เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

Avatar

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load