“ขอกินข้าวไปด้วยได้ไหมคะ พอดียังไม่ได้กินข้าวเที่ยง”

แขกของเราถามด้วยรอยยิ้มในเวลา 6 โมงเย็น แล้วค่อย ๆ เปิดฝากล่องข้าวที่ห่อมาจากบ้านด้วยความเกรงใจ จะบอกว่า เยล-อัญญา เมืองโคตร ผู้ก่อตั้ง ‘Regen Districts’ สตูดิโอออกแบบที่เน้นการนำขยะมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นแขกของเราก็ไม่ถูกนัก เพราะเราต่างหากที่เป็นแขกเดินเข้าไปดูโปรเจกต์ Play (Coffee) Ground ที่เธอทำร่วมกับลุงรีย์ Uncleree farm ในบูท Coffee Sustainability ที่งาน Thailand Coffee Fest 2021

แล้วเราก็ควรเป็นฝ่ายเกรงใจ เพราะเราอยากคุยกับเธอตั้งแต่บ่าย แต่กว่าเธอจะว่างจากการรับแขกก็เย็นพอดี

เยลเป็นนักออกแบบที่เรียนจบปริญญาตรี จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพิ่งจบปริญญาโทจากอังกฤษมาหมาด ๆ เธอไปเรียนที่ Royal College of Art (RCA) ภาควิชา Design Products โดยเน้นเรื่อง Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) นำวัตถุดิบใกล้ตัวจากครัว อย่างเปลือกไข่ เปลือกหอย และกากกาแฟ มาแปรรูป

เธอเอาไม่ได้เอาเศษอาหารเหล่านี้มาหมักเป็นปุ๋ย

แต่เอามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีพร้อมใช้งานและตกแต่งร้านได้สบาย

Regen Districts นักออกแบบที่เสกของเสียในครัวให้กลายเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์ใหม่

เมื่อสิ่งที่เราเคยคิดว่าโอเค จริง ๆ แล้วมันไม่โอเค

เยลเริ่มต้นจากการเรียนสถาปัตยกรรม แล้วเปลี่ยนมาเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ตอนปริญญาโท เพราะเมื่อเธอเริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็หันมามองวิชาชีพตัวเอง แล้วพบว่าวัสดุหลักของสถาปนิกอย่างซีเมนต์นั้นมีกระบวนการผลิตที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ เธอจึงพยายามมองหาและใช้วัสดุที่ดีต่อเราและโลก ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงเมื่อกลายเป็นขยะ

“ถ้าใช้พลาสติก ก็ต้องขุดปิโตเลียมขึ้นมา พอใช้เสร็จของเสียอย่างไมโครพลาสติกก็ถูกปล่อยลงทะเล ปลากิน แล้วคนก็จับปลามากิน สุดท้ายก็เข้าตัวเอง” เยลเล่าต่อว่า ตอนที่เธอไปเรียนต่อ คำว่ายั่งยืน มีความหมายค่อนข้างคลุมเครือ คนจึงนิยมคำว่า Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนมากกว่า เพราะสื่อถึงการวนเป็นวัฏจักร เหมือนระบบนิเวศ เมื่อผลิตภัณฑ์กลายเป็นขยะก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย เป็นอาหารให้พืช หมุนวนเป็นวัฏจักรไปเรื่อย ๆ

“คนเข้าใจผิดว่ารีไซเคิลคือทางออกที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ เราต้องย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นของวัสดุ” เยลหยิบแก้วพลาสติกขึ้นมา “แก้วใบนี้รีไซเคิลได้แค่ 4 ครั้งก็ต้องเปลี่ยนเป็นเส้นใยอื่นแล้ว”

หลังจากที่เยลเริ่มศึกษาเรื่องที่มาของวัสดุ เมื่อมองรอบห้องเธอก็เริ่มรู้สึกว่า อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้

“ตอนเรียนปริญญาโทก็คิดตลอดว่าเรียนแล้วได้อะไร สุดท้ายก็ย้อนกลับไปที่ความตั้งใจแรกของเรา ถ้าให้กลับไปทำงานที่รู้ว่าเป็นมลพิษต่อโลก ยังอยากทำไหม คำตอบคือ ไม่อยากทำ มันก็มีตัวเลือกเดียวคือเราต้องทำสิ่งนี้ต่อไป ถึงจะเหนื่อยหรือรู้ว่ายาก แต่เราก็ต้องไปทางนี้ต่อ”

Regen Districts นักออกแบบที่เสกของเสียในครัวให้กลายเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์ใหม่
Regen Districts นักออกแบบที่เสกของเสียในครัวให้กลายเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์ใหม่
Regen Districts นักออกแบบที่เสกของเสียในครัวให้กลายเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์ใหม่

Regen Districts ชุมชนคนสนใจของเสีย

คุยกันไปได้สักพัก ลุงรีย์ จาก Uncleree farm ก็แวะเข้ามาทักทายพร้อมปล่อยมุกตลกให้ได้หัวเราะกันครืนใหญ่

โปรเจกต์ Play (Coffee) Ground เป็นการร่วมงานกันของผู้ที่สนใจสิ่งเดียวกัน คือ Regen District สนใจนำของเสียมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ กับฟาร์มลุงรีย์ที่สนใจสร้างดินดีจากขยะและมูลไส้เดือน

“เป็นการเจอกันแบบงง ๆ พี่รีย์เห็นผลงานของเพื่อนเราจากออนไลน์ Showcase เลยชวนมาร่วมบูท Coffee Sustainability เราก็เคยเห็นงานพี่รีย์มาก่อน ก็อยากมาร่วมงานด้วย พี่รีย์เป็นคนหาขยะมาให้ทดลองแล้วก็จัดเวิร์กชอปกันในงาน” เยลชี้ให้ดูวัสดุชีวภาพ (Biomaterials) อย่างเปลือกไข่ เปลือกหอย และเยื่อหุ้มเมล็ดกาแฟ

“เราจับพลัดจับผลูไปเจอเว็บไซต์ Materiom ที่คิดสูตรวัตถุดิบแบบ Online Library ส่วนผสมของแต่ละสูตรก็ต่างกันออกไป เป็นเหมือนตำราอาหารออนไลน์” เธอเล่าต่อว่า เนื้อหาใน Materiom สอนกระบวนการทำวัสดุทุกขั้นตอน ตั้งแต่สัดส่วนวัตถุดิบที่ใช้ จนถึงวิธีทำ วัตถุดิบส่วนใหญ่ก็คือของเสียจากในครัว ที่ควรนำมาใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์ และหมุนเวียนเป็นวัฏจักร

Regen Districts นักออกแบบที่เสกของเสียในครัวให้กลายเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์ใหม่
อัญญา เมืองโคตร นักออกแบบที่หยิบเปลือกไข่ เปลือกหอย และเปลือกกาแฟ มาเปลี่ยนเป็นวัสดุแห่งอนาคตเพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์

เยลลองนำสูตรที่ได้มาปรับให้เข้ากับวัตถุดิบในประเทศไทย แล้วทำให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้มีทางเลือกในการออกแบบที่แตกต่างออกไป Regen Districts จึงเริ่มจากตรงนี้

Regen Districts เป็นชุมชนที่มีนักออกแบบและศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานจากของเสียให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า โดยมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่การรวมตัวของนักสร้างสรรค์

“ในเว็บไซต์เราแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบ เช่น เปลือกไข่ เปลือกหอย เก็บได้ที่ไหน ร้านไหนเข้าร่วมบ้าง เราปักหมุดแผนที่ในเว็บไซต์ พร้อมให้ข้อมูลว่าแต่ละร้านมีอะไรให้เก็บ เข้าไปเก็บยังไง งานของเรามี 2 ส่วนคือ ทำเวิร์กชอปให้นักออกแบบมาเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับงานของเขา เพื่อให้คนเห็นว่าวัสดุในชีวิตเอาไปทำอะไรได้บ้าง

“ส่วนสอง คือการสร้างเครือข่ายเพื่อรวบรวมของเสีย แต่ต้องมีเวิร์กชอปปก่อน ไม่งั้นคนก็ไม่รู้ ทำไม่เป็น เราต้องเน้นเผยแพร่ความรู้ให้มากที่สุด พอเขารู้เขาก็จะเข้าไปเก็บ ซึ่งเราอยากให้ยั่งยืนในระยะยาว”

เครือข่ายร้านที่มาร่วมก็มีหลายรูปแบบ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร จนถึงบาร์ แต่ละร้านมีของเสียที่ต่างกัน อย่างบาร์จะมีตะไคร้และเปลือกส้ม ถ้าไม่รับมาก็จะถูกทิ้งอย่างเสียเปล่า เยลหยิบวัสดุใกล้มือชิ้นหนึ่งขึ้นมา

“วัสดุที่เห็นเป็นสีน้ำตาลเข้มคือ กากมะพร้าวที่เขาคั้นน้ำกะทิไปแล้ว พอเราเดินเข้าไปในร้านอาหารเก่าแก่เขาก็ดีใจมาก เพราะหาคนแบบเรามานานแล้ว เขาเอาทุกอย่างมาให้เลย เพราะอยากให้ใช้วัตถุดิบคุ้มค่าจนถึงหยดสุดท้าย” พูดจบเยลก็ตักข้าวเข้าปาก ซึ่งเราไม่แปลกใจเลยที่เธอไม่มีเวลากินข้าว เพราะระหว่างพูดคุยกัน ก็มีคนเดินเข้ามาในบูทแล้วหยิบจับวัสดุต่าง ๆ อยู่ตลอด

ไม่ใช่แค่ข้าวที่ทำให้เธอมีแรง ความสนใจของคนที่แวะเข้ามาดูก็ทำให้เธอมีพลังเช่นกัน

อัญญา เมืองโคตร นักออกแบบที่หยิบเปลือกไข่ เปลือกหอย และเปลือกกาแฟ มาเปลี่ยนเป็นวัสดุแห่งอนาคตเพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์

โมเดลธุรกิจสีเขียว

“วันนี้มีนักออกแบบภายในถามเยอะมากว่า ทำเป็นแผ่นกันเสียงได้ไหม เราว่าทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ค่อนข้างยาก เพราะวัสดุพวกนี้เหมาะจะเป็นเส้นใยและสิ่งทอมากกว่า บางอย่างที่ยืดหยุ่นก็ทำเป็นกระเป๋าใบเล็ก ส่วนวัตถุดิบแข็งยังมีปัญหาเรื่องการรับน้ำหนักอยู่ แต่ถ้าทำเป็นแผ่นกระดานปักหมุดก็ได้ ขึ้นกับพื้นที่และกำลังที่มี”

นักออกแบบหญิงบอกให้เราดูหม้อใบใหญ่ในบูท

“หม้อนี้ใส่ได้ 700 มิลลิลิตร ถ้าทำเป็นแผ่นใหญ่ก็ต้องใช้หลายหม้อ หรือใช้หม้อที่ใหญ่ขึ้น แต่เราว่าทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาต่อกันจะดีกว่า เราเน้นความง่ายให้ทุกคนทำได้ เพราะหลักของเราคือ EVERYONE EVERYWHERE ใครทำที่ไหนก็ได้”

แม้จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็มีบริษัทเฟอร์นิเจอร์หลายแห่งติดต่อเข้ามา แต่สุดท้ายเธอก็ปฏิเสธไป เพราะอยากจะทำงานนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้

“ถ้าเราทำงานให้บริษัท เราต้องจดสิทธิบัตรและเซ็นสัญญา เพราะถ้าไม่จดสิทธิบัตรการลงทุนจะมีความเสี่ยงสูง ข้อมูลพวกนี้จึงต้องไม่ถูกเผยแพร่” เยลเล่าเรื่องนี้อย่างจริงจังจนต้องวางกล่องข้าวชั่วคราว เธอยืนยันว่ายังไม่พร้อมจะเป็นสตาร์ทอัพ “เราแค่อยากทำเวิร์กชอป เผยแพร่ข้อมูลให้คนหันมาสนใจวัสดุพวกนี้เยอะ ๆ มากกว่า”

แม้ว่าเยลไม่อยากทำงาน ‘ให้’ ภาคธุรกิจ แต่ก็อยากทำงาน ‘ร่วมกับ’ ภาคธุรกิจ

อัญญา เมืองโคตร นักออกแบบที่หยิบเปลือกไข่ เปลือกหอย และเปลือกกาแฟ มาเปลี่ยนเป็นวัสดุแห่งอนาคตเพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์

“เราอยากทำงานกับคนที่เข้าใจเรื่อง Circular Economy ทำธุรกิจให้กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เราอยากทำเชิงธุรกิจเพราะเขามีเงินทุน เขาทำให้สิ่งที่เราคิดฝันเป็นจริงได้ บางอย่างเริ่มจากตัวเองไม่ได้เสมอไป ต้องเริ่มจากสิ่งใหญ่ ๆ อย่างกฎหมายและนโยบาย ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นปัญหาโครงสร้างใหญ่ สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้เป็นการแสดงออกมากกว่า เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและช่วยให้เกิดสิ่งใหม่กับสังคม เริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ แล้วขยายใหญ่ขึ้น

“ถ้าจับมือกับบริษัทก็ต้องลดของเสียได้มากขึ้นแน่นอน ภาคธุรกิจต้องมีพื้นที่ในการเก็บของเสียได้มหาศาล มีแรงงาน มีเครื่องจักร มีตลาด และเป็นการทำงานกับโรงงาน ถ้าทำให้ของเสียไม่ออกจากโรงงานไปสู่กองขยะได้ จะสร้างผลดีให้สิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งเรายินดีมากที่จะทำ”

นักเรียนเก่าอังกฤษอธิบายว่า ทุนที่เธอใช้ทำโครงการทั้งหมดเริ่มต้นจากบริติช เคานซิล เพราะงานนี้เธอทำร่วมกับ Materiom จากอังกฤษ Materiom ให้ความรู้เธอ แล้วเธอก็นำมาปรับแต่งให้เข้ากับประเทศไทยแล้วเผยแพร่ต่อ ส่งกลับไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศอังกฤษบ้าง

“ช่วงที่ไม่มีทุนก็จัดเวิร์กชอปไม่ได้ แต่งานนี้เรามีโอกาสเพราะพี่รีย์ชวนมา ก็ได้มาพบปะและได้สอนผู้คนจริง ๆ เรารู้สึกดีมากที่มีคนสนใจเยอะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง

อัญญา เมืองโคตร นักออกแบบที่หยิบเปลือกไข่ เปลือกหอย และเปลือกกาแฟ มาเปลี่ยนเป็นวัสดุแห่งอนาคตเพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์

เยลเล่าโมเลการหารายได้ของ Regen Districts ให้ฟังว่า มาจากการจัดเวิร์กชอปและคิดค่าที่ปรึกษาเรื่องการจัดหาวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งเป็นนักออกแบบที่ไม่ใช่แค่ออกแบบของแต่งร้านกาแฟ แต่ยังเลือกวัสดุและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ร้านด้วย อย่างเช่น ทำวัสดุจากเปลือกกาแฟสำหรับร้านอาหาร หรือวัสดุจากเปลือกไข่สำหรับร้านอาหาร

“มีหลายประตูให้เราเลือก อยู่ที่ว่าจะเลือกประตูไหน เราต้องเลือกทางที่เรายังเห็นคุณค่าของงานนี้ และทำให้คนอื่นเห็นคุณค่าไปพร้อมกับเราด้วย”

ฟังแล้วก็นึกถึงคำพูดที่นักออกแบบคนนี้บอกเราในช่วงแรกของการพูดคุย เมื่อเธอรู้ว่าไม่อยากทำงานที่ต้องใช้วัสดุที่ทำร้ายโลก

“มันก็มีตัวเลือกเดียวคือเราต้องทำสิ่งนี้ต่อไป ถึงจะเหนื่อยหรือรู้ว่ายาก แต่เราก็ต้องไปทางนี้ต่อ”

ข้าวของเยลยังพร่องไปไม่ถึงครึ่ง เธอทำท่าว่ากำลังจะวางกล่องข้าวเพื่อลุกขึ้นไปคุยกับผู้สนใจกลุ่มใหม่

ดูก็รู้ว่าเธอเหนื่อย แต่ก็มีความสุข และได้รับพลังจากผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาแสดงความสนใจ เอ่ยคำชื่นชม ไปจนถึงชวนทำอะไรสนุก ๆ ร่วมกัน เป็นแรงบันดาลใจและพลังที่ส่งถึง สะท้อน และหมุนเวียนระหว่างกัน แบบไม่สิ้นสุด

อัญญา เมืองโคตร นักออกแบบที่หยิบเปลือกไข่ เปลือกหอย และเปลือกกาแฟ มาเปลี่ยนเป็นวัสดุแห่งอนาคตเพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์

Writer

Avatar

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
208

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load