้คนเมือง โดยไม่ต้องรอภาครัฐมาสร้างสวนใหญ่ๆ ให้ รวมทั้งผมแอบมีความเชื่อว่าบ้านเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการใช้สวนขนาดใหญ่ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสวนกระถางขนาดเล็กๆ เหล่านี้ด้วยตัวมันเอง คือคำตอบของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของบ้านเมืองเราในรูปแบบที่จิ๋วแต่แจ๋ว หากเราเข้าใจสมดุลของกลไกการออกแบบพื้นที่สาธารณะของคนไทยจริงๆ

ต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้หน้าบ้าน

เพราะถ้าเรามีสวนเล็กๆ เหล่านี้ที่มีเชื่อมต่อกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ระบบนิเวศของธรรมชาติก็จะสามารถให้กลับมาในระบบของซอย ขยายไปเป็นระบบของย่าน กระทั่งขยายไปในระบบเมือง อีกทั้งข้อดีจากความเขียวสดชื่นของสวนกระถางเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่แสนดีที่คอยเชิญชวนทำให้คนอยากออกมานอกบ้านมากขึ้น ทำให้เกิดการพบปะพูดคุยของคนในชุมชน กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากออกมายืนเดินนั่งเล่น และแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้แก่กัน เป็นการผ่าตัดรักษาชุมชนให้กลับมาอบอุ่นและมีชีวิตอีกครั้งได้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ตัวกระถางต้นไม้เองต้องไม่สร้างปัญหาให้ทางสัญจรจนเกินไป

ถ้าเพลง กระถางดอกไม้ให้คุณ ของคาราบาวมีความหมายว่าอยากโยนกระถางใส่ศิลปินเพราะร้องเพลงไม่เพราะ เพลงที่ไม่มีเสียงจากสวนกระถางเล็กๆ ที่คอยช่วยบรรเลงกล่อมแก่ผู้คนในเมืองรื่นรมย์ จึงอาจมีชื่อว่า ‘กระถางต้นไม้ให้คุณ’

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมือร้อน คนมือเย็น หรือเป็นคนที่กำลังแอบชอบใครสักคนข้างบ้านจนมือเหงื่อออก ถ้าหน้าบ้านเรายังมีพื้นที่ว่างและไม่เกะกะใคร การเดินออกไปและแชร์กระถางต้นไม้ของเราเพิ่มไว้อีกสักต้นที่หน้าบ้าน เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านมาหรือคนข้างบ้านเห็นแล้วเกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิดหนึ่งก็น่าจะเป็นอะไรที่น่ารักดี

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการชื่นชมและรื่นรมย์สวนกระถางของเหล่าเพื่อนบ้านนะครับ

สวัสดีครับ

ต้นไม้ ต้นไม้

*สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ได้รับเกียรติจาก พี่ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทฉมา มาร่วมให้ลิสต์คำแนะนำพรรณไม้และวิธีการดูแลสวนกระถางหน้าบ้านของเราให้เหมาะสม ถือเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ไทยนะครับ โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้

 

พันธ์ไม้ที่เหมาะกับการปลูกหน้าบ้านได้แก่

  1. สมุนไพร ไม้กินได้ : สะระแหน่, กะเพรา, โหระพา, หญ้าหวาน  
  2. ไม้ดอกหอม : มะลิ, ราชาวดี, โมก, แก้ว  
  3. ไม้ดอกสีสัน : บานบุรี, พยับหมอก, ผกากรอง  
  4. ไม้เลื้อย : เล็บมือนาง, มะลิวัลย์, ลัดดาวัลย์  

 

วิธีการดูแลรักษาต้นไม้กระถาง  

  1. ควรตัดแต่งสม่ำเสมอเพื่อให้ดูสวยงามและยังคงออกดอก ช่วยไม่ให้ต้นโทรม  
  2. ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ทำให้มีอายุนานขึ้น  
  3. เปลี่ยนวัสดุดินในการปลูก ควรทำทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากสภาพดินปลูกในกระถางปริมาณแร่ธาตุจะน้อยลงเรื่อยๆจากการถูกน้ำชะล้าง  

 

*ขอขอบคุณข้อมูลทั้งในบทความและข้อแนะนำ – ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

ผมชอบบ้านแนวคินโฟล์ก แต่แม่อยากให้ตั้ง ตี่จู้เอี๊ยะ ครับ”

งั้นแสดงว่า…อยากให้แก้แบบห้องนั่งเล่นใหม่เลยใช่ไหมครับ”

รบกวนด้วยนะครับ…คุณสถาปนิก”

บทสนทนาสั้นๆ แต่ได้ใจความ ณ ห้องประชุมแห่งหนึ่ง ที่ทำให้ทุกคนในออฟฟิศถึงกับกุมขมับ

จากนั้นไม่นาน

พี่ หนูไม่ไหวแล้ว บ้านหลังที่ 5 แล้วนะคะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ มาขอแก้แบบตอนวินาทีสุดท้าย” อินทีเรียสาวหัวร้อนทักถามหัวหน้าทีม

ใจเย็นๆ ยังมีเวลาอีกอาทิตย์หนึ่ง พี่ติดอยู่อย่างเดียว คือทำยังไงที่พอมีตี่จู้เอี๊ยะอยู่ด้วยแล้ว ห้องนั่งเล่นยังคงคอนเซปต์เหมือนเดิม”

งานของเราครั้งที่แล้วก็ดูไม่จืดเลยนะคะ โดนศาลเจ้าจีนนี่แย่งซีนหมดเลย”

(เงียบไปสักครู่)

“ในเมื่อเราออกแบบกับสิ่งที่ไม่เข้าใจ จุดจบงานดีไซน์ชอบเป็นแบบนี้แหละ”

งั้นผมจะหาทางทำให้พวกพี่เข้าใจ ในการออกแบบกับตี่จู้เอี๊ยะเองครับ!”

สถาปนิกจูเนียร์ลูกครึ่งจีนคนหนึ่งลุกขึ้นยืน แสดงเจตนาในการช่วยแก้ปัญหานี้อย่างกล้าหาญ

ขอเวลาผม 3 วัน เดี๋ยวผมกลับมา ทันก่อนส่งแบบครั้งต่อไปแน่นอนครับ”

เฮ้ย…เอาจริงหรือวะ”

หนุ่มตี๋คนนั้นพยักหน้าตอบ แล้วก็ออกจากออฟฟิศไป ในขณะที่ทุกคนยังนั่งอึ้งอยู่

งั้นเราให้โอกาสมันไปก่อนละกัน ถ้ากลับมาแล้วไม่ได้อะไรค่อยไล่มันออก (หัวเราะ)” คำกล่าวอันใจเย็นจากหัวหน้าทีม ในขณะที่เดดไลน์กำลังใกล้เข้ามาอย่างใจร้อน

ที่มา | Day1

สถาปนิกหนุ่มเริ่มต้นวันลาด้วยการยืนวิเคราะห์พิจารณารูปทรงของ ตี่จู้เอี๊ยะ ในห้องนั่งเล่นที่บ้านตัวเอง แล้วก็พบว่าเป็นบ้านย่อส่วนที่ล้อกับสถาปัตยกรรมจีน ทำด้วยไม้ขนาดเล็กสีแดง มีความสูงประมาณระดับน่อง ประดับไปด้วยมังกรและตัวหนังสือจีน ที่สว่างแสบสันด้วยโคมไฟสีแดงเรืองร้อน คล้ายกับใจของเขาตอนนั้น

ตี่ หมายถึง ‘ดิน’ ส่วน จู้ หมายถึง ‘เจ้า’ ดังนั้น ‘ตี่จู้เอี๊ยะ’ จึงมีความหมายว่า เจ้าที่” เสียงอาม่าของสถาปนิกแว่วมาจากข้างหลัง พร้อมกล่าวต่อว่า

ในทุกสถานที่มีเจ้าของอยู่ ดังนั้นการมีศาลตั้งให้บูชาเป็นสิ่งจำเป็นตามธรรมเนียมความเชื่อโบราณ ไอ้ตี๋น้อย”

อ้าว แบบนี้ก็มีความหมายเหมือนศาลพระภูมิเลยสิครับ”

อาม่าพยักหน้าตอบพร้อมชี้ไปที่ข้างบ้าน “ข้างบ้านเรายังมีทั้งศาลพระภูมิและตั้งตี่จู้เอี๊ยะเลย เพียงตามความเชื่อของจีน ตี่จู้เอี๊ยะ คือเทพที่ทำหน้าที่ดูแลปกปักรักษาผู้อยู่อาศัยในบ้าน และใกล้ชิดมนุษย์มากที่สุด คล้ายเป็นสมาชิกในครอบครัว ทำให้เรามักต้องบูชาท่านภายในบ้าน

มีหลักง่ายๆ ก็คือต้องตั้งศาลท่านติดที่พื้น และหันหน้าประจันกับประตูเข้าบ้าน เพื่อที่ท่านจะคอยสอดส่องดูแลคนในบ้านเราอย่างชัดเจนไงล่ะ”

ตี่จู้เอี๊ยะ

บ้านคนจีน

สถาปนิกหันหลังไปก็พบว่า ตำแหน่งของตี่จู้เอี๊ยะในบ้านตนนั้นหันหน้าตรงกับประตูบ้านจริงๆ คล้ายกับเป็นกุศโลบายการดูแลบ้านทั้งกายภาพและจินตภาพ หากมีโจรบุกเข้ามาก็จะเห็นดวงไฟก่อน อาจทำให้เกรงกลัว หรือว่าลูกหลานเวลาแอบกลับบ้านดึกก็จะเจอศาลท่านเป็นด่านแรก ซึ่งก็อาจทำให้สำนึกผิดได้อย่างทันที

ด้วยแววตาที่พยายามค้นหาอะไรสักอย่างของสถาปนิกหนุ่ม ทำให้ไม่นานนักอาม่าเริ่มเอ่ยถึงตำนานศาลจีนนี้

เล่ากันไว้ว่า ประเทศจีนเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว มีชายรับใช้ท่านคหบดีคนหนึ่งถูกสั่งให้ช่วยนำพาลูกสาวของท่านคหบดีไปพบตนเองด้วยความคิดถึง เนื่องด้วยตัวท่านคหบดีเองถูกส่งไปทำงานที่แดนไกล

แต่ระหว่างการเดินทางดันเกิดพายุหิมะ ทำให้ลูกสาวของท่านคหบดีไม่สามารถต้านอากาศอันหนาวเย็นไหว ชายรับใช้จึงได้สละเสื้อผ้าของตนให้ลูกสาวของท่านคหบดี จนตัวเองเสียชีวิตลง

เมื่อท่านคหบดีทราบถึงความซื่อสัตย์และความเสียสละของชายรับใช้คนนี้ จึงได้สร้างศาลให้ชายรับใช้เป็นการตอบแทนพระคุณ ซึ่งต่อมาชื่อเสียงคุณความดีได้ถูกกล่าวขานในวงกว้าง ทำให้ศาลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพปกปักรักษา และถูกเรียกกันภายหลังว่า ‘ตี่จู้เอี๊ยะ’ นั่นเอง ซึ่งมักมีรูปตัวแทนเป็นชายมีอายุ มีหนวดเครา ผมขาว หน้าตาใจดี หรือบางคนเรียกว่า ‘แป๊ะกง’ นั่นเอง

โห…ตำนานนี้เล่นเอาน้ำตาผมตกเลยนะเนี่ย การตั้งศาลตี่จู้ในบ้านนี่มีความหมายและสิริมงคลจริงๆ”

เอาเถอะ…อาม่าช่วยเอ็งได้แค่นี้แหละ ว่าแต่ไอ้ตี๋ ทำไมวันนี้เอ็งไม่ไปทำงาน”

ที่ไป (ดู) | Day2

เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สถาปนิกหนุ่มเลือกพุ่งตรงออกไปที่ ‘เยาวราช’ สถานที่ที่มีบ้านคนจีนอยู่กันอย่างหนาแน่น และแน่นอนว่าบ้านตึกแถวร้านค้าแทบทุกหลังที่เขาเดินผ่าน จะพบว่ามีศาลเจ้าจีนตั้งติดพื้นอยู่ตรงกับแกนประตูในระยะที่สามารถเห็นได้ง่ายดาย ไม่ว่าบ้านหรือร้านจะรกแค่ไหน ศาลเจ้าตี่จู้เอี๊ยะก็สามารถวางแทรกเข้าไปได้อย่างลงตัวไม่น่าเชื่อ

ตี่จู้เอี๊ยะ

ตี่จู้เอี๊ยะ

ไม่นานนักเขาก็เดินมาสะดุดหยุดที่หน้าตึกหนึ่งที่แสบสันด้วยสีแดงของศาลเจ้าตี่จู้เอี๊ยะ ที่มีจำนวนมากจนเป็นกองพะเนิน คล้ายเตรียมจะเทกระจาดไปบนพื้นฟุตปาธ ซึ่งเป็นร้านทำศาลตี่จู้ขายเจ้าแรกของเยาวราช ที่มีนามว่า ‘จิบฮั้ว’

ตี่จู้เอี๊ยะ

70 ปีที่แล้ว ก่อนพ่อผมจะเริ่มทำตี่จู้จริงจังขาย ศาลรุ่นแรกๆ จะเป็นอะไรที่ง่ายมากๆ เขาเอาหีบไม้ใส่กระป๋องนมในยุคนั้นมาจับเปิดฝาพิงกับผนัง แล้วเอากระดาษแดงมาทากาวปะฝาหีบ เสร็จแล้วก็เขียนสีทองด้วยคำว่า ‘ตี่จู้’ ซึ่งแปลว่า เจ้าที่ ลงไป”

คำกล่าวอธิบายรูปลักษณ์ของตี่จู้เอี๊ยะรุ่น 1.0 ที่ค่อนข้าง DIY มากๆ เมื่อ 70 ปีที่แล้วจากลุงใจดีเจ้าของร้านจิบฮั้ว ซึ่งออกมาพูดคุยกับสถาปนิกหนุ่มที่ด้อมๆ มองๆ หน้าร้าน และยืนเนียนๆ เอาตลับเมตรมายืนวัดขนาดตัวศาลตามนิสัย

ตี่จู้เอี๊ยะ

ขนาดของตัวศาลที่เราทำจะวัดจากขอบหน้ากว้างของฐาน มีตั้งแต่สิบสองนิ้ว สิบหกนิ้ว สิบแปดนิ้ว รุ่นใหญ่ก็จะเป็นยี่สิบสี่นิ้ว แต่ก็เคยมีคนสั่งใหญ่สุดขนาดสี่สิบสองนิ้ว ซึ่งขนาดพวกนี้ต้องมีระยะลงเลขมงคลเท่านั้น” ไม่นานนักลุงเจ้าของร้านก็ดึงตลับเมตรจีนที่มีแถบสีแดงสลับสีดำออกมาวัดโชว์คล้ายอวดสถาปนิกหนุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าผลงานทุกหลังลงสีแดงไม่มีพลาด

ความกว้างฐานในเลขมงคลก็เพียงพอสำหรับการวางเครื่องน้ำชาและกระถางธูป ส่วนความสูงจากพื้นถึงยอดก็ต้องลงเลขมงคลสีแดงเหมือนกัน”

โห นี่ลุงแทบไม่ต้องรู้เรื่องระยะของฟังก์ชันสิ่งของเลย แต่ใช้ระยะตัวหนังสือมงคลแทน แบบนี้ก็ได้หรือครับ”

อ้าว ได้สิ สมัยก่อนตอนพ่อแม่เรามาจากจีนแกก็เอาวิชาช่างไม้จีนมาด้วย ทำเป็นไม้บรรทัด ไม้แกะสลักคำจีน พวกนี้แจกจ่ายไปทั่ว ระยะพวกนี้จริงๆ เคยมีตำราอยู่ แต่ตอนนี้เหลือแค่อยู่ในหัวเรา” ลุงเจ้าของร้านทำท่าชี้ที่ขมับคล้ายอวดสถาปนิกหนุ่ม (อีกแล้ว) พร้อมชวนดูตลับเมตรจีนอย่างละเอียดยิ่งขึ้น

ศาสตร์ตลับเมตรจีนแบบนี้เรียกว่า ‘หลู่ปัง’ เป็นมรดกทางปัญญาด้านหนึ่งของวิชาฮวงจุ้ย คิดค้นโดยท่านปรมาจารย์หลู่ปัง ซึ่งถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งช่างของจีน โดยถูกคิดเพื่อใช้ในงานก่อสร้างของคนจีนสมัยก่อน

แถบวัดของหลู่ปังจะแบ่งเป็น 2 สี สีแดงจะมาพร้อมอักษรมงคล 4 ตัว ส่วนสีดำจะมาพร้อมอักษรไม่มงคล 4 ตัว ซึ่งในช่วงความยาวหนึ่งจะมีการสลับสีและคำคละกันไป โดยที่แถบหลู่ปังจะมี 2 ชั้น ชั้นบนใช้กับคนเป็น และชั้นล่างใช้กับคนตาย (สุสาน)

ตี่จู้เอี๊ยะ

ตี่จู้เอี๊ยะ

นอกจากเรื่องระยะเลขมงคล ในตัวศาลก็ยังมีประดับคำกลอนมงคลและมังกรติดเอาไว้ด้วยนะ เพื่อความสิริมงคล ส่วนรูปแป๊ะกงหรือรูปปั้นนั้น จะมีหรือไม่ก็ได้แล้วแต่เจ้าที่ตรงนั้นเป็นใคร เพื่อนผมคนหนึ่งมีตี่จู้เจ้าที่แขกด้วย เพราะบ้านอยู่สี่แยกบ้านแขก เลยทำศาลจีนแบบไม่มีรูป”

แสดงว่าการตั้งตี่จู้เอี๊ยะก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อแต่ละคนเลยสิครับ”

จริงๆ ก็ใช่นะ แต่ละคนเชื่อคนละแบบมันปรับเปลี่ยนได้นะตามยุคสมัย แต่สุดท้ายการตั้งตี่จู้คือการทำให้คนสบายใจ ที่ทำศาลอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนทำบุญเหมือนกันนะ”

“เหมือนผมรู้ขึ้นมาแล้วว่าต้องเอาอะไรกลับไปใช้ทำงานออกแบบแล้ว”

เอาตลับเมตรจีนไหมร้อยห้าสิบบาท ที่นี่มีขาย”

ความเชื่อสิครับ โธ่”

ที่เปลี่ยน | Day3

พวกสิ่งประดับเยอะๆ พวกมังกรและคำกลอน เป็นเพียงเติมเสริมเข้าไปตามยุคสมัย นั่นทำให้หน้าตาตี่จู้เลยค่อยๆ เปลี่ยนไป จนเป็นอย่างที่เราเห็นกัน สมัยก่อนเป็นแค่รูปแบบบ้านไม้จีนปกติไม่ดูเยอะขนาดนี้ จากที่ผมศึกษามา”

คำบอกเล่าจาก พี่เจสันติ โล่พัฒนานนท์ เจ้าของธุรกิจศาลเจ้าโมเดิร์นชื่อว่า ‘ภวน’ ที่สถาปนิกหนุ่มก็โชคดีบังเอิญพบเจอเมื่อไม่นานนัก

เรื่องมีอยู่ว่า ภรรยาของพี่เจที่เป็นสถาปนิกออกแบบภายใน พบว่าเวลาถ่ายรูปพอร์ตฟอลิโองานบ้านลูกค้าของตน แล้วมักโดนศาลเจ้าแย่งซีนเสมอ และด้วยความหงุดหงิดตรงนี้ก็เลยออกแบบศาลเจ้าใหม่แทนเสียเลย

ภรรยาพี่เองที่เป็นสถาปนิก เลยใช้วิธีหลับตาแล้วค่อยๆ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกทีละอย่าง เอาเฉพาะส่วนที่จำเป็น ให้มีความบริสุทธิ์ของความโมเดิร์นไปเลย”

คำว่า ‘Ornament is Crime’ หรือหมายความว่า ‘เครื่องประดับตกแต่งคืออาชญากรรมทางสถาปัตย์’ วาทกรรมในวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ลอยมาในหัวสถาปนิกหนุ่มทันที

อดอล์ฟ ลูส (Adolf Loos) สถาปนิกชาวออสเตรียเจ้าของวาทกรรมนี้ เคยได้เขียนบทวิพากษ์งานสถาปัตยกรรมอันหรูหราอู้ฟู่ในช่วงปี 1903 ว่างานประดับตกแต่งนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นและทำลายความบริสุทธิ์ของงานสถาปัตยกรรมไป อันเป็นผลส่งต่อให้เกิดยุคงานออกแบบโมเดิร์นในเวลาต่อมา จะว่าไปก็แอบคล้ายสถานการณ์ของรูปแบบตี่จู้เอี๊ยะในประเทศไทยเราปัจจุบันเช่นกัน (?!)

ศาลเจ้าโมเดิร์น ศาลเจ้าโมเดิร์นร้านภวน

โดยงานออกแบบศาลของพี่เจเน้นความเรียบและความคมของเส้นศาลเจ้าเป็นหลัก เพื่อให้กลมกลืนไปกับงานบิลท์อินตกแต่งภายในบ้านปัจจุบัน ตัวศาลเจ้าตี่จู้ของพี่เจจะเป็น Made to Order ดังนั้นเรื่องการใช้งานจะปรับเปลี่ยนไปตามเจ้าของบ้านได้ด้วย

เช่นถ้าเจ้าของบ้านต้องจุดธูปเทียนบ่อย ฐานวางก็จะทำจากกระจกให้ทำความสะอาดง่าย หรือถ้าต้องไหว้ด้วยน้ำชาบ่อย ก็ทำลิ้นชักเป็นลูกเล่นเติมไว้เก็บอย่างสะดวกด้วย ทั้งวัสดุการทำสีก็สามารถเลือกเงาสะท้อนหรือว่าผิวด้านก็ได้ แล้วแต่ความชอบ รวมถึงพยายามให้ความสว่างด้วยการซ่อนไฟ LED แทนการใช้โคมเทียน

ตั้งปัญหา-วิเคราะห์-ออกแบบใหม่ พวกพี่ทำตามกระบวนการออกแบบพื้นฐานแบบนี้เลย แต่งานออกแบบของพวกพี่ก็ยังอิงเลขมงคลอยู่นะ เพราะมันเป็นระยะที่ถูกต้องจริงๆ

ส่วนใหญ่ขนาดปกติจะอยู่ในช่วงประมาณหกสิบคูณหกสิบเซนติเมตรวัดจากฐาน ถ้าเป็นพวกทาวน์เฮาส์ก็จะเล็กลงมาหน่อยเป็นสี่สิบคูณสี่สิบเซนติเมตร” พี่เจเริ่มอธิบายในรายละเอียดของงานดีไซน์

ตอนนั้นเอง สถาปนิกหนุ่มนึกขึ้นได้อีกว่า ระยะความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตรนั้น คือระยะมาตรฐานของการซอยช่องบิลท์อินของพวกตู้ชั้นวางของทั่วไปในตำราตะวันตก รวมทั้งความสูง 60 เซนติเมตร จะเป็นระดับสายตาของคนทั่วไปเวลานั่งกับพื้น ซึ่งน่าจะพอเหมาะสำหรับการนั่งจุดธูปไหว้แล้วมีสมาธิกับการมองศาลเจ้า ดังนั้นถ้าเราเข้าใจระยะตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากในการออกแบบพื้นที่รองรับไว้ก่อน

ทำให้เขาคิดต่อได้ว่า ถ้าตี่จู้เอี๊ยะเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบภายในมากขึ้น ความสว่างจากไฟสีแดงของตัวศาลก็ช่วยทำให้เกิดการปรับอารมณ์ของพื้นที่ได้ชัดเจน รวมทั้งการหาตำแหน่งวางที่ดีช่วยทำให้กลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญ ที่มีทั้งเรื่องราวและดีไซน์ไปในทางเดียวกัน และชูเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมตะวันออกที่สามารถเพิ่มมูลค่างานดีไซน์อีกด้วย

พวกซินแสเคยมาเห็นงานออกแบบผมนะ แต่ก็ไม่ได้ท้วงติงอะไร แสดงว่าจริงๆ ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่ออกแบบอยู่ มันก็ไม่ได้ผิดธรรมเนียมอะไร แล้วก็ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วย”

แบบนี้ แสดงว่าตี่จู้แบบโบราณนั้นไม่ใช่สิ่งผิดแปลกปลอมในปัจจุบัน เพียงแต่ควรปรับตามยุคสมัยนี่เอง”

ใช่แล้ว ส่วนตัวผมนะ ผมเชื่อว่าปัจจุบันเจ้าที่ท่านก็คงอยากอยู่ในบ้านแบบสมัยใหม่ด้วยแหละ (หัวเราะ)”

…….

กลับมาที่ออฟฟิศแห่งหนึ่ง

“เฮ้ย ไอ้ตี๋มันกลับมาแล้ว เป็นไง ได้เรื่องไหม” เสียงหัวหน้าทีมสถาปนิกกล่าวขึ้น

“ได้มาหลายเรื่องเลยพี่ ผมว่าคราวนี้งานเราต้องเหนือกว่าคินโฟล์กแน่ๆ ครับ” สถาปนิกตี๋กล่าว

“ไหนมีไอเดียอะไรที่ไปเจอ รีบว่ามา งานจะไม่ทันแล้ว!” ทุกคนในออฟฟิศรีบวิ่งกรูเข้ามาเพื่อฟังสถาปนิกตี๋

“ไอเดียการออกแบบพื้นที่ให้เข้ากับตี่จู้เอี๊ยะ ที่แท้จริงมันเป็นแบบนี้ครับ……….”

ตี่จู้เอี๊ยะ

ตี่จู้เอี๊ยะ

หมายเหตุ
*ตัวละครในบทความบางท่านเป็นบุคคลสมมติขึ้น
ขอขอบคุณ
พานิตา ขุนฤทธิ์ และ ร้านภวน
คุณเรืองศักดิ์ สรรค์ธีรภาพ เจ้าของร้านทำศาลเจ้าจีน ‘จิบฮั้ว’
คุณสันติ โล่พัฒนานนท์ เจ้าของธุรกิจศาลเจ้าโมเดิร์น ‘ภวน’ www.pawana.in.th | Facebook : ภวน ภาวนา
ข้อมูลอ้างอิง
www.kapook.com
https://en.wikipedia.org/wiki/Ornament_and_Crime

Writer & Photographer

Avatar

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load