กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เกิดจากการร่วมกิจการระหว่างธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัท หลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เมื่อ 8 ปีก่อน มีโจทย์สำคัญ คือการรวมความเชี่ยวชาญจากทั้งสองธุรกิจเพื่อสร้างบริการทางการเงินที่ดีแก่ ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบตลาดการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ

ความน่าสนใจคือ การบริหารองค์กรที่เกิดจากควบรวม 2 ธุรกิจที่มีธรรมชาติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่สินค้าและบริการที่ต่าง ลูกค้าก็ต่าง วัฒนธรรมองค์กรและคนทำงานก็แตกต่างกัน

ฝั่งแรก เป็นธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ที่เชี่ยวชาญเรื่องสินเชื่อรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน มีหัวใจอยู่ที่การให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียว

อีกฝั่งเป็นธุรกิจตลาดทุน ที่เชี่ยวชาญในการพาบริษัทขนาดใหญ่เข้าไปจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มีบริการ Tailor-made Solution ที่เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละรายเป็นจุดเด่น

นับเป็นตัวอย่างขององค์กรที่รวมกลุ่มคนที่ล้วนฝันอยากเห็นระบบการเงินที่ดี ซึ่งย่อมต้องมาจากผลิตภัณฑ์ บริการ ตลอดจนผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ

คนในแวดวงเรียกขานการรวมตัวนี้ว่า ‘1 + 1 = 3’ เพราะทั้งธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทรต่างฝ่ายต่างใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรของอีกองค์กร เช่นแทนที่ลูกค้าจะได้เพียงดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในตลาดทุน หรือหากกิจการมากู้เงินจากธนาคารแล้วยังต้องการระดมทุนจากตลาดทุนด้วย ก็ทำได้ผ่านบริการของบริษัทหลักทรัพย์

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แก่นธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว แต่ปลูกฝังกันในองค์กรว่า “อ้วนได้โดยไม่ต้องชั่ว” และจะไม่เป็นส่วนหนึ่งในสร้างของเสียหรือ Waste ในระบบการเงิน 

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เพื่อพูดคุยถึงบทบาทการเป็นผู้นำองค์กรและภารกิจที่ไม่เหมือนใคร

ตั้งแต่การปรับแก่นภายในเพื่อให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข โดยไม่ฝืนธรรมชาติใครเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น การสื่อสารผ่านจดหมายขนาด 20 – 30 หน้า ที่เจ้าตัวตั้งใจเขียนมาก บางครั้งถึงขนาดเปิดห้องพักที่โรงแรมแสนสงบ หรือบางปีก็ไปตกผลึกเนื้อหาที่จะเขียนในบาร์แจ๊สย่านบางลำพู เพื่อสื่อสารสิ่งที่อยากบอกพนักงาน ทั้งเรื่องดีและไม่ดีอย่างจริงใจ การเป็นผู้บริหารที่ไม่ชอบความเสี่ยงแต่ต้องอยู่กับความเสี่ยง ไปจนถึงเรื่องการเปิดร้านอาหารอิตาลีด้วยความบังเอิญ 

ขออภัยที่บทสนทนาเบื้องล่างนี้ จะไม่มีเรื่องความรู้การเงินการลงทุนยากๆ ให้ท่าน 

และใครที่กำลังเปลี่ยนสถานะจากคนทำงานไปเป็นหัวหน้า เป็นเจ้านาย เป็นผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งนายตัวเอง ยิ่งไม่ควรพลาดคอลัมน์ ‘กัปตันทีม’ ตอนนี้

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

คุณมีวิธีบริหารองค์กรอย่างไร ตอนที่รู้ว่าจะต้องรวมกันเป็นเกียรตินาคินภัทร 

เริ่มจากเรามองย้อนไปหาสิ่งที่ทำได้ดีและตกผลึกออกมาเป็นแก่นเพื่อยึดร่วมกันสี่หมวดใหญ่ ซึ่งคงทนไม่เสื่อมไปตามยุคสมัย ได้แก่ กระหายชัยชนะ ไม่ละความเพียร เรียนรู้สามัคคี และเชื่อเสรีระบบตลาด โดยแต่ละหมวดประกอบด้วยหลักการย่อยๆ อีกหลายข้อ เช่น “ทำเกินดีกว่าขาด” (อยู่ในหมวดกระหายชัยชนะ) “รีบลองผิดแล้วปรับให้ถูก” (อยู่ในหมวดไม่ละความเพียร) อยู่กันอย่างคนเท่ากัน” (อยู่ในหมวดเรียนรู้สามัคคี) หรือ “แข่งขันเพื่อเก่งขึ้น” (อยู่ในหมวดเชื่อเสรีระบบตลาด) เป็นต้น โดยทั้งสี่หมวดสำคัญ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ แล้วการตีความก็มักต้องขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์เป็นเรื่องๆ ความยากคือจะทำให้คนจำนวนมากในองค์กรรับรู้และเข้าใจแก่นเหล่านี้พร้อมกันได้อย่างไร

ขณะที่คนทำงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นคนเชิงตั้งรับ อยู่ในหลักการ อีกกลุ่มที่เป็นธุรกิจตลาดทุน เป็นคนเชิงรุก ที่ทำงานอิสระคล่องตัวมากกว่า คุณมีวิธีดูแลคนที่มีธรรมชาติแตกต่างกันนี้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องรู้ถึงความแตกต่างนี้ ความจริงเราไม่ได้พูดถึงแค่ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมการทำงานของธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์โดยทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความเป็นปัจเจกเลย ว่าคนแต่ละคนเขามีบทบาทอะไร เหมาะจะทำอะไร และควรจะดูแลยังไงเพื่อให้สอดคล้อง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเป๊ะในทุกเรื่อง แต่เชื่อมโยงกันด้วยแก่นความเชื่อเดียวกัน

เช่นการกำหนดผลตอบแทนก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมยืนยันตั้งแต่ก่อนควบรวมกิจการว่าเป็นสิ่งที่ต้องรักษาความต่างไว้ คนฝั่งบริษัทหลักทรัพย์อาจมีสัดส่วนผลตอบแทนเป็นเงินเดือนน้อยกว่าโบนัส ขณะที่คนฝั่งธนาคาร มีสัดส่วนผลตอบแทนเป็นเงินเดือนมากกว่าโบนัส ตรงข้ามกัน สิ่งเหล่านี้มาจากลักษณะการทำงานที่แตกต่างการทำงานของฝั่งธนาคาร เป็นการร่วมมือของคนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียว ตั้งแต่ทีมสินเชื่อ ทีมอนุมัติสินเชื่อ ทีมทำเอกสาร ทีมติดตามหนี้ เวลางานสำเร็จ ยากจะชี้ว่าผลงานนั้นเป็นผลจากฝีมือของใครคนใดคนหนึ่ง ขณะที่ในตลาดทุนเป็นงานที่ใช้คนไม่กี่คน บางครั้งเป็นงานโซโล่ ดังนั้น เวลาทำให้เกิดธุรกรรมอย่าง IPOหรือ M&A ความสามารถของนาย ก. หรือนาย ข. จึงส่งผลต่อการเกิดหรือไม่เกิดขึ้นของงานแบบบอกได้ชัดเจน การตอบแทนจึงจำเป็นต้องสะท้อนสิ่งเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถรักษาเสน่ห์ของการทำงานทั้งสองแบบซึ่งเป็นจุดแข็งของธุรกิจเอาไว้ได้

อะไรคือวิธีที่ทำให้ทุกฝ่ายทำงานมีความสุข

ตอนนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จหรอก ต้องอาศัยการทำอย่างต่อเนื่อง เรามักได้ยินบ่อยๆ เรื่องการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราต้องเข้าใจแล้วก็ดูว่าเราตอบโจทย์เขาได้แค่ไหน นอกนั้นเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของทุกคนแล้วว่าเขาเห็นว่าเราทำดีที่สุดที่จะตอบโจทย์เขาแล้วหรือยัง บางคนเขาอาจจะยังไม่ได้พอใจที่สุดกับสิ่งที่เราให้ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าเราพยายามทำมากที่สุดสำหรับเขา เท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ แล้ว เขาก็อาจจะทุกข์น้อยลง

อะไรคือความสำคัญของการสร้างและหลอมรวมให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร

เวลาทำงานที่เป็นตัวเราโดยไม่หลอมรวมไปกับองค์กร มันก็จะต่างคนต่างทำ ต่างจากเวลามีความรู้สึกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่ต้องฝืน เพราะมันจะไม่เพียงทำให้เกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ แต่ยังทำให้เรายิ่งอยากทำงานให้ดี บางทีไม่ได้มองแค่รุ่นเรา แต่อยากทำสิ่งดีๆ ที่ส่งผลไปถึงคนรุ่นต่อไป เหมือนที่ตอนนี้ไม่ได้คิดเพื่อตัวเองอีกแล้ว แต่คิดเพื่อส่งต่อ คิดเพื่อทำให้ตรงนี้มีผลประกอบการที่ดีเติบโตยั่งยืน ดูแลคนที่อยู่ในองค์กรได้ดีตามศักยภาพของพวกเขา ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ผมเป็นคนให้คุณค่าเรื่องการตัดสินใจ เพราะเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีการตัดสินใจแล้วมันเศร้านะ ดังนั้น เมื่อต้องตัดสินใจและผมไม่อยากตัดสินใจผิดบ่อยๆ ก็เลยต้องมีกรอบความคิดหรือมีวิธีลดความเสี่ยง ทั้งข้อมูลหรือองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ เพื่อให้ตัดสินใจได้ เวลาที่ผมจะบอกให้ใครทำอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่ผมไม่รู้ผมจะลังเล ทำให้หลายครั้งผมจะศึกษาให้รู้ก่อน รู้คร่าวๆ ก็ได้ ลองทำดูเองก่อน ถ้าเราทำเองยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า แล้วจะเอาให้ได้ตั้ง KPI สูงๆ อย่างนี้ ผมก็ไม่ค่อยชอบ ผมจึงลงรายละเอียดในหลายๆ เรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เช่น ครั้งหนึ่งเพื่อให้คุยกับคนที่ทำงานด้านบริหารความเสี่ยงรู้เรื่อง และบอกความต้องการของตัวเองได้ ผมเลยทั้งสั่งหนังสือมาอ่านด้วยตัวเองและบินไปเรียนวิชานี้ที่ต่างประเทศก็เคย ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าดีนะ เพราะอาจจะทำให้มีข้อจำกัดตามศักยภาพเรา หรือใช้เวลามากเกินไป

คุณเป็นผู้บริหารที่ชอบหรือไม่ชอบความเสี่ยง

เรียกว่ายอมรับมันดีกว่า และคิดว่าจำเป็นต้องชอบในระดับที่เหมาะสม ถ้าไม่ชอบเลยก็คงไม่ทำอะไร ซึ่งจะเสี่ยงที่สุด

ทุกปี คุณจะเขียนจดหมายขนาดยาวถึงพนักงานทุกคน

เพราะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนพูดไม่เก่ง จึงเลือกใช้การเขียนเป็นวิธีสื่อสาร เป็นจดหมายขนาดสิบถึงสามสิบหน้า ผมพยายามจะสื่อสารให้เข้าใจว่าใครในองค์กรกำลังทำอะไร เพราะเชื่อว่าคนเราจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับใครในบริบทไหน ถ้าเชื่อมโยงกันได้ เราก็ใช้ศักยภาพที่มีในตัวได้อย่างเต็มที่ รวมถึงยอมที่จะทำเพื่อคนอื่นเพื่อภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น

นอกจากนี้ ยังเล่าภาพรวมอุตสาหกรรม ไปจนถึงทิศทางการทำงาน โดยเขียนอย่างน้อยหนึ่งฉบับสำหรับปีใหม่ และตามวาระโอกาสที่มีเหตุการณ์สำคัญในองค์กร บางปีเขียนสามถึงสี่ฉบับ และเขียนมาตั้งแต่เป็น CEO จนตอนนี้ก็สิบปีแล้วซึ่งคนสี่พันคน ถ้าอ่านสักสองร้อยคนผมก็ดีใจ

ได้ยินว่าต้องปลีกตัวไปที่สงบๆ บางทีก็เช่าโรงแรมจริงจังเพื่อเขียนจดหมายโดยเฉพาะ

ใช่ๆ ต้องการสมาธิ เพราะว่าใช้พลังเยอะมากและมันต้องเน้นแรกๆ คนอาจรู้สึกว่าเป็นจดหมายที่อ่านยากมาก มีเรื่องรายละเอียดธุรกิจเต็มไปหมด แต่พอทำไปหลายๆ ปี เขาจะพอจับแพตเทิร์นเนื้อหาที่เราเขียน หรือความจริงก็คือเข้าใจภาพรวมธุรกิจมากขึ้นไปเอง ไม่รู้สิ เขาอาจจะแค่รีบพลิกอ่านเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเขาหรือดูว่าจะมีชื่อตัวเองในนั้นไหมก่อนก็ได้ (หัวเราะ)

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ใส่ใจถึงขั้นเขียนชื่อแต่ละคน

มีบ้าง แต่ส่วนมากเป็นชื่อฝ่าย

แปลว่าถ้าอ่านเจอชื่อตัวเองในนั้น เขาควรจะดีใจหรือเสียใจ

ส่วนใหญ่ถ้าตำหนิจะไม่เขียนเป็นชื่อ ดังนั้น ถ้าเห็นชื่อควรจะดีใจ

จดหมายของคุณละเอียดมาก คุณไม่กลัวว่าพนักงานจะขายความลับบริษัทเหรอ

จริงๆ เรื่องพวกนี้ก็หาอ่านได้ทั่วไป ที่สำคัญ อยู่ที่รู้แล้วเอาไปทำได้หรือเปล่า นอกจากนั้น หลายคนเป็นห่วงก็จะบอกว่าให้พูดหรือเขียนแต่เรื่องดีๆ เชียร์อัพกัน ไม่ควรเขียนสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกแย่

เชื่อที่เขาบอกแค่ไหน

ไม่เชื่อไง ถึงได้เขียนแบบนั้นลงไป หดหู่ก็บอกหดหู่ สมมติเราบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปองค์กรอาจจะล่มสลาย บางคนเขาก็หลีกเลี่ยงที่จะพูด แต่ถ้าความจริงมันเป็นแบบนั้น มันก็ต้องเขียนตามนั้น การเขียนถึงเรื่องดีๆ ในเชิงบวก ผมอาจจะควบคุมสภาพจิตใจทุกคนได้ชั่วคราว แต่ต่อจากนี้ผมจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในสิ่งที่เขียนเลย

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นเจ้านายที่ลูกน้องรัก กับเจ้านายที่ลูกน้องนับถือ

คงไม่ต้องรักหรอก แค่เชื่อใจก็พอ ซึ่งความเชื่อใจก็มีหลายมิติ เชื่อใจในความสามารถ เชื่อใจในเรื่องที่ให้คำมั่นสัญญา เชื่อใจในความพยายามที่จะทำให้มากที่สุดตามศักยภาพที่เรามี ไม่ใช่ผมคนเดียวแต่หมายรวมถึงพวกเราทั้งองค์กร ถ้าเรามีความเชื่อใจกันเราก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างรู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องคอยระวังหลัง

คุณชอบตัวเองตอนเป็น CEO หรือวาณิชธนากร (Investment Banker) มากกว่ากัน

คนละแบบ บางทีผมก็อยากกลับไปทำ IB ใหม่ พูดแบบนี้ไม่ได้เกลียดงาน CEO นะ แต่มันเป็นธรรมดาที่เราจะโหยหาความสนุกในอดีตที่ผ่านมาแล้ว วาณิชธนากรเป็นงานที่เกี่ยวกับการคิดว่าลูกค้าควรต้องทำอะไร ต้องจัดโครงสร้างธุรกิจ ต้องระดมทุน ต้องโน้มน้าวให้เขาทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่เกินตัวเรามากๆ มีอะไรให้คิดเยอะ และเปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน แต่ก็ไม่ต้องยุ่งกับเรื่องคนเยอะเหมือนงานบริหาร เวลาได้รับโจทย์ให้ควบรวมกิจการขนาดหมื่นล้าน แสนล้าน เราจะสนุกมาก แม้ทำออกมาแล้วไม่มีใครรู้ก็ไม่เป็นไร แต่พอไม่ได้ทำนานเราก็จะทื่อลงเรื่อยๆ งาน IB หากอยากจะทำให้ดีต้องลับคมทุกวัน ฝึกตัวเองทุกวัน ดูงบการเงิน ดูข้อมูลผู้ถือหุ้น ติดตามความเปลี่ยนแปลงของบริษัทและอุตสาหกรรม คุยกับทุกฝ่ายจนรู้นัยที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำเสนอคำตอบหรือทางออกที่เหมาะสม

การเป็นเจ้านายที่ลงมือทำให้ดูสำคัญอย่างไร

หนึ่ง จะได้ไม่ต้องสงสัยว่าเราเอาแต่พูดสั่ง สอง เป็นการตรวจสอบตัวเราเอง ว่าพอจะรู้หลักการคร่าวๆ แค่ไหน หลายเรื่องก็เฉพาะทางมากๆ ผมทำให้ดูไม่ได้ ผมก็จะใช้วิธีให้เขาเล่าให้เราฟัง จนพอรู้คอนเซปต์งานนั้นให้ได้ ไม่งั้นเราก็จะตัดสินใจแทนเขาไม่ได้

ใครๆ ก็บอกว่าคุณเป็นผู้บริหารที่มีศิลปะการล้วงลึกไม่เหมือนใคร มันคืออะไร และมีที่มาอย่างไร

คงมาจากการที่ผมชอบอ่านหนังสือประวัติคน แม้กระทั่งหนังสืองานศพดีๆ ที่เขียนถึงคนคนหนึ่งแบบจริงใจ เวลาอ่านเราจะเห็นความเชื่อมโยง นอกจากจะได้รู้ตัวตน ยังได้รู้สาแหรกว่าเขาเป็นใคร เกี่ยวดองกับใครยังไง เขาครองตัวมายังไงถึงได้ประสบความสำเร็จและเป็นที่รักของคนได้แบบนี้ ไปจนถึงทำไมหรืออะไรอยู่เบื้องหลังการกระทำและความคิดของเขา เป็นความสนใจที่สะสมในตัวเราอย่างไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้มันช่วยในเรื่องการตัดสินใจและการจัดการผู้คน ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นปัจเจกที่ไม่เหมือนกัน ผมเรียนรู้จากการอ่านชีวิตคนหรือนิยาย เช่น อ่าน พล นิกร กิมหงวน ทุกเล่ม เสือใบ เสือดำ  ผู้ชนะสิบทิศ เด็กๆ อ่านแม้กระทั่ง สกุลไทย ของแม่

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ในตำราการบริหาร มักเขียนว่าผู้บริหารที่ดีต้องเปิดกว้าง กว้างแค่ไหนจึงจะพอดี

ถ้าเป็นเรื่องเปิดกว้างทางความคิด เพื่อการเรียนรู้ทำได้ แต่ถ้าจะต้องนำไปปฏิบัติในเวลาที่เหมาะสม คงต้องหาจุดสมดุล เพราะถ้าเราเปิดกว้างรับฟังความเห็นหมด มันจะจบลงด้วยการไม่สามารถตัดสินใจได้ ข้อเสียผมที่กำลังแก้ไขอยู่คือ ผมใจร้อน ฟังไม่ค่อยจบ เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้มีประสิทธิผลหรือ Productive มากที่สุดเวลาได้ถกเถียง ดังนั้นหลายครั้งผมจะแสดงกิริยาท่าทางหรือน้ำเสียงแบบไม่เห็นด้วยอย่างมาก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมไม่เห็นด้วยจริง ผมแค่กำลังพยายามหยั่ง หรือทดสอบขอบเขต ข้อจำกัดของเรื่องนั้นๆ ว่ามันมีปัจจัย เงื่อนไข หรืออุปสรรคอะไร ต่อให้การถกเถียงจบลง ผมก็ยังกลับมาคิดซ้ำๆ หลายครั้งตามข้อมูลที่ได้มาจากการถกเถียง แล้วถ้าผมพบว่าบางความเห็นที่ผมเถียงจนตกไปถูกต้อง ผมก็จะยอมรับและกลับมาขอโทษ แต่ผมว่านี่ก็ถือเป็นข้อเสียที่ผมพยายามแก้เพื่อให้เกิดขึ้นน้อยลง

หากมีหนังสือหรือตำราการบริหารธุรกิจสไตล์คุณ เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือจะพูดถึงอะไร

คงพูดเรื่องการไม่หยุดที่จะเข้าใจตัวเองและคนอื่น เข้าใจตัวเองเพื่อจะรู้ทั้งข้อจำกัด ทั้งศักยภาพ อะไรชอบและไม่ชอบ จะได้ไม่ไปฝืน สำคัญคือจะได้รู้วิธีบอกให้คนอื่นเข้าใจเรา ส่วนเรื่องการเข้าใจคนอื่น ซึ่งก็ยอมรับว่ายังทำได้ไม่ดีหรอก เวลาที่องค์กรเล็กมีคนน้อย เราก็มีเวลาที่จะคุยกัน รู้จักใจเขาใจเรา รู้จักรากเหง้า รู้จักปม รู้จักพื้นเพ แต่พอคนเยอะขึ้น ความเข้าอกเข้าใจนั้นก็ตื้นหรือลดน้อยลง ซึ่งผมคงต้องพยายาม เพราะมาวันนี้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ว่าตอนเด็กผมชอบคนฉลาด ตอนนี้ผมชอบคนที่ทัศนคติมากกว่า

อะไรคือเรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การทำร้านอาหารอิตาเลียน Mediterra เริ่มจากผมไปกินร้านอาหารอิตาเลียนร้านหนึ่งย่านอโศกช่วงดึกอยู่บ่อยๆ เพราะเงียบสงบ สะดวก และอาหารอร่อย วันหนึ่งเจ้าของร้านซึ่งเป็นเป็นอดีตวิศวกรที่ไม่เคยเรียนเป็นเชฟ แต่ตั้งใจทำร้านอาหารมากๆ จนมีร้านเล็กๆ 20 ที่นั่ง ก็เดินมาบอกว่าจะปิดร้านที่นี่และกลับไปใช้ชีวิตที่อิตาลี ผมก็บอกเขาว่าลองกลับไปคิดว่าอยากทำอะไรมานำเสนอไหม เผื่อจะได้ทำอะไรร่วมกัน เขาก็หายไปสามเดือนแล้ว กลับมาพร้อมพรีเซนเทชันเกี่ยวกับการเปิดร้านใหม่ขนาดแปดสิบหน้า ที่ลงรายละเอียดทุกอย่าง มีทั้งข้อมูลการวิเคราะห์ตลาด ช่องว่างของตลาด บอกอย่างละเอียดว่าร้านที่อยากทำมีคอนเซปต์อะไร เพราะอะไร จะเปิดในแหล่งไหน อย่างไร พร้อม Mood & Tone และ Corporate Identity แทบไม่แพ้สไลด์เวลาเราทำเสนอลูกค้าเลย ผมถึงขั้นส่งไฟล์ไปให้ลูกน้องที่ธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ดู แล้วบอกว่าพวกคุณจะตกงานก็เพราะแบบนี้ (หัวเราะ) การทำร้านจึงเป็นการตัดสินใจที่เร็วมาก ตัวผมไม่ได้มีแพสชันหรือตั้งใจจะทำร้านอาหารมาก่อน แค่ตอนเด็กๆ อ่านหนังสือมูราคามิแล้วอยากมีบาร์แจ๊สของตัวเอง

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO บ้าพลังผู้เขียนจดหมาย 30 หน้าถึงพนักงานทุกคนทุกปี, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

10 Questions answered by Chief Executive Officer of Kiatnakin Phatra Financial Group

1.ผลตอบแทนก้อนแรกในชีวิต : เงินเดือนเดือนแรก ในตำแหน่ง Financial Analyst ที่บริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง จากคนที่ได้ค่าขนมสัปดาห์ละ 500 บาท ทำงานที่แรกได้เงินเดือน 12,000 บาท ยังไม่รวม OT ถือว่าเป็นเงินเยอะมากในสมัยนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่พอใช้เช่นกัน

2. จุดเปลี่ยนในชีวิต : จุดเปลี่ยนแรก ตอนที่ตัดสินไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียวในเมืองที่ไม่มีคนไทยเลย จากคนที่เรียนเพื่อสอบแล้วคืนอาจารย์หมด การอยู่ตัวคนเดียวทำให้ได้ค้นหาตัวเอง สนุกกับการลงลึก ได้รู้พื้นฐานและจัดระบบความคิดที่เกี่ยวกับงาน จนทำให้ตัวเองมีวันนี้ เรื่องที่สอง เคยเสียใจที่สมัครงานบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทรครั้งแรกไม่ได้ จนได้ไปทำงานอีกบริษัทได้เรียนรู้การเอาตัวรอด ภายหลังได้เข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทรในเวลาที่เหมาะสม ถือเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่สุด

3. คำพูดติดปาก : เพราะ?

4. คุณชอบทำงานกับคนแบบไหน : เด็กๆ ชอบทำงานกับคนเก่ง แต่ตอนนี้ชอบทำงานกับคนที่มีทัศนคติดี ถ้าเก่งด้วยทัศนคติดีด้วยยิ่งดี

5. คำถามสัมภาษณ์พนักงานใหม่ : จริงๆ ถ้ามาถึงรอบสัมภาษณ์กับผมแล้ว จะไม่ใช่การสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกเข้าทำงาน แต่เป็นการพูดโน้มน้าวให้เขามาทำงาน คือไม่ใช่เราเลือกเขา แต่เป็นเขาเลือกเรา ส่วนใหญ่ในการสัมภาษณ์ผมจึงมักจะใช้เวลาเล่าเรื่ององค์กรของเราให้เขาฟัง เพื่อให้คนที่ถูกสัมภาษณ์เขาฟังแล้วพิจารณาเองว่าเขาเข้ามาแล้วจะเข้ากันดีกับพวกเราไหม ไม่ใช่แค่หยิบยื่นข้อเสนอที่จูงใจ เพราะหากเข้ามาแล้วเข้ากันไม่ได้ก็คงไม่มีความสุขทั้งคู่

6. ทริปเปลี่ยนชีวิต : ไม่ถึงกับเปลี่ยนแต่เป็นทริปในความทรงจำ ไปเที่ยวน่านกับกลุ่มเพื่อนที่สนิท (พ.ศ. 2530) ที่เกรียนมากเกินกว่าที่จะเล่าได้ในที่นี้

7. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : กำลังอ่าน ไทปัน รอบที่ 2 เขียนโดย เจมส์ คลาเวลล์

8. ความสนใจในวัย 27, 38 และปัจจุบัน : ผมกลับมาจากต่างประเทศตอนอายุ 27 เป็นช่วงชีวิตที่ไม่รู้สึกเหนื่อยกับการทำงานเลย ผมไม่เคยลาพักร้อนไปเที่ยวไหนยาวๆ เลยในช่วง 5 ปีแรกของการทำงาน และไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อที่ต้องทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์, 38 เป็น Head of Investment Banking ที่บล.เกียรตินาคินภัทร และเป็น CEO ตอนอายุ 40 เป็นช่วงที่ไม่ได้ดูงานเป็นชิ้นๆ แต่ดูเรื่องคนและภาพรวม ได้ทำอะไรที่เกินไปกว่างานที่เคยทำมา พบโอกาสจากฟังก์ชันอื่นของตลาดทุนและธนาคาร ส่วนปัจจุบัน ตอนนี้ไม่ได้คิดเพื่อตัวเองอีกแล้ว แต่คิดเพื่อส่งต่อ

9. บ่ายวันอาทิตย์จะบังเอิญเจอคุณที่ไหน : จะเจอผมเดินอยู่ถ่ายรูปอยู่ตามย่านเมืองเก่า

10. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์ตอนไหนได้บ้าง : นอกจากเรื่อง Banking and Capital Market ที่ผมมั่นใจว่าตอบได้กว้างกว่าใคร ผมก็ไม่ค่อยลงลึกกับอะไร มีตอนเด็กที่ฟังเพลงเยอะๆ ผมจะชอบอ่านปกอัลบั้มจนรู้ว่าใครแต่งเพลงไหน ใครชื่ออะไร เล่นเครื่องดนตรีอะไร พอโตขึ้นความสนใจก็เปลี่ยนไป เคยชอบจักรยาน กล้อง แต่คิดว่าไม่ถึงขนาดจะเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ได้

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load