ข้างๆ ฉันคือ ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

หลังส่งเทปแคสบทสั้นๆ ที่ตั้งกล้องถ่ายในร้านข้าวต้มไปตอนสี่ทุ่ม รู้ตัวอีกทีก็กำลังนั่งให้พี่ช่างแต่งหน้าตบแป้งเตรียมเข้าฉาก

“หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง ก็ไม่ค่อยเห็นออกแบบเลย ช่วงที่ผ่านมาไปทำงานอะไรสนุกๆ มาบ้าง” ฉันใช้จังหวะที่พี่ช่างแต่งหน้าหันไปเลือกสีลิปสติกยิงคำถาม ก่อนจะถูกขอให้เม้มปากเพื่อเกลี่ยสีที่ปากให้เสมอกัน โดยไม่ลืมชำเลืองไปยังจุดที่ผู้กำกับนั่งอยู่ เตรียมการในใจแล้วว่าถ้า เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ หันมามองพอดี จะชูมือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจที่วันนี้ไม่ได้หยิบเครื่องอัดเสียงติดตัวมาเหมือนทุกครั้ง

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

“เราไปทำงานที่จีนมา” เสียงเครื่องเป่าผมดังกลบเสียงของออกแบบ

อยู่ๆ จิตวิญญาณก็เหมือนถูกปลุกขึ้นมา ฉันเลิกจดจ่อกับบทพูด 5 ประโยคของตัวเอง แล้วยกเก้าอี้ไปนั่งชิดกับออกแบบซึ่งนั่งเตรียมเข้าฉากอยู่ข้างๆ กัน

มีเรื่องที่แฟนๆ ชาวจีนทำรูปปั้นครูพี่ลินไว้บูชาขอพรช่วงสอบ มีเรื่องการทำงานที่จีน ความมืออาชีพในการถ่ายทำ และวัฒนธรรมฟานฟานในกองถ่าย ตัดสลับรับกันพอดีกับช่วงพักกองเปลี่ยนมุมกล้อง 

เดิมตั้งใจจะเก็บเรื่องราวข้างล่างนี้ไว้กับตัว จนกว่าจะถึงวันที่ 26 ธันวาคม หรือวันที่ ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ เข้าฉายวันแรก 

แต่เราอยากให้ผู้อ่าน The Cloud ได้รู้จักออกแบบก่อน 

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

ออกแบบเป็นเด็กสาวอายุ 23 ปี ที่เริ่มต้นบทบาทนางแบบเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ก่อนดังเป็นพลุแตกขึ้นแท่นนางเอกพันล้านจากบทครูพี่ลินใน ฉลาดเกมส์โกง โกอินเตอร์ได้ทำงานที่ประเทศจีนในบทบาทนักแสดง และกำลังจะมีผลงานล่าสุด ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

เท่าที่สัมผัสตัวตนออกแบบในเวลาสั้นๆ เราพบว่าการ Go Inter ที่จีน (ชื่อประเทศ) ของเธอ ส่งต่อ Go Inside หรือการเติบโตข้างในอย่างมาก เธอทำให้เราเชื่อว่าเป็นจีน (ชื่อตัวละคร) อย่างมีนัยยะสำคัญ

ก่อนพี่เต๋อจะสั่งเทคเราอีกรอบ ออกแบบ เธอช่วยบอกวิธีจำบท 5 ประโยคทีนี้ได้ไหม

“ไม่ต้องจำ พี่แค่ต้องเข้าใจว่าทำไมตัวละครพูดแบบนี้และมันจะจำได้เอง ยิ่งจำยิ่งพูดไม่ได้” และเราก็ได้รู้ว่า การเป็นนักเขียนก็ไม่ได้แย่เสมอไป อย่างน้อยก็ง่ายกว่าเป็นนักแสดงเป็นไหนๆ

จีน

จีน (น.) 1. ชื่อประเทศและชนชาติหนึ่งอยู่ในเอเชียตะวันออก

หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง หรือ Bad Genius เข้าฉายในประเทศจีน ออกแบบก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น ถึงขนาดมีแฟนๆ ทำรูปปั้นตัวละครครูพี่ลินไว้บูชาช่วงสอบ

ต่อมาได้รับการทาบทามให้เข้ารับบทนางเอกในภาพยนตร์ Blooming Blossom ซึ่งชื่อยังไม่เป็นทางการ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากละครเวที The Secret Musical (2018) ของ Jay Chou ดัดแปลงจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันของไต้หวันซึ่งฉายครั้งแรกเมื่อปี 2007

เรื่องราวความรักสามเศร้า ของหญิงสาวที่ฐานะทางบ้านไม่ดี ประสบอุบัติเหตุและชีวิตเปลี่ยนไปเพราะคนที่ขับมาชนรับผิดชอบ และจากเหตุการณ์รถชนครั้งนั้นทำให้เธอความจำเสื่อมกลายเป็นอีกคนหนึ่ง ใช้ชีวิตเรื่อยมาจนพบกับพระเอก ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างรอเข้าฉายที่ประเทศจีน

“ชีวิตช่วงนั้นเหมือนอ่านหนังสือสอบทุกวัน นอกจากเรียนภาษา ต้องมีเรียนเปียโนและกีตาร์ และต้องพูดจีนทั้งเรื่อง แม้จะมีการอัดเสียงทับเข้าไปแต่ปากก็ต้องตรง ไม่เหมือนซีรีส์ที่เราพูดไทยได้เลย ซึ่งคำศัพท์เยอะมาก ตอนทำงานจะมีล่ามประกบ และในแต่ละวันพอถ่ายเสร็จก็คุยกับล่ามต่อถึงฉากพรุ่งนี้” ออกแบบเล่าชีวิตที่ถ่ายทำภาพยนตร์ 10 ซีนต่อวันเป็นเวลาเดือนกว่าอย่างย่นย่อ

ผลงานอีกเรื่องเป็นซีรีส์ล่าสมบัติสมัยใหม่ ความยาว 36 ตอน

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

“แสดงว่าติดใจการทำงานที่จีนแล้วใช่ไหม” เราถาม

ออกแบบซึ่งหลบแดดในร่มข้างกันรีบตอบเหตุผลที่ตัดสินใจรับบทนำในซีรีส์โรแมนติก-ไซไฟเรื่องนี้ แม้จะทำให้เสียโอกาสทำงานอื่นๆ เพราะต้องอยู่ประเทศจีนถึง 4 เดือน แต่นี่เป็นโอกาสเดียวเธอได้ทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำที่ไหน

“ฝึกกังฟู เรียนดำน้ำ ขึ้นสลิง มีฉากต่อสู้ ได้ทำอะไรเยอะ” ออกแบบเล่าด้วยตาเป็นประกาย

ในเรื่องออกแบบรับบทนางเอก ซึ่งเป็นนักชีววิทยา อยู่มาวันหนึ่งพ่อป่วย ทำให้ต้องออกตามหาหยก 7 ชิ้นมาประกอบเพื่อทดลองช่วยให้พ่อเป็นอมตะ เป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่ใช้เงินลงทุน 2 – 3 พันล้านบาทไทย และใช้บริษัทคอมพิวเตอร์กราฟิก 4 บริษัทสำหรับการถ่ายทำซีรีส์เรื่องเดียว

ไม่บอกคุณก็คงรู้ว่าการเป็นนักแสดงที่จีนยากแค่ไหน ไม่ใช่แค่เป็นคนดัง แต่ใครที่จะเข้ามายืนตรงจุดนี้ต้องมีความสามารถที่เพียบพร้อมและจริงจังกับการทำงาน

“การทำงานที่ไทย ออกกองถ่ายสามถึงสี่วันแล้วหยุด แต่ที่นู่นเราต้องถ่ายทุกวันเป็นเวลา สี่เดือน” แม้จะกลับไทย 1 – 2 ครั้ง แต่ก็เป็นการบินกลับมาเพื่อทำงานตอนเช้าและบินกลับเลย

ในการถ่ายทำ สิ่งที่ยากไม่ใช่สำเนียงเสียงภาษา แต่คือการทำความเข้าใจสำนวนจีนในบทซึ่งแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทย รวมไปถึงการถ่ายทำทั้ง 36 ตอน ในเวลา 4 เดือน ซึ่งนักแสดงทุกคนต้องพร้อมที่จะถ่ายทำด้วยกัน 

“แปลว่าคุณต้องสามัคคีมากๆ เพื่อทำให้เสร็จในเวลาที่กำหนด ไม่มีใครวิ่งไปรับงานอีเวนต์ใดๆ ได้ทั้งนั้น ตารางชีวิตออกแบบที่จีน เริ่มต้นที่แต่งหน้าตอนหกโมงเช้า ถ่ายจนเกือบจะครบเบรกดาวน์ มีบ้างที่ถ่ายทำจนถึงตีสามและวันต่อมาเริ่มถ่ายตอนแปดโมงเช้า ไม่ใช่แค่เรานะ ทุกคนในกองต้องพร้อมเพรียงกัน” ฟังแล้วจินตนาการภาพจำนวนคนในกองถ่ายขนาดใหญ่นี้ไม่ออก

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

ออกแบบเล่าวัฒนธรรมแปลกๆ ที่เจอในกองให้ฟังว่า กองถ่ายจีนมีวัฒนธรรมที่ทุกคนกินข้าวพร้อมกันไม่มีใครกินก่อนกินหลัง 

“พอเที่ยงปุ๊บ ผู้กำกับจะประกาศออกไมโครโฟนว่า ‘ฟานฟาน’ ทุกคนก็จะวางทุกอย่างในมือแล้วรีบไปกินข้าวก่อนกลับมาทำงาน เหมือนอยู่ในค่ายนิดนึง เป็นระเบียบมาก หรืออย่างช่วงเทศกาลเขาก็จริงจังมากเรื่องขอความร่วมมือให้ทุกคนไปร่วมงานและตรงเวลา” 

เจอตัวเป็นๆ ทั้งที ไม่ถามถึงฉากยากๆ ที่เจอระหว่างถ่ายทำคงไม่ได้

“มีครั้งหนึ่งเป็นฉากปีนเสาหนีตาย แต่เสาไม่แข็งแรงพอเราจึงตกลงมา โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากแต่ร้องไห้หนักมาก (หัวเราะ) อีกฉากเป็นตอนที่จะวิ่งเข้าไปช่วยพ่อที่ติดอยู่ด้านในแต่ไม่ทันแล้วเพราะสถานที่กำลังจะถล่ม โดยมีอีกตัวละครจับยื้อเราไม่ให้เข้าไป ในการถ่ายทำเขาใช้ระเบิดถล่มฉากนั้นจริง ก็ซักซ้อมกันก่อนว่าระเบิดถล่มถึงเสาต้นที่เท่าไหร่แล้วถึงวิ่ง หากช้าผิดคิวเพียงนิดเดียวอันตรายแน่ๆ ปรากฏว่าเขาจำเสาผิดต้น เสาขนาด 8 เมตรก็หล่นลงมาทับ โชคดีที่เสาไม่ได้กระแทกเราโดยตรง แต่โดนนักแสดงชายหัวแตกด้านหน้าและหลัง ความโหดคือวันต่อมาถ่ายทำต่อเลย ซึ่งในการทำงานก็จะมีวันพักที่เขาให้เรานอนพักทั้งวันแบบจริงจัง ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน” 

ฟังแล้วฮึกเหิม หวังให้พี่เต๋อให้ผ่านไวๆ จึงเลือกบังคับใจให้จำบทตามที่ออกแบบบอก แล้วเข้าใจตามสิ่งที่เกิดขึ้น

รู้สึกโชคดีที่ฉากวันนี้ไม่มีต้องปีนเสา 

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

จีน

จีน (น.) 2. ชื่อหญิงสาวคนหนึ่ง

จีน เป็นนักออกแบบที่ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ที่โคเปนเฮเกน แต่มีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่ที่ไทย จีนอยากทำบ้านใหม่ให้สวยเข้ากับวิถีชีวิตมินิมอลเหมือนตอนอยู่ที่นั่น ก็เลยต้องรื้อบ้าน ทิ้งของที่ไม่ใช้ออก เกิดเป็นเรื่องราวที่ต้องเอาของไปคืนกับที่ต้องไปทิ้ง

“เมื่อจะต้องทิ้งมันก็เลยยาก” ออกแบบเล่าเรื่องอย่างย่นย่อให้เราฟัง

ส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้พูดถึงความสัมพันธ์ และในตัวอย่างภาพยนตร์ เราเห็นการทิ้ง การเก็บ เห็นสถานะแฟนเก่า แฟนใหม่ (สารภาพว่าเจอฉาก ‘จีน นี่มี่แฟนเรา’ เข้าไป ทำฉันซึมไปหลายวันเลยพี่เต๋อ เดี๋ยว กลับมาที่คำถามก่อน) มีมินิมอล แม็กซิมอล

ออกแบบเชื่อมโยงกับคำเหล่านี้ยังไง เราถาม

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

“เราแม็กซิมอลกับเรื่องกิน เราเลือกกินแต่ของที่อร่อย อธิบายไม่ได้เลยว่าอร่อยยังไง แต่กินแล้วรู้สึกอร่อย เพราะงานทำให้เราต้องควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นเราจะไม่กินมั่วซั่ว ถ้าจะมี Cheat Day สักครั้ง วันนั้นต้องคุ้ม ส่วนเรื่องที่มินิมอลของเรา คือเราเป็นคน Move On ง่าย (ตัดใจแล้วไปข้างหน้า)

“เราเลือกทิ้งบรรจุภัณฑ์ที่คนชอบเก็บไว้เติม Refill และเราเลือกเก็บของที่มีคุณค่ากับจิตใจ เก็บการ์ดที่เพื่อนทำให้วันเกิด มีการแบ่งเป็นกองๆ ด้วยนะตามความสนิท 

“เกี่ยวกับแฟนเก่าและแฟนใหม่ สำหรับเราเป็นความรู้สึกหน่วงๆ ถ้าแฟนเก่ากลับมาเป็นเพื่อนหรือเป็นพี่น้องที่ปรารถนาดีมีอะไรก็ปรึกษากัน แต่ถ้าเลิกไปไม่ดีแล้วบังเอิญเจอหน้า มันก็หน่วงๆ เรารู้สึกกับคำว่าแฟนเหมือนที่รู้สึกกับคำว่าเพื่อน เราเชื่อว่าสุดท้ายความสัมพันธ์ไม่ได้มากไปกว่านั้น เหมือนป๊าม๊าอยู่ด้วยกัน ก็รักกันแต่ก็ดูเป็นเพื่อนกัน ยืดยาวเพราะไม่ได้ยึดติดผูกมัดกันเกินไป” ออกแบบเล่า เธอยอมรับว่าประโยคสุดท้ายคือความสัมพันธ์ในอุดมคติ

เมื่อต้องมารับบทจีน ออกแบบคาดหวังอะไรจากงานนี้ เราถาม

“ไม่ได้คาดหวัง เรากลัวด้วยซ้ำว่าจะทำได้ไม่ดีเพราะเรากับจีนห่างกันมาก จีนเป็นตัวละครที่โตกว่าตัวออกแบบ ประสบการณ์ชีวิตเราไม่เยอะเท่าเขา ก็ต้องหาคนเล่าให้ฟังว่าชีวิตจริงตัวละครเจอกระบวนการแบบไหน มีวิธีคิดยังไง หรือเวลาเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นเขาจะรู้สึกยังไง งานเราคือทำให้คนเชื่อว่าจีนเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้เอง ซึ่งเทปแคสติ้งตอนก่อนและหลังเป็นจีนนี่คนละแบบเลย ปกติกองถ่ายจะมีแอคติ้งโค้ชดีดนิ้วปุ๊บเข้าบทปั๊บ แต่หนังพี่เต๋อ พี่เต๋อกำกับเอง เป็นแอคติ้งโค้ชเอง เขาทำให้เราเข้าใจจีน” 

กับงานที่แล้วถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ ออกแบบรู้สึกกดดันบ้างไหม

“ไม่นะ เพราะทำดีที่สุดแล้ว และเราเต็มที่กันทุกคนแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นเราเต็มที่ได้มากกว่านั้นได้แค่ไหน เราสัมผัสได้เลยว่าทุกคนในกองถ่ายตั้งใจกับงานนี้มากๆ อยากทำงานชิ้นนี้ออกมาให้ดี มีซีนที่ถ่ายฉากร้องไห้ ทุกคนเงียบมาก เงียบเหมือนผีผ่าน ดีมากเลย ไม่มีเสียงมารบกวนให้เสียสมาธิเลย” เรายืนยันความตั้งใจจริงของทีมงานทุกคนอีกเสียง ไม่เคยพบเจอกองถ่ายไหนที่สนิทกันเช่นนี้ ยังจำภาพต้องเลี้ยงปิดกล้องได้ดี

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

เพราะชื่นชมฉากจบของตัวอย่างภาพยนตร์ อย่างตอนที่ตัวละครจีนแสดงสีหน้าที่ดูไม่ออกว่ายิ้มหรือเศร้า ออกแบบก็รีบบอกว่านั่นไม่ใช่ฉากยากที่สุดของเธอ 

ฉากที่ยากที่สุดของเรื่อง ซึ่งออกแบบบอกให้ไปดูในโรง ก็คือฉากที่ต่อจากการเจอเอ็มครั้งแรก

“ยาก อันนั้นรู้สึกว่ายากจริง” เล่ามาถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าคุณเรียกสิ่งนี้ว่าสปอยล์หรือเปล่า แต่นั่นแหละ ไม่ทันแล้ว

ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าฉากที่ไปเข้าร่วมจะถูกผู้กำกับทิ้งหรือเก็บ แต่ไม่ว่าวันที่ 26 ธันวานี้จะเกิดอะไรขึ้น การพูดคุยสั้นๆ กับออกแบบในวันนั้นถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สุดในรอบปีเลย

เบื้องหลังของจีนใน ฮาวทูทิ้ง และaการแสดงซีรีส์แฟนตาซีทุน 3 พันล้านที่จีนของ ออกแบบ ชุติมณฑน์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load