ไม่แปลกถ้าคุณไม่เคยได้ยินชื่อ อรช บุญ-หลง

เพราะนักกิจกรรมวัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อมคนนี้ ไม่ค่อยออกหน้าออกตาตามสื่อสักเท่าไหร่ แม้ว่าเธอจะเป็นหนึ่งในหญิงแกร่งที่ผลักดันเรื่องความยั่งยืนหลากหลายมิติให้เมืองเชียงใหม่มาตลอด 10 ปี

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

ถ้าคุณเคยไปถนนคนเดินวัดพันอ้น ที่ร้านรวงขายข้าวของแบบปลอดโฟมมาหลายปี

เคยไป NAP เทศกาลศิลปะประจำปีที่ดีไซเนอร์แย่งกันมาออกร้าน ที่ถนนนิมมานเหมินทร์

เคยไปห้องสมุดฟื้นบ้านย่านเวียงฯ พื้นที่วัฒนธรรมร่วมสมัยแห่งสำคัญของเชียงใหม่

เคยได้ยินว่าเชียงใหม่จะมีรถไฟฟ้าใต้ดินใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เคยเห็นแคมเปญอนุรักษ์ดีๆ สุดครีเอทีฟจากภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาวและกลุ่มเจียงใหม่ออร์แกนิก

หรือเคยไปกินขนมแสนอร่อยที่หอมปากหอมคอ ร้านเบเกอรี่ที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตั้งแต่เปิดร้าน

คุณเคยทำความรู้จักเธอคนนี้แล้วล่ะ เพราะทั้งหมดด้านบน (และอีกหลายสิ่งที่ไม่ได้เอ่ยถึง) คือผลงานการันตีความตั้งใจ ความใส่ใจ และความจริงใจ ที่เธอมีต่อเมืองเชียงใหม่ 

งานของเธอสนุก ขับเคลื่อน และเต็มไปด้วยพลัง พอๆ กับการใช้ชีวิตของเธอ 

เด็กสาวจากเชียงใหม่ จากบ้านไปเรียนสาขาการจัดการวัฒนธรรมที่ตอนนั้นใครๆ ก็ไม่รู้จัก ถึงประเทศฝรั่งเศส ได้ทำงานกับองค์กรระดับประเทศ ศิลปินระดับนานาชาติ ทำงานกับใครก็เป็นที่รักและเป็นที่ต้องการไปหมด แต่สุดท้ายสาวรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้ เลือกสละเส้นทางที่กำลังไปได้สวย และกลับบ้านที่เชียงใหม่มาค้นหาอิคิไก

เหมือนจะจบลงที่ตรงนี้ ชีวิตสุขสงบ ณ เมืองเหนือ

เปล่าเลย เรื่องราวหลังเธอค้นหาและค้นพบทางของตัวเอง กลายเป็นสนุกและมันยิ่งกว่า เธอกลายเป็นนักกิจกรรมที่ทำงานเชิงบวก เห็นปัญหา ไม่บ่นไม่ว่าแต่ชวนพรรคพวกมาร่วมลงมือแก้ไขเองอย่างจริงจัง เธอทั้งผลักดัน ขับเคลื่อน ท้าชน หรือบางทีเรียกว่าพุ่งชนก็ว่าได้

ไม่อยากสปอยล์ไปมากกว่านี้ ชวนอ่านการเดินทางที่บางจังหวะก็เรียบง่าย และบางจังหวะก็แสนผาดโผน ของหญิงแกร่งที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการผลักดันเมืองเชียงใหม่ไปสู่ความยั่งยืน บนหน้าจอต่อไปนี้กันเลย

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

01 

เด็ก’ถาปัตย์ที่ลงเรียนวิชาปรัชญา

อรชเข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนที่ยังเป็นคณะน้องใหม่เพิ่งเปิดทำการได้ 3 ปีเท่านั้น จากการได้ดูรายการ เพชฌฆาตความเครียด ของก๊วนพี่ๆ ซูโม่ทั้งหลาย ทำให้รู้สึกว่าความสถาปัตย์นั้นช่างครีเอทีฟ เต็มไปด้วยพลัง ฉีกออกจากบริบทสังคมสมัยนั้นได้อย่างน่าตื่นตา “ดูรายการพี่ๆ แล้วรู้สึกมีไอเดีย” เธอบอกพร้อมรอยยิ้ม

แม้จะเป็นเด็กสถาปัตย์ แต่อรชสนใจปรัชญาและประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เธอเลยถือโอกาสทองของการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยลงเรียนวิชาเหล่านั้นจริงๆ จังๆ เสียเลย 

“การเรียนออกแบบอาคาร ทำให้เราเข้าใจว่าอาคารหนึ่งอาคารจะตั้งอยู่ได้ มันมีความเกี่ยวพันกับบริบทโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวัฒนธรรม นั่นทำให้เรายิ่งสนใจลึกลงไปถึงงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ว่าอะไรเป็นเหตุและผล บริบทที่ทำให้มันเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ในอดีตคืออะไรกันนะ”

อรชอธิบายว่า งานออกแบบทุกอย่างในโลกตั้งแต่อดีต ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง เมื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้แล้ว ที่เหลือก็เป็นความรุ่มรวย ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ จะตกแต่งให้งดงามอย่างไรก็ว่าไป อย่างที่เด็กดีไซน์รู้กันว่า Form Follows Function นั่นแหละ

ยุคสมัยก็เป็นหนึ่งในบริบทสำคัญที่ส่งผลต่องานออกแบบ ในประเทศที่ยังหลงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์เยอะๆ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น จากยุคสงบสุขเฟื่องฟูที่สถาปัตยกรรมงดงามวิจิตรพิสดาร เมื่อเข้าสู่ยุคสงคราม สถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนไปเป็นป้อมปราการหนาทึบทันควัน 

แม้แต่แนวคิดเรื่องพระเจ้าก็สัมพันธ์กับงานออกแบบ สถาปัตยกรรมยุคโกธิกแหลมสูงพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ต้องไต่ขึ้นไปหาพระเจ้า เพราะคนเชื่อจริงๆ ว่าพระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่ด้านบน จนยุคถัดมาอย่างเรเนซองส์ที่ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากฟ้าบันดาล จึงเกิดเป็นยุคแห่ง Enlightenment ที่คนเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ นำมาสู่แนวคิดมนุษยนิยมและการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์ รูปแบบของสถาปัตยกรรมก็เปลี่ยนกลับมาเป็นสัดส่วน Rational แบบกรีกโรมัน และมีความเป็น Human Scale มากขึ้น

“มนุษย์เราไม่ได้ท้าทายหรือไม่เชื่อในพระเจ้านะ แต่นี่คือประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านงานออกแบบและสถาปัตยกรรม เป็นความจริงที่สนุกและน่าค้นหา ให้เราเห็นว่าบริบททุกอย่างมันเชื่อมโยงถึงกันจริงๆ มันคือวัฒนธรรม เราก็รู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าเราอยากทำงานด้านนี้ เราอินเรื่องวัฒนธรรม”

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

02

นักเรียนนอกผู้เรียนสาขาที่ไม่มีใครรู้จัก

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หากพูดคำว่าการจัดการวัฒนธรรมหรือ Cultural Management เชื่อว่าน้อยคนจะรู้จัก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจที่จะเรียนรู้ศาสตร์แห่งการจัดการวัฒนธรรมของอรชลดน้อยลง บัณฑิตสาวจากเชียงใหม่ลงมาแอ่วกรุงเทพฯ และฝึกงานที่เกอเธ่ สถาบันด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเยอรมนีที่มีอยู่ทั่วโลกอยู่นานถึง 8 เดือน พร้อมๆ กับเรียนภาษาเยอรมันไปด้วย

“ทีแรกตั้งใจจะไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี แต่ภาษายากเหลือเกิน ศัพท์แต่ละคำมีเพศที่ต้องจำเพิ่มอีกถึงสาม ไอ้เราก็ไม่เข้าใจทำไมโต๊ะเป็นเพศหญิง เซ้าซี้ถาม จนอาจารย์บอกว่าจำไปเถอะ อย่าคิดมาก” อรชเล่ากลั้วหัวเราะ

จนวันหนึ่งมีรุ่นพี่ที่จบจากฝรั่งเศสมาแนะนำว่า บุคลิกอย่างเธอน่าจะสนุกกับการใช้ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศส ด้วยความที่เป็นประเทศที่จริงจังกับงานด้านวัฒนธรรมมาก ยิ่งเธอสนใจเรื่องการจัดการวัฒนธรรมด้วยแล้ว ประเทศฝรั่งเศสก็เป็นตัวเลือกที่อาจจะเหมาะกับเธอมากกว่า อรชจึงลองไปค้นหาโรงเรียนที่มีหลักสูตรด้านนี้ ปรากฏว่าแค่เมืองเดียวในประเทศฝรั่งเศส ก็มีโรงเรียนด้านการจัดการวัฒนธรรมอยู่นับสิบแห่งสมคำร่ำลือเรื่องความจริงจัง

“สุดท้ายเราตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศฝรั่งเศส เรื่องภาษาไม่ต้องห่วง ผ่านภาษาเยอรมันสุดโหดมาแล้ว ภาษาฝรั่งเศสที่เป็นรากละตินเหมือนกัน แต่กฎเกณฑ์น้อยกว่าเลยง่ายขึ้นทันตาเห็น เริ่มจากไปเรียนภาษาและปรับตัวที่เมืองตูร์ (Tours) เมืองที่เขาเคลมว่าสำเนียงดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศส เจอครูและเพื่อนชาวญี่ปุ่น สเปน เกาหลี ที่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เราจับทางภาษาฝรั่งเศสได้ไวขึ้น จนทุกวันนี้ที่ติดต่อกับเพื่อนๆ กลุ่มนี้ ก็ยังใช้ภาษาฝรั่งเศสกันเหมือนเดิม

“จากนั้นก็ได้เวลาเข้าปารีส เราเลือกเรียนโรงเรียนเทคนิคเกี่ยวกับการจัดการวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เน้นภาคปฏิบัติและการนำไปประกอบอาชีพ เพราะถ้าเรียนมหาวิทยาลัยมันจะไปทางวิชาการมากกว่า แล้วเหมือนธรรมชาติจัดสรร เราเป็นคนชิลล์ ก็ได้ไปอยู่โรงเรียนที่ชิลล์มาก มีสอบแค่ปีละสองครั้ง เราก็เรียนได้ท็อปตลอดสมตำแหน่งเด็กเอเชีย เพราะเรามีแรงกดดันมากกว่าคนอื่น ภาษาต้องฟิต คอนเทนต์ก็ต้องได้”

อรชเล่าว่า โรงเรียนของเธอตั้งอยู่บนถนนโอเปรา หนึ่งในถนนสายเก่าแก่ของปารีส การเรียนที่นี่สนุกสนานมากเพราะไม่ว่าจะเรียนเรื่องอะไร ทางโรงเรียนจะเชิญตัวจริงเรื่องนั้นๆ มาถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องวัฒนธรรมกับนักเรียนในชั้นเสมอ อย่างชั้นเรียนเรื่องนิทรรศการและละครเวที แขกรับเชิญคือสถาบันระดับชาติอย่าง Pompidou หรือศูนย์วัฒนธรรมแห่งปารีส จะมาเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่ต้นจนจบงานวัฒนธรรมแต่ละครั้ง พวกเขามีขั้นตอนในการทำงานอย่างไร

“หลักสูตรปีเดียว แต่ไปๆ มา อยู่ประเทศฝรั่งเศสถึงสี่ปี หลังเรียนจบมีโอกาสฝึกงานหลายที่ ตั้งแต่แกลเลอรี่ครอบครัวเล็กๆ ที่ได้เรียนรู้และลงมือทำทุกขั้นตอน ไปจนถึงหน่วยงานวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย และกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ที่ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้”

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

03

เด็กฝึกงานกับโขนไทยในพระราชวังแวร์ซายส์

งานสุดท้ายก่อนกลับประเทศไทย อรชฝึกงานที่ France Culture หน่วยงานด้านวัฒนธรรมของกระทรวงการต่างประเทศแห่งฝรั่งเศส ที่มีภารกิจหลักในการแลกเปลี่ยนงานวัฒนธรรมดีๆ กับทั่วโลก โดยปีนั้นเป็นปีแรกของการจัดเทศกาลวัฒนธรรมไทยในฝรั่งเศส Tout à fait Thaï 2006 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมของสองประเทศ

“ที่ France Culture มีแผนกเอเชียอยู่แล้ว เขาก็ดีใจที่มีเด็กไทยมาฝึกงาน เพราะกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการเทศกาลวัฒนธรรมไทยในฝรั่งเศส มีอยู่วันหนึ่งต้องไปประชุมที่สถานทูตไทยประจำกรุงปารีส ในฐานะทีมฝรั่งเศสนะ ไปถึงทุกคนก็งงกันมาก ทำไมมีเด็กไทยอยู่ในทีมฝรั่งเศส พอฝึกงานครบกำหนด ทางสถานทูตไทยเลยชวนให้มาช่วยทำเทศกาลต่อ ไหนๆ ก็รู้เรื่องอยู่แล้ว เลยอยู่ต่ออีกแปดเดือนจนเทศกาลวัฒนธรรมไทยในฝรั่งเศสที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเสร็จสมบูรณ์

“เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ทรงคุณค่าของชีวิต เพราะได้เรียนรู้อะไรมากมาย โดยเฉพาะระบบการทำงานแบบการทูต แล้ววัฒนธรรมไทยที่นำไปจัดแสดงแต่ละอย่างไม่ใช่ธรรมดา มีทั้งโขน หุ่นละครเล็ก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงดนตรีไทย เสด็จฯงานสัมมนาวิชาการ มีจัดดนตรีร่วมสมัย ตลาดไทย ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะ และได้รู้จักพี่วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์, พี่โลเล (ทวีศักดิ์ ศรีทองดี), พี่ตั้ม (วิศุทธิ์ พรนิมิตร) รวมถึงครูที่สอนวิชาชีวิตหลังจากนี้อีกมากมาย อย่างพี่หนูเล็ก (บุรณี รัชไชยบุญ) จากการทำงานนี้”

อรชเล่าว่าชีวิต 4 ปีทำให้รู้ว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่อีโก้เยอะและภาคภูมิใจในวัฒนธรรมตัวเองอย่างที่สุด “การได้ไปอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น ทำให้เราตระหนักว่าถ้าอยากจะรักษาอะไรบางอย่างไว้ ก็ต้องมีความหัวเด็ดตีนขาดอย่างคนฝรั่งเศสหวงแหนวัฒนธรรม 

“และที่สำคัญ คือทุกอย่างรัฐล้วนสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีคลาสสิก โอเปรา งานป็อปอาร์ต หรือคอนเสิร์ตฮิปฮอป รัฐต้องให้เงินสนับสนุนเท่าเทียมกัน อย่างพิพิธภัณฑ์ก็เหมือนกัน ถ้าไปพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละห้องจะมีป้ายเขียนไว้เลยว่าใครบริจาคเงิน แต่ที่ฝรั่งเศสไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นของรัฐบาลและประชาชน”

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

04

สุริโยทัย และ มนต์รักทรานซิสเตอร์

อรชเล่าต่อว่า นอกจากความเข้มงวดจริงจัง ภาครัฐบ้านเขายังสร้างสรรค์งานวัฒนธรรมให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนได้สนุก น่าตื่นตา และน่าชื่นชม อย่าง White Night งานใหญ่ประจำปีที่ทั้งวันทั้งคืน ผู้คนต่างออกมาชื่นชมงานศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม กันอยากคึกคักทั่วกรุงปารีส ท้องถนนเต็มไปด้วยสีสันของศิลปะจัดวาง พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำการรัฐ เปิดให้เข้าชมฟรี ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทุกประเภทก็ฟรีทั้งหมดและวิ่งตลอด 24 ชั่วโมงด้วย เพราะเขาคิดมาแล้วทั้งระบบว่าถ้าจัดงานใหญ่ ต้องมีอะไรมารองรับและสนับสนุนศิลปินรวมถึงผู้ชมงานบ้าง

วัฒนธรรมคือวิถีชีวิต (Way of Life) ดังนั้นเวลาพูดถึงวัฒนธรรม เราจึงต้องพูดถึงสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด อรชยกตัวอย่างวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ว่า นอกจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอย่างเรือนกาแลแล้ว เราต้องยอมรับว่าเรือนโคโลเนียลก็เป็นวัฒนธรรมหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของเชียงใหม่ที่ชาวตะวันตกเข้ามา

“ตอนอยู่ปารีส มีครูประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดเจ๋งมาก เขาบอกว่าเรามองประวัติศาสตร์ผ่านสายตาของคนยุคปัจจุบัน เมื่อไม่ได้เกิดในยุคนั้น Perception หรือการตีความของเราจึงทำผ่านมุมมองของคนยุคนี้ หลายครั้งการนำเสนอวัฒนธรรมด้วยรูปแบบของคนในปัจจุบันจึงเป็นไปอย่างไม่เข้าใจคนในอดีต 

“มนุษย์ยุคปัจจุบันนำรูปภาพที่เคยอยู่ในโบสถ์มืดๆ สลัวๆ มาจัดแสดง สาดไฟจ้าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ทั้งที่ในยุคโบราณไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ตะเกียงส่องทาง ส่วนที่สว่างที่สุดคือแท่นบูชา รูปเหล่านี้จึงต้องอาศัยประกายวูบวาบของตะเกียงในการตีความ

“หรือการขุดพบถ้ำโบราณอายุหลายพันปีที่มีภาพวาดสัตว์ต่างๆ มนุษย์ยุคปัจจุบันเอาสปอตไลต์เข้าไปส่องจัดแสดง ภาพบนผนังถ้ำก็แบนไร้มิติไปเลย ถ้าลองนึกถึงบริบทของคนยุคนั้นที่ต้องใช้คบไฟเดินในถ้ำ เดินและดูภาพวาดแสงและเงาที่ตกกระทบทำให้ม้าบนผนังดูเหมือนมันวิ่ง มันเคลื่อนไหว นี่คือบริบทของยุคสมัยที่เราต้องคิดให้ลึกและหลายมิติเข้าไว้ ก่อนจะคิดรูปแบบการนำเสนอวัฒนธรรมนั้นๆ”

แล้ววัฒนธรรมความเป็นไทยอยู่ตรงไหน อรชเคยถามคำถามนี้กับนักศึกษาที่เธอสอนว่า “หนังเรื่อง สุริโยทัย กับ มนต์รักทรานซิสเตอร์ เรื่องไหนไทยกว่ากัน แน่นอนว่าต้อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ เพราะมันเข้าถึงวิถีชีวิตคนส่วนใหญ่ แต่รากประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้เช่นกัน

“ทุกวันนี้ เวลามองประวัติศาสตร์หรือมองปัจจุบัน เราจะมองในแง่คุณค่าวัฒนธรรม อย่างเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามองว่าคือการสืบทอดวัฒนธรรมอะไรบางอย่าง นึกถึงตอนงานถวายพระเพลิง หมดรุ่นนี้ ไม่มีใครทำเป็นแล้วนะ อย่างขบวนราชรถหรือพยุหยาตราทางชลมารค ล้วนเป็นศิลปะขั้นสูงที่ละเอียดอ่อนมาก มีมนุษย์ไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำศิลปะเหล่านี้ได้ มันคือองค์ความรู้

“ในขณะเดียวกันเราก็ให้คุณค่าศิลปะพื้นบ้าน พูดง่ายๆ คือตั้งแต่ในวังจนถึงคุณลุงสล่ากลางนา ทั้งหมดคือวัฒนธรรมความเป็นไทยที่สะท้อนวิถีชีวิต”

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

05

ชีวิตหลายภาษาหลังม่านการแสดง

กลับจากฝรั่งเศส พี่หนูเล็กก็ชวนอรชมาทำงานกับโอเวชั่น สตูดิโอ (Ovation Studio) เพราะเห็นความคล่องแคล่วในการทำงานจากเทศกาลวัฒนธรรมไทยในฝรั่งเศส โดยเริ่มแรกพี่หนูเล็กให้อรชมาช่วยประสานงานเวลา มีคณะศิลปินฝรั่งเศสมาเปิดการแสดงที่ประเทศไทย เพราะเธอพูดภาษาฝรั่งเศสได้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเป็นชาติใด ก็มักจะเป็นเธอทุกครั้งที่ถูกเรียกมาช่วยงาน

“โอเวชั่น สตูดิโอ อยู่เบื้องหลังงานแสดงศิลปวัฒนธรรมมากมายในประเทศไทย เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพี่หนูเล็กและทีมพี่ๆน้องๆ โดยเฉพาะเรื่องความเนี้ยบและความเอาอยู่ ที่จำได้ดีคือตอนจัดงาน La Fête เทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส-ไทย ที่มีศิลปินจากฝรั่งเศสมาเปิดการแสดงหลายสิบคน สมัยนั้นจัดที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ เราเห็นในอีเมลแจ้งว่า ทุกคืนหลังการแสดงต้องส่งเสื้อผ้าศิลปินซักให้ทันใช้วันต่อไป เพราะต้องแสดงต่อเนื่องทุกคืน ทีมงานก็เตรียมหาเบอร์ติดต่อร้านซักรีดให้มารับเสื้อผ้าเป็นเรื่องเป็นราว

“ปรากฏว่าพอไปถึงศูนย์วัฒนธรรมฯ พี่หนูเล็กเตรียมทั้งเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ไว้เรียบร้อยหลังเวที และเตรียมทีมรีดผ้าเข้ามาตอนเที่ยงคืน เพื่อให้ตอนเช้าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย พร้อมใช้งานสำหรับการแสดงรอบต่อไปในช่วงค่ำ โอ้โห นี่คือวิธีคิดที่ทำให้เรารู้เลยว่า ถ้าทุกอย่างอยู่ในมือ มันควบคุมได้”

อรชเรียกความเนี้ยบแบบนี้ว่าความโอเวชั่น “แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่อาจจะโอเวชั่นไปหน่อย เทศกาลมายากลฝรั่งเศส แสดงรอบแรกจบ แม่บ้านก็ดูแลซักรีดเรียบร้อย จนการแสดงรอบต่อมา เอ๊ะ ทำไมอยู่ดีๆ นักแสดงทำท่าทางแปลกๆ ขัดๆ ปรากฏว่ากระเป๋าเสื้อที่เขาแอบเจาะช่องไว้ซ่อนทริกมายากล ถูกเย็บจนเรี่ยมเพราะแม่บ้านนึกว่าขาด เอาสิ จริงๆ แค่ซักรีดผ้าแต่ด้วยความเนี้ยบเจอรูก็จัดการต้องปะชุนให้เรียบร้อย ความโอเวชั่นยันแม่บ้าน กรณีแบบนี้ทีมงานเลยต้องทัน คิดรอบและคิดละเอียดพอที่จะดักคอเขาไว้ก่อน” อรชเล่ากลั้วหัวเราะ

Put the right man on the right job. คือหลักการทำงานกับคนที่อรชยึดถือมาตลอด “เราพิสูจน์เองมาแล้วว่า ถ้าถูกงานถูกคน ผลลัพธ์จะเวิร์ค การทำงานกับพี่หนูเล็ก ชัดเจนว่าเราไม่ต้องช่วยเตรียมงานใดๆ ในตอนต้น แต่พอศิลปินต่างชาติมาถึงปุ๊บ เราต้องเอาให้อยู่ หน้างานตรงนั้นไม่ใช่แค่ล่ามหรือประสานงาน แต่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย อีกเหตุการณ์ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ศิลปินชาวฝรั่งเศสซ้อมการแสดงอยู่บอกว่าหนาว ช่วยปิดแอร์หน่อย ทีมงานไทยก็วุ่นวายกันเลยเพราะถ้าปิดแอร์ตอนนั้น มันจะเปิดและเย็นไม่ทันรอบการแสดงตอนเย็น

“เราก็ต้องหาวิธีสื่อสารกับเขาถึงปัญหาและทำไมเราทำให้ไม่ได้ คนฝรั่งเศสขี้บ่น ถ้าเคยไปอยู่จะรู้จักคำว่า It’s complicated ที่เขาใช้บ่นทุกเรื่อง รถเมล์เสีย ไฟฟ้าดับ เรื่องเล็กเรื่องน้อยหรือทุกอย่างที่ดูยากซับซ้อนเขาใช้คำนี้หมด สุดท้ายเราก็ไปบอกเขาว่าถ้าปิดแอร์มันจะ Complicated มากเลย กว่าจะปิดจะเปิดใหม่อีกที เธอจะให้ปิดจริงๆหรือ ศิลปินพยักหน้าเข้าใจ บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันไปหาเสื้อหนาวมาใส่ ที่เล่าเหตุการณ์นี้เพราะบางทีวิธีคิดมันมีนิดเดียว มันปรับได้ง่ายๆ แค่เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร”

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

06

กลับบ้านมาค้นพบอิคิไก

แม้จะสนุกกับงานแค่ไหน แต่เสียงข้างในใจมันเรียกร้องให้ปิ๊กบ้าน อรชจึงตัดสินใจกลับจังหวัดเชียงใหม่ และทำงานที่โรงแรมชื่อดังอยู่หนึ่งปีในตำแหน่งเซลล์ 

“เป็นงานที่สนุกไปอีกแบบ แต่สิ่งที่เราค้นพบกลับไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องเฟมินิสต์ เพราะที่นี่เราทำงานกับพี่ๆ ทีมเซลล์หญิงล้วนแปดคนที่แข็งแกร่งมาก

“ชีวิตเราศรัทธาในความเป็นผู้หญิงทำงานมาก แล้วการทำงานที่ผ่านมา เจ้านายทุกคนเป็นผู้หญิงเก่งหมดเลย ตั้งแต่ที่สถาบันเกอเธ่ จนไปประเทศฝรั่งเศสกลับมากรุงเทพฯ และเชียงใหม่ แล้วที่บังเอิญคือเราได้ทำงานกับทุกคนในช่วงตั้งท้อง ทำงานไม่หยุดจนท้องเข้าเดือนที่เก้า อีกสองวันจะคลอดก็ยังทำงานอยู่ กลายเป็นภาพจำในหัวว่า Working Women ต้องเป็นแบบนี้แหละ ทำงานหนักตอนตั้งท้องไม่ใช่อุปสรรค แต่มันคือแพ็กเกจชีวิต จนกระทั่งตัวเองตั้งท้องลูกทั้งสองคนก็ทำงานจนหยดสุดท้าย” อรชเล่าอย่างติดตลก

ทำงานโรงแรมได้ปีเดียว อรชก็ลาออกมาเปิดร้านขนมฮาร์ทเมดชื่อ ‘หอมปากหอมคอ’ ที่ทั้งร้านมีเมนูอยู่ไม่กี่อย่าง เป็นเมนูที่เธอชอบทานเพราะพ่อทำให้ทาน และผ่านการคิด ทดลองทำอย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมั่นใจว่าแบบนี้อร่อยที่สุด ลูกค้าติดหนึบเพราะติดใจรสชาติและความพิถีพิถัน จนตอนนี้ร้านอายุเข้าปีที่ 10 เมนูก็ยังเป็นเมนูเดียวกับวันแรกที่เปิดกิจการ

“ตอนนั้นเรามีคติประจำชีวิตอยู่สองสามอย่าง ที่เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือหลักอิคิไก หรือความหมายของการมีชีวิตอยู่แบบญี่ปุ่น อย่างแรกคือทำสิ่งที่ตัวเองรัก อย่างที่สองคือทำสิ่งที่หาเลี้ยงชีพได้ และอย่างที่สามคือทำสิ่งที่โลกต้องการและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี ข้อสุดท้ายเนี่ย ญี่ปุ่นสุดๆ ถ้าเราชอบ เรารักแต่ทำได้ไม่ดี อย่าทำ เพราะมันอาจเป็นปัญหาให้คนอื่นด้วย ทำสิ่งที่รักและทำได้ดี ซึ่งก็คือหลัก Put the right man on the right job. นั่นเอง”

กิจการร้านหอมปากหอมคอไปได้ดี แต่อรชค้นพบว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่เธอตามหา “เราเห็นพ่อทำงานด้านวิจัยท้องถิ่นมาตลอด ดังนั้น แนวคิดในการทำงานที่ก้าวพ้นตัวเองออกไปจึงถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ตัว ทำงานวัฒนธรรมที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่รักแต่ไม่ได้อยู่ในบ้านที่รัก ทำงานโรงแรมหาเลี้ยงชีพได้แต่ไม่ใช่งานที่รัก ทำร้านขนมเป็นงานที่รักหาเลี้ยงชีพได้แต่ไม่ได้คิดต่อไปถึงคนอื่น ชีวิตในโลกนี้ ถ้าเราคิดถึงคนอื่นบ้าง ไม่ใช่แค่ตัวเอง ทุกอย่างมันจะดีกว่านี้เยอะเลย

“ระหว่างขายขนม เราเลยเอาเงิน เอากำไรที่ได้ไปทำงานวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในเมืองเชียงใหม่” อรชเล่าอย่างกระตือรือร้น

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

07

ขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยเครื่องหมายบวก

อรชบอกว่า เธอเชื่อในการทำงานเล็ก ลึก และเนี้ยบ เธอเริ่มทำโปรเจกต์ในนามกลุ่มคนเมืองเมือง ที่พูดถึงความสำคัญของการรักษาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งชวนกลุ่มเพื่อนสถาปัตย์กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังต่างคนต่างแยกย้ายกันไปผจญภัยในเส้นทางของตัวเองอยู่หลายปี เพื่อร่วมกันทำโปรเจกต์ชุบชูใจที่สร้างแรงกระเพื่อมอะไรบางอย่างให้สังคม 

“เราไปจัดงานเมืองเมืองกันที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ ใจกลางถนนคนเดินวันอาทิตย์ เป็นงานวัฒนธรรมเล็กๆ ที่ดึงคนเข้ามานั่งเสื่อทานลูกชิ้น ฟังดนตรีดีๆ ดูนิทรรศการเรื่องบ้านเมืองอย่างไม่ยัดเยียด เวลาไปทำงานจะเห็นว่าแต่ละอาทิตย์มีขยะเยอะมาก โดยเฉพาะภาชนะพลาสติกและโฟม เพื่อนคนที่ริเริ่มโปรเจ็คต์สิ่งแวดล้อม เคยไปเดินดูหลังเลิกงานตีหนึ่งถึงตีห้า โอ้โห ขยะเกลื่อน ทุกวันอาทิตย์เชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตโฟมที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ แล้วขยะพวกนั้นก็มีทางไปต่อแค่ทางเดียว คือขนไปเผาที่พิษณุโลก

“มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่เราเดินรื่นรมย์กันแค่ห้านาที แต่ทิ้งขยะให้โลกไปอีกสองพันปี นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของโปรเจกต์ no foam for food ที่เราทำกันเอง เพื่อเปลี่ยนการใช้ภาชนะโฟมและพลาสติกมาเป็นวัสดุย่อยสลายได้ อย่างชานอ้อย ใบตอง และกระดาษ”

โปรเจกต์เริ่มต้นที่ถนนคนเดินวัดพันอ้นบนถนนคนเดิน ซึ่งเจ้าอาวาสท่านร่วมด้วยอย่างแข็งขัน ใครเปลี่ยนมาใช้วัสดุย่อยสลายไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาขายในอาณาเขตวัด และทำระบบแยกขยะแต่ละประเภทออกจากกันอย่างจริงจัง เพื่อหาทางไปต่อให้ขยะทุกชนิด เศษอาหารกับเศษชานอ้อยเอาไปทำปุ๋ยหมัก ขวดพลาสติกก็นำไปรีไซเคิล 

“เราทำงานเชิงบวก คือแทนที่จะไปว่าคนที่ยังไม่เลิกใช้โฟม ก็มาสนับสนุนให้คนใช้ชานอ้อยแทน เขาไม่เปลี่ยนเพราะอะไร ตอนนั้นโฟมราคายี่สิบห้าสตางค์ แต่ชานอ้อยราคาห้าบาท ถ้าอยากให้เขาเปลี่ยน แทนที่จะไปตะโกนเย้วๆ หรือบีบบังคับกัน เราต้องจัดการกลไกราคาให้ถูกลง เพื่อนเราเลยติดต่อคุณหมอวีระฉัตร (นายแพทย์วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์) เจ้าของโรงงานผลิตภาชนะชานอ้อย สุดท้ายเขาลดราคาลงให้เกือบครึ่ง จนทุกวันนี้ผ่านมาจะสิบปี พ่อค้าแม่ค้าที่ถนนคนเดินวัดพันอ้นก็ยังซื้อภาชนะชานอ้อยในราคานี้ เค้าเรียกราคาโนโฟม”

เมื่อผลลัพธ์ปรากฏชัดเป็นรูปธรรม ผู้คนก็เห็นความเป็นไปได้ที่มากขึ้น จนวันหนึ่งรุ่นพี่นักกิจกรรมอย่างเครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม และหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ก็จูงมืออรชไปพบนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ เพื่อขยายโปรเจกต์นี้ให้ครอบคลุมถนนคนเดินเชียงใหม่ทั้งสาย ที่มีร้านค้าอยู่หลายร้อยร้าน

การทำงานกับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น ทำให้อรชต้องงัดสารพัดเทคนิคที่ได้เรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงานมาใช้ “ความเข้าใจในระบบงานราชการถูกงัดขึ้นมาใช้หมดเลย เราต้องทำให้เขาเห็นภาพใหญ่ให้ได้ว่า การเปลี่ยนภาชนะโฟม พลาสติก เป็นภาชนะย่อยสลายได้มันสร้างอิมแพ็กยังไง ชาวต่างชาติจะประทับใจในความใส่ใจ และเราจะได้นักท่องเที่ยวกลุ่มไหนเพิ่มเข้ามา 

“ท่านนายกฯ คะ ถ้าโครงการถนนคนเดินเชียงใหม่โนโฟมสำเร็จนี่ เราจะเป็นต้นแบบและส่งไปประกวดที่ไหนก็ได้ เทรนด์รักษ์โลกกำลังมานะคะ” นี่คือการทำงานกับผู้มีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่ถนนคนเดิน เหมือนเจ้าอาวาสในวัดพันอ้น

“วิธีทางการทูตก็ใช้ได้ผล เราผลิตป้ายเล็กๆ เขียนชัดเจนว่า ร้านนี้ No Foam เชิญให้นายกเทศมนตรีเดินแจกพ่อค้าแม่ค้าติดไว้หน้าร้าน ระหว่างเดินแจกก็ตามถ่ายรูปไว้เหมือนเป็นคำมั่นสัญญา ถือเป็นผลงานของเทศบาลนครเชียงใหม่ ในทางกติกา ถ้าจับได้ว่ามีการใช้โฟมหนึ่งครั้ง จะโดนใบเหลืองหนึ่งใบ ครบสามใบเมื่อไหร่โดนใบแดง หมายถึงห้ามขายอีกต่อไป ซึ่งเราก็ต้องทำงานกับพี่ๆเจ้าหน้าที่เทศกิจในการช่วยสอดส่องด้วย”

เช่นเดียวกับ Working Woman ที่อรชเคยทำงานด้วย เธออบขนมทุกวันไปพร้อมๆ กับทำโปรเจกต์ no foam for food เธอเล่าอย่างติดตลกว่า แม้จะท้องโย้ใกล้คลอด แต่เธอก็ยังสนุกกับการลงพื้นที่ไปดูแลความคืบหน้าของโปรเจกต์ที่กำลังเติบโตอย่างสม่ำเสมอทุกอาทิตย์

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

08

รถไฟฟ้าใต้ดินเชียงใหม่กับการสื่อสาร

อรช ยังเป็นหนึ่งในทีมประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ของโครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการของกระทรวงคมนาคมที่ทำร่วมกับคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งป็นจุดเริ่มต้นให้เชียงใหม่จะมีรถไฟฟ้าใต้ดินผสมบนดินใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 

“เราต้องทำการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น จัดการประชุมกลุ่มย่อยที่ไม่ได้จัดใน มช. เหมือนที่เคยทำมา แต่เวียนไปจัดตามที่ที่ชุมชนใช้อยู่แล้ว ในศาลาวัด ในคริสตจักร ในที่ว่าการอำเภอ มันคือท่าทีของเรานะที่เข้าหาเค้า ทำให้มีคนเข้าร่วมมากเกินคาด และให้ความร่วมมือช่วยกันขีดเขียนเส้นทางรถไฟฟ้าที่พวกเขาอยากได้ และบอกข้อกังวลให้เราบันทึกไว้”

เพราะเป็นงานระดับเมือง คนทั้งเมืองเป็นผู้เกี่ยวข้อง อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกันของคนทั้งเมือง

“ความสนุกและท้าทายคือ ทีมเราต้องแปลภาษาวิศวะยากๆ ให้เป็นภาษาที่คนเข้าใจง่าย ทำเรื่องระบบรถต่างๆ เป็นการ์ตูน อธิบายให้เห็นภาพโครงการชัดเจนว่าตอนนี้อยู่ขั้นไหนจะไปที่ไหนต่อ ปิดท้ายด้วยการทำคลิปวีดีโอที่มีตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี นักวิชาการ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กรมศิลป์ นักเรียน นักท่องเที่ยว คนทั่วไป เพื่อสื่อสารและสะท้อนเสียงของคนเชียงใหม่ไปยังส่วนกลาง”

09

วิถีชีวิตที่มีทางเลือก

วัฒนธรรมคือวิถีชีวิต และบทสนทนากับอรชที่ร้านหอมปากหอมคอในช่วงบ่ายใต้ร่มฉำฉา ทำให้เราเชื่อว่าวิถีชีวิตมีหลากทางเลือก เธอคือตัวตั้งตัวตีในการเชื่อมเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ กับผู้บริโภคในเมืองเชียงใหม่ที่ต้องการหาทางเลือกที่ดีกว่าในการกินเข้าด้วยกัน

“เราอยากอยู่ในโลกที่สิ่งแวดล้อมดีขึ้น อยากกินของดีที่ปลอดภัย เพราะเริ่มตั้งท้องลูกคนแรก แต่ด้วยความเป็นนักกิจกรรม กินอย่างเดียวไม่ได้ พอสนใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว สัญชาตญาณบอกให้เชื่อมเครือข่าย เพื่อขยับขยายให้แนวคิดที่เราคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีกับตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมแข็งแรงขึ้น เลยไปจับมือกับเครือข่ายเขียว สวย หอมอีกครั้ง เพื่อผลักดันโปรเจกต์เกษตรอินทรีย์”

อรชร่วมก่อตั้งร้านฮักเวียงช็อป แพลตฟอร์มกิจการเพื่อสังคม ที่ขายผลผลิตทางการเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษ จากร้านที่เปิดได้หนึ่งปีและปิดไป ต่อยอดจริงจังไปถึงตลาดนัดอินทรีย์เล็กๆ ที่เธอชวนเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์มาเปิดกันอย่างคึกคัก พร้อมกับกระแสเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็ว

“พืชที่ตลาดอินทรีย์ในเชียงใหม่ไม่ได้แพงอย่างที่กรุงเทพฯ ราคาเท่าผักทั่วไปในตลาดสด เพราะเกษตรกรอินทรีย์ที่เชียงใหม่ส่วนใหญ่ปลูกให้ตัวเองกินก่อน เหลือจึงค่อยขาย ทำจริงจังอยู่ร่วมปี ปรากฏว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มหลายหมื่นบาทต่อเดือน” อรชเล่ายิ้มๆ

วันหนึ่งอรชกับทีมฮักเวียงช็อปได้ไปดูงานที่สามพรานโมเดล ได้พบพี่โอ-อรุษ นวราช และโปรเจกต์ Farm to Fuction ที่ขยายเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์และผู้บริโภคให้ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมนิทรรศการองค์การมหาชน (TCEB) นำผลผลิตอินทรีย์จากแปลงมาสู่งานฟังก์ชัน อย่างงานประชุมสัมมนา นิทรรศการ หรือประชุมวิชาการนานาชาติ

“พี่โอเป็นคนแรกๆ ที่เอาข้าวอินทรีย์จากอีสาน ผักผลไม้อินทรีย์ของคุณลุงคุณป้ามาเข้าโรงแรม มีป้ายบอกชื่อคนปลูกและสวน สร้างจุดขายใหม่ๆ ให้โรงแรม ดร.จุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือของ TCEB ขณะนี้ เลยเสนอให้เราเชิญพี่โอมาคุยเรื่อง Farm to function ที่เชียงใหม่ เราได้เชิญโรงแรมร้านอาหารและเกษตรกรอินทรีย์มาคุยกัน มีจัดเลี้ยงอาหารอินทรีย์ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน รสชาติอร่อยและสวยงาม จากอาหารมื้อนั้น ทำให้ทางสามพรานโมเดล เห็นศักยภาพของเมืองเชียงใหม่ว่ามีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำครบ เลยเลือกเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่อง กลายเป็นเจียงใหม่ออร์แกนิก

กลุ่มเจียงใหม่ออร์แกนิกขับเคลื่อนเรื่อง Organic Tourism กับสามพรานโมเดล โดยรวมผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ผลิตหลายเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน มันคือการท่องเที่ยวที่เกาะเกี่ยวไปกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด อรชยกตัวอย่างหนึ่งในทริปที่เธอจัด กับการพาเหล่าเชฟและผู้ประกอบการลงแปลงผัก เข้าป่าเชียงดาวเพื่อเสาะหาวัตถุดิบ จากนั้นมานำมาปรุงเป็นอาหาร Chef’s Table อย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในปัจจุบัน ต้นแบบโมเดลมาจาก Organic Tourism นี่เอง

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

10

ความสำเร็จของภาคประชาชน 

อรชเป็นหนึ่งในสมาชิกของภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาวที่ดูแลเพจ เรารักดอยหลวงเชียงดาว มีแฟนเพจเกือบหมื่นคน 

คนเล็กๆ กลุ่มนี้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน เริ่มด้วยการทักท้วงโครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นยอดดอยหลวง ซึ่งรับไม้ต่อมาจากลุงป้าน้าอารุ่นใหญ่ที่คัดค้านมาหลายปี โดยเคลื่อนไหวเชิงบวก รณรงค์ให้คนรักและหวงแหนดอยหลวงเชียงดาว ชูให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติ โดยมีการจัดนิทรรศการ การทำหนังสือ ทำเพลง จัดเวทีพูดคุยต่างๆ 

ปีที่แล้ว ดอยหลวงเชียงดาวประสบวิกฤตไฟป่ารุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าผืนป่าดอยหลวงเชียงดาวเป็นที่ที่พิเศษมาก มีความหลากหลายทางธรรมชาติสูง เพราะเป็นภูเขาหินปูนปลายเทือกเขาหิมาลัยในเขตร้อน สภาพภูมิประเทศและอากาศเอื้อต่อความอุดมสมบูรณ์ พันธุ์พืชในไทย 20 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่ และมีพืชเฉพาะถิ่น (Endemic) หมายถึงพืชที่พบได้ที่นี่และไม่มีที่อื่นในโลกอยู่ถึง 50 ชนิด 

ไฟป่าจึงไม่ได้แค่สร้างปัญหาฝุ่นพิษ แต่ที่ใหญ่โตพอกัน คือมันทำลายความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณที่ส่งผลต่อระบบนิเวศทั้งระบบ

“พอรับรู้ถึงความรุนแรงของไฟป่า ภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาวก็รีบเปิดระดมทุนกับกลุ่มม่วนใจ๋ อย่างแรก ด่วนที่สุด เราก็เอาไปซื้ออุปกรณ์สนับสนุนการทำงาน หน้ากาก สายยาง เครื่องเป่าลมของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านบนดอยที่อยู่หน้าไฟ เพื่อดับไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

“การทำงานหน้าไฟสำคัญ แต่ช่วงเวลาที่ไม่มีไฟสำคัญกว่า ภาคีทำงานระยะยาว ปีที่แล้วพอไฟไหม้หนักขึ้นไปถึงทุกยอดดอย กรมอุทยานเลยประกาศปิดดอยหลวงเชียงดาวให้ธรรมชาติฟื้นฟู ภาคีเลยอาศัยเวลาทองนี้ ทำงานกระบวนการกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ท้องถิ่น อาสาสมัครและชุมชน พยายามพูดคุยทำความเข้าใจเรื่องการดูแลป่า พื้นที่ป่าชุมชน การจัดการเชื้อเพลิง เปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เป็นปัญหา เพราะต้องเผาแล้วไฟลามไปในผืนป่าเป็นการปลูกพืชอินทรีย์ ทำกองทุนหมู่บ้านที่ดูแลป่าต้นน้ำ ภาคีทำงานขับเคลื่อนมากมายใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ในพื้นทีี่ทั้งปีและเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนของสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้ ที่เกิดช้ากว่าปกติไปถึงสองเดือน และเกิดน้อยลงมาก” อรชเล่าอย่างภูมิใจ

ตอนนี้ภาคีได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว และเป็นหนึ่งในคณะทำงานแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไฟป่าร่วมกับภาคส่วนอื่นๆในเชียงใหม่ อรชบอกว่าสำหรับเธอ นี่คือความสำเร็จของภาคประชาชน 

และข่าวดีล่าสุด คือคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดอยหลวงเชียงดาวขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลหรือ Biosphere Reserve Area ที่อรชอธิบายว่า เป็นเหมือนมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่จะยิ่งทำให้ปราการดูแลดอยหลวงเชียงดาวแน่นหนาขึ้น 

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

11

เมืองที่ขับเคลื่อนด้วย MICE

บทบาทล่าสุดของอรช น่าสนใจและชวนตื่นเต้นถึงผลลัพธ์ในอนาคตมาก นั่นคือการเป็นผู้แทนสำนักภาคเหนือของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ที่เธอได้ใช้ประสบการณ์และเครือข่ายการทำงานทั้งชีวิต มาหลอมรวมเป็นงานขับเคลื่อนเมืองด้วย MICE (Meetings, Incentive, Conventions และ Exhibitions)

“หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าการจัดประชุมหรือนิทรรศการนั้นเคลื่อนเมืองได้ยังไง สำหรับเรา MICE คือเครื่องมือในการได้มาซึ่งคุณค่าบางอย่างให้กับคนและเมือง เช่น จัดประชุมวิชาการให้ได้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ๆ จัดประชุมองค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพคน จัดงานแสดงสินค้ายกระดับเศรษฐกิจ งานเทศกาลศิลปวัฒนธรรมต่างๆ เชื่อมเครือข่ายให้เมืองมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้น

“และภายหลังนักเดินทาง MICE ก็จะได้ประโยชน์ในห่วงโซ่คุณค่านั้น เพราะเมืองมีต้นทุนที่ดีขึ้น มีกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ทำกิจกรรม team building, CSR มากขึ้น มีแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนที่หลากหลาย มีเวิร์คช็อปดีๆ จากพ่อครูแม่ครูภูมิปัญญาตัวจริง ได้ใช้ผลผลิตจากเกษตรกรในโรงแรมร้านอาหาร

“เราไม่ศรัทธาในงานที่ทำปีละสามวัน ห้าวันแล้วจบ ดังนั้น งาน MICE ที่เราทำ จึงไม่ใช่แค่การจัดประชุมในห้องประชุม หรือจัดอีเวนท์ใหญ่ๆที่จัดเสร็จแล้วแยกย้าย แต่เรากำลังทำสิ่งที่ลึกและกว้างกว่านั้นมาก นั่นคือการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้คน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เกิดนวัตกรรมความรู้ใหม่ๆ และเกิดส่งต่อสืบทอดต่อไปให้คนรุ่นใหม่ ทั้งระหว่างบุคคล ชุมชน ประเทศและโลก แปลว่าในการทำงานทุกครั้ง จะต้องให้เกิดคุณค่าหรือมรดกบางอย่าง (Legacy) ให้กับเมืองอย่างถาวร”

“มากไปกว่านั้นคือทุกครั้งที่ TCEB หมายมั่นจะจัดงานระดับนานาชาติ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้พร้อมรองรับงานที่จะเกิดขึ้น เครือข่ายผู้คนก็ต้องเตรียมพร้อม พัฒนาเมืองจากต้นทุนที่มีอยู่ ทำงานอย่างต่อเนื่องและมีจุดหมาย สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อเมืองอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นสำหรับเรานี่คืออีกทางในการผลักดันเมืองอย่างยั่งยืน”

12

ส่งต่อโลกที่ดีให้คนรุ่นถัดไป

“เราเลี้ยงลูกแบบไม่ให้กินยาเลย บ้านเราเชื่อในพลังของธรรมชาติ เพราะเรากินอย่างมีสมดุล กินของอินทรีย์ ทุกครั้งที่ลูกป่วยเป็นไข้ เรารู้ว่าร่างกายเขากำลังสู้กับเชื้อโรคอยู่ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเพื่อทำให้เชื้อโรคตาย ไม่ต้องกินยาลดไข้ เพราะมันเป็นแค่การลดอุณหภูมิ ไม่ได้ทำให้เชื้อโรคตาย ตัวร้อนมากๆ มีโอกาสชัก ร่างกายมนุษย์จะชักเมื่อขาดน้ำ งั้นก็ดื่มน้ำบ่อยๆ กินผลไม้วิตามินซีสูง นอนเยอะๆ ออกกำลัง ลูกเราเคยเป็นไข้หวัดสายพันธุ์อะไรมาบ้างไหมไม่รู้ เพราะไม่เคยไปตรวจ ปล่อยให้ร่างกายเยียวยาตัวเอง อย่างมาก 3-4 วันก็หาย เป็นแม่ที่จิตแข็งเนอะ” อรชเล่าประสบการณ์​เลี้ยงลูกชาย​ 2 คนให้ฟังแบบสบายๆ

10 กว่าปีของการกลับบ้านมาทำงานผลักดันวัฒนธรรมและสิ่งล้อม บางโปรเจกต์เป็นผู้นำ บางโปรเจกต์เป็นผู้ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่การได้ออกหน้า อรชไม่เคยสนใจว่าใครจะรู้จักเธอหรือไม่ เงื่อนไขสำคัญของหญิงแกร่งคนนี้ ขอเพียงงานเห็นผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ 

“เชียงใหม่มีกลุ่มคนตัวเล็กที่กำลังผลักดันเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่มากมาย ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต่างคนต่างทำ ทำไมไม่มารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ในฐานะคนทำงาน เรื่องทางใจสำคัญมากสำหรับงานลักษณะนี้ที่เป็นงานกึ่งอาสาสมัคร บางคนก็ได้ค่าตอบแทนบ้าง แต่สำหรับเรา งานสิ่งแวดล้อมนี้เราทำฟรีไม่รับเงิน ตัวเราเองและคนอื่นๆ ล้วนทำด้วยใจที่อยากจะเห็นโลกใบนี้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะคลิกกัน เคมีการทำงานตรงกันไปหมด แต่ละกลุ่มก็มีแนวคิด มีรูปแบบ และธรรมชาติของตัวเอง ถ้าต่างคนต่างทำแล้วได้ประสิทธิภาพมากกว่า ก็อาจจะเป็นผลดีในองค์รวมมากกว่า

“สำคัญคือต้องทำแล้วไม่เบียดเบียนตัวเอง รู้ว่าทางตันของการผลักดันนี้อยู่ตรงไหน ถึงจุดไหนที่ฉันอาจจะต้องปล่อยวาง เพื่อไม่ให้การทำงานมีผลกระทบกับชีวิตส่วนอื่น ทำเท่าที่ไหว สิ่งที่พาเรามาจนถึงทุกวันนี้ได้โดยไม่สติแตกไปเสียก่อน คือความเป็นคนคิดบวก คำพูดติดปากคือ ‘มันไม่ใช่ปัญหาหรอก’ อะไรแก้ได้ก็ทำ อะไรที่แก้ไม่ได้ก็ปล่อย แต่ก็ต้องระวัง เพราะการคิดบวก กับการหลอกตัวเอง มันใกล้กันนิดเดียว

“เราไม่เคยกลัวอะไรเลย ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ ไม่กลัวการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และไม่คิดเคยว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำยังไงไปก่อน ลุยไปเลยสิ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ได้ แค่นั้นเอง แต่ต้องถามตัวเองว่าเต็มที่หรือยัง เราเป็นคนเชื่อในจังหวะชีวิตน่ะ และมั่นใจในทางที่เลือกเดิน เราเชื่อว่าชีวิตมันจะนำพาไปเอง” เธอเอ่ยยิ้มๆ

ทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อส่งต่อโลกที่ดีให้คนรุ่นถัดไป “เราสอนลูกให้เข้าใจว่าธรรมชาติเชื่อมโยงกับชีวิตยังไง และสอนให้มีความสุขได้ง่ายๆ จากเรื่องง่ายๆ ตื่นเช้ามา เฮ้ย วันนี้อากาศดีแฮปปี้จังเลย ช่วงที่มีฝุ่นควัน ท้องฟ้าอึมครึมไม่สดใส แต่อย่างน้อยเราก็มีเครื่องฟอกอากาศ พูดคำว่า ‘อย่างน้อย’ ให้เยอะ และพูดคำว่า ‘รู้อย่างนี้’ ให้น้อย แล้วคุณจะ Appreciate กับการมีชีวิตมากขึ้น”

อรช บุญหลง นักเคลื่อนไหวผู้ทำให้วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่จับต้องได้และยั่งยืน

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load