เชื่อว่าคุณคงเคยนั่งกินเฟรนช์ฟรายส์หรือแฮมเบอร์เกอร์ในร้านอาหารอย่างแมคโดนัลด์ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้คือธุรกิจที่ผลิตสินค้านับล้านชิ้นซึ่งมีคุณภาพระดับเดียวกัน ในราคาที่ลูกค้าอย่างเราเอื้อมถึง 

แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้ได้ถูกหยิบมาอยู่ในธุรกิจโรงพยาบาล

คุณพบคำตอบของคำถามนี้ได้ที่ประเทศอินเดีย

Aravind คือโรงพยาบาลตาสัญชาติอินเดียซึ่งก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1976 โดยจักษุแพทย์ชื่อ Govindappa Venkataswamy คุณหมอท่านนี้พบร้านแมคโดนัลด์ที่สหรัฐอเมริกา แล้วเกิดคำถามน่าสนใจขึ้นว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเขาหยิบโมเดลจากร้านฟาสต์ฟู้ดนี้มาต่อกรกับปัญหาโรคสายตาในบ้านเกิด

ที่อินเดียมีผู้ต้องการการรักษาตาเกือบ 200 ล้านคน มีผู้พิการทางสายตาคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนผู้พิการทางสายตาทั้งหมดของโลก และ 80 เปอร์เซ็นต์ของความพิการทางสายตานี้เกิดจากปัจจัยที่รักษาได้

ให้บริการคนไข้จำนวนมาก ด้วยบริการคุณภาพสูง ในราคาจับต้องได้-คือหัวใจสำคัญของ Aravind

และด้านล่างนี้คือวิธีคิด วิธีการของโรงพยาบาลซึ่งออกแบบมาดีจนกลายเป็น Best Practice สำหรับเหล่าโรงพยาบาลทั่วโลก และเป็นทางออกให้ปัญหาสายตาของผู้ป่วยหลายสิบล้านคน 

ปริมาณเยอะ ต้นทุนน้อย

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้โรงพยาบาล Aravind รักษาคนไข้ในราคาจับต้องได้สำเร็จ คือคนไข้จำนวนมาก 

ไม่ต่างจากที่แมคโดนัลด์ผลิตแฮมเบอร์เกอร์ทีละเยอะๆ โรงพยาบาล Aravind มุ่งรักษาคนไข้โรคสายตาให้ได้เยอะที่สุดเพื่อให้เกิด Economy of Scale หรือการที่ต้นทุนการผลิตสินค้าจะต่ำลงเมื่อเราผลิตในปริมาณสูง 

การเพิ่มปริมาณคนไข้นี้เป็นไปได้จริงได้ด้วย 2 วิธีการหลัก

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

วิธีการที่ 1 คือ การขยายโรงพยาบาลไปสู่ท้องถิ่นห่างไกล เพราะหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของโรงพยาบาลคือผู้ป่วยโรคสายตาที่อยู่ในชนบท ข้อจำกัดของคนกลุ่มนี้คือเรื่องการเดินทาง ค่าครองชีพ และการต้องสูญเสียรายได้เมื่อต้องไปหาหมอ 

โรงพยาบาล Aravind จัด Eye Camp ในชุมชนที่เข้าไม่ถึงและไม่มีความรู้เรื่องบริการด้านสายตา โดยชวนชุมชนมาเป็นพาร์ตเนอร์ เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ Eye Camp แบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น Comprehensive Eye Camps ซึ่งเป็นค่ายคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไปโดยเฉพาะต้อกระจก โรคเล็กน้อยจะได้รับการรักษาที่ค่าย ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจกจะได้ขึ้นรถไปโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัด ซึ่งแน่นอนว่าฟรีทั้งหมด 

นอกจากนี้ ยังมี Vision Centre ที่เป็นศูนย์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ถาวรในชุมชนห่างไกล มีผู้ช่วยจักษุแพทย์เป็นคนดำเนินการ โดยมีหมอคอยช่วยแบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ศูนย์นี้ทำให้คนไข้ได้รักษากับแพทย์ในโรงพยาบาลหลักได้ ใครเป็นหนักค่อยไปโรงพยาบาล

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล
Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

ส่วนวิธีการที่ 2 คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

โรงพยาบาล Aravind มีการวิเคราะห์ระบบและออกแบบให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น อาทิ การจัดการระบบผ่าตัดด้วยการเพิ่มเครื่องมือ โดยในห้องผ่าตัดจะมีคุณหมอ 1 คน แต่มีโต๊ะ อุปกรณ์ และทีมผู้ช่วยพยาบาลมากกว่านั้น ระหว่างที่คุณหมอลงมือผ่าตัดคนไข้คนแรก ทีมพยาบาลก็ช่วยเตรียมตัวคนไข้รายถัดไป เมื่อคุณหมอจัดการคนไข้คนนั้นเสร็จก็หันมาผ่าตัดต่อได้เลย ผลลัพธ์คือหมอในโรงพยาบาล Aravind ผ่าตัดคนไข้ได้ถึง 6 – 8 รายต่อชั่วโมง นับว่าประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราปกติ นั่นคือ 1 รายต่อชั่วโมงเท่านั้น 

ด้วย 2 วิธีการนี้ โรงพยาบาลจึงรักษาคนไข้ได้มากสมความตั้งใจ เรียกได้ว่าใช้ปริมาณดวงตาที่รักษาได้ ต่อโอกาสในการรักษาตาคู่อื่นต่อไปยาวๆ

ถูกและดี

นอกจากใช้ปริมาณเข้าสู้ โรงพยาบาล Aravind ยังอยู่รอดทางธุรกิจได้ด้วยวิธีคิดน่าสนใจ 

คนไข้ของโรงพยาบาลนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือคนไข้ที่จ่ายเงินปกติ คนไข้ที่จ่ายราคาถูกเพราะได้รับการอุดหนุน และคนไข้รักษาฟรี แต่ทั้งที่คนไข้ 2 ประเภทสุดท้ายมีจำนวนถึง 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ทั้งหมด โรงพยาบาลกลับเลี้ยงตัวเองได้เพราะมีกำไรจากคนไข้ประเภทแรกมาช่วย โดยการจ่ายเงินค่ารักษาดวงตาของคนไข้ 1 คนจะช่วยให้คนไข้ไม่มีกำลังทรัพย์อีก 2 คนได้รักษาตาต่อไป 

ขอแถมเกร็ดดีต่อใจ 1 เรื่อง นั่นคือโรงพยาบาลนี้ให้คนไข้เลือกได้ว่าจะจ่ายเงิน จ่ายบางส่วน หรือไม่จ่ายเลย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของคนที่ก้าวเข้ามาในโรงพยาบาล นั่นแปลว่าคุณลุงชาวนาอาจเลือกควักเงินจ่ายค่ารักษา ขณะที่นายกฯ อาจผ่าตัดต้อโดยไม่จ่ายเงินสักบาทก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการคนไข้อย่างแท้จริง

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล
Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

มากกว่านั้น โรงพยาบาลยังมีวิธีลดต้นทุนที่น่าศึกษาอีกหลายรูปแบบ อาทิ การคัดเลือกและฝึกผู้หญิงในท้องถิ่นให้กลายมาเป็น Technician รวมถึงการผลิตเลนส์ที่ใช้ในการผ่าตัดแบบ In-house ซึ่งช่วยให้เลนส์ราคาถูกลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ 

ที่สำคัญ ทั้งที่แบ่งการรักษาเป็นแบบจ่ายเงินและไม่ต้องจ่าย แต่ Aravind มุ่งมั่นจะรักษาคุณภาพบริการอย่างเท่าเทียม ไม่ต่างจากแมคโดนัลด์ที่กินเบอร์เกอร์ร้านไหนก็คุณภาพดีเหมือนกัน ซึ่งในมิติการรักษา การให้บริการที่ดีนั้นมีประโยชน์หลากหลาย เช่นช่วยลดปัญหาจากการรักษาและจำนวนคนไข้ที่ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีกรอบ 

และแน่นอนว่าถ้ามองเรื่องความพอใจ การรักษาดีอย่างทั่วถึงย่อมทำให้คนไข้รู้สึกดีต่อโรงพยาบาลอย่างเท่าเทียม

สิ่งสำคัญที่เห็นได้ด้วยตา

จากโรงพยาบาลจิ๋วขนาด 11 เตียงในบ้านของคุณหมอผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาล Aravind ในปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือ 13 แห่ง ศูนย์ตรวจคนไข้โรคตาแบบคนไข้ภายนอก 6 แห่ง และที่รักษาโรคตาขั้นต้นอีก 75 แห่งในส่วนอินเดียใต้ ไม่นับโรงพยาบาลเครือข่ายนอกประเทศอีกมากกว่า 300 แห่งที่รับโมเดลนี้ไปใช้

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

ในแง่รูปแบบการทำงาน Aravind มีทั้งบริการรักษาโรคทางสายตา สถานที่เทรนนิ่ง สถาบันวิจัย ที่ให้คำแนะนำและสร้างเสริมศักยภาพ จนถึงที่ผลิตอุปกรณ์ใช้รักษาโรคทางสายตาระดับส่งออก 

ส่วนในแง่ผลลัพธ์ที่เกี่ยวกับการรักษาโรคสายตา Aravind Model ช่วยให้การผ่าตัดมีราคาถูก เช่น การผ่าตัดต้อกระจกมีราคาแค่ 50 ดอลลาร์ฯ ขณะที่ในอเมริกานั้นราคาพุ่งได้ถึงประมาณ 3,000 ดอลลาร์ฯ และเรื่องคุณภาพการรักษาก็ดีกว่าค่าเฉลี่ยของโรงพยาบาลในอังกฤษเกือบ 2 เท่า

ไม่หมดเท่านั้น โมเดลนี้ยังทำให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยนอกมาแล้วกว่า 65 ล้านคน และผ่าตัดตามาแล้วกว่า 7.8 ล้านครั้ง โดยหมอของ Aravind แต่ละคนผ่าตัดคนไข้ได้มากกว่า 2,000 ครั้งต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของแถบเอเชียอยู่ที่ 150 – 200 ครั้งเท่านั้น 

Aravind Hospital รพ.ตาที่รักษาคนไข้หลายล้านคนแบบถูกและดีด้วยวิธีคิดสไตล์ร้านแมคโดนัลด์, การออกแบบโรงพยาบาล

ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า แม้วิธีออกแบบทางแก้ปัญหาอาจเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แต่หากวิธีนั้นถูกต้อง มันย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ดังเช่นผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ที่เห็นได้ด้วยตาของโรงพยาบาล Aravind นั่นเอง

ข้อมูลอ้างอิง 

  • aravind.org
  • didyouknowwebsite.com
  • digital.hbs.edu

Writer

Avatar

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

เมื่อแรกเกิด เราได้สูจิบัตรเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดของเรา ตอนเป็นเด็กเล็ก เรามีสมุดบันทึกวัคซีนที่บอกว่าสุขภาพได้รับการดูแลครบถ้วนไหม และเมื่อโตขึ้น เรามีบัตรประชาชนที่เอาไว้หยิบไปยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ

แต่บนโลกนี้ ยังมีคนอีกกว่า 1.1 พันล้าน หรือประมาณ 1 ใน 7 ของคนทั้งโลกที่ไม่มีหลักฐานระบุตัวตนแบบเป็นทางการ แม้เราอาจจะเห็นเขาเดินและใช้ชีวิตอยู่ตรงหน้า แต่คนเหล่านี้ ‘ไม่มีตัวตน’ ในบริการที่สำคัญต่อชีวิต เช่น บริการที่เกี่ยวกับสุขภาพและการศึกษา

และนั่นคือเหตุผลที่ Simprints บริษัทสตาร์ทอัพจากเคมบริดจ์คิดค้นเทคโนโลยีเก็บลายนิ้วมือที่เหมาะจะใช้ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้คนทุกคนมีหลักฐานใช้ระบุตัวตนเมื่อเข้ารับบริการต่าง ๆ ได้ 

เรื่องราวของ Simprints เป็นอย่างไร  มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

เทคโนโลยีจากการสัมผัสปัญหาจริง

Simprints ร่วมก่อตั้งโดย Toby Norman ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับด้าน Global Health มายาวนาน โดยในช่วงทำวิจัยปริญญาเอกที่เคมบริดจ์ เขาได้ลงพื้นที่กับองค์กรการกุศลที่ประเทศบังคลาเทศ และพบความท้าทายเมื่อคนในชุมชนไม่มีหลักฐานระบุตัวตน ทำให้การเชื่อมต่อและเข้าถึงการให้บริการสุขภาพเป็นไปได้ยาก และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ทำงานได้ยากเช่นกัน อาทิ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนหนึ่งได้รับวัคซีนครบ เมื่อเด็กไม่มีสูจิบัตร ไม่มีบันทึกการฉีดวัคซีน และมีชื่อซ้ำกับเด็กคนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียง

สิ่งที่ได้เจอทำให้ Toby เกิดแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นแก้ปัญหา แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดอยากเป็นเจ้าของกิจการมาก่อน

“เมื่อเราลงมือแก้ปัญหานี้มากขึ้นเรื่อย ๆ มันกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญเกินกว่าจะละทิ้ง และเพราะอย่างนั้น น่าจะเป็นช่วงใกล้จบปริญญาเอกที่ผมนั่งลงและคิดว่าอยากทำอะไรต่อไป แล้วมันก็ชัดเจนอย่างเหลือเชื่อว่า สิ่งที่ถูกต้องคือการปฏิเสธงานที่ Mackenzie และพยายามสร้างบริษัทด้านเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหานี้”

จากโปรเจกต์ที่ทำแบบไม่เต็มเวลา Simprints จึงกลายมาเป็นงานหลักที่ Toby ใช้ตอบโจทย์ความท้าทายที่คนนับพันล้านต้องเจอในที่สุด

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  
Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง

ในบรรดาวิธีเก็บหลักฐานระบุตัวตนที่มีหลากหลาย Simprints เลือกโฟกัสไปที่การเก็บลายนิ้วมือ เพราะมีต้นทุนไม่สูงเกินไป และเป็นที่ยอมรับถ้วนหน้าในวัฒนธรรมต่าง ๆ ขณะที่วิธีอื่น เช่น Face Recognition อาจไม่ได้รับการยอมรับในบางพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการเก็บลายนิ้วมือคือ คนในแต่ละพื้นที่มีลายนิ้วมือหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นชาวนาในเคนย่าที่ใช้มือทำงานหนักมาหลายสิบปี ลายนิ้วมือของเราอาจเสียหายไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ Toby และทีมของ Simprints จึงเก็บตัวอย่างลายนิ้วมือมากกว่า 135,000 ตัวอย่างจาก 4 ประเทศ เพื่อหาวิธีทำให้ Hardware และ Software ของ Simprints มีความแม่นยำ แม้แต่กับลายนิ้วมือที่ไม่สมบูรณ์ จนในที่สุด Simprints ก็สามารถสร้างเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำมากกว่าเครื่องมือระบุตัวตนที่มีอยู่เดิมถึง 228%  

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

ไม่ใช่แค่เก็บลายนิ้วมือได้แม่นยำ ผลิตภัณฑ์ของ Simprints ยังได้รับการออกแบบให้ราคาจับต้องได้ ปลอดภัย ทนทาน รวมถึงเป็น Open-source เหมาะจะใช้ในประเทศกำลังพัฒนาที่สุด ผู้ที่ต้องการใช้สามารถนำอุปกรณ์ของ Simprints ไปเก็บลายนิ้วมือ แล้วส่งข้อมูลแบบไร้สายเข้ามือถือเพื่อนำไปใช้ต่อได้เลย 

ไม่หมดเท่านั้น Simprints ยังช่วยคนฝึกใช้อุปกรณ์ ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค และช่วยให้ผู้จัดการทีมมี Dashboards และ Analytics ที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะถ้ามีข้อมูลแล้วไม่ได้ใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงจริง ทุกอย่างที่ Simprints ทำก็ไร้ความหมาย 

ทั้งหมดนี้ทำให้ Simprints กลายเป็นคำตอบที่ดีของโจทย์ความท้าทายระดับโลกอย่างแท้จริง

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

เทคโนโลยีที่ขยายผลได้จริง

เพราะออกแบบจาก Insights กลุ่มเป้าหมายและผู้ใช้ Simprints จึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้รับเงินทุนสนับสนุนไม่ขาดและมีพันธมิตรมากมาย เช่น ARM บริษัทไมโครชิปชั้นนำ BRAC เอ็นจีโอรายใหญ่ที่สุดในโลก และ UNICEF 

นอกจากนี้อุปกรณ์ของ Simprints ยังถูกนำไปใช้จริงในหลายประเทศ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก อย่างการร่วมมือกับ BRAC นั้นก็มีโอกาสจะเข้าถึงผู้คนมากกว่า 1 ล้านคน

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานออกแบบได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาใหญ่ในสังคม เป็น Design ที่ Challenge อุปสรรคเพื่อให้คนนับพันล้านคนมีตัวตนและคุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม 

สมกับสโลแกนของ Simprints ที่ว่า Every person counts  

อ้างอิง

www.simprints.com/

www.investedinvestor.com/

www.schwabfound.org/

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load