“ได้…ได้เลย” เป็นคำขานรับที่ได้ยินบ่อยที่สุดในบ่ายวันนั้น

เมื่อเราได้นัดพูดคุยกับ หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7HD เจ้าของคอลัมน์ข่าว อนุวัต จัดให้ ที่ไม่ว่าเราจะขอให้เขาทำอะไร เขาก็จัดให้ได้หมด จนอดแซวไม่ได้ว่า คาแรกเตอร์ตัวจริงของอนุวัต ช่างเหมาะสมกับชื่อคอลัมน์ข่าวนี้เสียจริง

ขอเล่าก่อนว่า การนัดพบกับอนุวัตครั้งนี้ เราได้รับคำชวนให้ไปเยี่ยมเยือนบ้านสวนของเขาแถวลำลูกกา ปทุมธานี ในวันที่เขามีเวลาว่างในช่วงบ่าย ซึ่งนับเป็นเวลาทองอันหาได้ยากยิ่งของชีวิตผู้ประกาศข่าวที่มีคิวงานรัดตัวมากมายจนฟังแล้วเหนื่อยแทน

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

เพราะตารางงานคร่าวๆ ของเขาคือ

วันจันทร์ถึงวันพุธช่วงเช้า จัดรายการข่าวที่สถานี พร้อมเตรียมงานของคอลัมน์ข่าว อนุวัต จัดให้

วันพุธช่วงบ่ายถึงวันศุกร์ (อาจคาบเกี่ยวถึงวันเสาร์) เดินทางไปถ่ายทำคอลัมน์ข่าวที่ต่างจังหวัด

วันอาทิตย์ เป็นเวลาเขียนสคริปต์งานสำหรับออกอากาศในสัปดาห์ต่อไป

แม้ว่าตลอด 20 ปีของการเป็นคนข่าว เขาจะคุ้นเคยกับภารกิจงานข่าวที่รัดตัวเช่นนี้เป็นอย่างดี

แต่ 2 ปีที่ผ่านมา บ้านสวนของเขากลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนบ้างานต้องหาเวลากลับมาพักใจและใช้ชีวิตกับครอบครัวทุกสุดสัปดาห์ และทุกเวลาว่างที่มี

ตลอดช่วงบ่ายนั้น เราได้พูดคุยกับเขาอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ความมุ่งมั่นพยายามของเขาในเส้นทางสายข่าวที่น้อยคนจะก้าวเข้ามาได้ เบื้องหลังความสนุกของ อนุวัต จัดให้ ที่ครบรอบ 10 ปีแล้ว ไปจนถึงความหวังความฝันในอนาคต และที่สำคัญคือการชมบ้านและเดินชมสวนที่ต้นไม้แต่ละต้นล้วนมีเรื่องราวที่มาที่ไปที่เจ้าของบ้านจำได้ทั้งหมด

ช่วงที่ 1

บ้านลอฟต์กลางน้ำ

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

เมื่อรถแล่นผ่านตลาดที่มีความจอแจเข้าสู่ประตูเหล็กของบ้านสวนที่อยู่ไม่ห่างกันนั้น บรรยากาศความวุ่นวายของชุมชนก็หายลับไป กลายเป็นความสงบเย็นร่มรื่นของต้นไม้เข้ามาโอบรับเส้นทางแคบๆ ที่พาให้รถของเรามุ่งสู่เข้าสู่ลานกว้างเบื้องหน้า อันเป็นที่ตั้งของบ้านไม้สักและบ้านปูนรุ่นเก่าที่เห็นได้ในแถบชานเมือง

เมื่อรถหยุดจอด เจ้าสี่ขาตัวโตทั้งสี่ก็วิ่งกระดิกหางกรูเข้ามาหา ก่อนที่เจ้าของบ้านรีบเดินออกมาทักทายด้วยเสียงดังฟังชัดที่เราคุ้นเคยจากทีวีมานาน

“กินอะไรกันมาหรือยัง เตรียมของกินไว้ให้แล้ว เชิญเลยๆ ” อนุวัตรีบออกมาต้อนรับเราอย่างเป็นกันเอง

จากการบอกเล่าคือ เขามาถึงก่อนเราสักครึ่งชั่วโมง หลังจากเข้าไปคุยกับแม่ และกินก๋วยเตี๋ยวไปได้แค่สองคำ เราก็มาถึงบ้านของเขาเสียแล้ว

“ฝนเพิ่งหยุดตกไป อากาศเลยจะอ้าวหน่อย บ้านสวนก็เป็นอย่างนี้แหละ” เขาว่าขณะพาเราเดินจากบ้านหลังใหญ่ซึ่งอยู่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก เข้าสู่อาณาเขตบ้านหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ ที่เมื่อเดินไปใกล้ก็ค่อยๆ เผยให้เห็นบ้านสไตล์ลอฟต์ชั้นเดียว ตั้งอยู่ในสระบัวที่มีบัวกระด้งเบ่งบานต้อนรับหน้าชานบ้าน นี่คือหนึ่งความฝันที่เป็นจริงของเขา

“บ้านหลังนี้เป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก ว่าฉันอยากมีบ้านริมน้ำ ตอนที่สร้างมีแต่คนถามว่า สร้างแล้วจะได้มาอยู่เหรอ แต่เราไม่ใช่คนที่จะตายแล้วค่อยกลับมาสร้างบ้าน เราเป็นคนที่อยากฝันแล้วทำ ใช้ชีวิตเลย เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะอยู่ไหม เราจะเสียดายนะถ้าตายไปโดยไม่ได้ทำอย่างที่ฝัน”

สุดท้ายบ้านในฝันสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงเมื่อสองปีที่แล้วนี้เอง “ก็รู้กันอยู่ว่าเงินเดือนนักข่าวไม่เยอะ ถ้าอยากได้อย่างที่ฝันก็ต้องทำงานเยอะหน่อย แล้วค่อยๆ เก็บค่อยๆ ทำไป” เขาเล่าเปิดประตูกระจกเข้ามาในบ้าน ซึ่งเราก็ต่างขอเดินชมมุมนั้นมุมนี้ และอดที่จะเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันไม่ได้ว่า น่าอยู่มาก

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

“แต่สร้างบ้านบนน้ำยากมากนะ” เจ้าของบ้านขอเล่าเบื้องหลัง “เพราะโครงสร้างดินมันเหลว แต่บ้านเราเรียกว่าดินโคตรเหลว เพราะฝั่งหนึ่งเป็นบ่อน้ำ อีกฝั่งหนึ่งเป็นคลอง ต้องใช้เสาเข็มสองต้นตอกลงไปจนตอกไม่ลง ยี่สิบกว่าเมตรได้ แล้วบ้านหลังนี้ใช้เสาไปสามสิบต้น คนสร้างบอกว่า ถ้าคุณหนุ่มยกเสามาอยู่บนดิน แล้วทำเป็นเทอเรสยื่นลงน้ำไป จะลดค่าใช้จ่ายได้ครึ่งหนึ่งเลยนะ แต่ความฝันมันค้ำคอ หมดตัวบานเลยจ้า” เจ้าของบ้านจบประโยคพร้อมเสียงหัวเราะร่วน

สองปีที่ผ่านมา บ้านน้อยหลังนี้กลายเป็นที่พักพิงใจ ที่ว่างจากงานอันรัดตัวเมื่อไหร่ เขาต้องกลับมาเสมอ

“จากที่ไม่ค่อยได้กลับมา กลายเป็นว่าตอนนี้ได้กลับบ้านทุกอาทิตย์ ว่างชั่วโมงสองชั่วโมงก็มา ขอให้ได้มาเห็นแม่ มาดูบ้าน ดูต้นไม้ มาเห็นหมา มันก็อบอุ่นใจ การกลับบ้านกลายเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเอง บางทีทำงานทุกวันเหนื่อยมาก พอกลับมาแค่ขาเหยียบถึงพื้นก็มีความสุขแล้ว

“แม่ก็มีความสุขมากขึ้นเพราะเรากลับมาหาบ่อย ตอนนี้แม่อายุแปดสิบกว่าแล้ว ก็เหมือนกลับไปเป็นเด็ก ชอบเห็นลูกหลานอยู่กันเยอะๆ แล้วปกติเสาร์อาทิตย์พี่น้องกลับมาหาแม่กันหมด พาหลานมาบ้าง พอเรากลับมาอีกคนก็ได้มาเจอกันคุยกัน มันก็อบอุ่นดี”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 2

สกู๊ปชีวิต

เมื่อเข้ามาพักหลบร้อนในบ้าน เราก็ปล่อยให้เจ้าของบ้านได้พักกินอาหารกลางวันเสียก่อน ขณะเดียวกันเราก็ได้อิ่มหนำกับอาหารมากมายที่เขาจัดเตรียมไว้ต้อนรับ พร้อมด้วยมะม่วงน้ำปลาหวาน ที่ช่างภาพของเราอาสาไปสอยมาจากสวนหน้าบ้านและปอกให้กินด้วยตัวเอง

กินกันไปคุยกันไป เราก็ได้ฟังเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กและเส้นทางงานอาชีพของอนุวัตที่ช่างโลดโผน บางช่วงรันทด แต่เจ้าของเรื่องเล่าอย่างติดตลกให้คนนั่งขำเสมอ

ซึ่งหากพูดถึงชีวิตวัยเยาว์ เราขอสรุปสั้นๆ ว่า อนุวัตเป็นลูกชายคนเล็กที่ทั้งดื้อและแสบมากทีเดียว

สมัยเรียน อนุวัตคือเด็กดื้อที่ไม่ตั้งใจเรียน ติดเที่ยวเล่น สอบเอนทรานซ์ไม่ติด เกือบไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยไม่ทัน นี่คือวีรกรรมเบื้องต้น หลังจากที่เลือกเรียนสายนิเทศศาสตร์ เพราะคิดว่าตัวเองพูดเก่ง อยากเป็นดีเจ และฝังหัวมากับความคิดที่ว่า ‘นักข่าวไส้แห้ง’

ไม่น่าแปลกใจที่เด็กนิเทศศาสตร์คนนี้แทบไม่สนใจวิชาการเขียนข่าวเลย ขนาดที่เคยติด F และแม้จะลองชิมลางกับการทำสกู๊ปข่าวส่งประกวดไอทีวี แต่ก็เป็นการทำเพราะต้องการเงินรางวัล 3 หมื่นบาทเพื่อใช้ไปเที่ยว สกู๊ปข่าวชิ้นนั้นแม้จะได้ฟุตเทจที่ดีมาก มีความมั่นใจในการทำสูง แต่การนำเสนอโดยไม่มีความรู้ใดๆ ก็ทำให้ผลงานถูกคัดทิ้งไปตามระเบียบ และถึงสกู๊ปข่าวนั้นจะถูกพัฒนาเป็นวิทยานิพนธ์ที่ดีด้วยการติดต่อขอคำแนะนำจาก จอม เพชรประดับ บ.ก. ข่าวสังคมไอทีวีในขณะนั้น แต่เขาก็ยังไม่ได้สนใจเส้นทางสายข่าวแต่อย่างใด

หลังเรียนจบ อนุวัตได้รับรู้ว่าที่บ้านติดหนี้เป็นสิบล้านจากการกู้เงินมาทำตลาดแล้วเจอช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จากเด็กใช้เงินมือเติบที่พ่อแม่ให้เงินใช้เดือนละหนึ่งหมื่นบาท เริ่มได้สติและพยายามหางานทำ ท่ามกลางความกังวลทั้งหลาย โอกาสก็เข้ามาได้ถูกเวลาพอดี เพราะพี่ในบริษัทแปซิฟิกที่เขาได้ไปฝึกงานติดต่อมาให้ไปทำงานสารคดีเกษตร ซึ่งเขาตกปากรับคำทันที แม้จะมีเงินเดือนเพียง 7,500 บาท

“ตั้งแต่วันที่มีงานทำ เราตัดสินใจไม่ขอเงินที่บ้านอีกเลย ทุกอย่างสอนให้เรารู้ว่าถ้าฟุ่มเฟือยจะอยู่ไม่ได้ เราต้องจัดการว่าจะใช้จ่ายยังไง แบ่งเก็บสำหรับเที่ยวยังไง ต้องจัดสรรเงินเจ็ดพันห้าร้อยบาทของเราให้ได้ แต่โชคดีที่อยู่ที่แปซิฟิกอยู่กันอย่างครอบครัว ใครเอาอะไรมาก็แบ่งกันกิน ข้าวแถวนั้นก็ไม่แพง เสียค่าใช้จ่ายไม่เยอะ” เขาเล่าย้อนถึงวันที่เริ่มเติบโตและต้องดูแลตัวเอง

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 3

สู่เส้นทางข่าวด้วยความมั่นใจ ไร้สติ

“พอทำงานสารคดีได้สองปี ก็เกิดความมั่นใจไร้สติขึ้นมาอีก” เขาว่าอย่างนั้น เพราะเมื่อวันหนึ่งนึกอยากทำงานข่าว ก็เดินไปหาผู้จัดการศูนย์ข่าวแปซิฟิกที่อยู่ตึกเดียวกัน และขอมาทำงานโดยที่ก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ซึ่งการเข้ามาทำงานข่าวที่ตัวเองคิดไปเองว่าต้องสนุก ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ กลับตรงข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิง

“พอมาอยู่ที่ศูนย์ข่าวฯ ร้องไห้ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย เพราะเราไม่มีทักษะ ไม่มีพื้นฐานใดๆ เลย เราเป็นเด็กแย่ๆ คนหนึ่งที่มีแต่ความมั่นใจไร้สติ มาอยู่ก็เหมือนเป็นเด็กหลังห้องเอ๋อๆ เขาคุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง จับประเด็นข่าวก็ไม่เป็น เขียนข่าวก็ช้า เคยมีวันหนึ่งทำข่าวสัมภาษณ์ในสถานี บ.ก. ถามว่า อีกสิบห้านาทีออกข่าวต้นชั่วโมงเขียนทันไหม เราตอบไปว่า ไม่ทัน บ.ก. ก็บอกว่า ถ้าไม่ทันก็ออกไป

“เราทั้งโง่ พัฒนาการช้า อายุเยอะกว่าใครแต่ทำได้น้อยกว่าเขา กดดันมาก ทำพลาดก็เยอะ ผิดก็แยะ สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ หายใจยังผิดเลย สุดท้ายก็ต้องมานั่งทบทวนว่าจะไปต่อดีไหม จำได้ว่าวันนั้นนั่งถามตอบกับตัวเองที่หน้ากระจกอยู่นาน แล้วก็ได้คำตอบว่า ไปต่อสิ คนอื่นเขาหนึ่งสมอง สองมือสองเท้าเหมือนกันยังทำได้เลย”

ศูนย์ข่าวแปซิฟิกเป็นเหมือนโรงเรียนนักข่าวที่ฝึกให้นักข่าวหนึ่งคนทำข่าวได้ทุกประเภท ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ การคลัง อาชญากรรม สังคม ไปจนถึงบันเทิง ซึ่งอนุวัตก็พยายามพัฒนาตัวเองอย่างที่สุด เก็บหนังสือพิมพ์ไปอ่านทุกวัน ตั้งใจทำงานเต็มที่ จนทำได้ดีและสนุกกับทุกงานที่ได้รับมา หลังจากทำงานได้สักพัก ก็ได้ข่าวจากรุ่นพี่ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเปิดรับนักข่าว

“สมัยนั้นไอทีวีดังมาก ใครก็อยากไป ที่สำคัญเงินเดือนดีด้วย” เขาเล่าอย่างจริงใจ

การสอบเข้าไอทีวีเรียกว่าโหดหินอย่างมาก เพราะมีการสอบหลายรอบด้วยกัน รอบแรกเป็นสอบข้อเขียน ซึ่งวันสอบตรงกับวันทำงานที่เขาต้องสแตนด์บายรายงานข่าวที่สภา เขาต้องหาวิธีเอาตัวรอดด้วยการรีบไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแต่เช้า แล้ววิ่งมาสอบ ก่อนให้เพื่อนๆ ที่สภาช่วยส่งข่าวเพิ่มเติม แล้วเขาก็แอบรายงานข่าวจากในห้องสอบ

“เพื่อนนักข่าวก็น่ารักมาก ช่วยเหลือทุกอย่าง เรานั่งสอบอยู่ ต้นชั่วโมงก็ต้องแอบรายงานข่าวที่เพื่อนช่วยกันส่งมา ข่าวต้นชั่วโมงจะได้ยินว่า ‘อนุวัต เฟื่องทองแดง รายงานจากรัฐสภา’ ทั้งที่ตัวนั่งสอบอยู่ที่อาคารไทยพาณิชย์’”

แม้จะทุลักทุเลแต่เขาก็สอบผ่านข้อเขียน ผ่านการสอบรายงานข่าวเปิดหน้า และผ่านสอบสัมภาษณ์ จากบุคลิกลักษณะที่ไม่เหมือนใคร แต่เหมาะกับการเป็นนักข่าวที่น่าจะเอาตัวรอดในภาคสนามได้มากที่สุด เขากลายเป็นนักข่าวน้องใหม่ไอทีวีคู่กับ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย งานที่นี่ทำให้ได้รายงานข่าวออกหน้าจอเป็นครั้งแรก

“เพราะไอทีวีเป็นช่องที่ไม่สนใจหน้าตา ขอแค่มีความสามารถ คุณก็เปิดหน้ารายงานข่าวได้”

นอกเหนือจากการเป็นนักข่าวภาคสนามที่ต้องลุยไหนลุยกันทุกสถานการณ์แล้ว การทำงานที่ไอทีวีทำให้อนุวัตได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวด้วย เขาเรียนรู้การทำงานทุกอย่างจากที่นี่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครทำอะไรก็ขอเข้าไปช่วยไปดู สไตล์ครูพักลักจำ กลายเป็นคนข่าวตัวจริงที่น่าจับตามอง แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ไอทีวีต้องปิดตัวลง

“ตอนนั้นกลายเป็นคนตกงาน พี่ๆ นักข่าวที่เรารู้จักก็เอ็นดูสงสาร ชวนไปทำงานด้วยหลายแห่ง ทางพี่ที่ช่องเจ็ดก็เรียกเข้าไปคุยว่า เขาอยากทำรูปแบบข่าวของช่องให้เข้มข้นขึ้น แต่หนุ่มอาจจะเหนื่อยหน่อยนะ ต้องอ่านข่าวตีห้า แล้วก็วิ่งไปทำข่าวการเมือง แล้วกลับมาอ่านข่าวต่อ ซึ่งจริงๆ งานก็เหมือนที่เคยทำตอนไอทีวีนั่นแหละ แต่เราก็คิดสะระตะแล้วว่า ช่องเจ็ดอยู่ใกล้บ้านที่ซื้อไว้ที่ดอนเมืองที่สุด เดินทางสะดวกที่สุดแล้ว ก็ตกลงทำที่นี่” เหตุผลการเลือกที่ทำงานของเขาเสียงหัวเราะได้ครืน

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 4

10 ปีของ อนุวัต จัดให้

จุดเริ่มต้นของรายการ อนุวัต จัดให้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ที่วันหนึ่งอนุวัต และ ศรีสุภางค์ ธรรมาวุธ ได้รับหน้าที่ไปแจกของชาวบ้านที่ลพบุรี ขากลับเกิดน้ำท่วมถนนขาด ทำให้กลับมาอ่านข่าวที่สถานีไม่ทัน

อนุวัตจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจัดรายการจากลพบุรี โดยที่เขาอาสาพาทีมงานไปเก็บภาพน้ำท่วมเพิ่มเติมในหมู่บ้านไกลๆ ในสไตล์ของเขาเองมาประกอบในข่าว หลังจากออกอากาศ ปรากฏว่าผู้ใหญ่ของช่องชอบ เขาจึงได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวน้ำท่วมในที่ไกลๆ เพื่อนำมาออกอากาศทุกวัน

หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย เขาก็ได้รับมอบหมายให้ทำรายงานข่าวพิเศษในสไตล์ที่เขาถนัด ซึ่งจะเป็นคอลัมน์ข่าวประจำของเขาเอง เวลานั้น ตะวัน เขียววิจิตร ซึ่งเป็นหัวหน้างานจึงคิดชื่อให้ว่า ‘อนุวัต จัดให้’ จากที่มาคือ ไม่ว่าใครส่งเรื่องอะไรมา อนุวัตทำได้หมด

อนุวัต จัดให้ เป็นการทำงานในสไตล์ของเราเลย อยากรู้เรื่องอะไรที่ไหนก็ไป แต่พยายามเดาใจว่าคนชอบอะไร ความรู้สึกคือ คนไทยโหยหาอดีต โหยหาธรรมชาติ อยากกลับบ้าน กลับสวน กลับไปหาพ่อแม่ แต่ทำไม่ได้เพราะมีภาระหน้าที่การงาน บางครั้งก็อยากกลับไปดูวิถีชีวิตเก่าๆ ที่ไม่มีแล้ว บางคนได้ดูแล้วก็นึกถึงชีวิตสมัยก่อน คนอยู่ต่างประเทศก็ส่งข้อความมาบอกว่า เห็นแล้วคิดถึงบ้านมากเลย”

ที่ผ่านมาผู้ชมจึงเห็นอนุวัตเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ขึ้นเขาลงห้วย ท่องไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำของไทย เพื่อพาผู้ชมไปดูวิถีชีวิตผู้คน วัฒนธรรมท้องถิ่น ไกลแค่ไหนก็ต้องไปให้ถึง เสี่ยงแค่ไหนก็สู้ ผู้ชมจะได้ลุ้นตลอดว่า วันนี้รายการอนุวัตจะไปที่ไหน หรือทำอะไร

แต่ที่เห็นบ่อยมากคือ การลงน้ำจับปลา ที่เราอดที่เอามาแซวเขาไม่ได้

“คิดอะไรไม่ออกก็หาปลานะ” เขาว่าแล้วหัวเราะ “การหาปลามีวิถีที่แตกต่างหลากหลาย ปลาพันธุ์นี้ใช้ภูมิปัญญาแบบนี้ หรือไปอีกจังหวัดเขาใช้วิธีอีกแบบ เราก็ลงไปหากับเขาด้วย แต่คนชอบนะ มันเหมือนกับวิธีชีวิตที่เขาเห็นกันตอนเด็ก ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยเห็นกันแล้ว เช่น ดักปลาด้วยไม้ไผ่ เรือผีหลอก เราจึงแตกประเด็นออกมาได้”

นอกเหนือจากการมอบความสนุกแฝงสาระในรูปแบบของข่าวแล้ว จุดประสงค์สำคัญที่แฝงไว้ของ อนุวัต จัดให้ คือการอาสาเป็นตัวแทนพาผู้ชมทุกคนที่อาจมีข้อจำกัดบางอย่างในชีวิตออกไปเปิดโลกกว้างด้วยกัน

“ผู้ชมบางท่านอายุเยอะแล้ว หรือบางท่านอาจจะร่างกายไม่อำนวย เขาบอกว่า ‘ไปแบบคุณอนุวัตไม่ได้หรอก แต่ดูแล้วมีความสุข เกิดมาก็เพิ่งจะเห็นอะไรแบบนี้’ บางคนอยู่ภาคเหนือไม่เคยเห็นวิถีชีวิตคนภาคใต้ หรือโอกาสของคนคนหนึ่ง เขาคงไม่สามารถเดินทางเจ็ดสิบหกจังหวัดก็ไม่เป็นไร เราขอทำหน้าที่เป็นตัวแทน ไปดูแทน ไปทำเที่ยวแทน ไปลำบากแทนให้ได้  สิ่งสำคัญจากการดูรายการนี้คือ เราอยากเห็นรอยยิ้มจากทุกคนก่อน จากนั้นจึงเป็นสาระต่างๆ ที่แฝงไป เบาบ้าง หนักบ้าง แต่คนดูต้องมีความสุข”

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่โดดเด่นของรายการคงหนีไม้พ้นความเป็นกันเองของอนุวัต ที่หน้าจอเป็นอย่างไรตัวจริงก็เป็นเช่นนั้น ด้วยคาแรกเตอร์ที่ว่านี้เอง ทำให้อนุวัตกลายเป็นขวัญใจชาวบ้านอย่างง่ายดาย ขนาดที่โชเฟอร์ผู้ที่ทำงานร่วมกับเขาเล่าว่า ‘บางงานพอรถตู้มาถึง มีคนกรี๊ดรอรับเลยนะ’

“ความเป็นนักข่าวของเราทำให้คนเข้าถึงได้” เขาเล่าบ้าง “เหมือนกับเป็นลูกหลานมาเยี่ยมบ้าน พอเจอกันเขาก็จะทักว่า ‘โอ๊ย ตัวจริงดำกว่าทีวีเนอะ’ หรือ ‘ตัวเล็กไป ป้าคิดว่าตัวใหญ่กว่านี้’ บางคนก็แซวว่า ‘เห็นอ่านข่าวอยู่ทุกวัน ขอกอดได้ไหม’ เราก็จะแซวกลับไป ‘มีที่ดินไหมป้า มรดกมอบให้ใครหรือยัง’ เราไม่เคอะเขินที่จะคุยกับเขา

“แต่บางทีเราก็มีง่วงเนอะ เขาทักว่า ‘ไม่เห็นยิ้มเลย’ เราคิดในใจ นี่ร่างกายจะถอดวิญญาณอยู่แล้ว แต่ก็บอกไปตรงๆ ว่า ‘ป้า ผมขอโทษนะ ผมกำลังมึน ขอเวลาตั้งสติสิบนาทีนะ’ หรือบางทีเขาทัก เป็นอะไรวันนี้หน้าเครียดจัง เราก็ ป้า ไม่อยากจะบอกเลย ขอขี้ได้ไหม ปวดท้อง ก็บอกเขาตรงๆ”

จนถึงวันนี้ อนุวัต จัดให้ ออกอากาศมาครบ 10 ปีแล้ว เบื้องหลังตั้งแต่วันแรกเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นความทุ่มเทในการทำงาน และความสนุกที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทีมงานทุกคน

“เราทำเองหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่หาประเด็น โทรติดต่อแหล่งข่าว ประสานงาน เขียนสคริปต์ ดูภาพ วางคิวภาพ คุมตัดต่อเอง ทำแบบนี้มาตั้งแต่วันแรก ถึงแม้จะดูเป็นงานหนัก แต่เบื้องหลังคือการทำงานที่สนุก สนุกที่ได้ไปกับทีมงาน ไปเจอชาวบ้านที่มีความน่ารักแตกต่างกันไป บางตอนเหนื่อยใจจะขาด เดินไม่ไหวแล้ว แต่พอเห็นคนเดินนำก็ไม่ไหว ช่างภาพด้านหลังก็ไม่ไหว ก็ไม่เป็น ค่อยๆ ไปกัน

“เรื่องเสี่ยงอันตรายด้วยกันก็เยอะนะ ด้วยเวลาที่จำกัดบางทีเราก็บีบคั้นทีมงานมาก เส้นทางที่ปกติใช้เวลาเดินสามวัน ก็ต้องเดินให้ได้สองวัน ทุกคนอัดฝีเท้ากันเต็มที่ แล้วช่างภาพกับทีมงานโดนทิ้งประจำ เพราะเราต้องรีบกลับมาขึ้นเครื่องให้ทันก่อน แต่พอผ่านเหตุการณ์โหดๆ มาแล้วก็มานั่งเล่านั่งขำกับทีมงานได้”

ทำงานหนักขนาดเป็นสิบปี ปีนี้อายุก็เข้าหลักสี่แล้ว ร่างกายยังไหวไหม – เราแอบถาม

“วืดต่างจังหวัดก็มีนะ แต่เราไม่อยากเอามาบอกใคร มีแต่ทีมงานที่รู้ว่าเราเคยน็อกเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ต้องไปฉีดยา นอนพัก แล้วก็ตื่นไปทำข่าวที่อื่นต่อ”

พักชมสิ่งที่น่าสนใจในสวน

มาถึงตรงนี้ เราอยากให้พักเรื่องงานหนักๆ ไว้ก่อน ด้วยการขอให้เจ้าของบ้านพาไปเดินชมสวนพร้อมเก็บภาพในยามแดดร่มลมตก ซึ่งเขาก็ยินดีอย่างยิ่ง

“ก่อนสร้างบ้าน เราวางแผนการใช้ที่ดินทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” เจ้าของบ้านเริ่มเล่าขณะที่พาเดินลัดเลาะชมสวน “เราแบ่งไว้หมดว่าตรงนี้เป็นโซนบ้านตรงนี้เป็นโซนสวน จุดเชื่อมต่อสวนกับบ้านต้องมีต้นไม้อะไร ตอนยังไม่มีเงินทำบ้านก็ถางดินก่อน แล้วก็เอาไม้ใหญ่มาลงไว้ เพื่อที่วันที่สร้างบ้านเสร็จ ไม้จะโตให้ร่มเงาพอดี

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

“ดังนั้นไม้ที่ปลูกที่นี่ถึงจะเป็นไม้ล้อม แต่ไม่ใช่ไม้ใหญ่ เพราะเราสู้ราคาไม่ไหว เวลาไปซื้อก็จะบอกเขาว่าเอาไม้ขนาดสองนิ้วนะ เป็นไม้หน้าสอง ราคาไม่แพง การปลูกไม้เล็กมันทนกว่า ปรับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า”

จากหน้าบ้าน เราเห็นบอนต้นใหญ่สะดุดตา เขาเล่าว่าต้นนี้เพื่อนให้มาและปลูกไว้ตั้งแต่ต้นเล็กจนสูงโตท่วมหัว เลี้ยวมาด้านข้างบ้านก็เจอต้นพริกสูงเกือบ 2 เมตรที่มีเม็ดพริกเต็มต้น ข้างๆ กันคือต้นพุดพุ่มใหญ่สะพรั่ง และต้นกุหลาบเถาต้นสูงที่เลื้อยขึ้นไปโตอยู่บนระแนงสูง ที่เขาบอกว่าเป็นคนปีนเอาเถาขึ้นไปพันกับเหล็กด้านบนเอง

ตรงข้ามกับหน้าต่างบานใหญ่ของบ้าน เป็นแนวปลูกผักสวนครัวแปลงเล็ก ที่ทำไว้ให้คุณแม่มาดูแล เขาบอกว่าเป็นกุศโลบายให้แม่มาอยู่ใกล้กันเสมอในวันที่เขากลับมาอยู่บ้าน

“แปลงผักทำไว้ตรงนี้ แม่จะได้ไม่ต้องเข้าไปตรงสวนผักอีกด้านหนึ่งที่อยู่ไกล คนในบ้านจะได้เห็นว่าแม่อยู่ตรงนี้นะ เราก็ทำสวน ตัดต้นไม้อยู่ใกล้ๆ บ่ายๆ ก็เห็นแม่เข็นรถมาปลูกผัก มาคุยกับไก่บ้าง ผักของแม่ก็งามจนตัดไปขายได้แล้วนะ ที่เหลือต้นเล็กต้นน้อยก็เด็ดให้ไก่กิน”

ลัดเลาะไปด้านหลังบ้าน เราได้เห็นศาลาริมคลอง ซึ่งเป็นที่พักกายใจรับลมเย็นสบาย ใกล้กันนั้นมีต้นไม้เล็กใหญ่หลายต้น เขาเน้นเสมอว่า ต้นไม้ในสวนเป็นต้นไม้ราคาไม่แพง และส่วนมากได้มาฟรี

“ลีลาวดีต้นใหญ่พวกนี้ สมัยที่พ่ออยู่เขาปลูกไว้เยอะมากจนต้องล้อมไปปลูกที่อื่น เราก็เลือกต้นฟอร์มสวยๆ มาไว้ตรงนี้ ไม่ต้องซื้อ เพราะซื้อก็ราคาเป็นหมื่น ส่วนจำปีต้นนี้ซื้อมาจากร้านประจำที่คลอง 15 ราคาไม่กี่สิบบาท เราไม่เอาต้นสวย เอาต้นแข็งแรงที่เขาขายราคาถูกมาปลูก ส่วนกล้วยไม้ก็เอามาจากกระเช้าปีใหม่ พอมันเหี่ยวก็ไม่มีคนเอา เราก็เอามาปลูกต่อ ส่วนแคคตัสคนให้มาเยอะ เลี้ยงที่คอนโดฯ ก็ไม่ได้แดด เลยเอามาไว้ที่นี่”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

แค่ได้ฟังประวัติของต้นไม้ส่วนหนึ่งที่ปลูกไว้รอบบ้านก็เริ่มสนุกแล้ว แต่ต้นไม้ในส่วนสวนผลไม้สนุกกว่า เพราะแต่ละต้นมีที่มาจาก 4 ภาคของประเทศไทย เรียกว่าไปจังหวัดไหนก็มีคนใจดีฝากต้นไม้ติดไม้ติดมือมาให้เสมอ

“นี่น้อยหน่าลูกใหญ่มาจากโคราช” เขาเล่าเมื่อเริ่มเดินย้อนกลับมาแปลงผักและเข้าสู่ฝั่งสวนผลไม้ “นี่ทับทิมสยามมาจากปากพนัง เพื่อนแบกมาให้ ชมพู่ต้นนี้มาจากเมืองเพชร แก้วมังกรเอาจากจังหวัดเลย เอามาปักไว้ตามธรรมชาติจนโตและเก็บผลไปแล้วรุ่นหนึ่งแล้ว มะพร้าวต้นนี้มาจากนครศรีธรรมราช เขาบอกว่าเป็นมะพร้าวออกลูกเมื่อสูงหนึ่งเมตร นี่ดูสิ สามเมตรแล้ว” เขาเล่าพลางชี้ให้ดูมะพร้าวต้นสูง

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ดูเหมือนว่าสวนผลไม้ผสมแห่งนี้มีไม้ผลแทบทุกประเภท ทั้งกระท้อน มะม่วง ชมพู่ มะละกอ มังคุด ฝรั่ง ที่ให้ผลงามขนาดที่กินไม่ไหวจนต้องนำไปขาย มีเพียงต้นไม้ชนิดเดียวเท่านั้นที่เขาปลูกอย่างไรก็ไม่รอด

“ทุเรียนเอามาปลูกสามรอบก็ตาย ล่าสุดไปซื้อต้นมะนาวที่ร้านต้นไม้ประจำที่คลอง 15 ป้าก็ให้ต้นทุเรียนหมอนทองมาสองต้น ต้นละตั้งร้อยแปดสิบบาท เราก็บอกว่า ‘ป้า ไม่เอาหรอกครับ ผมปลูกสามรอบตายสามรอบ’ แกก็ไม่ยอม พอเอามาแล้วก็ตายจริง คิดว่าให้ป้าปลูกแล้วเรามากินบ้านป้าน่าจะง่ายกว่า” เขาว่าแล้วเราต่างก็หัวเราะ “จริงๆ ถ้าจะปลูกให้รอดเราต้องสู้กับมัน ต้องทำเยอะหน่อย เดี๋ยวต้องหาวิธีก่อน”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 อนุวัตไม่สามารถเดินทางไปทำข่าวภาคสนามในต่างจังหวัดเช่นเคย วันเสาร์อาทิตย์เขาจึงทุ่มเทกับการทำสวนของเขาอย่างเต็มที่ มีเวลาคิดและทำมากขึ้นจนเนรมิตเล้าไก่ขนาดย่อมขึ้นมาในฉับพลันได้

“พอเราปิ๊งไอเดียว่าต้องมีเล้าไก่ ก็วาดแปลนแบบชาวบ้านนี่แหละ แล้วก็ไปเดินดูในโรงเก็บของว่ามีเศษเหล็ก เศษไม้อะไรที่มีอยู่ เราก็จับนั่นผสมนี่ หลังคาเก่าก็มี แล้ววาดไว้ให้เขาหมด วงเล็บด้วยว่า ขอไม่แพง แล้วก็ให้พี่สาวช่วยคุมคนงานมาทำ มูลค่าเล้าไก่ก็ห้าพันบาท ซึ่งเป็นค่าแรงคนงาน”

ช่วงเวลาที่อนุวัตได้เดินชมต้นไม้ เก็บสาหร่ายในบ่อปลาหานกยูงเล็กๆ ข้างบ้าน เข้าเล้าไปดูแลไก่และเก็บไข่ไก่ ช่างดูเป็นห้วงเวลาของความสุขสงบอีกแบบที่เขาพอใจ ตรงข้ามกับหน้าที่การงานที่ต้องเร่งแข่งกับเวลาเสมอ

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง
ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงที่ 6

มาไกลเกินฝัน

การที่เด็กคนหนึ่งซึ่งไม่เคยคิดอยากเป็นนักข่าว ได้กลายเป็นตัวจริงในสายอาชีพและเป็นที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตาของคนทั้งประเทศได้ อนุวัตยอมรับว่า เขามาไกลเกินฝัน

“ไม่เคยคิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ นี่คือเกินฝันแล้ว ถามพี่น้องได้ เขายังไม่คิดเลยว่าเราจะมีวันนี้ สมัยก่อนแม่ยังคิดว่าเราจะติดยาเลยนะ เราเองก็ยังเคยคุยกับเพื่อนนักข่าวที่สนิทกันอยู่เลยว่า กูต้องสายมูแน่ๆ ต้องมีอะไรคอยโอบอุ้ม อุ้มชูอยู่ตลอด” เขาพูดติดตลกตามสไตล์ ก่อนที่จะบอกความรู้สึกอย่างจริงจัง

“เราไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มานั่งอยู่หน้าจอ เคยมีผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งบอกว่า ‘ขอร้องนะ อย่าออกทีวี แกผอมซะขนาดนี้ ออกทีวีมันไม่น่าดู’ เราก็บอกไปว่า ‘ผมไม่เคยคิดที่จะออกเลยพี่’ เรารู้ว่าที่เขาพูดเพราะสอนนั่นแหละ พอวันหนึ่งทำงานที่ต้องออกหน้าจอทีวี เราก็ต้องพัฒนาตัวเอง

“มีน้องๆ เคยมาถามว่า หนูไม่สวย ผมไม่หล่อเลย จะทำงานนี้ได้ไหม เราบอกเลย ไปดูรูปกูสมัยก่อนไป กูมาไกลจะตาย แต่ไม่ได้ศัลยกรรมนะ ทำฟันอย่างเดียว” ดูเหมือนจะจริงจังได้ไม่เท่าไหร่ มุกตลกก็กลับมาอีกแล้ว

“หลังจากได้เป็นผู้สื่อข่าวได้ออกทีวี ก็ไม่เคยคิดที่จะได้มานั่งจัดรายการยาวๆ จากนั้นก็ได้เป็นคอมเมนเตเตอร์อีก มีงานอีเวนต์อีก และที่ไม่เคยคิดคือ จะได้ไปยืนแจกเงินกับ พี่เอ (วราวุธ เจนธนากุล) ในรายการ The Money Drop ไทยแลนด์ ซึ่งยิ่งใหญ่อลังการมาก ถึงบอกว่าเรามาไกลมากจริงๆ”

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กไม่เอาไหนคนนั้น กลายเป็นมาเป็นอนุวัตในวันนี้ได้ – เราถาม

“หนึ่งคือโอกาส อย่างที่บอกไปแล้ว เพราะคนเก่งมีเยอะมาก เก่งกว่าเราทุกคน เป็นเหมือนเด็กที่ไม่มีความรู้ บอกตรงๆ ว่าเก่งอย่างเดียวคือการคุย แต่ผู้ใหญ่ให้โอกาส ทั้งที่คนเก่งบางคนไม่ได้รับโอกาสนั้น คิดดูว่าผู้ประกาศช่องเจ็ดเป๊ะกันทุกคน เราเหมือนเป็นผู้ประกาศนอกคอกเลย เราไม่เป๊ะ เพราะเราไม่มีความเป็นตัวเอง แต่ไม่ใช่ความเป็นตัวเองจะดีนะ คือคนอื่นเหมือนเราไม่ได้” เขาพูดแล้วก็หัวเราะ

“สองคือ ตัวเราที่มีความพยายาม มีความอดทนมุ่งมั่น และบอกตัวเองเสมอว่า สู้ได้อีก อีกนิดหนึ่งน่า สู้หน่อย เพราะเชื่อว่าโอกาสมาหาคนที่พร้อมเสมอ พอทั้งสองอย่างผนวกกัน โอกาสมา ความมุ่งมั่นอดทนมี และยิ่งได้ทำสิ่งที่รักด้วย เราก็เต็มที่และสนุก เหนื่อยแค่ไหนก็สนุกนะ ยิ่งได้ตังค์ยิ่งชอบ” ทุกคนต่างหัวเราะเมื่อเขากลับมาย้ำจุดยืนอีกครั้ง

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

ช่วงสุดท้าย

เจ้าของร้านกาแฟในอนาคต

หากมองจากความสนุกและทุ่มเทในการทำงานแล้ว เราไม่เห็นทีท่าว่าอนุวัตจะมองไปถึงวันเกษียณ

“มองไว้แล้วนะ” เขาบอกโดยทันที “เราวางแผนไว้แล้วว่า อีกกี่ปีฉันต้องใช้ชีวิตแบบสโลว์ลงแล้วนะ ฉันควรมีอะไรบ้าง ถ้าต่อไปร่างกายเราทำงานหนักอย่างเดิมไม่ได้ หรือกลยุทธ์อย่างเราสู้คู่แข่งไม่ไหว เราก็ต้องยอมรับในวันนั้น และต้องมองหาอะไรมารองรับไว้ด้วย”

เมื่อเราถามประเด็นนี้ต่อ เขาก็แย้มถึงแผนที่วางไว้ว่า “พอกลับมามองตัวเองแล้วก็คิดว่า ฉันต้องมีเงินไว้สักนิดหนึ่งนะ และควรต้องมีร้านกาแฟเล็กๆ สักร้าน อยากให้เป็นร้านกาแฟนี้เป็นเหมือนบ้านอีกหลังที่เปิดต้อนรับให้คนมาเจอได้ จุดขายคือความเป็นกันเอง เราจะได้ใช้ชีวิตแบบไม่เหงา ส่วนพวกเครื่องดื่ม ถึงเราไม่ได้เป็นคนกินกาแฟ แต่ก็ไปหาเรียนได้”

ที่น่าตื่นเต้นคือ แผนที่เขาเล่าให้ฟังนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่เป็นแผนที่กำลังลงมือทำให้สำเร็จ

“ที่ดินทำร้านกาแฟซื้อไว้แล้วที่จังหวัดนครนายก ที่ผ่านมาก็เข้าอบรมโครงการโคก หนอง นา โมเดล เพื่อไปเรียนรู้การจัดการพื้นที่ทำเกษตร แปลนร้านก็เขียนไว้หมดแล้วว่าเป็นยังไง ปลูกต้นไม้อะไรตรงไหนบ้าง สัตว์อะไรที่ต้องเลี้ยง ปีหน้าคงเริ่มขุดโคก ทำโน่นทำนี่ กว่าร้านจะเป็นรูปร่างคงสักสองปี เพราะรอต้นไม้ให้โตด้วย”

ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของอนุวัตคงมีเป้าหมายคล้ายกับหลายคนเช่นกัน คือไล่ตามความฝันและทำให้เป็นจริง

“ตอนนี้พยายามเก็บความฝันที่มี เพราะไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ เราไม่อยากตายโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไร เมื่อบ้านสำเร็จไปแล้ว ก็เหลืออีกหนึ่งความฝัน คือการมีร้านกาแฟเล็กๆ เป็นของตัวเอง” เขาทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างที่เราเคยเห็นกันชินตา           

ก่อนจากกัน เราต่างเป็นกำลังใจให้เขาทำความฝันนี้ให้สำเร็จในเร็ววัน และหวังว่าอีกไม่นานเราจะได้ไปเยี่ยมเยือนเขาที่ร้านกาแฟในฝันแห่งนี้สักครั้งเช่นกัน

ชีวิตนอกจอในบ้านสวนของ ‘อนุวัต จัดให้’ ผู้จัดได้ทุกข่าว มาเล่าเรื่องต้นไม้ได้ทุกต้น, หนุ่ม-อนุวัต เฟื่องทองแดง

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load