เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ย้อนวัยกลับไปสมัยปี 2000 ต้น ๆ สิ่งที่การันตีระดับความฮอตของไอดอลวัยรุ่นยุคนั้นคงเป็นกระทู้ตามหาวาร์ปบนเว็บบอร์ด Dek-D.com 

‘ใครรู้จักคนนี้บ้าง’ 

‘พี่คนนี้อยู่โรงเรียนไหน’

‘คนนี้ชื่ออะไร ทำไมน่ารักจัง’

คำถามเหล่านี้มักขึ้นจั่วหัวกระทู้ ข้างในแนบรูปถ่ายคนน่ารักความละเอียดต่ำที่เซฟต่อ ๆ กันมาหลายต่อหลายครั้ง บลูทูธส่งต่อกันหลายต่อหลายเครื่อง เหตุเนื่องมาจากความปังของเน็ตไอดอลคนนั้น

กระทู้หนึ่งในปี 2012 ก็เช่นกัน วันนั้นมีคนโพสต์ตามหาเด็กหนุ่มมือกีตาร์ของวงดนตรีโรงเรียนมัธยม ยิ้มสดใสเผยให้เห็นเหล็กดัดฟัน คอมเมนต์ของชาวเน็ตบอกว่าเขาคือ ‘พี่ลี’ ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ ตอนนั้นหลาย ๆ คนคงรู้จักลีในแบบนั้น

หลายปีต่อมาเขาปรากฏตัวอีกครั้งอย่างเป็นทางการบนเวที Finding U-Princes Project ที่กำลังเฟ้นหานักแสดงหนุ่มหน้าใหม่มารับบทพระเอกในซีรีส์ชุด U-Prince Series เขาชนะการประกวดครั้งนั้น และเป็นที่รู้จักจากบทบาท ‘เซอร์เวย์’ ตอนนี้เราสามารถเรียกชื่อ ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ ว่าเป็นนักแสดงได้เต็มปากแล้ว

ลีแคสต์งานครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี แต่เพิ่งได้เป็นนักแสดงจริง ๆ ตอนอายุ 23 ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกเวลานั่งหน้ากล้อง ไมค์จ่อสัมภาษณ์เป็นครั้งแรก ว่ามันกดดันขนาดไหน

ต่างจากวันนั้น

ลีในวันนี้เอ่ยทักทายเราสบาย ๆ ก่อนเผยว่าความจริงแล้วเขามักจะเขินกล้อง ถ้าเจอกันตอนเข้าวงการใหม่ ๆ เราคงได้คุยกับลีเวอร์ชันสุภาพที่พูดเร็วจนลิ้นพันกันเพราะประหม่าเกินเหตุ

โล่งใจที่ลีคนตรงหน้าเราดูผ่อนคลาย เป็นกันเอง เป็นตัวเอง และเปิดประตูเชื้อเชิญให้เราไปเยือนโลกของเขา 

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

ถ้า ‘ลี’ ตรงหน้าเราวันนี้เป็น ‘ลี’ เมื่อหลายปีก่อน

ช่วงแรกที่เข้าวงการแทบจะพูดว่าขอรับ แทบจะเรียกตัวเองว่ากระผม เพราะตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่าคนที่มาสัมภาษณ์เขาจะรักหรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูดไหม ตอนนั้นเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย เลยกลัวว่าถ้าพูดบางอย่างออกไปแล้วคนเข้าใจความหมายผิด มันก็ไม่ดีกับใครเลย เรามีกำแพงกับการให้สัมภาษณ์ค่อนข้างเยอะ แต่หลัง ๆ เริ่มรู้ว่าเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ถ้าคนจะรักเราก็ต้องรักที่เราปากหมา เพราะเราคือเรา

คุณกลัวกล้อง แล้วมาเป็นนักแสดงได้ยังไง

ผมเริ่มแคสต์งานมาตั้งแต่อายุ 14 จนที่บ้านด่าว่าจะให้ไปเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะเปลืองค่าน้ำมัน แต่ก็เพิ่งมาได้งานแรกตอนอายุ 23 ถึงผมจะแคสต์งานตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่เคยอยากเป็นนักแสดงเลย ตอนนั้นผมแค่สนใจแค่จำนวนเงินที่จะได้ โฆษณาบางตัวได้ 5 หมื่น ผมเลยอยากไปเล่น เราหวังแค่นี้

ตอนนั้นเหมือนผมโดนหลอกให้ไปประกวด ตอนแรกนึกว่าแค่ไปแคสต์งานเฉย ๆ แต่พอมาถึงที่กลับเป็นงานประกวดใหญ่เชียว พอชนะเลิศ เลยไม่อยากทิ้งโอกาส ได้โอกาสแล้วเราต้องคว้าหมด แม้เราเองก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วผลจะออกหัวหรือก้อย จะไปได้ไกลขนาดไหน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปได้ไกลขนาดไหน (หัวเราะ) 

คิดว่าอะไรทำให้คุณชนะการประกวดในวันนั้น

ตอนนั้นผมเป็นนักดนตรีกลางคืนไปด้วย เลยได้เรียนรู้วิชาปากหมามาบ้าง เลยคิดว่าเราก็เป็นตัวของเราเองให้มากสุด ๆ ไปเลยแล้วกัน เขาคงไม่ได้ชอบหรอก ตอนนั้นผมก็กวนตีนยับเลย กลายเป็นว่ามันทำให้เขาชอบ ผมคิดเอาเองนะว่าเราคงชนะการประกวดเพราะสิ่งนี้

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าความเป็นตัวของตัวเองจะเปล่งประกายออกมาแล้วทำให้ตัวเรามีเสน่ห์ ไม่ต้องหล่อมากหรือสวยมากก็ได้ แค่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร มีความยูนีก อย่างน้าค่อม ที่เขาเป็นตำนานก็เพราะคำด่าของเขา ตัวตนของเขา

แต่การเป็นตัวเองเต็มที่ต้องมีลิมิตนะ ตัวผมเองเป็นคนพูดหยาบ แต่เราจะพูดแบบนี้กับทุกคนไม่ได้ ต้องรู้ระดับการสื่อสารด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมค่อย ๆ ได้เรียนรู้หลังจากที่ได้เจอคน ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง

ความรู้สึกตอนชนะการประกวดเป็นยังไง

ดีใจและช็อก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้ บอกที่บ้านไว้ด้วยว่าไม่ต้องมาเชียร์ ไม่ต้องส่งกำลังใจมา ไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง จริง ๆ อยากหยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อแม่ตั้งแต่อยู่บนเวทีแล้ว แต่พอได้ปุ๊บเราโทรไปบอกเขาคนแรก เขาก็ดีใจมากที่ผมได้โอกาสตรงนี้

ทำไมไม่ให้ที่บ้านไปเชียร์ 

มันเขินน่ะ เราไม่ค่อยกล้ากอดพ่อแม่ ไม่ค่อยกล้าบอกรักพ่อแม่ ไม่กล้าแสดงความสามารถให้พ่อ แม่ เห็นทุกวันนี้เวลาทำงานก็จะบอกพ่อแม่ว่าไม่ต้องดู พ่อไม่ดูอยู่แล้ว แต่แม่ดู เรื่องแรก ๆ ที่ผมเล่นมีซีนขโมยเงินแม่ ผมเองก็นั่งดูอยู่กับแม่ แต่พยายามนั่งเล่นโทรศัพท์ไปเพราะไม่กล้าดูงานตัวเอง พอในเรื่องขโมยเงินแม่เสร็จปุ๊บ หันไปอีกทีเห็นแม่น้ำตาคลอเบ้า คือความรู้สึกของแม่เขาไม่ได้คิดว่าตัวละครนั้นขโมยเงิน แต่รู้สึกว่าเราไปขโมยเงิน 

การเป็นพระเอกซีรีส์ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง 

ตอนแรกไม่ได้ชอบวิถีชีวิตการเป็นนักแสดงสักเท่าไหร่ บางวันโดนผู้กำกับดุ บางวันเหนื่อยมาก ไม่ได้พักเลย บางวันในกองถ่ายเขาก็คอยเชียร์อัพเรา คอยคอมเมนต์ บางวันก็มีเหวี่ยงกันบ้าง มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับการปรับตัว 

หลาย ๆ อย่างผลักดันให้ผมต้องเล่นเรื่องที่สอง รู้สึกอยากเอาคอมเมนต์ที่คนพูดกันมาต่อยอด เวลานั่งดูงานตัวเองแล้วเห็นว่าซีนนี้เล่นโคตรแข็งเลย เล่นแย่มาก คำพูดคำจาไม่สื่อความหมายก็อยากเอามาปรับใช้ในเรื่องต่อไป เราชอบการพัฒนา พอเห็นผลงานตัวเองแล้ว เราว่ามันพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อีกอย่างคือผมชอบเสพงานศิลปะและให้คุณค่ากับงานศิลปะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ถ่ายรูป หรือการแสดง

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์
ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

พอเป็นนักแสดงเต็มตัวแล้วชีวิตเปลี่ยนไหม

ชีวิตก็เปลี่ยน แต่ไม่ได้เปลี่ยนขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วลีก็คือลี เรามีสถานะหน้าที่การงานเป็นนักแสดง แต่เราก็ยังมีสถานะเป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องของทุกคนเหมือนเดิม แค่วางตัวยากขึ้นเพราะเราไปยืนอยู่ในพื้นที่เปิด จะไปไหน ทำอะไรมักจะมีคนมาทักทาย มีคนเข้ามาถ่ายรูป แต่ถึงจะเปลี่ยนไปแต่เรารู้สึกดีทุกครั้ง เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนเขาได้เห็นสิ่งที่เราทำไป

สิ่งที่คุณยังไม่ได้ทำในฐานะนักแสดงคืออะไร

งานพิธีกร เป็นสิ่งที่ผมอยากลองทำจริง ๆ คงจะตื่นเต้นทุกครั้ง อาจจะเฟลบ้างที่ครั้งแรกออกมาไม่ดี จนถึงครั้งที่ 5 ก็ไม่เป็นไร ต้องพยายาม

ส่วนงานในกองถ่าย ตอนนี้เวลาไปกองถ่ายผมพยายามสังเกตวิธีการกำกับ มองภาพที่ผู้กำกับมอง สังเกตวิธีการทำงานของเขา พยายามไปดูหน้ามอนิเตอร์แล้วก็มานั่งคิดว่า เรากับเขาเห็นสิ่งเดียวกันไหมหรือเราเห็นอะไรที่แตกต่างจากเขาบ้าง

เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณคือ

คนมักจะคิดว่าผมหน้าหม้อ ผมไม่ได้หน้าหม้อ แค่ปากหมา ผมแค่เป็นคนชอบแกล้ง ไม่ได้แกล้งแบบบุลลี่หรือรุนแรง แต่แกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ มันทำให้คนได้ยิ้มได้

เรื่องไหนที่คุณอยากเล่าแต่ยังไม่เคยมีคนถาม

ผมว่าคนไม่ค่อยรู้ว่าลึก ๆ แล้วผมเป็นคนยังไง คนอาจคิดว่าการเป็นนักแสดงต้องถือตัว ส่วนผมไม่เคยถือตัวเลย ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เข้าถึงยากขนาดนั้น ถ้าเข้าถึงยาก คงเป็นเพราะผมไม่ให้เข้าเองมากกว่า แต่ถ้าเปิดใจที่จะคุยแล้วก็คุยกับผมได้ปกติ เหมือนที่เรากำลังคุยกันตอนนี้ ผมก็เปิดให้เข้ามา ไม่ได้รู้สึกว่าต้องปิด

รู้มาว่าคุณหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวมาก ทำชีวิตให้สมดุลได้อย่างไร

ถ้าทุกคนได้ค้นเข้าไปในลิ้นชักของตัวเองแล้วจะพบว่ามีหลายโหมด ทั้งโหมดทำงาน โหมดอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว โหมดความเป็นเด็ก โหมดงอแง โหมดด่าคนก็มี แค่เราไม่ได้เอาออกมาใช้ ผมว่ามันต้องแยกออกจากกันแล้วบาลานซ์ให้ได้ พอไปทำงานก็จะอยู่ในโหมดแฮปปี้ ซึ่งไม่ใช่การแกล้งทำ แต่คือโหมดหนึ่งที่เราเลือกเอาออกมาใช้

พื้นที่ส่วนตัวเราหายไปอยู่แล้ว เวลาอยู่ในที่สาธารณะ เราต้องลืมเรื่องความเป็นส่วนตัวไปเลย จะคิดว่าเป็นการล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวก็ไม่ได้ เพราะเราเป็นคนเปิดให้ทุกคนเข้ามาตั้งแต่แรก คนที่เข้ามาเขาก็ไม่ได้เข้ามาดูผมเข้าห้องน้ำหรอก ผมว่าทุกครั้งที่มีคนเข้ามาคุยหรือขอถ่ายรูป เราทำให้เขาได้ความสุขเล็ก ๆ กลับไป ซึ่งความสุขเล็ก ๆ ตรงนั้นไปต่อยอดให้คนอื่นเขามีความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้ และผมก็รู้สึกแฮปปี้ที่เขามีความสุขกับสิ่งนั้น

สิ่งเหล่านั้นเติมเต็มพื้นที่ส่วนตัวของเราด้วยนะ เรารู้สึกมีแรงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เราเอาความสุขที่เราได้จากตรงนั้น มาฟูมฟักในพื้นที่ส่วนตัวที่เราหวงแหน แล้วสร้างความสุขออกไปข้างนอกได้ 

ความรู้สึกของการมีแฟนคลับครั้งแรกเป็นยังไง

เกร็งมาก วันนั้นไปเดินห้างห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมเห็นคนถือกล้องเดินตามมาถ่ายรูปแล้วยิ้มแย้ม ด้วยความกลัวกล้อง กลัวคนมอง ไม่ชอบอยู่ในจุดที่มีแสงส่องลงมา ผมเลยเดินก้มหน้าก้มตา แต่รู้สึกได้นะว่ามีกำลังใจบางอย่างส่งมา 

ผมไม่มีวันลืมเลยว่าครั้งหนึ่งผมเคยถามตัวเองว่า กูคุยกับเขาได้ไหมวะ กูถามว่าเขากินข้าวหรือยังได้เปล่าวะ ถามว่าเขาเหนื่อย เขาเมื่อยได้หรือเปล่า ตอนแรก ๆ วางตัวไม่เป็น แต่สุดท้ายแล้วเราคุยกับเขาได้ปกติ

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

คำถามแปลก ๆ ที่คุณเคยเจอจากแฟนคลับคือ

แปลกและเซอร์ไพรส์ที่สุดในตอนนี้คือ ‘หวยงวดนี้ออกอะไร’ ไม่รู้ว่าเขาเห็นผมเป็นศาลตา-ยายหรือเป็นต้นไทรเก่าแก่หรือเปล่า แต่ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดเล่น ๆ แล้วดันถูกจริง หรือบางทีเราไปทำอะไรที่เป็นการใบ้ให้เขาไปตีตัวเลข อย่างโพสต์รูปรถตัวเองแล้วติดป้ายทะเบียน เขาก็ไปซื้อตามแล้วถูก บางคนฝันถึงแล้วเขาไปเสิร์ชดูประวัติ ส่วนสูงของเราก็เอาเลขไปแทงหวยแล้วถูกเฉยเลย 

แล้วเรื่องดี ๆ ของการมีแฟนคลับล่ะ

มีงานวันเกิดของผมปีหนึ่ง ตอนนั้นแฟนคลับเขามารวมตัวกัน แล้วนั่งอย่างเป็นระเบียบเหมือนนั่งในห้องเรียน วันนั้นเขาทำพรีเซนเทชันเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ผม ผมไม่ค่อยร้องไห้เลยนะ แต่วันนั้นผมร้องเลย แต่ก่อนผมเป็นคนตายด้านนิดหนึ่ง แล้วผมก็ค่อย ๆ เป็นตัวเองกับแฟนคลับขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มปากหมา เริ่มจิกกัดกันได้ จนเขาเองก็ชอบสิ่งเหล่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเขาชอบขนาดไหน เขารักเราขนาดไหนจนกระทั่งถึงวันเกิดวันนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิด มันคือความรู้สึกดีใจ ดีใจจนร้องไห้ รับรู้ว่าคนเหล่านี้เขารักเรามากจริง ๆ แล้วเราจะทำร้ายจิตใจหรือว่าทอดทิ้งเขาไม่ได้

แต่ก่อนไม่ได้เซนซิทีฟเท่าตอนนี้เหรอ

แต่ก่อนเวลาคนมาบอกแฮปปี้เบิร์ธเดย์หรือแฮปปี้นิวเยียร์ก็จะตอบว่าขอบคุณครับแค่นั้น เพราะไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เติมเต็มเรา ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้เวลาแฟนคลับเข้ามาอวยพร เป็นพัน ๆ คอมเมนต์เราก็นั่งอ่าน เพราะมันเติมเต็ม แล้วทำให้เรารู้สึกมีแพสชันในการทำงานมากขึ้น

บางทีการทำงานไปเรื่อย ๆ มันจะมีช่วงที่เราหมดแพสชันเหมือนกันนะ เพราะชีวิตวนลูป วันนี้ตื่นตี 4 ถ่ายเสร็จ 4 ทุ่ม กลับบ้านต้องอ่านบทแล้วนอน พรุ่งนี้ตื่นตี 4 อีกรอบ มันเลยเข้าสู่โหมดวนลูป ผมว่างานศิลปะมันต้องทำด้วยแพสชัน เราต้องอยากปั้นงานนั้นให้ออกมาดีจริง ๆ ถ้าทำออกมาแล้วไม่ดีจะรู้สึกเฟลมาก กำลังใจจากคนอื่นเลยมาช่วยเติมแพสชันให้รู้สึกอยากทำงานอีก ต้องพยายามออกจากลูป ไม่อย่างนั้นชีวิตจะกลายเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับการทำงาน

คุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ด้วยหรือเปล่า

(พยักหน้า) ถ้าทำไม่ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผมไม่ค่อยอยากทำ ผมตั้งใจทำงานทุกชิ้นนะ แต่ทุก ๆ งานจะมีจุดที่ผมนึกผิดหวังอยู่ เช่น เฟลที่บางซีนเราทำได้น้อยเกินไป ตอนที่เล่นมันไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ อยากจะขอโอกาสอีกสักครั้ง แต่ก็กลัวจะไปกินเวลาของทีมงานคนอื่น ไม่อยากให้เขามานั่งตาแดงรอเรา 

ผมวนลูปแบบนั้นอยู่นาน ช่วงไหนมีซีนที่ไม่โอเค แล้วคนดูแท็กมาในทวิตเตอร์ ผมจะไม่รีทวีต ผมอายกับสิ่งนี้เกินกว่าจะก้าวผ่านมันไปได้ ทำให้ต้องมีซีนดี ๆ โผล่ขึ้นมาจากเรื่องนั้นอีกครั้ง ถึงจะรีทวีตรัว ๆ ได้

นอกจากกำลังใจจากแฟนคลับ สิ่งที่ทำให้ออกจากลูปมีอะไรอีกบ้าง

ผมเพิ่งค้นพบว่าต้องใช้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ในวันที่ตัวเองมีเวลาและพื้นที่ เพราะเราไม่ได้มีเวลาและพื้นที่ทุกวันอยู่แล้ว มันคือการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ถ้ามีช่วงไหนที่รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ แล้วดันฟลุ๊กได้หยุดงานสัก 1 อาทิตย์ ให้เราไปเติมแพสชันของตัวเอง เติมความสุขให้ตัวเอง ผมก็จะนั่งเล่นกีตาร์ นั่งทำกีตาร์เอง บางทียังไปโหลดเกมเด็ก ๆ มาเล่นก็มี พอมีความสุขก็เหมือนได้กดปุ่มรีเซ็ต

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์
ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

ถ้าสุดสัปดาห์นี้ได้หยุดจริง ๆ คุณวางแผนว่าจะทำอะไร

ผมจะสั่งอะไหล่กีตาร์รอตั้งแต่วันนี้ ช่วงแวะเข้าห้องน้ำก็หยิบโทรศัพท์มาสั่ง อาทิตย์หน้าก็มาถึงไทยพอดี วางแผนล่วงหน้า เอาของมาเซ็ตไว้ตรงหน้า แล้วก็ทำในวันหยุดแบบไม่หลับ ไม่นอน ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย 

ค้นพบงานอดิเรกนี้ตอนไหน

ทำมา 3 – 4 ปีแล้ว ผมเคยมีทั้งกีตาร์ที่ราคาแพงมากและกีตาร์ที่ราคาถูกมาก เลยอยากรู้ว่าถ้าทำเองเสียงจะแตกต่างจากพวกนั้นไหม บางตัวเราอยากได้สีชมพูนมเย็น เลยหาซื้อสีกระป๋องมาพ่น กลายเป็นสีชมพูบานเย็นไปเลย ก็เริ่มจากลองผสมสีเอง ทาสีเอง ทำเองหมดทุกอย่าง ผมชอบงานศิลปะ งานคราฟต์ งานไม้อยู่แล้ว เลยทดลองทำอะไรที่เป็นของตัวเอง 

ตัวแรกที่ทำตั้งชื่อว่า ‘หนูมาลี’ ซึ่งเป็นชื่อแฟนด้อมของแฟนคลับผมเอง เพิ่งเอาไปเปิดให้แฟนคลับประมูล แล้วเอาเงินตรงนั้นไปช่วยเหลือโควิดเมื่อปีที่แล้ว

ความสนุกของการทำกีตาร์คืออะไร

มีความสุขที่ได้ทำ และตอนเหนื่อย ๆ กลับบ้านมามองกีตาร์ที่ตัวเองทำ ก็จะรู้สึกว่า อื้อหือ ลายไม้มันสวยจริง ๆ เฮ้ย รูนี้กูเจาะเองเลยนะเนี่ย 

ก่อนหน้านี้ไปร่วมรายการ ยาย & The Grandsons แล้วได้เล่นกีตาร์ ผมมีความสุขมากเวลาที่ได้เอากีตาร์ทำเองไปซ้อมกับทุกคนที่ห้องซ้อม แล้วได้นั่งฟังเสียงเสียง ได้หันไปอวดคนอื่นว่าเสียงมันดีจริง ๆ

ผมว่าความสนุกของมันคือการทดลอง เหมือนได้ทำงานวิจัยชนิดหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน สมมติพ่นสีไป 3 รอบ เสียงกีตาร์จะสว่างกว่าการพ่น 5 รอบไหม ถ้าอยากได้เสียงบางๆ เปลือย ๆ ทำออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร กีตาร์แต่ละทรงเสียงก็ไม่เหมือนกัน ถ้าใช้วัสดุเกรดอเมริกาจะต่างจากวัสดุในประเทศไทยที่เราเองมองข้ามไหม ทั้ง ๆ ที่ดีขนาดนี้ ทำไมมันถึงยังไม่เป็นที่ยอมรับ เราทดลองสิ่งนั้นและพยายามหาสิ่งที่ลงตัวกับความชอบของตัวเอง 

ซึ่งทุกวันนี้ผมยังหาความชอบที่ว่านั้นไม่เจอเลย ผมว่ากิเลสมันหยุดไม่ได้ วันนี้ชอบสีชมพู พรุ่งนี้ชอบสีฟ้า ต้องหาไปเรื่อย ๆ แต่ผมฟินและโฟกัสกับมันได้นานนะ

ขอชมว่านอกจากฝีมือเล่นกีตาร์แล้ว เพลงใหม่ที่คุณร้องก็ไม่ธรรมดา

ขอบคุณครับ เพลง Why ที่เพิ่งปล่อยออกไป ผมคิดเมโลดี้กีตาร์เอง เล่นกีตาร์เอง เมโลดี้ร้องเอื้อนสะอื้นใจมาก ท่อนนั้นร้องโคตรยากเลย ถ้าเดิน ๆ อยู่สำลักน้ำคือร้องไม่ได้แล้วนะ พอเราเล่นเอง ร้องเอง มันก็เพราะดี แล้วทำให้เราอยากกระโดดเข้าไปในเสียงกีตาร์ที่ตัวเองเล่น

แต่เรารู้ว่าก่อนหน้านี้คุณไม่ชอบร้องเพลง

ผมร้องเพลงไม่เพราะ เป็นคนพูดจาโมโนโทนหน่อย ๆ และใช้ไดนามิกเสียงไม่เก่ง ผมเล่นดนตรีประกวดตั้งแต่เด็ก บางทีนักร้องไปเข้าห้องน้ำ แต่เพื่อนคนอื่นจะซ้อมแล้ว เขาเลยยื่นไมค์มาให้เราร้อง แต่ไม่ได้เลย มันแย่มาก ฟังแล้วรู้สึกทุรนทุราย ไปตายดีกว่า 

เพื่อนก็ชอบล้อด้วย เลยคิดว่าถ้ามันเอาดีด้านนี้ไม่ได้ก็ไม่เอา ไปเป็นสายกีตาร์ฮีโร่ สายปั่น สายเมทัลไปเลย แค่รู้สึกแฮปปี้กับสิ่งที่ทำก็พอแล้ว

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

แต่ก็ร้องเพลงจนได้

พอเข้าวงการก็ได้ร้องเพลง เราสงสัยตลอดว่าทำไมต้องบังคับให้ร้องเพลงด้วย แล้วเราก็ไม่ยอมร้อง จนกระทั่งจะมีงานอีเวนต์เข้ามา เขาบอกว่าต้องร้องเพลงสักหน่อย ไปยืนเฉย ๆ ใครจะจ้าง เลยเริ่มลดกำแพงของตัวเองลงมาเรื่อย ๆ

ยังกดดันอยู่เลย สมมติถ้าจะให้ให้ผมร้องเพลงต่อหน้า ตอนนี้เลย ผมโกรธนะ ต้องบอกล่วงหน้าก่อน ตอนเช้าคงจะต้องวอร์มเสียงในห้องน้ำตอนอาบน้ำ

ตอนเด็กคุณฝันอยากเป็นอะไร 

ผมเป็นคนจับฉ่ายมาก ตอนเด็กอยากเป็นหมอ พอจบ ม.3 เลยไปสอบเข้าสายวิทย์-คณิต แต่สอบไม่ติด พอเข้าไม่ได้เราก็ทิ้งปัจจุบันไปเลย ไม่สนใจเรียนแล้ว ไปทำอย่างอื่น โดดบ้าง เตะตะกร้อบ้าง ผมทิ้งความฝันที่อยากเป็นหมอแล้วก็นึกอยากเป็นร็อกสตาร์ มองทางนี้อยู่นานจนไปตระเวนประกวดดนตรี 

แต่พอขึ้นปี 1 รู้สึกว่าดนตรีอาจเป็นได้แค่เพียงงานอดิเรก วันนี้อยากเป็นทนายความว่ะ เลยไปสอบแอดมิชชันเข้าคณะรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ไปซื้อใบสมัครสอบดุริยางคศิลป์ด้วย แต่ค่าเทอมแพง ไม่เรียนแล้วกัน สุดท้ายได้เรียนเกี่ยวกับนิเทศ เพราะดันฟลุ๊ก แอดมิชชันติด ที่เลือกไว้หลุดหมดเลย 

ช่วงมหาลัยความฝันก็เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนั้นอยากเป็นสจ๊วต อยากไปบินเที่ยวรอบโลก อยากเจอเพื่อนต่างชาติ อยากเห็นวัฒนธรรม อยากรู้การใช้ชีวิตของเขา อาจจะเพราะเบื่อวงจรชีวิตที่ไทยช่วงนั้นก็ได้

ผมว่าความฝันของทุกคนมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ ตอนเรียนปริญญาตรีผมสนิทกับเพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปกรรมฯ แล้วสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำงานดีไซน์ออกมาได้โคตรเทพเลย พอจบปริญญาตรีผมอยากออกแบบได้บ้าง เลยเรียนต่อโทที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ ด้านออกแบบ เพราะอยากรู้ว่าการออกแบบเป็นอย่างไร ช่วงนั้นหนีจากความฝันของพ่อด้วย เพราะพ่ออยากให้สมัครเป็นทหาร เลยเลือกเรียนโทแล้วเล่นดนตรีกลางคืนไปด้วย 

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

เล่นที่ไหนบ้าง

ผมเล่นตั้งแต่ในร้านหมูกระทะยันถนนข้าวสาร เป็นวงโฟล์กซอง เล่นมาตั้งแต่อายุ 19 จำได้ว่าเพราะยังเข้าร้านเหล้าไม่ได้ เลยต้องเล่นที่ร้านหมูกระทะก่อน จนเข้าวงการมาแล้วก็ยังเล่นนะ แต่เริ่มรู้สึกว่าเราบาลานซ์เวลาไม่ได้ เคยถ่ายซีรีส์วันจันทร์ อังคาร พุธ แล้ววันพฤหัสบดีไปเล่นดนตรี ส่วนวันศุกร์เป็นวันทำการบ้านของปริญญาโท แล้วไปเรียนโทวันเสาร์ อาทิตย์ ช่วงเวลาที่หายไปคือเวลาที่เราใช้ดูแลตัวเอง มันทำให้หลุดโฟกัสกับการเรียนและงานหลัก เลยต้องวางเอาไว้ หยุดเล่นดนตรีไปเลย

จริงจังกับการเล่นดนตรีมาก 

ตอนอยู่ ม.5 ผมมีวงของตัวเองด้วย ตอนนั้นเล่นเพลงดิสโก้ ฟังก์ เคยไปประกวดจนชนะเลิศ ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงค่ายหนึ่งด้วย แต่เรากลับเห็นความไม่ทุ่มเทของทั้งเขาและเราเอง รู้สึกสงสัยว่าทำไมเราได้ไปเล่นเป็นแบ็กอัปให้กับนักร้องคนอื่น ทั้ง ๆ ที่วงผมก็มีนักร้องของตัวเอง ไหนล่ะเพลงของพวกเราวะเพื่อน ตอนนั้นอยู่ปี 1 ผมเรียนที่ มศว องครักษ์ ที่นครนายก ขับรถเข้ากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งมันไกล เราไม่มีรายได้เลยสักบาท เลยไม่อยากไปโดยที่ไม่ได้อะไร ตอนนั้นความคิดเรื่องวงดนตรีเลยหายไป ส่วนเพื่อนที่เล่นด้วยกันก็ยังเล่นด้วยกันอยู่นะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ทุกคนมีงานหลักของตัวเองหมดแล้ว

เคยมีเพลงที่แต่งกับเพื่อนตอนเด็ก ๆ แล้วมา Rearrange ใหม่ช่วงมหาลัยด้วยนะ เหมือนเพื่อนจะเคยอัปลงยูทูบไว้นานมาก ประมาณ 15 ปีที่แล้ว

ช่วงนี้ถ้าจับกีตาร์จะเล่นเพลงอะไร

ผมไม่ได้ฝึกเล่นเป็นเพลงตั้งแต่ตอนที่เล่นดนตรีกลางคืนแล้วนะ ทุกเพลงที่ผมเล่นไม่เคยซ้อม ไม่เคยแกะคอร์ดเลย มันคือการอิมโพรไวซ์สดทุกรอบ ถ้าเป็นเพลงที่เป็นฟิงเกอร์สไตล์ที่คนเล่นตามเมโลดี้เพลง แบบนั้นก็จะแกะผ่าน ๆ ไม่ได้แกะทั้งหมด แค่ฟังแล้วก็ลองเล่นตาม ลองเรียบเรียงเอง แต่ถ้าเป็นเพลงทั่วไปก็ไม่แกะ ถ้าว่างมาเล่นก็อิมโพรไวซ์เลย

เรื่องไหนที่ทำให้คุณมีความสุขหรือหัวเราะได้ในเวลานี้

รอดพ้นจากโควิด (หัวเราะ) ยังยิ้มแย้มได้อยู่บ้าง แต่ที่ดีใจจริง ๆ ของผม ช่วงนี้ผมติดหลานนิดหนึ่ง เราได้เห็นพัฒนาการของหลาน ยืนได้แล้ว เริ่มพูดอ้อแอ้แล้ว เราก็ยิ้มไปด้วย เห่อหลานนิดหน่อย

แล้วเรื่องไหนที่ทำให้คุณเสียน้ำตา

เรื่องของครอบครัว ทุกการเจ็บปวด ทุกการสูญเสีย ทุกคำพูด สามารถทำให้ผมเสียน้ำตาได้ตลอด เรื่องครอบครัวเนี่ยไม่ได้เลย ไม่ว่าจะยังไง ใครก็ห้ามแตะครอบครัวผม ใครจะมาว่าแม่ผมพ่อผมไม่ได้ ผมว่าได้คนเดียว เวลาผมเล่าให้คนอื่นฟังอยากให้เขาแค่ฟัง แต่ห้ามมาด่าพ่อผม (หัวเราะ) รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์แค่คนเดียว ผมเป็นคนหวงครอบครัวมาก 

ส่วนเรื่องงานที่อาจทำให้ผมเสียน้ำตาได้คือเรื่องความไม่เท่าเทียม การเอาเปรียบหรือไม่เกรงใจกัน แล้วการที่เราไม่เห็นคุณค่าของกันและกันมันทำให้ผมเสียใจ แต่ตัวผมเองไม่เคยเจอขนาดนั้น

เพราะแบบนี้ถึงทวีตปักหมุดตบนทวิตเตอร์ไว้ว่า “ให้เกียรติผู้อื่น และให้เกียรติตัวเอง” 

พยายามคอยเตือนสติตัวเองด้วย เพราะบางทีอาจจะมีคนที่ไม่ได้ให้เกียรติเราขนาดนั้น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไม่ให้เกียรติเขากลับ คือเราต้องให้เกียรติทั้งเขา ทั้งตัวเองด้วย

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

คุณพูดถึงครอบครัวบ่อยมาก ครอบครัวสำคัญกับคุณอย่างไร

เขาเป็นที่รองรับทุกอย่างไม่ว่าเราจะล้มมา ถ้าเราไม่ได้ล้มกับครอบครัว เราคงเหมือนล้มหัวฟาดพื้น แต่ถ้าเราล้มแล้วมีครอบครัว มันเหมือนล้มบนโซฟา พออยู่กับครอบครัวแล้ว เวลามันเจ็บมันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น มันเป็นความเจ็บที่หายเร็ว เวลามันสุขมันก็จะเป็นความสุขที่ทวีคูณขึ้นไปอีก เหมือนมีคนคอยผลักดันเราอยู่ข้างหลังอีกทอดหนึ่ง

สนิทกับใครที่สุดในบ้าน

สนิทกับแม่และพี่สาว แต่กับพ่อไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะเป็นเหมือนไม้เบื่อไม้เมา ชอบเถียงกันแล้วผมก็กลัวบาป ขี้เกียจเถียง แต่บางทีเราก็อยากให้เขารู้ว่าเรารักเขา บางทีพูดไปแล้วพ่อไม่ฟัง แต่แม่ยอมรับได้ว่าลูกโตแล้ว และมีความคิดของตัวเองแล้ว เวลาคุยกับแม่เลยง่ายกว่า เวลาคุยกับพ่อเราเหมือนเป็นเด็กคนเดิมที่ขอเงินพ่อซื้อไอติม 

กับพี่สาวก็คุยได้ทุกเรื่อง คุยกับพี่สาวที่อยู่ออสเตรเลียตลอด พี่สาวคนโตก็ถ่ายรูปหลานส่งมาให้ดูบ่อย ๆ คุยเรื่องหุ้น เรื่องนั้น เรื่องนี้กันตลอด จะช้อปปิ้งยังปรึกษากันเลย (หัวเราะ) 

ตอนเด็ก ๆ คุณเป็นเด็กแบบไหน

ผมไม่ใช่เด็กดื้อเปิดเผย แต่เป็นเด็กดื้อเงียบ ฟังแต่ไม่ทำ ไม่ค่อยเถียงเพราะว่าเถียงแล้วเหนื่อย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเปิดเผย มักจะแอบทำเงียบ ๆ 

ถ้าท่องเวลาไปอนาคตหรือกลับไปอดีตได้ อยากไปตอนไหน ไปทำอะไร

อยากย้อนกลับไปตอนมัธยม อยากทำทุกอย่างให้มันสุดตั้งแต่ตอนนั้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่สนุกอย่างเดียว ส่วนเรื่องเรียนเอาแค่ให้ผ่าน ถ้าย้อนไปได้จะไปทำให้ดีกว่านั้น 

การเกเรตั้งแต่เด็กอาจทำให้เราเจอโลกไว ดีที่เรามีภูมิคุ้มกันก่อนคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วถึงจะเกเรแต่ก็รักเรียนได้เหมือนกัน ผมอยากให้มันบาลานซ์ เพราะตอนนั้นหนักไปทางเกเรมากกว่า

ถ้ากลับไปแก้ไขอดีตวันนั้นได้ ชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไร

อาจจะกลายเป็นหมอที่ปากหมาก็ได้ เพราะตอนเด็กอยากเป็นหมอ 

เคยจินตนาการไหมว่าตัวเองตอนอายุ 29 จะเป็นแบบไหน

ไม่เคยเลยนะ คิดแค่ว่าถ้าโตมาคงเป็นเด็กผู้ชายติดแม่ เดินกอดแม่ เกาะหลังแม่ จับมือแม่ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น ส่วนเรื่องชีวิตนักแสดงไม่เคยมองอะไรไว้เลย เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load