“ได้…ได้เลย” เป็นคำขานรับที่ได้ยินบ่อยที่สุดในบ่ายวันนั้น

เมื่อเราได้นัดพูดคุยกับ หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7HD เจ้าของคอลัมน์ข่าว อนุวัต จัดให้ ที่ไม่ว่าเราจะขอให้เขาทำอะไร เขาก็จัดให้ได้หมด จนอดแซวไม่ได้ว่า คาแรกเตอร์ตัวจริงของอนุวัต ช่างเหมาะสมกับชื่อคอลัมน์ข่าวนี้เสียจริง

ขอเล่าก่อนว่า การนัดพบกับอนุวัตครั้งนี้ เราได้รับคำชวนให้ไปเยี่ยมเยือนบ้านสวนของเขาแถวลำลูกกา ปทุมธานี ในวันที่เขามีเวลาว่างในช่วงบ่าย ซึ่งนับเป็นเวลาทองอันหาได้ยากยิ่งของชีวิตผู้ประกาศข่าวที่มีคิวงานรัดตัวมากมายจนฟังแล้วเหนื่อยแทน

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

เพราะตารางงานคร่าวๆ ของเขาคือ

วันจันทร์ถึงวันพุธช่วงเช้า จัดรายการข่าวที่สถานี พร้อมเตรียมงานของคอลัมน์ข่าว อนุวัต จัดให้

วันพุธช่วงบ่ายถึงวันศุกร์ (อาจคาบเกี่ยวถึงวันเสาร์) เดินทางไปถ่ายทำคอลัมน์ข่าวที่ต่างจังหวัด

วันอาทิตย์ เป็นเวลาเขียนสคริปต์งานสำหรับออกอากาศในสัปดาห์ต่อไป

แม้ว่าตลอด 20 ปีของการเป็นคนข่าว เขาจะคุ้นเคยกับภารกิจงานข่าวที่รัดตัวเช่นนี้เป็นอย่างดี

แต่ 2 ปีที่ผ่านมา บ้านสวนของเขากลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนบ้างานต้องหาเวลากลับมาพักใจและใช้ชีวิตกับครอบครัวทุกสุดสัปดาห์ และทุกเวลาว่างที่มี

ตลอดช่วงบ่ายนั้น เราได้พูดคุยกับเขาอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ความมุ่งมั่นพยายามของเขาในเส้นทางสายข่าวที่น้อยคนจะก้าวเข้ามาได้ เบื้องหลังความสนุกของ อนุวัต จัดให้ ที่ครบรอบ 10 ปีแล้ว ไปจนถึงความหวังความฝันในอนาคต และที่สำคัญคือการชมบ้านและเดินชมสวนที่ต้นไม้แต่ละต้นล้วนมีเรื่องราวที่มาที่ไปที่เจ้าของบ้านจำได้ทั้งหมด

ช่วงที่ 1

บ้านลอฟต์กลางน้ำ

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

เมื่อรถแล่นผ่านตลาดที่มีความจอแจเข้าสู่ประตูเหล็กของบ้านสวนที่อยู่ไม่ห่างกันนั้น บรรยากาศความวุ่นวายของชุมชนก็หายลับไป กลายเป็นความสงบเย็นร่มรื่นของต้นไม้เข้ามาโอบรับเส้นทางแคบๆ ที่พาให้รถของเรามุ่งสู่เข้าสู่ลานกว้างเบื้องหน้า อันเป็นที่ตั้งของบ้านไม้สักและบ้านปูนรุ่นเก่าที่เห็นได้ในแถบชานเมือง

เมื่อรถหยุดจอด เจ้าสี่ขาตัวโตทั้งสี่ก็วิ่งกระดิกหางกรูเข้ามาหา ก่อนที่เจ้าของบ้านรีบเดินออกมาทักทายด้วยเสียงดังฟังชัดที่เราคุ้นเคยจากทีวีมานาน

“กินอะไรกันมาหรือยัง เตรียมของกินไว้ให้แล้ว เชิญเลยๆ ” อนุวัตรีบออกมาต้อนรับเราอย่างเป็นกันเอง

จากการบอกเล่าคือ เขามาถึงก่อนเราสักครึ่งชั่วโมง หลังจากเข้าไปคุยกับแม่ และกินก๋วยเตี๋ยวไปได้แค่สองคำ เราก็มาถึงบ้านของเขาเสียแล้ว

“ฝนเพิ่งหยุดตกไป อากาศเลยจะอ้าวหน่อย บ้านสวนก็เป็นอย่างนี้แหละ” เขาว่าขณะพาเราเดินจากบ้านหลังใหญ่ซึ่งอยู่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก เข้าสู่อาณาเขตบ้านหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ ที่เมื่อเดินไปใกล้ก็ค่อยๆ เผยให้เห็นบ้านสไตล์ลอฟต์ชั้นเดียว ตั้งอยู่ในสระบัวที่มีบัวกระด้งเบ่งบานต้อนรับหน้าชานบ้าน นี่คือหนึ่งความฝันที่เป็นจริงของเขา

“บ้านหลังนี้เป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก ว่าฉันอยากมีบ้านริมน้ำ ตอนที่สร้างมีแต่คนถามว่า สร้างแล้วจะได้มาอยู่เหรอ แต่เราไม่ใช่คนที่จะตายแล้วค่อยกลับมาสร้างบ้าน เราเป็นคนที่อยากฝันแล้วทำ ใช้ชีวิตเลย เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะอยู่ไหม เราจะเสียดายนะถ้าตายไปโดยไม่ได้ทำอย่างที่ฝัน”

สุดท้ายบ้านในฝันสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงเมื่อสองปีที่แล้วนี้เอง “ก็รู้กันอยู่ว่าเงินเดือนนักข่าวไม่เยอะ ถ้าอยากได้อย่างที่ฝันก็ต้องทำงานเยอะหน่อย แล้วค่อยๆ เก็บค่อยๆ ทำไป” เขาเล่าเปิดประตูกระจกเข้ามาในบ้าน ซึ่งเราก็ต่างขอเดินชมมุมนั้นมุมนี้ และอดที่จะเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันไม่ได้ว่า น่าอยู่มาก

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

“แต่สร้างบ้านบนน้ำยากมากนะ” เจ้าของบ้านขอเล่าเบื้องหลัง “เพราะโครงสร้างดินมันเหลว แต่บ้านเราเรียกว่าดินโคตรเหลว เพราะฝั่งหนึ่งเป็นบ่อน้ำ อีกฝั่งหนึ่งเป็นคลอง ต้องใช้เสาเข็มสองต้นตอกลงไปจนตอกไม่ลง ยี่สิบกว่าเมตรได้ แล้วบ้านหลังนี้ใช้เสาไปสามสิบต้น คนสร้างบอกว่า ถ้าคุณหนุ่มยกเสามาอยู่บนดิน แล้วทำเป็นเทอเรสยื่นลงน้ำไป จะลดค่าใช้จ่ายได้ครึ่งหนึ่งเลยนะ แต่ความฝันมันค้ำคอ หมดตัวบานเลยจ้า” เจ้าของบ้านจบประโยคพร้อมเสียงหัวเราะร่วน

สองปีที่ผ่านมา บ้านน้อยหลังนี้กลายเป็นที่พักพิงใจ ที่ว่างจากงานอันรัดตัวเมื่อไหร่ เขาต้องกลับมาเสมอ

“จากที่ไม่ค่อยได้กลับมา กลายเป็นว่าตอนนี้ได้กลับบ้านทุกอาทิตย์ ว่างชั่วโมงสองชั่วโมงก็มา ขอให้ได้มาเห็นแม่ มาดูบ้าน ดูต้นไม้ มาเห็นหมา มันก็อบอุ่นใจ การกลับบ้านกลายเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเอง บางทีทำงานทุกวันเหนื่อยมาก พอกลับมาแค่ขาเหยียบถึงพื้นก็มีความสุขแล้ว

“แม่ก็มีความสุขมากขึ้นเพราะเรากลับมาหาบ่อย ตอนนี้แม่อายุแปดสิบกว่าแล้ว ก็เหมือนกลับไปเป็นเด็ก ชอบเห็นลูกหลานอยู่กันเยอะๆ แล้วปกติเสาร์อาทิตย์พี่น้องกลับมาหาแม่กันหมด พาหลานมาบ้าง พอเรากลับมาอีกคนก็ได้มาเจอกันคุยกัน มันก็อบอุ่นดี”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 2

สกู๊ปชีวิต

เมื่อเข้ามาพักหลบร้อนในบ้าน เราก็ปล่อยให้เจ้าของบ้านได้พักกินอาหารกลางวันเสียก่อน ขณะเดียวกันเราก็ได้อิ่มหนำกับอาหารมากมายที่เขาจัดเตรียมไว้ต้อนรับ พร้อมด้วยมะม่วงน้ำปลาหวาน ที่ช่างภาพของเราอาสาไปสอยมาจากสวนหน้าบ้านและปอกให้กินด้วยตัวเอง

กินกันไปคุยกันไป เราก็ได้ฟังเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กและเส้นทางงานอาชีพของอนุวัตที่ช่างโลดโผน บางช่วงรันทด แต่เจ้าของเรื่องเล่าอย่างติดตลกให้คนนั่งขำเสมอ

ซึ่งหากพูดถึงชีวิตวัยเยาว์ เราขอสรุปสั้นๆ ว่า อนุวัตเป็นลูกชายคนเล็กที่ทั้งดื้อและแสบมากทีเดียว

สมัยเรียน อนุวัตคือเด็กดื้อที่ไม่ตั้งใจเรียน ติดเที่ยวเล่น สอบเอนทรานซ์ไม่ติด เกือบไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยไม่ทัน นี่คือวีรกรรมเบื้องต้น หลังจากที่เลือกเรียนสายนิเทศศาสตร์ เพราะคิดว่าตัวเองพูดเก่ง อยากเป็นดีเจ และฝังหัวมากับความคิดที่ว่า ‘นักข่าวไส้แห้ง’

ไม่น่าแปลกใจที่เด็กนิเทศศาสตร์คนนี้แทบไม่สนใจวิชาการเขียนข่าวเลย ขนาดที่เคยติด F และแม้จะลองชิมลางกับการทำสกู๊ปข่าวส่งประกวดไอทีวี แต่ก็เป็นการทำเพราะต้องการเงินรางวัล 3 หมื่นบาทเพื่อใช้ไปเที่ยว สกู๊ปข่าวชิ้นนั้นแม้จะได้ฟุตเทจที่ดีมาก มีความมั่นใจในการทำสูง แต่การนำเสนอโดยไม่มีความรู้ใดๆ ก็ทำให้ผลงานถูกคัดทิ้งไปตามระเบียบ และถึงสกู๊ปข่าวนั้นจะถูกพัฒนาเป็นวิทยานิพนธ์ที่ดีด้วยการติดต่อขอคำแนะนำจาก จอม เพชรประดับ บ.ก. ข่าวสังคมไอทีวีในขณะนั้น แต่เขาก็ยังไม่ได้สนใจเส้นทางสายข่าวแต่อย่างใด

หลังเรียนจบ อนุวัตได้รับรู้ว่าที่บ้านติดหนี้เป็นสิบล้านจากการกู้เงินมาทำตลาดแล้วเจอช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จากเด็กใช้เงินมือเติบที่พ่อแม่ให้เงินใช้เดือนละหนึ่งหมื่นบาท เริ่มได้สติและพยายามหางานทำ ท่ามกลางความกังวลทั้งหลาย โอกาสก็เข้ามาได้ถูกเวลาพอดี เพราะพี่ในบริษัทแปซิฟิกที่เขาได้ไปฝึกงานติดต่อมาให้ไปทำงานสารคดีเกษตร ซึ่งเขาตกปากรับคำทันที แม้จะมีเงินเดือนเพียง 7,500 บาท

“ตั้งแต่วันที่มีงานทำ เราตัดสินใจไม่ขอเงินที่บ้านอีกเลย ทุกอย่างสอนให้เรารู้ว่าถ้าฟุ่มเฟือยจะอยู่ไม่ได้ เราต้องจัดการว่าจะใช้จ่ายยังไง แบ่งเก็บสำหรับเที่ยวยังไง ต้องจัดสรรเงินเจ็ดพันห้าร้อยบาทของเราให้ได้ แต่โชคดีที่อยู่ที่แปซิฟิกอยู่กันอย่างครอบครัว ใครเอาอะไรมาก็แบ่งกันกิน ข้าวแถวนั้นก็ไม่แพง เสียค่าใช้จ่ายไม่เยอะ” เขาเล่าย้อนถึงวันที่เริ่มเติบโตและต้องดูแลตัวเอง

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 3

สู่เส้นทางข่าวด้วยความมั่นใจ ไร้สติ

“พอทำงานสารคดีได้สองปี ก็เกิดความมั่นใจไร้สติขึ้นมาอีก” เขาว่าอย่างนั้น เพราะเมื่อวันหนึ่งนึกอยากทำงานข่าว ก็เดินไปหาผู้จัดการศูนย์ข่าวแปซิฟิกที่อยู่ตึกเดียวกัน และขอมาทำงานโดยที่ก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ซึ่งการเข้ามาทำงานข่าวที่ตัวเองคิดไปเองว่าต้องสนุก ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ กลับตรงข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิง

“พอมาอยู่ที่ศูนย์ข่าวฯ ร้องไห้ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย เพราะเราไม่มีทักษะ ไม่มีพื้นฐานใดๆ เลย เราเป็นเด็กแย่ๆ คนหนึ่งที่มีแต่ความมั่นใจไร้สติ มาอยู่ก็เหมือนเป็นเด็กหลังห้องเอ๋อๆ เขาคุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง จับประเด็นข่าวก็ไม่เป็น เขียนข่าวก็ช้า เคยมีวันหนึ่งทำข่าวสัมภาษณ์ในสถานี บ.ก. ถามว่า อีกสิบห้านาทีออกข่าวต้นชั่วโมงเขียนทันไหม เราตอบไปว่า ไม่ทัน บ.ก. ก็บอกว่า ถ้าไม่ทันก็ออกไป

“เราทั้งโง่ พัฒนาการช้า อายุเยอะกว่าใครแต่ทำได้น้อยกว่าเขา กดดันมาก ทำพลาดก็เยอะ ผิดก็แยะ สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ หายใจยังผิดเลย สุดท้ายก็ต้องมานั่งทบทวนว่าจะไปต่อดีไหม จำได้ว่าวันนั้นนั่งถามตอบกับตัวเองที่หน้ากระจกอยู่นาน แล้วก็ได้คำตอบว่า ไปต่อสิ คนอื่นเขาหนึ่งสมอง สองมือสองเท้าเหมือนกันยังทำได้เลย”

ศูนย์ข่าวแปซิฟิกเป็นเหมือนโรงเรียนนักข่าวที่ฝึกให้นักข่าวหนึ่งคนทำข่าวได้ทุกประเภท ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ การคลัง อาชญากรรม สังคม ไปจนถึงบันเทิง ซึ่งอนุวัตก็พยายามพัฒนาตัวเองอย่างที่สุด เก็บหนังสือพิมพ์ไปอ่านทุกวัน ตั้งใจทำงานเต็มที่ จนทำได้ดีและสนุกกับทุกงานที่ได้รับมา หลังจากทำงานได้สักพัก ก็ได้ข่าวจากรุ่นพี่ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเปิดรับนักข่าว

“สมัยนั้นไอทีวีดังมาก ใครก็อยากไป ที่สำคัญเงินเดือนดีด้วย” เขาเล่าอย่างจริงใจ

การสอบเข้าไอทีวีเรียกว่าโหดหินอย่างมาก เพราะมีการสอบหลายรอบด้วยกัน รอบแรกเป็นสอบข้อเขียน ซึ่งวันสอบตรงกับวันทำงานที่เขาต้องสแตนด์บายรายงานข่าวที่สภา เขาต้องหาวิธีเอาตัวรอดด้วยการรีบไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแต่เช้า แล้ววิ่งมาสอบ ก่อนให้เพื่อนๆ ที่สภาช่วยส่งข่าวเพิ่มเติม แล้วเขาก็แอบรายงานข่าวจากในห้องสอบ

“เพื่อนนักข่าวก็น่ารักมาก ช่วยเหลือทุกอย่าง เรานั่งสอบอยู่ ต้นชั่วโมงก็ต้องแอบรายงานข่าวที่เพื่อนช่วยกันส่งมา ข่าวต้นชั่วโมงจะได้ยินว่า ‘อนุวัต เฟื่องทองแดง รายงานจากรัฐสภา’ ทั้งที่ตัวนั่งสอบอยู่ที่อาคารไทยพาณิชย์’”

แม้จะทุลักทุเลแต่เขาก็สอบผ่านข้อเขียน ผ่านการสอบรายงานข่าวเปิดหน้า และผ่านสอบสัมภาษณ์ จากบุคลิกลักษณะที่ไม่เหมือนใคร แต่เหมาะกับการเป็นนักข่าวที่น่าจะเอาตัวรอดในภาคสนามได้มากที่สุด เขากลายเป็นนักข่าวน้องใหม่ไอทีวีคู่กับ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย งานที่นี่ทำให้ได้รายงานข่าวออกหน้าจอเป็นครั้งแรก

“เพราะไอทีวีเป็นช่องที่ไม่สนใจหน้าตา ขอแค่มีความสามารถ คุณก็เปิดหน้ารายงานข่าวได้”

นอกเหนือจากการเป็นนักข่าวภาคสนามที่ต้องลุยไหนลุยกันทุกสถานการณ์แล้ว การทำงานที่ไอทีวีทำให้อนุวัตได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวด้วย เขาเรียนรู้การทำงานทุกอย่างจากที่นี่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครทำอะไรก็ขอเข้าไปช่วยไปดู สไตล์ครูพักลักจำ กลายเป็นคนข่าวตัวจริงที่น่าจับตามอง แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ไอทีวีต้องปิดตัวลง

“ตอนนั้นกลายเป็นคนตกงาน พี่ๆ นักข่าวที่เรารู้จักก็เอ็นดูสงสาร ชวนไปทำงานด้วยหลายแห่ง ทางพี่ที่ช่องเจ็ดก็เรียกเข้าไปคุยว่า เขาอยากทำรูปแบบข่าวของช่องให้เข้มข้นขึ้น แต่หนุ่มอาจจะเหนื่อยหน่อยนะ ต้องอ่านข่าวตีห้า แล้วก็วิ่งไปทำข่าวการเมือง แล้วกลับมาอ่านข่าวต่อ ซึ่งจริงๆ งานก็เหมือนที่เคยทำตอนไอทีวีนั่นแหละ แต่เราก็คิดสะระตะแล้วว่า ช่องเจ็ดอยู่ใกล้บ้านที่ซื้อไว้ที่ดอนเมืองที่สุด เดินทางสะดวกที่สุดแล้ว ก็ตกลงทำที่นี่” เหตุผลการเลือกที่ทำงานของเขาเสียงหัวเราะได้ครืน

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 4

10 ปีของ อนุวัต จัดให้

จุดเริ่มต้นของรายการ อนุวัต จัดให้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ที่วันหนึ่งอนุวัต และ ศรีสุภางค์ ธรรมาวุธ ได้รับหน้าที่ไปแจกของชาวบ้านที่ลพบุรี ขากลับเกิดน้ำท่วมถนนขาด ทำให้กลับมาอ่านข่าวที่สถานีไม่ทัน

อนุวัตจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจัดรายการจากลพบุรี โดยที่เขาอาสาพาทีมงานไปเก็บภาพน้ำท่วมเพิ่มเติมในหมู่บ้านไกลๆ ในสไตล์ของเขาเองมาประกอบในข่าว หลังจากออกอากาศ ปรากฏว่าผู้ใหญ่ของช่องชอบ เขาจึงได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวน้ำท่วมในที่ไกลๆ เพื่อนำมาออกอากาศทุกวัน

หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย เขาก็ได้รับมอบหมายให้ทำรายงานข่าวพิเศษในสไตล์ที่เขาถนัด ซึ่งจะเป็นคอลัมน์ข่าวประจำของเขาเอง เวลานั้น ตะวัน เขียววิจิตร ซึ่งเป็นหัวหน้างานจึงคิดชื่อให้ว่า ‘อนุวัต จัดให้’ จากที่มาคือ ไม่ว่าใครส่งเรื่องอะไรมา อนุวัตทำได้หมด

อนุวัต จัดให้ เป็นการทำงานในสไตล์ของเราเลย อยากรู้เรื่องอะไรที่ไหนก็ไป แต่พยายามเดาใจว่าคนชอบอะไร ความรู้สึกคือ คนไทยโหยหาอดีต โหยหาธรรมชาติ อยากกลับบ้าน กลับสวน กลับไปหาพ่อแม่ แต่ทำไม่ได้เพราะมีภาระหน้าที่การงาน บางครั้งก็อยากกลับไปดูวิถีชีวิตเก่าๆ ที่ไม่มีแล้ว บางคนได้ดูแล้วก็นึกถึงชีวิตสมัยก่อน คนอยู่ต่างประเทศก็ส่งข้อความมาบอกว่า เห็นแล้วคิดถึงบ้านมากเลย”

ที่ผ่านมาผู้ชมจึงเห็นอนุวัตเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ขึ้นเขาลงห้วย ท่องไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำของไทย เพื่อพาผู้ชมไปดูวิถีชีวิตผู้คน วัฒนธรรมท้องถิ่น ไกลแค่ไหนก็ต้องไปให้ถึง เสี่ยงแค่ไหนก็สู้ ผู้ชมจะได้ลุ้นตลอดว่า วันนี้รายการอนุวัตจะไปที่ไหน หรือทำอะไร

แต่ที่เห็นบ่อยมากคือ การลงน้ำจับปลา ที่เราอดที่เอามาแซวเขาไม่ได้

“คิดอะไรไม่ออกก็หาปลานะ” เขาว่าแล้วหัวเราะ “การหาปลามีวิถีที่แตกต่างหลากหลาย ปลาพันธุ์นี้ใช้ภูมิปัญญาแบบนี้ หรือไปอีกจังหวัดเขาใช้วิธีอีกแบบ เราก็ลงไปหากับเขาด้วย แต่คนชอบนะ มันเหมือนกับวิธีชีวิตที่เขาเห็นกันตอนเด็ก ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยเห็นกันแล้ว เช่น ดักปลาด้วยไม้ไผ่ เรือผีหลอก เราจึงแตกประเด็นออกมาได้”

นอกเหนือจากการมอบความสนุกแฝงสาระในรูปแบบของข่าวแล้ว จุดประสงค์สำคัญที่แฝงไว้ของ อนุวัต จัดให้ คือการอาสาเป็นตัวแทนพาผู้ชมทุกคนที่อาจมีข้อจำกัดบางอย่างในชีวิตออกไปเปิดโลกกว้างด้วยกัน

“ผู้ชมบางท่านอายุเยอะแล้ว หรือบางท่านอาจจะร่างกายไม่อำนวย เขาบอกว่า ‘ไปแบบคุณอนุวัตไม่ได้หรอก แต่ดูแล้วมีความสุข เกิดมาก็เพิ่งจะเห็นอะไรแบบนี้’ บางคนอยู่ภาคเหนือไม่เคยเห็นวิถีชีวิตคนภาคใต้ หรือโอกาสของคนคนหนึ่ง เขาคงไม่สามารถเดินทางเจ็ดสิบหกจังหวัดก็ไม่เป็นไร เราขอทำหน้าที่เป็นตัวแทน ไปดูแทน ไปทำเที่ยวแทน ไปลำบากแทนให้ได้  สิ่งสำคัญจากการดูรายการนี้คือ เราอยากเห็นรอยยิ้มจากทุกคนก่อน จากนั้นจึงเป็นสาระต่างๆ ที่แฝงไป เบาบ้าง หนักบ้าง แต่คนดูต้องมีความสุข”

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่โดดเด่นของรายการคงหนีไม้พ้นความเป็นกันเองของอนุวัต ที่หน้าจอเป็นอย่างไรตัวจริงก็เป็นเช่นนั้น ด้วยคาแรกเตอร์ที่ว่านี้เอง ทำให้อนุวัตกลายเป็นขวัญใจชาวบ้านอย่างง่ายดาย ขนาดที่โชเฟอร์ผู้ที่ทำงานร่วมกับเขาเล่าว่า ‘บางงานพอรถตู้มาถึง มีคนกรี๊ดรอรับเลยนะ’

“ความเป็นนักข่าวของเราทำให้คนเข้าถึงได้” เขาเล่าบ้าง “เหมือนกับเป็นลูกหลานมาเยี่ยมบ้าน พอเจอกันเขาก็จะทักว่า ‘โอ๊ย ตัวจริงดำกว่าทีวีเนอะ’ หรือ ‘ตัวเล็กไป ป้าคิดว่าตัวใหญ่กว่านี้’ บางคนก็แซวว่า ‘เห็นอ่านข่าวอยู่ทุกวัน ขอกอดได้ไหม’ เราก็จะแซวกลับไป ‘มีที่ดินไหมป้า มรดกมอบให้ใครหรือยัง’ เราไม่เคอะเขินที่จะคุยกับเขา

“แต่บางทีเราก็มีง่วงเนอะ เขาทักว่า ‘ไม่เห็นยิ้มเลย’ เราคิดในใจ นี่ร่างกายจะถอดวิญญาณอยู่แล้ว แต่ก็บอกไปตรงๆ ว่า ‘ป้า ผมขอโทษนะ ผมกำลังมึน ขอเวลาตั้งสติสิบนาทีนะ’ หรือบางทีเขาทัก เป็นอะไรวันนี้หน้าเครียดจัง เราก็ ป้า ไม่อยากจะบอกเลย ขอขี้ได้ไหม ปวดท้อง ก็บอกเขาตรงๆ”

จนถึงวันนี้ อนุวัต จัดให้ ออกอากาศมาครบ 10 ปีแล้ว เบื้องหลังตั้งแต่วันแรกเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นความทุ่มเทในการทำงาน และความสนุกที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทีมงานทุกคน

“เราทำเองหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่หาประเด็น โทรติดต่อแหล่งข่าว ประสานงาน เขียนสคริปต์ ดูภาพ วางคิวภาพ คุมตัดต่อเอง ทำแบบนี้มาตั้งแต่วันแรก ถึงแม้จะดูเป็นงานหนัก แต่เบื้องหลังคือการทำงานที่สนุก สนุกที่ได้ไปกับทีมงาน ไปเจอชาวบ้านที่มีความน่ารักแตกต่างกันไป บางตอนเหนื่อยใจจะขาด เดินไม่ไหวแล้ว แต่พอเห็นคนเดินนำก็ไม่ไหว ช่างภาพด้านหลังก็ไม่ไหว ก็ไม่เป็น ค่อยๆ ไปกัน

“เรื่องเสี่ยงอันตรายด้วยกันก็เยอะนะ ด้วยเวลาที่จำกัดบางทีเราก็บีบคั้นทีมงานมาก เส้นทางที่ปกติใช้เวลาเดินสามวัน ก็ต้องเดินให้ได้สองวัน ทุกคนอัดฝีเท้ากันเต็มที่ แล้วช่างภาพกับทีมงานโดนทิ้งประจำ เพราะเราต้องรีบกลับมาขึ้นเครื่องให้ทันก่อน แต่พอผ่านเหตุการณ์โหดๆ มาแล้วก็มานั่งเล่านั่งขำกับทีมงานได้”

ทำงานหนักขนาดเป็นสิบปี ปีนี้อายุก็เข้าหลักสี่แล้ว ร่างกายยังไหวไหม – เราแอบถาม

“วืดต่างจังหวัดก็มีนะ แต่เราไม่อยากเอามาบอกใคร มีแต่ทีมงานที่รู้ว่าเราเคยน็อกเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ต้องไปฉีดยา นอนพัก แล้วก็ตื่นไปทำข่าวที่อื่นต่อ”

พักชมสิ่งที่น่าสนใจในสวน

มาถึงตรงนี้ เราอยากให้พักเรื่องงานหนักๆ ไว้ก่อน ด้วยการขอให้เจ้าของบ้านพาไปเดินชมสวนพร้อมเก็บภาพในยามแดดร่มลมตก ซึ่งเขาก็ยินดีอย่างยิ่ง

“ก่อนสร้างบ้าน เราวางแผนการใช้ที่ดินทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” เจ้าของบ้านเริ่มเล่าขณะที่พาเดินลัดเลาะชมสวน “เราแบ่งไว้หมดว่าตรงนี้เป็นโซนบ้านตรงนี้เป็นโซนสวน จุดเชื่อมต่อสวนกับบ้านต้องมีต้นไม้อะไร ตอนยังไม่มีเงินทำบ้านก็ถางดินก่อน แล้วก็เอาไม้ใหญ่มาลงไว้ เพื่อที่วันที่สร้างบ้านเสร็จ ไม้จะโตให้ร่มเงาพอดี

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

“ดังนั้นไม้ที่ปลูกที่นี่ถึงจะเป็นไม้ล้อม แต่ไม่ใช่ไม้ใหญ่ เพราะเราสู้ราคาไม่ไหว เวลาไปซื้อก็จะบอกเขาว่าเอาไม้ขนาดสองนิ้วนะ เป็นไม้หน้าสอง ราคาไม่แพง การปลูกไม้เล็กมันทนกว่า ปรับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า”

จากหน้าบ้าน เราเห็นบอนต้นใหญ่สะดุดตา เขาเล่าว่าต้นนี้เพื่อนให้มาและปลูกไว้ตั้งแต่ต้นเล็กจนสูงโตท่วมหัว เลี้ยวมาด้านข้างบ้านก็เจอต้นพริกสูงเกือบ 2 เมตรที่มีเม็ดพริกเต็มต้น ข้างๆ กันคือต้นพุดพุ่มใหญ่สะพรั่ง และต้นกุหลาบเถาต้นสูงที่เลื้อยขึ้นไปโตอยู่บนระแนงสูง ที่เขาบอกว่าเป็นคนปีนเอาเถาขึ้นไปพันกับเหล็กด้านบนเอง

ตรงข้ามกับหน้าต่างบานใหญ่ของบ้าน เป็นแนวปลูกผักสวนครัวแปลงเล็ก ที่ทำไว้ให้คุณแม่มาดูแล เขาบอกว่าเป็นกุศโลบายให้แม่มาอยู่ใกล้กันเสมอในวันที่เขากลับมาอยู่บ้าน

“แปลงผักทำไว้ตรงนี้ แม่จะได้ไม่ต้องเข้าไปตรงสวนผักอีกด้านหนึ่งที่อยู่ไกล คนในบ้านจะได้เห็นว่าแม่อยู่ตรงนี้นะ เราก็ทำสวน ตัดต้นไม้อยู่ใกล้ๆ บ่ายๆ ก็เห็นแม่เข็นรถมาปลูกผัก มาคุยกับไก่บ้าง ผักของแม่ก็งามจนตัดไปขายได้แล้วนะ ที่เหลือต้นเล็กต้นน้อยก็เด็ดให้ไก่กิน”

ลัดเลาะไปด้านหลังบ้าน เราได้เห็นศาลาริมคลอง ซึ่งเป็นที่พักกายใจรับลมเย็นสบาย ใกล้กันนั้นมีต้นไม้เล็กใหญ่หลายต้น เขาเน้นเสมอว่า ต้นไม้ในสวนเป็นต้นไม้ราคาไม่แพง และส่วนมากได้มาฟรี

“ลีลาวดีต้นใหญ่พวกนี้ สมัยที่พ่ออยู่เขาปลูกไว้เยอะมากจนต้องล้อมไปปลูกที่อื่น เราก็เลือกต้นฟอร์มสวยๆ มาไว้ตรงนี้ ไม่ต้องซื้อ เพราะซื้อก็ราคาเป็นหมื่น ส่วนจำปีต้นนี้ซื้อมาจากร้านประจำที่คลอง 15 ราคาไม่กี่สิบบาท เราไม่เอาต้นสวย เอาต้นแข็งแรงที่เขาขายราคาถูกมาปลูก ส่วนกล้วยไม้ก็เอามาจากกระเช้าปีใหม่ พอมันเหี่ยวก็ไม่มีคนเอา เราก็เอามาปลูกต่อ ส่วนแคคตัสคนให้มาเยอะ เลี้ยงที่คอนโดฯ ก็ไม่ได้แดด เลยเอามาไว้ที่นี่”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

แค่ได้ฟังประวัติของต้นไม้ส่วนหนึ่งที่ปลูกไว้รอบบ้านก็เริ่มสนุกแล้ว แต่ต้นไม้ในส่วนสวนผลไม้สนุกกว่า เพราะแต่ละต้นมีที่มาจาก 4 ภาคของประเทศไทย เรียกว่าไปจังหวัดไหนก็มีคนใจดีฝากต้นไม้ติดไม้ติดมือมาให้เสมอ

“นี่น้อยหน่าลูกใหญ่มาจากโคราช” เขาเล่าเมื่อเริ่มเดินย้อนกลับมาแปลงผักและเข้าสู่ฝั่งสวนผลไม้ “นี่ทับทิมสยามมาจากปากพนัง เพื่อนแบกมาให้ ชมพู่ต้นนี้มาจากเมืองเพชร แก้วมังกรเอาจากจังหวัดเลย เอามาปักไว้ตามธรรมชาติจนโตและเก็บผลไปแล้วรุ่นหนึ่งแล้ว มะพร้าวต้นนี้มาจากนครศรีธรรมราช เขาบอกว่าเป็นมะพร้าวออกลูกเมื่อสูงหนึ่งเมตร นี่ดูสิ สามเมตรแล้ว” เขาเล่าพลางชี้ให้ดูมะพร้าวต้นสูง

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ดูเหมือนว่าสวนผลไม้ผสมแห่งนี้มีไม้ผลแทบทุกประเภท ทั้งกระท้อน มะม่วง ชมพู่ มะละกอ มังคุด ฝรั่ง ที่ให้ผลงามขนาดที่กินไม่ไหวจนต้องนำไปขาย มีเพียงต้นไม้ชนิดเดียวเท่านั้นที่เขาปลูกอย่างไรก็ไม่รอด

“ทุเรียนเอามาปลูกสามรอบก็ตาย ล่าสุดไปซื้อต้นมะนาวที่ร้านต้นไม้ประจำที่คลอง 15 ป้าก็ให้ต้นทุเรียนหมอนทองมาสองต้น ต้นละตั้งร้อยแปดสิบบาท เราก็บอกว่า ‘ป้า ไม่เอาหรอกครับ ผมปลูกสามรอบตายสามรอบ’ แกก็ไม่ยอม พอเอามาแล้วก็ตายจริง คิดว่าให้ป้าปลูกแล้วเรามากินบ้านป้าน่าจะง่ายกว่า” เขาว่าแล้วเราต่างก็หัวเราะ “จริงๆ ถ้าจะปลูกให้รอดเราต้องสู้กับมัน ต้องทำเยอะหน่อย เดี๋ยวต้องหาวิธีก่อน”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 อนุวัตไม่สามารถเดินทางไปทำข่าวภาคสนามในต่างจังหวัดเช่นเคย วันเสาร์อาทิตย์เขาจึงทุ่มเทกับการทำสวนของเขาอย่างเต็มที่ มีเวลาคิดและทำมากขึ้นจนเนรมิตเล้าไก่ขนาดย่อมขึ้นมาในฉับพลันได้

“พอเราปิ๊งไอเดียว่าต้องมีเล้าไก่ ก็วาดแปลนแบบชาวบ้านนี่แหละ แล้วก็ไปเดินดูในโรงเก็บของว่ามีเศษเหล็ก เศษไม้อะไรที่มีอยู่ เราก็จับนั่นผสมนี่ หลังคาเก่าก็มี แล้ววาดไว้ให้เขาหมด วงเล็บด้วยว่า ขอไม่แพง แล้วก็ให้พี่สาวช่วยคุมคนงานมาทำ มูลค่าเล้าไก่ก็ห้าพันบาท ซึ่งเป็นค่าแรงคนงาน”

ช่วงเวลาที่อนุวัตได้เดินชมต้นไม้ เก็บสาหร่ายในบ่อปลาหานกยูงเล็กๆ ข้างบ้าน เข้าเล้าไปดูแลไก่และเก็บไข่ไก่ ช่างดูเป็นห้วงเวลาของความสุขสงบอีกแบบที่เขาพอใจ ตรงข้ามกับหน้าที่การงานที่ต้องเร่งแข่งกับเวลาเสมอ

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 6

มาไกลเกินฝัน

การที่เด็กคนหนึ่งซึ่งไม่เคยคิดอยากเป็นนักข่าว ได้กลายเป็นตัวจริงในสายอาชีพและเป็นที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตาของคนทั้งประเทศได้ อนุวัตยอมรับว่า เขามาไกลเกินฝัน

“ไม่เคยคิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ นี่คือเกินฝันแล้ว ถามพี่น้องได้ เขายังไม่คิดเลยว่าเราจะมีวันนี้ สมัยก่อนแม่ยังคิดว่าเราจะติดยาเลยนะ เราเองก็ยังเคยคุยกับเพื่อนนักข่าวที่สนิทกันอยู่เลยว่า กูต้องสายมูแน่ๆ ต้องมีอะไรคอยโอบอุ้ม อุ้มชูอยู่ตลอด” เขาพูดติดตลกตามสไตล์ ก่อนที่จะบอกความรู้สึกอย่างจริงจัง

“เราไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มานั่งอยู่หน้าจอ เคยมีผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งบอกว่า ‘ขอร้องนะ อย่าออกทีวี แกผอมซะขนาดนี้ ออกทีวีมันไม่น่าดู’ เราก็บอกไปว่า ‘ผมไม่เคยคิดที่จะออกเลยพี่’ เรารู้ว่าที่เขาพูดเพราะสอนนั่นแหละ พอวันหนึ่งทำงานที่ต้องออกหน้าจอทีวี เราก็ต้องพัฒนาตัวเอง

“มีน้องๆ เคยมาถามว่า หนูไม่สวย ผมไม่หล่อเลย จะทำงานนี้ได้ไหม เราบอกเลย ไปดูรูปกูสมัยก่อนไป กูมาไกลจะตาย แต่ไม่ได้ศัลยกรรมนะ ทำฟันอย่างเดียว” ดูเหมือนจะจริงจังได้ไม่เท่าไหร่ มุกตลกก็กลับมาอีกแล้ว

“หลังจากได้เป็นผู้สื่อข่าวได้ออกทีวี ก็ไม่เคยคิดที่จะได้มานั่งจัดรายการยาวๆ จากนั้นก็ได้เป็นคอมเมนเตเตอร์อีก มีงานอีเวนต์อีก และที่ไม่เคยคิดคือ จะได้ไปยืนแจกเงินกับ พี่เอ (วราวุธ เจนธนากุล) ในรายการ The Money Drop ไทยแลนด์ ซึ่งยิ่งใหญ่อลังการมาก ถึงบอกว่าเรามาไกลมากจริงๆ”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กไม่เอาไหนคนนั้น กลายเป็นมาเป็นอนุวัตในวันนี้ได้ – เราถาม

“หนึ่งคือโอกาส อย่างที่บอกไปแล้ว เพราะคนเก่งมีเยอะมาก เก่งกว่าเราทุกคน เป็นเหมือนเด็กที่ไม่มีความรู้ บอกตรงๆ ว่าเก่งอย่างเดียวคือการคุย แต่ผู้ใหญ่ให้โอกาส ทั้งที่คนเก่งบางคนไม่ได้รับโอกาสนั้น คิดดูว่าผู้ประกาศช่องเจ็ดเป๊ะกันทุกคน เราเหมือนเป็นผู้ประกาศนอกคอกเลย เราไม่เป๊ะ เพราะเราไม่มีความเป็นตัวเอง แต่ไม่ใช่ความเป็นตัวเองจะดีนะ คือคนอื่นเหมือนเราไม่ได้” เขาพูดแล้วก็หัวเราะ

“สองคือ ตัวเราที่มีความพยายาม มีความอดทนมุ่งมั่น และบอกตัวเองเสมอว่า สู้ได้อีก อีกนิดหนึ่งน่า สู้หน่อย เพราะเชื่อว่าโอกาสมาหาคนที่พร้อมเสมอ พอทั้งสองอย่างผนวกกัน โอกาสมา ความมุ่งมั่นอดทนมี และยิ่งได้ทำสิ่งที่รักด้วย เราก็เต็มที่และสนุก เหนื่อยแค่ไหนก็สนุกนะ ยิ่งได้ตังค์ยิ่งชอบ” ทุกคนต่างหัวเราะเมื่อเขากลับมาย้ำจุดยืนอีกครั้ง

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงสุดท้าย

เจ้าของร้านกาแฟในอนาคต

หากมองจากความสนุกและทุ่มเทในการทำงานแล้ว เราไม่เห็นทีท่าว่าอนุวัตจะมองไปถึงวันเกษียณ

“มองไว้แล้วนะ” เขาบอกโดยทันที “เราวางแผนไว้แล้วว่า อีกกี่ปีฉันต้องใช้ชีวิตแบบสโลว์ลงแล้วนะ ฉันควรมีอะไรบ้าง ถ้าต่อไปร่างกายเราทำงานหนักอย่างเดิมไม่ได้ หรือกลยุทธ์อย่างเราสู้คู่แข่งไม่ไหว เราก็ต้องยอมรับในวันนั้น และต้องมองหาอะไรมารองรับไว้ด้วย”

เมื่อเราถามประเด็นนี้ต่อ เขาก็แย้มถึงแผนที่วางไว้ว่า “พอกลับมามองตัวเองแล้วก็คิดว่า ฉันต้องมีเงินไว้สักนิดหนึ่งนะ และควรต้องมีร้านกาแฟเล็กๆ สักร้าน อยากให้เป็นร้านกาแฟนี้เป็นเหมือนบ้านอีกหลังที่เปิดต้อนรับให้คนมาเจอได้ จุดขายคือความเป็นกันเอง เราจะได้ใช้ชีวิตแบบไม่เหงา ส่วนพวกเครื่องดื่ม ถึงเราไม่ได้เป็นคนกินกาแฟ แต่ก็ไปหาเรียนได้”

ที่น่าตื่นเต้นคือ แผนที่เขาเล่าให้ฟังนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่เป็นแผนที่กำลังลงมือทำให้สำเร็จ

“ที่ดินทำร้านกาแฟซื้อไว้แล้วที่จังหวัดนครนายก ที่ผ่านมาก็เข้าอบรมโครงการโคก หนอง นา โมเดล เพื่อไปเรียนรู้การจัดการพื้นที่ทำเกษตร แปลนร้านก็เขียนไว้หมดแล้วว่าเป็นยังไง ปลูกต้นไม้อะไรตรงไหนบ้าง สัตว์อะไรที่ต้องเลี้ยง ปีหน้าคงเริ่มขุดโคก ทำโน่นทำนี่ กว่าร้านจะเป็นรูปร่างคงสักสองปี เพราะรอต้นไม้ให้โตด้วย”

ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของอนุวัตคงมีเป้าหมายคล้ายกับหลายคนเช่นกัน คือไล่ตามความฝันและทำให้เป็นจริง

“ตอนนี้พยายามเก็บความฝันที่มี เพราะไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ เราไม่อยากตายโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไร เมื่อบ้านสำเร็จไปแล้ว ก็เหลืออีกหนึ่งความฝัน คือการมีร้านกาแฟเล็กๆ เป็นของตัวเอง” เขาทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างที่เราเคยเห็นกันชินตา           

ก่อนจากกัน เราต่างเป็นกำลังใจให้เขาทำความฝันนี้ให้สำเร็จในเร็ววัน และหวังว่าอีกไม่นานเราจะได้ไปเยี่ยมเยือนเขาที่ร้านกาแฟในฝันแห่งนี้สักครั้งเช่นกัน

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load