โลกของการทำธุรกิจในทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็พูดเรื่อง Disruption หรือการทำลายรูปแบบการทำธุรกิจเดิมๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ๆ หรือแม้แต่การสร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

แต่ถ้าผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยมากว่า 27 ปี เป็นคนออกมาพูด เราก็ว่าน่ารับฟังไม่น้อย เพราะบ้านและคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เราเป็นแบบไหน บ้านก็เป็นแบบนั้น ในทางกลับกัน บ้านเป็นแบบไหน เราก็เป็นแบบนั้น จะบอกว่า You are what you live. ก็ไม่น่าจะผิดความหมายแต่ประการใด

วันนี้เราเดินทางมาฟัง คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือกัปตันทีมของลูกทีมกว่า 2,000 ชีวิต พูดเกี่ยวกับประเด็นที่เกริ่นไว้ข้างต้น แต่ไปๆ มาๆ กว่าชั่วโมงครึ่งที่นั่งคุยกันแบบใส่ไม่อั้น เรากลับได้อีกหลายๆ เรื่องเป็นของแถมที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นอีกนิดว่า เขาเป็นกัปตันทีมแบบไหน

การพาทีมบุกเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ นั้นกัปตันทีมไหนก็ต้องทำ แต่การมองคนให้เป็นคน และปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพนั้น เป็นแนวคิดที่ฝังลึกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“แม่ผมสอนว่า ไหว้ผิด ดีกว่าผิดที่ไม่ไหว้”

นอกจากนั้น หลายๆ แนวคิดที่เขานำมาปรับใช้กับการทำงานและการบริหารองค์กร ก็มีที่มาจากความปวดหัวเรื่องคน และต้องการหาทางแก้ปัญหา เขาจึงลงทุนไปมากมายกับการฝึกอบรมและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงขั้นให้โค้ชจากต่างประเทศบินมาสอนอย่างเข้มข้น ยังไม่นับการอ่านหนังสือมากมายอย่างจริงจัง และจดข้อความสำคัญใส่สมุดเล็กๆ พกติดตัวเพื่อเอาไว้ทบทวนยามว่าง ใคร่ครวญจนตกผลึก ก่อนจะสกัดออกมาเป็นกฎเกณฑ์เพื่อแก้ปัญหาในบริษัท

อย่างที่บอกไปว่า คุณอนุพงษ์ต้องการลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมที่สร้างความฮือฮาและทำให้ชีวิตดีขึ้น หลายเรื่องเขาทำสำเร็จแล้ว บางเรื่องก็รอการพัฒนาให้เป็นรูปเป็นร่าง ในขณะที่บางเรื่อง เขาพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ล้มไปแล้ว” ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นแบบคนอารมณ์ดี

“จะไปกลัวอะไรกับความล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติมาก ล้มได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี สิ่งสำคัญคือล้มแล้วต้องเรียนรู้”

เมื่อความล้มเหลวทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วความสำเร็จล่ะ

“ความสำเร็จไม่มีจริงหรอก อย่าไปฉลองให้มันมากมายเกินไป เอางี้นะ ถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้วไม่หลงตัวเองจนเกินไป คุณต้องเข้าใจว่า มันมีอีกร้อยแปดสิ่งที่ต้องทำ”

และการพูดคุยแบบอัดแน่นไปด้วยแนวคิดเข้มข้นต่อไปนี้ ก็คือหนึ่งในร้อยแปดสิ่งที่ผู้บริหารเช่นเขายินดีทำเสมอ หากมันจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เขาเชื่อมั่นและทำจริง

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

เมื่อพูดถึงการ Disrupt ในแวดวงธุรกิจ เราจะรู้ได้ยังไงว่าแบบไหน เข้าข่าย Disrupt หรือแบบไหนเข้าข่ายแค่ปรับเพื่อหนีตายเฉยๆ

สมมติถ้าเราติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของเฟซบุ๊ก เราจะเห็นว่ามันมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอด สำหรับผมมันคือ Incremental คือทำอะไรก็ได้เพื่อจะได้มีชีวิตต่อ ไม่ทำก็ไม่รอด มันก็คือการปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ๆ คือการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหมือนเป็นการ Minor Change เท่านั้น

สำหรับผม การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมต้องให้อารมณ์เหมือนกับว่า ถ้าคุณไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเหวอไปเลย ก็ต้องฟังแล้วรู้สึกว้าว แบบไม่เคยได้ยินมาก่อน นี่มันอะไรของมันเนี่ย ทำได้ยังไง ซึ่งสิ่งที่จะตามมาและน่ากลัวที่สุดเลยก็คือ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และคุณจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน วิธีจัดการต่อสิ่งนั้นๆ ถ้าเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นมันก็อาจจะไม่ใช่การ Disrupt อย่างแท้จริง

        แต่ถามว่าการเปลี่ยนแปลงแม้จะเล็กน้อยจำเป็นไหม มันก็จำเป็น เพราะไม่เปลี่ยนอะไรเลยก็อยู่ไม่ได้ เหมือนรถรุ่นหนึ่ง จะใช้ไปยาวๆ มันก็ไม่รอด แต่สิ่งที่จะทำให้เราไปได้ไกลกว่าเดิมได้ เราก็ต้องหาทาง Disrupt จริงๆ ต้องหาทางเปลี่ยนวิธีคิด วิธีขายของ วิธีทำธุรกิจแบบเดิมๆ

 

แล้วธุรกิจใหม่ๆ ของ AP ที่เพิ่งเปิดตัวไป เข้าข่าย Disrupt ยังไง

ตัว VAARI (วาริ) สำหรับผมคือ Digital Platform ที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้กับลูกบ้านของ AP ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ๆ เพราะถ้าเทียบกับที่ผ่านมา เราจะใช้ตัวบุคคลมาช่วยให้บริการ แต่ตอนนี้เราใช้ดิจิทัลเข้ามาช่วย

       ถามว่าถึงจุดที่ Disrupt หรือยัง ตอนนี้ผมคิดว่ายัง แต่ผมหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นในท้ายที่สุด เพราะจุดมุ่งหมายที่ผมวางไว้ให้กับธุรกิจตัวนี้นั้นใหญ่มาก ผมมองไปถึงการสร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่ และสร้างสมาชิกในนั้นเพื่อช่วยกันมอบคุณภาพชีวิตให้ลูกค้า เป็นโจทย์ที่ต้องค่อยๆ เดิน

 

คุณภาพชีวิตที่ว่านั้นคืออะไร

คำถามนี้ถ้าถามผมปีนี้กับถามผมปีหน้า คำตอบไม่เหมือนกันนะ (ยิ้ม) เพราะคำตอบจะเปลี่ยนไปเพราะคน เทคโนโลยี และกระแสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เมื่อ 2 ปีก่อนผมให้ทีมงานจาก Stanford ไปวิจัยเรื่องนี้ แล้วพบว่าที่ผ่านมาอสังหาริมทรัพย์มีวิธีขายแบบเดิมๆ คือให้สถาปนิกออกแบบพื้นที่และฟีเจอร์ต่างๆ ให้หวือหวา จุดขายของบางบริษัทนี่เขาให้สถาปนิกเป็นคนคิดนะ ไม่ใช่ Developer หรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คิด ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นสถาปนิกเขาก็จะสร้างแบบที่เขาฝัน แล้วเอาแบบมาให้ดูว่านี่คือจุดขายของบริษัทนะ ซึ่งในที่สุดมันก็หนีไม่พ้นการหาทำเลที่ดี ออกแบบให้ใช่ แล้วหาการตลาดมาประกบ จากนั้นก็ขาย เท่านั้นเอง

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

ซึ่งแปลว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้แล้ว?

ใช้ได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่มันใช่เหรอ เพราะทุกคนก็ทำเหมือนๆ กันไปหมดแล้ว

ถามว่าผิดยังไงที่สถาปนิกคิดแทนที่จะเป็นทีมพัฒนา คำตอบคือ แล้วสถาปนิกรู้จักลูกค้าดีเท่ากับเราหรือเปล่า เขาได้ไปสัมผัสลูกค้าเหรอ เปล่า เขาไม่ได้คิดจากการไปนั่งคุยกับลูกค้ามากเท่าเรา สถาปนิกจะรู้ไหมว่าสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ ในความเป็นจริงเมื่อลูกค้าเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นจริงๆ ลูกค้าใช้ประโยชน์ได้ไหม

      ผมทำงานมา 27 ปี เจอความฝันมาเยอะ แต่พอไปเจอในความเป็นจริงแล้วก็งงนะว่าทำไมไม่เห็นมีลูกค้าใช้งานสิ่งที่ออกแบบมาเลย เพราะว่าพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เอาง่ายๆ ผมนี่ถามลูกน้องเลยว่า โต๊ะกินข้าวที่บ้านนี่ใช้กินข้าวมั้ย ผลคือ ไม่ใช้ โต๊ะกินข้าวในบ้านเขาเอาไว้ให้ลูกทำการบ้านกัน (หัวเราะ) เพราะพ่อแม่กลับ 3 ทุ่ม แต่ลูกกลับมาถึงก่อนแล้วนั่งทำการบ้าน เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่า แนวคิดในการออกแบบมันต้องเป็นข้อมูลที่มาจากทีมพัฒนา

พอคิดได้แบบนั้นตั้งแต่ปี 2017 เราก็ให้ Stanford มาช่วยทำวิจัย เพื่อหาคำตอบว่าโลกในอนาคตข้างหน้าของทีมพัฒนาควรจะเป็นแบบไหน ผลก็คือทีมงานเขาบอกเราว่า พวกเราเป็นทีมพัฒนาที่แปลกมาก เพราะทำบ้านขายแล้วไม่พอ ยังมีโบรกเกอร์ขายอีกต่างหาก แล้วก็มี Property Management มีรับเหมา มีทีมซ่อมแบบเป็นล่ำเป็นสันอีก เรียกว่ามีตั้งแต่ต้นยันท้าย ทุกช่วงเวลาของลูกค้าเราอยู่กับเขาหมด เขาก็เสนอว่าทำไมไม่นำเสนอเรื่องคุณภาพชีวิตให้ลูกค้า เราสนใจจึงขอให้ทางทีมวิจัยหาข้อมูลมาประกอบเพื่อดูว่าทั่วโลกเขาทำอะไรกันบ้าง ก่อนที่ทีมจะลงพื้นที่เพื่อสำรวจจริงๆ ก็เจอว่าความหมายของคุณภาพชีวิตในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย

อย่างในสหรัฐอเมริกา เขาจะมองว่าเรื่องสิทธิในการนับถือศาสนาถือเป็นคุณภาพชีวิตที่สำคัญ แต่หันมามองเมืองไทย เอ๊ะ มันก็ปกตินี่หว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรเลย เราก็นับถือศาสนาโดยเสรีอยู่แล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตเลยเกี่ยวกับวัฒนธรรมและผู้คนในประเทศนั้นๆ

      เรื่องการกีดกันสีผิวในอเมริกาเป็นเรื่องใหญ่ แต่บ้านเราไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราอยู่ร่วมกันได้ เราเลยมาหาคำตอบจากการทำสำรวจและวิจัยอย่างจริงจังในประเทศเรา เพื่อดูว่าอะไรคือคุณภาพชีวิตที่เราต้องการกันแน่

คำถามหลักๆ คือคุณให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง อีกคำถามคือ แล้วคุณพอใจกับสิ่งเหล่านั้นแล้วหรือยัง นั่นคือบทบาทของ VAARI จากนั้น Claymore ซึ่งเป็นอีกยูนิตหนึ่งก็เข้ามาเพื่อนำคำตอบที่ได้ไปออกแบบนวัตกรรม วิธีการสร้างบริษัทนี้คือ เรารับเด็กรุ่นใหม่อายุราวๆ 25 – 30 ต้นๆ มานำทีมเลย เพื่อให้เขาเป็นคนที่ติดตามเรื่องนวัตกรรมต่างๆ โดยเราทำต่างจากที่อื่นตรงที่เขามักจะนำเงินไปลงทุนกับสตาร์ทอัพนอกบริษัท ซึ่งเรามองว่าไม่ใช่ เพราะสตาร์ทอัพคือ Outside In หรือการมองปัญหาจากมุมของคนนอก แปลว่าเขาจะไม่ยึดติดอยู่กับข้อจำกัดแบบคนในบริษัท แต่การทำงานของเราจะเป็นแนว Inside Out เพราะเราเชื่อว่าหลายๆ นวัตกรรมที่ออกมามันต้องมาจากคนในที่เข้าใจบริษัทจริง ๆ

 

แต่ขณะเดียวกัน คนทำสตาร์ทอัพเขาก็เชื่อว่าเขาคิดสินค้าหรือนวัตกรรมจาก Pain Point หรือปัญหาของลูกค้า?

แต่เขารู้ Pain Point จริงหรือเปล่า เอาตรงนี้ก่อน ถ้าสังเกตเราจะพบว่าสตาร์ทอัพในประเทศไทย ไม่ค่อยไปได้ไกลมากเมื่อเทียบกับที่อื่น ซึ่งเราต้องถามนะว่า เขาทำวิจัยมากพอหรือเปล่า เขาอาจจะเข้าใจ Pain Point จริง แต่เขาอาจจะไม่มี Knowledge และ Know How ที่จะไปแก้ปัญหา ในขณะที่คนข้างในบริษัทเราอาจจะมีความรู้ ความเข้าใจ แต่มันทำไม่ได้เพราะมันติดกฎเกณฑ์ต่างๆ ไปหมด เช่น แบบนี้ผู้รับเหมาไม่ทำหรอก แบบนี้ทำไม่ได้หรอก สิ่งที่เราทำขึ้นมาคือการใช้ Alchemist Model นั่นคือ เอาคนนอกหนึ่งคนมานำทีม แล้วนำคนข้างในเข้ามาเป็นทีมพาร์ตไทม์ คือเอาพนักงานมาช่วยแค่บางส่วน เช่น ขอเวลา 30 เปอร์เซ็นต์จากงานประจำมาทำเรื่องนี้ด้วยกัน คนนำของเราเป็นคนนอก 100 เปอร์เซ็นต์ ผมจะจ้างคนประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อน คนประเภทที่คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรทำไม่ได้ แต่เขาต้องทำงานมาแล้วบ้างนะ ไม่ใช่ไม่เคยทำมาเลย ซึ่งพวกนี้มักจะอยู่บริษัท Consult เพราะเขาจะมองกว้างกว่า แล้วจากนั้นเราก็เอาระบบเดียวกับที่ Stanford มาใช้คือ Design Thinking ซึ่งผมไปเรียนมา เป็นคลาสชื่อ Leading in the disruptive world

การเรียน Design Thinking เป็นการผสมผสานกันของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คิดอย่างเป็นระบบ แต่เวลาลงมือทำจะเป็นการเน้นที่ศิลปะ ยกตัวอย่างว่า Design Thinking มันจะมี 5 ขั้นตอน คือ Empathy (ทำความเข้าใจ) Define (นิยามและตีความปัญหา) Ideate (คิดสร้างสรรค์) Prototype (สร้างต้นแบบ) Test (ทดสอบ) คือตอนเราวางโครงแรกมันเดินไปตามนี้ แต่เมื่อเราถึงขั้นทดสอบเราจะเริ่มมั่วละ เช่น ทดสอบเสร็จ เราจะวนกลับไป Empathy ใหม่ หรือไม่ก็เอ๊ะ Define ไม่ใช่เว้ย หรือวนกลับไป Ideate ให้เจ๋งกว่าเดิมดีกว่า

สรุปคือมันมี 5 ขั้นตอนก็จริง แต่เวลาที่จะหมุนกลับหรือทบทวน จะหมุนกลับไปตรงไหนก็ได้ แล้วมันก็มั่วด้วย แต่เอาจริงๆ ก็ต้องเป็นความมั่วอย่างมีระบบ คือความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ต้องไร้รูปแบบ แต่ไร้รูปแบบเกินไปคุณก็สร้างอะไรไม่ได้ เลอะเทอะไปอีก หรือถ้าจะวิจิตรบรรจงเกินไปก็สร้างสรรค์ไม่ได้อีก ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมจึงเป็นความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลปะ ซึ่งยากมาก

      เราพบว่าเมื่อถึงจุด Empathy เราพบ Pain Point ของลูกค้า แต่ไม่ใช่ Pain แบบปัญหาหนักๆ นั่นคือเป็นแค่ความต้องการที่ยังไม่บรรลุ หรือ Unmet Need เท่านั้นเอง เช่น บางทีลูกค้าก็คุ้นเคยกับการทำแบบนั้นมานาน ไม่ได้คิดว่าเป็น Pain อะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น 20 ปีที่แล้ว คุณไม่มีสมาร์ทโฟนนี่มีปัญหามั้ย ไม่มี ก็อยู่ได้สบายๆ ใช้โทรศัพท์บ้านยังได้เลย แต่ตอนนี้ลองไม่มีสมาร์ทโฟนสิ Pain มั้ย Pain มาก (หัวเราะ) หมายความว่า Unmet Need จริง ๆ มีอยู่ แต่คนต้องสังเกตและหาให้เจอ

        ในที่สุดเราก็ทำออกมาเป็นนวัตกรรมที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งเดี๋ยวเราจะเปิดตัวอีกที แต่บอกได้ว่าเราประทับใจมาก เพราะตอนเราเอาโปรดักต์ไปทดสอบกับที่ไซต์หมู่บ้านหนึ่ง แล้วเพื่อนลูกบ้านนั้นเขามาหาพอดี เขาชอบมากจนถึงขั้นโทรหานิติบุคคลหมู่บ้านตัวเองให้เอามาใช้บ้าง

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

กลับมาที่เรื่องคุณภาพชีวิตกันอีกครั้ง ตกลงแล้วคุณหาเจอไหมว่าคุณภาพชีวิตที่สำคัญที่ต้องทำเพื่อลูกบ้าน AP คืออะไร

อย่างที่ผมบอกว่าความคิดเรื่องนี้เปลี่ยนทุกปี หมายความว่าขึ้นอยู่กับประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย วันนี้ PM 2.5 เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตไปแล้วนะ แต่เมื่อปีที่แล้วเราอาจจะยังไม่รู้เลยว่า PM 2.5 คืออะไร ผมถึงบอกไงว่า คำตอบเรื่องคุณภาพชีวิตเปลี่ยนทุกปี แปลว่าคุณต้องสำรวจลูกค้าทุกปี เพื่อตอบ Unmet Need ที่เป็นความสำคัญต้นๆ ของลูกบ้านมากกว่า

        ต้องใช้คำนี้ครับว่า ความต้องการในเรื่องคุณภาพชีวิตนี่ประเด็นไม่ได้เปลี่ยนหรอก แต่ลำดับความสำคัญเปลี่ยน ซึ่งนานๆ ทีจะมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นมา เช่น PM 2.5 แต่ถ้าเกิดพรุ่งนี้สังคมมีการปล้นกันระบาดขึ้นมากมาย เอาละ ทีนี้เรื่องความปลอดภัยจะเป็นอันดับแรกๆ สุดท้ายแล้วคำตอบจะแล้วแต่บริบททางสังคมที่เราอยู่ด้วย

แต่เอาล่ะ เมื่อ Claymore สร้างนวัตกรรมออกมาแล้ว ผมตอบไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้เป็นแค่การปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเป็น Disruption แต่วัดผลกันง่ายๆ เลยว่าเมื่อสร้างเสร็จจนฮือฮาไปแล้ว สิ่งนั้นมีมูลค่าในตัวเองมั้ย ถ้าใช่ ผมจะดันให้ออกมาเป็นบริษัทแล้วให้ทีมงานทำต่อเลย เพราะแสดงว่าหวือหวาจริง แต่ถ้าสร้างออกมาแล้วเป็นแค่ส่วนเสริมในการให้บริการลูกค้าดีขึ้น คือแค่ทำให้ดีขึ้น ผมก็ส่งเรื่องนี้กลับมาให้พัฒนาต่อไปในบริษัท

 

แล้วอีกยูนิตคือ SEAC ที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษาและพัฒนาผู้นำล่ะ ดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับอสังหาริมทรัพย์

อันนี้แหละคือคล้ายๆ กับสตาร์ทอัพของผมซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา รู้ไหมว่าอะไรที่ผมเจอทุกวันแล้วมีปัญหามาให้แก้ทุกวัน คนไง คนนี่แหละ เรียกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนมันเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากที่สุด

ผมทำ AP มา 27 ปี ผมปรับโครงสร้างใหม่มา 4 – 5 รอบ จำได้ว่าครั้งแรกที่จะปรับโครงสร้างเป็นอะไรที่ตลกที่สุด เพราะเจอด้วยตัวเองเลย คือย้อนไปตอนนั้นผมถือกระเป๋ากำลังจะออกจากออฟฟิศ แล้วเจอพนักงาน AP อยู่หน้าลิฟต์ ถามว่า พี่ครับ พี่ทำงานมานานแล้วเหรอครับ ผมก็อึ้งไป แล้วตอบว่า เอ่อ ก็นานแล้วครับ เขาถามอีก พี่อยู่ชั้นนี้เหรอครับ ผมก็ ครับ (หัวเราะ) แล้วก็ลงลิฟต์ไปด้วยกัน จากวันนั้นเอง มันเป็นสิ่งที่ปลุกความคิดผมเลยว่า เราไม่ใช่ธุรกิจภายในครอบครัวอีกต่อไป เพราะมันเริ่มมีคนที่ผมไม่รู้จักเขา และเขาไม่รู้จักผม เลยเป็นเหตุให้ต้องออกแบบโครงสร้างใหม่

แล้วพอทำไปบริษัทเริ่มใหญ่ ก็ปรับอีก เพราะว่าเมื่อคุณเป็นบริษัทใหญ่ คุณจะเป็นเป้าให้คนมาเอาคนของคุณไป แล้วเขาก็ต้องจ่ายแพงขึ้น เราก็จะคนไม่พอ แล้วเราก็ต้องไปเอาคนของคนอื่นมา (หัวเราะ) แต่เวลาไปเอาคนของคนอื่นมา เราต้องจ่ายแพงขึ้น แล้วพอเข้ามา คนเก่าที่เคยอยู่ก็มองละ นี่อยู่กับบริษัทมาตั้งนานให้แค่นี้เองเหรอ ลาออกไปชุบตัวดีกว่า เจอคำนี้เข้าไป เอาละ ผมเลยตั้ง Academy เข้ามา สู้กับการไหลออกของพนักงาน ผมลงทุนไปกับเรื่องการอบรมนี่หลายร้อยล้านนะครับ เพราะเทรนด์การทำธุรกิจมันเปลี่ยน ถ้าเราไม่ลงทุนสร้างคนขึ้นมาตั้งแต่ต้นๆ เราจะไม่มีทางสู้กับใครได้ เพราะการไปดึงตัวคนอื่นเข้ามาเราก็จะเจอปัญหาภายใน จนกระทั่งเวลานี้ก็ตาม

     ผมบอกคนของผมด้วยซ้ำไปว่า ออกไปแล้วผมไม่รับกลับนะ แล้วผมจะโปรโมตคนข้างในขึ้นมาด้วย ผมไม่เอาพวก Mid Career เข้ามาเติมเลย ทำแบบนี้สัก 2 ปี คนของเรานิ่งเลย ไม่มีการย้ายงาน ปีที่แล้วที่เราทำสำรวจพบว่า Engagement พนักงานเราเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ โตเร็วมาก

 

ปัจจัยที่สร้างให้ AP เป็นองค์กรที่ทำให้คนอยากทำงานด้วยคืออะไร

Outward Mindset หรือการคิดโดยมองถึงปัญหาในมุมของคนอื่น ไม่ได้คิดแค่จากมุมตัวเองเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ผมไปเรียนรู้มา ซึ่งบรรจุในหลักสูตรของ SEAC ด้วย

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมทำงานแล้วเครียดมาก เอาง่ายๆ สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตคือ การเมืองในองค์กร ผมลั่นปากกับลูกน้องทุกคนว่า เฮ้ย อย่านะเว้ย อย่าให้มีการเมืองในองค์กรเด็ดขาดเชียวนะ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หันไปหันมา ตัวแสบที่สุดที่ทำให้เกิดการเมืองในองค์กรคือใครรู้มั้ย

นี่ ไอ้นี่ (ชี้ตัวเอง) ทำไมน่ะเหรอ เพราะทุกคนเดินมาหาผมได้ทุกคน เช่น พี่ ผมมีปัญหาแบบนี้ๆ ผมขอทำแบบนี้ได้มั้ย เออ เราฟังแล้วเข้าใจ ก็ให้เขาไปทำ โดยไม่รู้ว่าคนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า หรืออีกแบบก็ พี่ ลูกน้องผมทำงานเหนื่อย ผมพามันไปเที่ยวได้มั้ย เอ้า เราก็เออ เอาสิ อีกฝั่งก็เอาละ นั่นมันลูกรักพี่อนุพงษ์เขา 3 ปีที่แล้วลูกรักอนุพงษ์ เปลี่ยนไปทุกปี กลายเป็นผมที่เป็นศูนย์กลางที่ทำให้น้องๆ เล่นการเมืองใส่กัน ไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

ทีนี้ บังเอิญผมไปได้หนังสือมาอ่านเล่มหนึ่ง ทำให้ผมได้ศึกษาเรื่อง Outward Mindset แล้วก็ชอบมาก เพราะมันเอามาใช้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมตะลึงคือเรื่อง Collusion เขายกตัวอย่างสามีภรรยาที่เพิ่งมีลูกด้วยกัน ภรรยาอยู่บ้านทั้งวันเพื่อเลี้ยงลูก สามีออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว วันหนึ่งสามีกลับมาตอน 4 ทุ่ม ภรรยาก็เข้านอนกับลูกละ แต่พอ 5 ทุ่มลูกร้อง เขาบอกคนเรานะ ถ้ามองคนเป็นคน เมื่อไหร่ที่คนอื่นเกิดปัญหา เราก็อยากจะช่วยคนทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครเกิดมาจิตใจหยาบช้าแบบไม่คิดถึงคนอื่นเลย แล้วยิ่งคนนั้นเป็นภรรยาเราด้วยใช่ไหม

แวบแรกเราก็จะนึกว่าเดี๋ยวจะขึ้นไปช่วยปลอบลูกละกัน ตอนนี้เหนื่อย ขอนอนพักแป๊บ แต่ในใจเริ่มคิดละว่า ทำไมเธออยู่บ้านทั้งวันไม่รู้จักลุกมาดูลูก รู้มั้ยเนี่ยทำงานทั้งวัน หาเลี้ยงครอบครัว อีก 5 นาทีลูกร้องอีก ภรรยาไม่ลุก เราก็ไม่ลุก ทีนี้แหละ สิ่งที่อยู่ในหัวจะเริ่มออกมา เราจะเริ่มด่ารุนแรงขึ้นๆ แล้วถ้าภรรยาได้ยินสิ่งที่คุณพูดออกมา ตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะสวนมาว่า เธอรู้มั้ยว่าเลี้ยงลูกทั้งวันมันเหนื่อยขนาดไหน แล้วก็ยาวเลย เพราะแต่ละคนเริ่มสาดความจริงในมุมของตัวเองออกมา แล้วจากนั้นเอง คุณจะเริ่มมองคนเป็นวัตถุ ไม่ได้มองคนเป็นคน ผมชอบเรื่องนี้มาก แล้วบังเอิญรู้ว่าบริษัทของเราคือ SEAC ได้ใบอนุญาตให้อบรมเรื่อง Outward Mindset ในเมืองไทยด้วย ผมก็เลยติดต่อขอเรียนกับอาจารย์ที่สอนโดยตรง เขาเป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน Arbinger ซึ่งตอนนั้นแกก็บินมาโค้ชผม 5 วันที่เมืองไทย หลังจากนั้น ก็ยังมี Skype เพื่อเรียนกับแกที่ยูทาห์อีก ผมนำหลักการ Outward Mindset มาใช้เพราะคิดว่าเราทำงานแล้วเราต้องมีความสุข

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

แล้วมันเอามาแก้ปัญหาการเมืองในออฟฟิศได้อย่างเป็นรูปธรรมยังไง

คือสมัยก่อน อย่างที่เล่าว่าลูกน้องสามารถเดินเข้ามาหาและมาขออะไรผมก็ได้ ขอนั่นขอนี่แล้วก็มีผลกระทบกันและกัน แต่ตอนหลังเมื่อผมถูกฝึกมาแล้ว ผมก็เริ่มตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นว่า โอเค คุณจะมาขออะไรพี่ก็ได้นะ แต่หน้าที่พี่วันนี้ กับบริษัทที่มีคนอยู่ 2,000 คน เราต้องมีกฎเกณฑ์ในการทำงาน ดังนั้น คุณจะเดินมาขอพี่ คุณต้องมี 2 เรื่องแน่ๆ นั่นคือ คุณต้องขออะไรบางอย่างที่แหกกฎแหงๆ เพราะถ้าทำตามกฎได้ จะมาขอทำไม และข้อ 2 คุณจะต้องมาขออะไรสักอย่างที่ไม่มีกฎกำหนดไว้โดยตรง มันมีอยู่ 2 อย่างนี่แหละ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ดังนั้น  ถ้าคุณจะเดินมาหาผม ช่วยตอบคำถาม 3 ข้อดังต่อไปนี้ให้ผมที

หนึ่ง ถ้าผมให้สิ่งที่คุณขอ แล้วคนอื่นขอบ้าง บริษัทจะเสียหายมั้ย สอง ถ้าผมให้คุณ เพื่อนร่วมงานในสายงานเดียวกับคุณมีใครเดือดร้อนมั้ย สาม มันเป็นไปตามกลยุทธ์ขององค์กรที่ผมวางไว้หรือเปล่า นั่นคือเราต้องสร้างคุณภาพชีวิตให้ลูกค้าและคนของเรา เราต้องทำ Digital Disruption ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ คุณต้องตอบ 3 ข้อนี้ แต่พี่จะไม่อนุมัติเคสให้นะ พี่จะแก้กฎบริษัทให้แทน เพื่อทำให้มีกฎที่คุณสามารถทำได้ หรือไม่ก็สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ให้เลยเพื่อให้คนอื่นใช้ร่วมกันได้ คือหลายครั้งกฎเดิมมันอาจจะเป็นตัวบล็อกความคิดสร้างสรรค์ หรือการทำงาน ดังนั้น หน้าที่ผมมีอย่างเดียวคือการแก้ปัญหาสิ่งที่มาบล็อกการทำงาน เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นได้

เมื่อก่อนเวลาใครเดินมาขออะไรที่ดูแหกกฎหรือไม่เคยทำได้มาก่อน ผมจะรู้สึกจี๊ดขึ้นมาเลยว่านี่ไม่คิดถึงบริษัทเลยเหรอวะ ถ้าข้าให้เอ็ง คนอื่นเอาด้วย โอ้ แล้วปีนี้เท่ากับเป็นต้นทุนของบริษัทมหาศาลเลยนะ แต่พอฝึกเรื่องวิธีคิดใหม่ๆ แล้วสร้างกฎขึ้นมา ทุกคนก็รับรู้ร่วมกันว่าทำไม่ได้นะ เพราะมันมีกฎแบบนี้ ผมก็จะไม่รู้สึกหงุดหงิดที่เขาเดินมาขอด้วย เพราะการเรียนรู้หลักการ Outward Mindset ทำให้ผมเข้าใจว่า หนึ่ง จุดมุ่งหมายของเขาคืออะไร สอง คนคนนี้ต้องการอะไร และสุดท้าย คนคนนี้มีปัญหาและอุปสรรคอะไรในการทำงาน ถึงได้มาขอ เราจะทำความเข้าใจก่อนเวลามีปัญหา ผมถูกสอนว่าอย่าเพิ่งโกรธในทันที อย่าตอบปฏิเสธทันที อย่ามีปฏิกิริยาทันที แต่ไปเข้าใจใน 3 เรื่องหลักๆ นั้นก่อน เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราจะได้รู้ว่าทำไมเขาถึงมาขอเรา

 

เวลาเดินขึ้นมาที่หน้าลิฟต์ เราจะเห็นคำว่า AP Happiness อยากทราบว่าหลักการนี้คืออะไร และสะท้อนกลับไปที่การปฏิบัติให้คนภายนอกเห็นอย่างไร

คนทำงานในองค์กรอย่างมีความสุข เขาย่อมมีพลังงานที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้คนอื่นได้

ทำงานอย่างมีความสุข ไม่ได้แปลว่าทำงานไม่หนัก หรือทำงานแล้วไม่มีปัญหา แต่ผมจะบอกเด็กๆ เสมอว่า ให้เขาประเมินตัวเองว่า ตื่นมาแล้วอยากไปทำงานมั้ย เพราะบางครั้งปัญหาหรืออุปสรรคมันคือความท้าทายที่สนุกเหมือนกัน ดังนั้น คำถามว่า ตื่นมาแล้วยังอยากไปทำงานอยู่มั้ย จึงเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ให้พวกเขาฝึก Outward Mindset สัก 6 เดือน เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของคนอื่นที่เราต้องทำงานด้วย

       แรกๆ ตอนที่ฝึกอาจจะอึดอัด ผมก็เป็น แต่ให้ฝึกไปสักพักมันจะดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าเจอคนที่เคยแรงๆ ใส่เรา ก็ต้องฝึกไปก่อน แรกๆ ฝ่ายตรงข้ามอาจจะงงว่าคุณมามุกไหน แต่ทำไปเรื่อย ๆ แล้วเขาจะเปลี่ยนนิสัยไปเอง เพราะปกติคนเราเวลาไม่ชอบหน้ากัน หรือทะเลาะกับใคร สิ่งที่เราจะทำเป็นอันดับแรกคือการกวนประสาท เวลาอีกฝ่ายพูดอะไรมา เราจะแปลงเป็นแง่ร้ายก่อนเลย แล้วเราก็จะกวนประสาทกลับเวลาทะเลาะกับใคร ต้องเข้าใจนะว่าสิ่งที่คุณถามไปธรรมดา อีกฝ่ายจะคิดว่ากวนประสาทเสมอ ดังนั้น ให้อดทน แล้วคุยไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่าเขามีปัญหาอะไร เขาต้องการอะไร แล้วฝั่งตรงข้ามจะเปลี่ยนเอง ผมอยากให้พนักงานฝึกเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อองค์กร แต่องค์กรจะเป็นผลพลอยได้ถ้าคุณมีความสุขในการทำงาน

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

การที่จะสร้างนวัตกรรมหรือการทำธุรกิจในยุคนี้ ปัจจัยสำคัญคือต้องมีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และในความกล้านั้น ก็มักจะมีความกลัวอยู่บ้างเป็นธรรมชาติมนุษย์ ถามจริงๆ ว่าคุณจัดการกับความกลัวเหล่านั้นได้ยังไง

แยกเป็น 2 ประเด็น ไอ้กลัวน่ะมันกลัวอยู่แล้ว กลัวอะไรรู้มั้ย ผมกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัวแล้วเราตายเลย ผมอ่านหนังสือแล้วเจอประเด็นหนึ่งที่เขาเตือนว่า เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ความซวยของคุณคือคุณคิดว่าคุณอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมท้ายๆ ที่จะโดนเรื่องนี้มากระแทก คุณจึงนั่งอย่างสบายใจ

        ที่บอกว่าซวยเพราะว่าในขณะที่คุณกำลังสบายใจอยู่นั้น คู่แข่งของคุณเขากำลังลุกมาปรับตัวอยู่ แล้วพอคลื่นการเปลี่ยนนั้นมาถึงตัว คู่แข่งคุณซึ่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไปแล้ว แต่คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตาย ระหว่างที่คู่แข่งคุณเตรียมการสั่งสมมาเป็นปีๆ ก่อนหน้าคุณน่ะ คุณสร้างข้ามคืนไม่ได้หรอก เมื่อคุณไม่ได้เตรียม คุณก็ตาย นี่คือความกลัวที่ผมบอก

แต่เรื่องนวัตกรรมที่คุณถามว่าต้องมีความกล้าน่ะ ทฤษฎีของ Design Thinking เขาสอนไว้เลยว่า Fail fast, fail cheap, fail forward คือไม่ต้องไปกลัวมัน จะล้มก็ให้มันล้มไป แล้วขอให้ล้มหรือเจ๊งเร็วๆ ด้วย เจ๊งโดยจ่ายถูกที่สุดเท่าที่จะถูกได้ ดังนั้น ยิ่งเจ๊งเร็วเท่าไหร่ ราคาที่ต้องจ่ายยิ่งถูกเท่านั้น แต่คำสุดท้ายต่างหากที่สำคัญ นั่นคือการต้องถามตัวเองว่า คุณเรียนรู้อะไรจากการล้มนั้น เพื่อที่คุณจะลุกขึ้นมาใหม่ แล้วเอาสิ่งที่เรียนรู้มาทำให้คุณเดินต่อไปได้ นั่นแหละคือการล้มไปข้างหน้า ดังนั้น เรื่องการคิดเรื่องนวัตกรรมจึงไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ล้มก็ล้ม

ตั้งแต่ที่ผมทำทีมคิดนวัตกรรมมา ก็มีตัวที่ล้มไปเรียบร้อยแล้ว (หัวเราะ) สำหรับผมการล้มเป็นเรื่องปกติมาก แต่ไม่รู้นะ เวลาเราไปอ่านหนังสือชีวประวัติของคน ผมว่าหลายคนไม่ได้เล่าเรื่องที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Blood sweat and tears เขาไม่เล่าละเอียดหรอก แต่เบื้องหลังมันมีกันทั้งนั้นแหละ แล้วเยอะมากด้วย สำหรับผมตอนที่หนักที่สุดคือ ช่วงเศรษฐกิจปี 40 แต่เป็นความรู้สึกหนักทางใจ ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรกับชีวิต เพราะความหนักก็เจอหนักขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะเรากำลังทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นๆ

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

การไม่กลัวความล้มเหลวมันดีมั้ย คุณว่า

ดีสิ แล้วคนไม่กลัวความล้มเหลวได้ต้องมีอะไรสำคัญที่สุดรู้มั้ย ต้องมีแพสชันในการทำงาน ซึ่งจะมาจากการมีความสุขในการทำงาน ตื่นมาแล้วต้องอยากทำงาน

 

แต่เท่าที่ฟังดูเหมือนกับว่า ถ้าเราจะไม่กลัวความล้มเหลวได้จริงๆ อาจจะต้องเคยล้มมาก่อนแล้ว คุณคิดว่ามันจำเป็นมั้ย

ก็ใช่นะ ต้องเคยล้ม แล้วเรียนรู้จากการล้ม เพราะความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน สมัยก่อนที่เจอปัญหาใหญ่ๆ ครั้งแรกในชีวิตนี่เรียกว่ามือเย็น เท้าเย็น เลยนะ แต่วันนี้เจอปัญหาใหญ่กว่านั้น ผมยังนั่งหัวเราะอยู่เลย เพราะเป็นประสบการณ์และทัศนคติที่สั่งสมมาในแต่ละคน ซึ่งสอนกันไม่ได้จริงๆ ต้องเจอเยอะๆ

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

ถ้าคุณต้องไปสอนล่ะ วิชาอะไรในมหาวิทยาลัยที่คุณอยากสอน

จริงๆ เมื่อก่อนเคยสอน แต่ตอนนี้ไม่ได้สอนแล้ว เพราะเตรียมตัวเยอะ เนื่องจากผมเป็นคนจริงจัง ถ้าเราไม่พร้อมก็ไม่อยากไป แต่ผมชอบสอน และวิชาที่ชอบสอนคือ Entrepreneurship เพราะเราเอาประสบการณ์ที่เกิดจริงมาสอน ผมมองว่าเวลาบริษัทเราเติบโต แต่ละขั้นตอนของการโต เราต้องมองทั้งข้างนอกและข้างใน จากนั้นก็เปลี่ยนมันให้เร็ว ถ้าไม่เร็ว ก็ล้ม เพราะตามการเปลี่ยนแปลงข้างนอกไม่ทัน ปรับโครงสร้างไม่ทันก็เฟล แต่ก่อนจะปรับตัวให้เร็ว ต้องคิดอย่างนี้ก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต อย่าไปฉลองความสำเร็จมากมาย เพราะความสำเร็จมันไม่มีในโลก

พอซะทีกับการหลงใหลได้ปลื้มกับการเดินไปแล้วคนชื่นชมว่า คุณเก่ง คุณประสบความสำเร็จ มีบริษัทใหญ่ กำไรเยอะ มัน Bullshit ทั้งนั้น ความเก่งของคุณมันจบแล้ว ปีนี้คุณต้องหาความเก่งใหม่ ไม่อย่างนั้นคุณไม่รอด ถ้าถามผม ผมไม่เคยฟังเสียงชื่นชมเหล่านั้นเลย ไม่สนเลยจริงๆ คือผมว่านะ ทุกคนที่บริหารบริษัทแล้วไม่ได้หลงตัวเอง คุณจะรู้ว่ามีอีกร้อยแปดสิ่งที่คุณต้องทำในบริษัทคุณ เอาแค่ว่าปีนี้จะทำธุรกิจให้โตต่อไปยังไงก็เหนื่อยแล้ว แล้วผมมีความรู้สึกว่าผมยังไม่เก่ง ถ้าเก่งจริงผมต้องมองทะลุไปถึงสิ้นปีแล้วสิ แต่นี่ไม่ใช่

โอเค แต่ถ้าจะฟัง ผมจะฟังคำติ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ยิน เพราะเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งลูกน้องก็ไม่กล้าติเราหรอก หลังๆ ผมเลยเริ่มด่าตัวเองให้ลูกน้องฟัง เช่น เวลาทำผิด สิ่งแรกที่ผมจะพูดคือ เออ โทษทีว่ะ พี่มันโง่จริงๆ เรื่องนี้ สอนหน่อยสิว่าทำยังไง แล้วก็ให้สอนเราไปเลย หรือจัดคลาสให้คนมาสอนเลย แล้วผมก็จะเรียนด้วย เพราะถ้าเราต้องสั่งให้ใครทำอะไร เราก็ต้องรู้เรื่องนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่ามันยากขนาดไหน เราจะไปบังคับให้เขาทำได้ไง ผมไม่คิดว่าการที่ผมไม่รู้จะทำให้ลูกน้องดูถูกนะ เพราะผมสอนทุกคนเสมอว่า ทุกคนเก่งหมดแหละ แต่คนเราเก่งในบางเรื่อง และไม่เก่งในบางเรื่องทั้งนั้น ลูกน้องอาจจะเก่งมากกว่าผมในบางเรื่อง แต่ก็อาจจะห่วยกว่าผมในบางเรื่องเช่นกัน

วันนี้ผมเชื่อว่าลูกน้องไม่ได้สงสัยในความสามารถของผมหรอก เพราะถ้าผมห่วย ผมนำพาองค์กรมาถึงขนาดนี้ไม่ได้หรอก แต่อย่าให้เขามีความรู้สึกว่า ผมเป็นซูเปอร์แมน เราต้องให้รู้ว่าเรามีจุดอ่อนบางเรื่องและเขาต้องสอนเรา เพราะเขาจะภูมิใจในสิ่งที่เขาเก่ง และเราก็จะได้มีความรู้ด้วย

 

บ้านของผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่างคุณเป็นแบบไหน

บ้านผมเป็นบ้านธรรมดา 2 ชั้นเล็กๆ ขนาด 100 ตารางวา แค่นี้ก็พอละ ทำไมมันจะไม่พอ (หัวเราะ) พี่สาวผมเคยสอนไว้ว่า ถ้าคุณมีเท่านี้แล้วคุณคิดว่าพอ มันก็พอ แต่ถ้าคุณมีเท่านี้ แล้วคิดว่าไม่พอ มันก็ไม่พอ แล้วคำว่าไม่พอมันจะเผาเรานะ พี่สาวผมสอนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมทำงานหนักมากเหมือนทุกคนที่ทำงานเพราะอยากรวย อยากมีเงินเยอะๆ ตอนนั้นพี่สาวเดินมาเห็นความเครียดของผมแล้วก็เลยพูด ผมก็เลยได้คิด

ผมเกิดมาในครอบครัวคนจีนที่พ่อแม่สอนให้ประหยัด ผมใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้เป็นร้อยเท่านะ ไม่ได้แปลว่าไม่หาเงินเพิ่ม แต่ไม่ได้ไปหมกมุ่นกับมันเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น วิธีคิดนี้ผมก็ใช้กับการซื้อบ้าน บ้านมีไว้แค่นอน พักผ่อน ดูทีวี แล้วผมชอบดูหนัง ก็ขอเครื่องเสียงดีๆ ไว้ชุดหนึ่ง หลายคนชอบสร้างห้องเครื่องเสียง แต่ผมไม่เอา เพราะผมเป็นคนชอบกินข้าวหน้าทีวี นี่เรื่องจริง ห้องนั่งเล่นผมมีไมโครเวฟ มีตู้เย็น มีทีวี มีห้องกินข้าวก็ไม่เคยไปนั่งใช้ ก็กินข้าวหน้าทีวีเหมือนเดิม ผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง บ้านไม่ได้มีไว้รับแขกเลย อย่างทุกวันนี้งานยุ่ง ผมก็ไม่ได้ต้องให้ใครทำกับข้าวให้ แต่จะซื้ออาหารกลับไปทานเองง่ายๆ คือถ้าพูดถึงบ้าน ผมจินตนาการไม่ได้เลยว่าจะต้องซื้อเครื่องประดับบ้านแพงๆ มาวางทำไม เพราะถ้าใครเดินมาชนล้ม ผมคงเครียดตายชักเลย ไม่มีซะดีกว่ามั้ง

แต่สิ่งที่ต้องมีเลยคือห้องเก็บของเพราะไม่อยากให้ของมากองเต็มบ้าน แล้วเมื่อทำบ้านให้คนอยู่ ผมก็เลยคิดว่าบ้านนี่มันต้องสะท้อนการใช้ชีวิตของแต่ละคน ผมไม่ได้มีสังคมอะไรเยอะ บ้านผมไม่ต้องโชว์ใคร รถผมก็ไม่ต้องโชว์ ไลฟ์สไตล์ผมก็ไม่ต้องโชว์ ดังนั้น บ้านของผมมันก็สะท้อนตัวตนของผม การใช้ชีวิตของผมอย่างที่เป็น

บ้านผมไม่ได้เนี้ยบมาก เพราะผมทนอยู่กับความเนี้ยบขนาดนั้นไม่ได้ ข้าวของซื้อมาก็ใช้ให้คุ้ม พังก็ซื้อใหม่ มีของพอเท่าที่ตัวเองใช้ อยู่บ้านผมก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกนี่อีกเรื่อง

แม่ผมจะสอนเรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมาก คือเรื่องมารยาทในสังคม แม่บอกว่า ‘ไหว้ผิด ดีกว่าผิดที่ไม่ไหว้’ แล้วผมอยากให้สังคมไทยเอาคำนี้ของแกไปใช้จัง ความหมายก็คือ สมมติคุณไปเจอยามที่เปลี่ยนชุดมาเป็นชุดปกติ แต่คุณนึกว่าเขาเป็นเจ้าของกิจการแล้วคุณยกมือไหว้เขา นี่แปลว่าเข้าใจผิดนะ ทีนี้กลับกัน ถ้าคุณเดินมาเจออาเจ็กคนหนึ่งแต่งตัวมอมๆ กางเกงขาสั้น คุณมองหน้าแล้วคุณมองผ่าน แต่หารู้ไม่ว่าเขาเป็นคนที่คุณต้องทำธุรกิจด้วยต่อไป คุณจำเขาไม่ได้ แต่เขาจำคุณได้ นี่คือผิดนะที่ไม่ไหว้เขา

บอกได้เลยว่าตอนลูกผมเล็กๆ เวลาพาไปร้านอาหาร ถ้าพนักงานเสิร์ฟเอาของมาให้ที่โต๊ะ ผมบอกให้เขายกมือไหว้ขอบคุณทุกครั้งนะ เพราะค่าเงินที่เราซื้อของเขา มันไม่ได้มีความหมายเท่ากับค่าความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน เขาทำให้เรา เราต้องขอบคุณเขา นี่คือการเคารพความเป็นคน ไม่ว่าเราจะทำอะไร ผมว่านี่คือเรื่องสำคัญ

แล้วอีกอย่าง ผมไม่ชอบให้ลูกน้องมาเอาใจมากมาย เวลาไปต่างจังหวัด ผมหิ้วกระเป๋าเอง ไม่ต้องมาหิ้วให้ผม เพราะมันจะทำลายผมในอนาคต เพราะอะไร? เพราะเมื่อไหร่ที่คุณมาถือกระเป๋าให้ บอกเลยว่า 5 ครั้งแรกผมจะรู้สึกขอบคุณ แต่ 5 ครั้งต่อมา เอาละ มันจะเป็นหน้าที่คุณ แล้วถ้าครั้งที่ 15 คุณไม่ถือ ผมจะคิดแล้วว่าคุณนี่ทำไมไม่ทำตามหน้าที่เลย นี่แหละ อีโก้มาเลย ดังนั้น อย่ามาสร้างอีโก้ให้ผมในวันนี้เลย แล้วก็อยากให้ทุกคนพยายามกลับมาสำนึกกันใหม่ว่า เราก็คน ทุกคนรอบตัวเราก็คน ค่าของคนจึงเป็นเรื่องมารยาทที่มีซึ่งกันและกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ใครรวยกว่าใคร

 

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ภาพตรงหน้าจากห้องรับรองชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ บริษัทพลังงานแห่งชาติ คือภาพมุมสูงของสวนรถไฟ ยาวสุดลูกหูลูกตาไปถึงสวนจตุจักร มีตึกสูงน้อยใหญ่เป็นฉากหลัง

วันนั้นเรามีนัดกับกัปตันทีมของบริษัทพลังงานแห่งชาติ ขอโทษที่เราชอบชื่อนี้มากกว่าชื่อทางการ ไม่ใช่เพราะชาตินิยม แต่ด้วยภารกิจแบกรับความคาดหวังของคนหลายฝ่าย เราคิดว่าชื่อนี้น่าจะเหมาะสมกว่า

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราเริ่มต้นพูดคุยกับ คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นอกจากวิสัยทัศน์ในการทำงานที่เห็นเชิงประจักษ์ ยังมีแนวคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความยั่งยืน ผ่านทั้งกิจกรรมส่งเสริมสังคมและโครงการใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเกื้อกูลให้สังคมและธุรกิจเรียนรู้ไปด้วยกัน

คุณเทวินทร์ไม่ค่อยได้เล่าเรื่องเบื้องหลังการทำงานสนุกๆ เหล่านี้ให้ใครฟังบ่อยนัก อย่างเช่นผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด หน้าที่เล็กๆ ที่คิดถึงเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร สิ่งที่มักจะทำเสมอเมื่อเข้าปั๊มน้ำมัน ปตท. หนังเรื่องโปรด การไปบวชที่อินเดีย และแหล่งพลังงานในการทำงานของเขา

อย่ารอช้า มาสำรวจแหล่งพลังงานของกัปตันทีมคนนี้ด้วยกัน

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท., หมอ,

How I Manage

คุณเทวินทร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ ปตท. เป็นเหมือนนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่ทุกคนรักและช่วยเชียร์เต็มที่

นี่คือวิธีการที่ทำให้คนไทยรักและเชียร์ ปตท. 101 ฉบับกัปตันทีมของเรา

คุณเทวินทร์ชวนเราตั้งคำถามที่คนไทยมักสงสัยและสับสน ปตท. ทำหน้าที่เพื่อคนไทยหรือเพื่อหากำไรกันแน่ ผลประกอบการที่ดีเยี่ยมในเวทีโลก สะท้อนหรือสวนทางกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นก็วิเคราะห์โจทย์ให้เราฟังว่า “เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราจะรักษาสมดุลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร หรือจะให้น้ำหนักไปกับด้านใดด้านหนึ่ง และเราเป็นองค์กรที่ดีที่คนไทยควรจะภูมิใจหรือเปล่า”

ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจหลัก คือดูแลความมั่นคงทางพลังงาน และภารกิจรอง คือสนับสนุนนโยบายภาครัฐเรื่องความสามารถในการแข่งขัน อีกด้านก็เป็นบริษัทมหาชนที่ทำธุรกิจ จำเป็นต้องมีผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อการลงทุน

หากนี่เป็นเกมฟุตบอล สิ่งหนึ่งที่คุณเทวินทร์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกภูมิใจของพนักงานที่ได้เล่นให้กับทีม ปตท. คือทุกคนเข้าใจภารกิจสำคัญ ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน ไม่เคยทำให้ประเทศขาดแคลนพลังงาน แต่คนทั่วไปมักมองว่า ปตท. เป็นบริษัทใหญ่มาก กำไรเยอะ เลยทำให้ ปตท. ดูไม่ค่อยน่าเชียร์

“คนมักจะลืมว่า ปตท. กำลังแข่งกับบริษัทพลังงานระดับโลกที่ใหญ่กว่า ปตท. เกือบ 20 เท่า พอคนไทยไม่เชียร์ ก็เหมือนนักฟุตบอลที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและลงเล่นอย่างตั้งใจ แต่แฟนๆ ไม่สนใจ ฝีมือน่ะมี แต่กำลังใจหมดแล้ว เราก็คงสู้เขาไม่ไหว”

วิธีที่กัปตันทีมคนนี้ใช้บริหารจัดการลูกทีม แบ่งง่ายๆ ได้ 5 ข้อ

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

วิธีการเล่นของกัปตันทีม

หน้าที่ของผู้บริหาร ปตท. คือนำนโยบายจากกรรมการและรัฐบาลมาแปลงเป็นยุทธศาสตร์ แล้วมอบหมายผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ สร้างแผนงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่าทีมเราต้องการจะทำอะไร คุณเทวินทร์อธิบายสไตล์การเป็นกัปตันทีมในแบบของตัวเองว่า คล้ายผู้จัดการทีมมากกว่านักเตะในสนาม

“การทำธุรกิจก็เหมือนการเล่นกีฬา บ่อยครั้งที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางแผนไว้ เพราะคู่ต่อสู้เขาก็มีแผนของเขา ยิ่งปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป กฎกติกาการเล่นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตราบใดที่ทีมเข้าใจจุดประสงค์และความท้าทาย นักกีฬาจะมีลีลาการเล่นอย่างไรเราต้องปล่อยเขา สิ่งที่สำคัญคือ ผมจะไม่บอกว่าใครควรทำอะไร แต่ถามเขาว่า คุณจะให้ผมช่วยอะไร”

วิธีเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ในช่วงที่คุณเทวินทร์เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกลดลงพอดี เราอยากรู้ว่าวิกฤตนั้นสร้างความท้าทายให้กับคุณเทวินทร์มากแค่ไหน แทนที่จะได้คำตอบเป็นตัวเลขและกราฟ คุณเทวินทร์ตอบคำถามนี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายและความคิดเชิงบวกว่าอาจจะเป็นโชคดีก็ได้

“การลดลงของราคาน้ำมันโลกส่งกระทบผลประกอบการของ ปตท. จริง แต่ดีกับผู้บริโภค เมื่อราคาพลังงานถูกลง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความกดดันที่จะกระทบบริษัท เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน ถ้าเราเป็นประเทศส่งออกผมจะเหนื่อยกว่านี้ เพราะรายได้ที่หายไปคือรายได้ของประเทศ”

แล้วมันก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่สุด เพราะเป็นภาวะที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันว่านี่คือความท้าทาย ผมใช้จังหวะนั้นกระตุ้นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ทั้งหมดให้ปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพจริงจัง”

วิธีรับฟังความคิดเห็น

โลกทุกวันนี้ซับซ้อนขึ้น ทำให้ไม่มีใครรู้ทุกเรื่องและไม่มีใครตัดสินใจถูกทุกอย่าง คุณเทวินทร์บอกว่า ต่อให้คิดรอบคอบที่สุดแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมาย เราจึงต้องรับฟังความเห็น แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เวลาฟังความเห็นจนไม่เหลือเวลาทำงาน เพราะเรื่องที่ผ่านการรายงานและหารือมาแล้วก็ตัดสินใจได้เลยเพื่อลดเวลาและขั้นตอน หากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนก็พร้อมจะใช้เวลาฟังความคิดเห็น

“ฝ่ายงานที่คุ้นเคยที่ผมเคยทำงานในส่วนนั้นมาก่อนเป็นผู้บริหาร ผมจะซักถามเขาเยอะหน่อย บางทีก็ต้องยับยั้งใจตัวเองว่านั่นหน้าที่เขานะ” คุณเทวินทร์เสริมว่าผู้บริหารที่ดีควรทำหน้าที่เป็นโค้ช ทั้งรับฟังความเห็นและเสนอคำแนะนำกับเรื่องที่มีประสบการณ์ ทั้งคอยถามไถ่และให้ข้อคิด

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่มีท่าทีปิดกั้นจนผู้ร่วมงานไม่กล้าคิด

วิธีดูแลพนักงานกว่า 5,000 คน

“ในการบริหารธุรกิจไม่มีอะไรยากเท่าการบริหารคน” คุณเทวินทร์นิ่งคิดถึงตัวเลขพนักงานในคำถาม ก่อนยอมรับกับเราว่า ไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งสามารถนำไปปรับใช้และทำให้ทุกคนพอใจ

“เมื่อไม่มีสิ่งถูกผิดตายตัว คุณก็แค่ต้องมีจิตใจที่เปิดเผยและเป็นธรรม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินใจ บางครั้งก็ต้องเปิดใจ” ในจำนวนกว่า 5,000 คน มีฝ่ายงานเกี่ยวข้องมากมาย การจะดูแลพนักงานให้ทั่วถึงได้ คุณเทวินทร์แนะนำว่าผู้บริหารต้องปล่อยและไว้วางใจทีมงานทุกคน

“เหมือนตอนที่เราเป็นพนักงานเด็กๆ หากหัวหน้าไม่ปล่อยให้เราคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง เราก็คงไม่เติบโต เวลาทำอะไรคงรู้สึกว่าเดี๋ยวก็มีคนมาคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา” ในตำแหน่งที่นั่งไม่ห่างจากวงสนทนา เราได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆ ตามด้วยท่าพยักหน้าเห็นด้วยจากกลุ่มผู้ติดตาม 

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

วิธีเจรจาโน้มน้าวเมื่อต้องนำเสนอโครงการ

ทุกครั้งที่ ปตท. จะนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ รัฐบาล และผู้ถือหุ้น ทีมงานที่เกี่ยวข้องจะหารือเหตุผลและทิศทางก่อนเสมอ ก่อนจะสวมหมวกเสมือนเป็นบอร์ดและรัฐบาลเพื่อคิดว่าหากเป็นฝ่ายที่มีอำนาจตัดสินใจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจะมีความรู้สึกกับเรื่องนั้นๆ อย่างไร จะตั้งคำถามและเป็นห่วงกับเรื่องอะไรบ้าง กระบวนการคิดนี้จะช่วยให้วิธีเจรจาต่อรองที่เหมาะสม

“หลักๆ คือใช้กรอบความคิดเรื่อง Stakeholder Management หรือการเข้าใจความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อเรา ว่าเขาต้องการอะไร เพราะฉะนั้น ไม่ว่ากับโครงการอะไร เราต้องมีคำตอบในใจว่าเขาคาดหวังจากโปรเจกต์นี้อย่างไร หากสิ่งนั้นสวนทางกัน ก็ต้องคิดใหม่ว่าสิ่งนี้เป็นคำตอบของเรื่องทั้งหมดหรือเปล่า”

ตลอดที่ฟังหลักการทำงานของคุณเทวินทร์ เราเห็นวิธีการคิดที่แสนเรียบง่ายแต่เป็นระบบ นำไปใช้ได้จริงในทุกส่วนงานที่นอกเหนือจากการบริหาร กับเรื่องการนำเสนอขอความรักความเห็นใจใครก็ตามในชีวิตจริง Stakeholder Management ก็เป็นกรอบความคิดตั้งต้นให้เราได้

Surprising Lesson

บทเรียนจากเด็กฝึกงานในปั๊มน้ำมัน

รู้ไหมว่า ผู้บริหารของ ปตท. คนปัจจุบันเคยเป็นเด็กฝึกงานในปั๊มน้ำมันมาก่อน

แม้ประสบการณ์เด็กฝึกงานปั๊มน้ำมันในวัย 14 ปี นั้นจะไม่ใช่เหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ของเขา แต่สร้างความประทับใจในใจของตัวเอง จนอยากให้ลูกๆ และเยาวชนได้ลองทำงานแบบนี้บ้าง เพื่อจะไม่ลอยตัวในความสะดวกสบายและเกรงกลัวกับความลำบากอื่นๆ ในชีวิต

บทเรียนที่ปั๊มน้ำมันสอนเด็กชายเทวินทร์ในวัย 14 ปีคือ การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และเข้าใจความคิดของคนที่ทำงานในแต่ละหน้าที่

ก่อนจะมาถึงสมัยเรียนปริญญาโท คุณเทวินทร์มีโอกาสทำงานในสถานีเติมน้ำมันอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกา ในตำแหน่งแคชเชียร์เก็บเงินและดูแลความเรียบร้อย เป็นงานที่ไม่ยุ่งยากเพราะทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ

“อันตรายอยู่เหมือนกันนะ แต่เขาให้เราอยู่ในกล่องที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดี หากมีเหตุด่วนเหตุร้ายให้แจ้งตำรวจ” น่าเสียดายที่ไม่มีเรื่องเล่าระทึกขวัญจากคุณเทวินทร์ อย่างการบุกปล้นปั๊มน้ำมันเหมือนในภาพยนตร์แอ็กชั่น แต่นั่นก็ทำให้เรารู้สึกถึงความหลงใหลในน้ำมันที่ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตตั้งแต่วันที่เป็นเด็กเติมน้ำมันในปั๊มเล็กๆ ที่ประเทศไทย ไปจนถึงการทำงานในตำแหน่งสูงสุดของบริษัทพลังงานแห่งชาติบริษัทนี้

ความหลงใหลในการสำรวจและผลิตน้ำมัน ความหลงใหลในการขายน้ำมัน

งานแรกๆ ของคุณเทวินทร์ใน ปตท. คือเป็นวิศวกรในบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์และตรวจสอบพร้อมแก้ปัญหาที่แท่นเจาะกลางทะเล

“เป็นงานที่สนุกมาก โดยเฉพาะทุกครั้งที่ออกไปกลางทะเล มันเงียบและอากาศดี รู้สึกเป็นอิสระที่ไม่ต้องอยู่ในห้องทำงานตลอดเวลา” คุณเทวินทร์พาเราย้อนไปคิดถึงลมทะเลในช่วงทำงานใหม่ๆ และในวันที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากพนักงานปฏิบัติการมาเป็นผู้บริหาร งานที่คุณเทวินทร์บอกว่าคิดถึงที่สุดก็คือ งานเทคนิคหรืองานปฏิบัติการที่ต้องคิดแก้ไขปัญหาด้วยวิชาการซึ่งต่างจากงานบริหาร

ผลงานที่ภูมิใจที่สุดในการทำงานกับกลุ่ม ปตท. คือประสบการณ์เป็นหัวหน้าทีมเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการจากบริษัทต่างประเทศ ในสมัยที่เป็นผู้ช่วยอยู่ที่ ปตท.สผ. ในวัย 35 ปี

“ที่จำได้ดีคือความรู้สึกในกระบวนสุดท้ายของการเจรจา เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ”

ก่อนที่เราพาคุณตัดภาพกลับมายังปัจจุบัน แล้วเอ่ยปากถามคุณเทวินทร์ถึงสิ่งที่มักจะทำทุกครั้งเมื่อเข้าไปในสถานีเติมน้ำมัน ปตท. ซึ่งหากคุณบังเอิญพบเขาที่นั่น คุณจะเห็นว่าเขากำลังสังเกตขั้นตอนการบริการว่าครบถ้วนเป็นไปตามมาตรฐานไหม จากนั้นเดินไปดูห้องน้ำว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า และเขาอาจจะเดินไปดูร้านประชารัฐสุขใจว่ามีคนเยอะไหม สำรวจถังขยะโครงการแยกขยะ แล้วเดินไปที่ร้านกาแฟ

ความรู้สึกกับการทำงานร่วมกับคนอายุ 20

นอกจากความรู้สึกประหลาดใจในประสาทสัมผัสรอบด้านของเด็กรุ่นใหม่ คุณเทวินทร์รู้สึกชื่นชมที่คนรุ่นใหม่เป็นคนกล้าคิด กล้าลอง ตื่นตัว และทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

“หากจะเอาความแข็งแรงและพรสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ผนวกกับความทุ่มเทตั้งใจและความมีอุดมการณ์แบบคนรุ่นเก่า เราจะได้มนุษย์พิเศษที่เป็นความหวังชาติในอนาคต” คุณเทวินทร์กล่าว

แต่ไม่ต้องถึงกับรอความหวังจากโลกอนาคตหรอก เพราะหากจะมีเกณฑ์มาตรฐานใดขีดวัดว่าคนรุ่นใหม่คือคนที่ทันโลกทันเหตุการณ์ สำหรับเรา กัปตันทีมคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนนั้นได้ หากคุณไม่เชื่อ เราขอให้ลองค้นหาเพจเฟซบุ๊กชื่อ Tevin at PTT

การสร้างความรู้สึกที่ดีร่วมกัน

ก่อนถึงวันนัดพบคุณเทวินทร์ เราประหลาดใจที่พบกับเพจเฟซบุ๊ก Tevin at PTT แฟนเพจของคุณเทวินทร์โดยบังเอิญ

ภายใต้ตารางการทำงานที่แน่นขนัด คุณเทวินทร์เลือกแบ่งปันช่วงเวลา 5 ทุ่ม – ตี 1 มาบอกเล่าเรื่องราวของคนไทยที่ชนะรางวัลระดับโลก นักกีฬาในรายการแข่งขันที่ไม่มีการถ่ายทอดสดในช่องทางหลัก หรือการแข่งขันทางวิชาการของเด็กนักเรียนหัวกะทิ ไปจนถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ในต่างประเทศที่ส่งผลต่อพวกเรา ซึ่งไม่มีการวิเคราะห์แบบนี้ในสื่อทั่วไป

คุณเทวินทร์เล่าเหตุผลง่ายๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราทุกคนต่างยอมรับและถือความไม่ปกติของสังคมจนกลายเป็นหนึ่งในความปกติ อย่างการที่เรามองเห็นแต่เรื่องแย่ๆ กล่าวโทษสิ่งต่างๆ กันไปมา จนลืมมองสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย เขาจึงเชิญชวนให้มาร่วมกันเชียร์ ส่งพลังใจให้กับคนไทยที่ออกไปสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ (Pride of Thailand) ผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวมนี้

เพราะอยากให้คนไทยภาคภูมิใจในคนไทยด้วยกันเอง และเป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจ

“เชียร์คนที่ทำในสิ่งที่ดีเพื่อให้เขามีกำลังใจ เราก็เกิดความรู้สึกที่ดีร่วมกัน” คุณเทวินทร์กล่าวทิ้งท้าย สิ่งนี้อาจจะไม่ได้สร้างความปรองดองในความหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดอุณหภูมิร้อนๆ ที่จ้องจะจับผิดและต่อว่ากันและกัน

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

PTT Guide to Good Business

ที่ผ่านมา ปตท. รับทราบผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจอยู่เสมอ เพียงแต่การทำงานที่แยกส่วนอย่างชัดเจนของฝ่ายดูแลธุรกิจก็ทำเรื่องธุรกิจ และฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม

แล้วจะมีแนวทางใดที่องค์กรขนาดใหญ่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ยืนยาวกว่าที่เคย

ก่อนอื่น เราขออธิบายความหมายของ CSR และ SE โดยย่อดังนี้

แนวคิดของความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ หรือ CSR ดูจะเป็นดาราที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากองค์กรสำคัญในโลกประกาศให้สิ่งนี้เป็นแนวทางสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ แต่ดูเหมือนว่าบ่อยครั้ง CSR ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่หลายฝ่ายตั้งใจ มากไปกว่าการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร นั่นเพราะกิจกรรมเพื่อสังคม กิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม หรือเพื่อสังคมในชื่ออื่นๆ นั้นทำได้ง่าย ง่ายมาก ไปจนถึงง่ายมากๆ จนหลายครั้งฉาบฉวย แต่ไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการของผู้รับผลกระทบ (จนองค์กรต้องมารับผิดชอบ) จริงๆ

ในขณะที่ วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ถือกำเนิดไม่นานมานี้ โมเดลใหม่ของโลกที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศโลกที่สามอย่างบังกลาเทศ ก่อนจะเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เพราะพิสูจน์แล้วว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้จริงในประเทศอังกฤษ ดินแดนที่ถือกำเนิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ (และทุนนิยม)

SE เป็นกิจการที่ดำเนินงานอย่างธุรกิจ สำคัญที่สุด คือกิจการนั้นมีจุดเริ่มต้นจากโจทย์ที่ต้องการแก้ไขเรื่องบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการหากิจกรรมให้แม่ที่เกษียณอายุอยู่บ้านเฉยๆ แก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างแก้ปัญหาคนไร้บ้านและปัญหาเรื่องการศึกษา ข้อสำคัญถัดมาคือ ต้องมีแผนธุรกิจชัดเจน มีสินค้าและบริการที่เป็นรูปธรรมให้หน่วยกิจการสามารถดำเนินต่อไปได้จริงๆ จนบรรลุการแก้ไขปัญหาพร้อมๆ กับสามารถอยู่รอดได้ด้วยผลประกอบการ

โจทย์ในการแก้ไขปัญหา แผนธุรกิจ และการดำเนินตามแผน เพื่อให้กิจการดำเนินได้ ทำให้ SE แตกต่างจาก CSR ที่มีโจทย์การแก้ไขปัญหาและแก้ไขปัญหาด้วยความถนัดขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นในรูปของตัวเงิน เทคโนโลยี หรือองค์ความรู้จากบุคลากรในองค์กร

จึงเป็นคำตอบว่าทำไมวันนี้ ปตท. จึงสนใจ SE มากกว่าที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบเดิม

สิ่งที่น่าสนใจคือคือ ปตท. นิยามและเรียกคำว่า SE ในแบบของตัวเองว่า ‘ธุรกิจเกื้อกูลสังคม’ เพราะรู้ว่า เมื่อไม่สามารถดำรงอยู่เพื่อสังคมได้อย่างเต็มตัวด้วยปัจจัยต่างๆ การดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลก็เป็นทางที่เหมาะสม

ธุรกิจเกื้อกูลสังคมของ ปตท. ไม่ใช่การเปลี่ยนรูปกิจการ แต่เป็นการริเริ่มโครงการเล็กๆ ขึ้นใหม่ แล้วพัฒนาให้เป็นหน่วยธุรกิจที่อยู่รอดและแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน

ปตท. ทำได้เป็นอย่างไร และทำไมธุรกิจเกื้อกูลจึงเป็นคำตอบ

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

1. เปลี่ยนจากความช่วยล้นให้เป็นความช่วยเหลือ

คุณเทวินทร์มองว่าการช่วยสังคมในเชิงกิจกรรมที่ ปตท. ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ เพียงแต่ควรกระจายความช่วยเหลือให้กว้าง ขณะเดียวกันการให้เพียงอย่างเดียวสร้างค่านิยมการรอรับไม่ได้ทำให้ผู้รับแข็งแรงขึ้น

ขั้นแรก ปตท. เปลี่ยนกิจกรรมเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นกิจกรรมทางสังคมแบบ Create Shared Value (CSV) ซึ่งมีเงื่อนไขว่าชุมชนจะต้องแข็งแรงขึ้นและเลี้ยงตัวเองได้

2. ค้นหาปัญหาที่แท้จริง เริ่มอย่างธุรกิจและสร้างการมีส่วนร่วม

โดยธรรมชาติของคนที่ทำธุรกิจ ซึ่งจะคิดเชิงธุรกิจเป็นหลักว่าทำอย่างไรให้มีผลประกอบการและอัตราการเติบโตที่ดี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดแผนธุรกิจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและแก้ปัญหาสังคม เพราะ ปตท. ไม่คุ้นเคยหรือคิดถึงการชวนภาคสังคมมามีส่วนร่วมในธุรกิจมาก่อน

จึงเป็นที่มาของทีมงานเล็กๆ ใน ปตท. ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านสังคมและมีความรู้เชิงธุรกิจมาร่วมทำงานวิเคราะห์โจทย์จากปัญหาที่ ปตท. สร้างผลกระทบ ก่อนจะศึกษาปัญหาและทำความเข้าใจที่จริงจังมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้โจทย์ในการทำงาน ทั้งหาจุดเชื่อมโยงของธุรกิจที่เชื่อมโยงกับสังคมจนเกิดความคิดที่ต่างไปจากเดิม

3. เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดี

คุณเทวินทร์ยกตัวอย่างธุรกิจกาแฟ ซึ่งมีโจทย์ว่า นอกจากลูกค้าแล้ว ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจได้อย่างไร เช่น การเชื่อมโยงไปยังเกษตรกรและสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟ สร้างตลาดรับซื้อ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มคุณภาพ เพิ่มมูลค่าเมล็ดกาแฟและสร้างคุณภาพชีวิต

4. สำคัญที่การเชี่อมโยงและเข้าถึง

เหตุผลที่ไม่มีองค์กรขนาดใหญ่ประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับสังคม ปัจจัยแรกคือ การเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจขนาดเล็กที่สร้างความคุ้นเคยทำให้เข้าถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ง่ายกว่า ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ทำไม่ได้เพราะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงที่กว้างขวางกว่า

“ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่จึงห่างไกลจากความรู้สึกนี้ รวมถึงระบบภายในที่รองรับการทำธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าจะทำเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ส่งผลต่อผลประกอบการ” คุณเทวินทร์กล่าว เพราะมองเห็นปัญหานี้มาโดยตลอด

เมื่อความสนใจและความเข้าใจแตกต่างกัน จึงนำไปสู่ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน

5. ถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้อยู่ในคนที่ทำธุรกิจทุกคน

แม้จะอยู่ในระยะเริ่มต้น ปตท. มีความตั้งใจให้ทุกธุรกิจในกลุ่มมีธุรกิจเกื้อกูลสังคม โดยการนำของทีมงานเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อรวบรวมองค์ความรู้และขยายแนวคิดนี้ออกไป โดยให้อยู่ในแนวทางของการทำธุรกิจ

และแม้ในบางกิจการของกลุ่ม ปตท. จะยังนึกไม่ออก ซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีที่มีในกิจการไปช่วยชาวบ้านและชุมชน คุณเทวินทร์จึงหมั่นถามกลับไปถึงทีมบริหารของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เสมอ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแค่กิจกรรมหรือเป็นธุรกิจเกื้อกูลสังคมแล้ว เพราะสิ่งนั้นต้องไปด้วยกันทั้งธุรกิจและชุมชน รู้ร้อนหนาวไปด้วยกัน เจอผลกระทบก็ร่วมแก้ไข ไม่เกิดกำไรก็ได้แต่กิจการต้องเลี้ยงตัวเองได้

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

10 Questions Answered by President and CEO, PTT

  1. สิ่งแรกที่คุณทำเมื่อถึงโต๊ะทำงาน: จริงๆ ถ้าเป็นเรื่องงานผมเตรียมตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว เวลาทำงานของผมจึงไม่ได้เริ่มต้นที่โต๊ะทำงาน แต่เริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในรถ บางที่ลายมือผมจะดูไม่ได้เลยเพราะต้องเซ็นเอกสารบนรถ
  2. แหล่งพลังงานของคุณ: ผมชอบดูหนังซ้ำๆ พวก X-Men เมื่อคืนก็เพิ่งดู Mission: Impossible ซ้ำอีกรอบ ข้อดีของหนังแอ็กชั่นคือดูแล้วไม่ต้องคิดมาก สามารถเซ็นงานระหว่างดูหนังไปได้ด้วย
  3. หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน: Are You a Tiger, a Cat or a Dinosaur? ของ Prof. Stephane Garelli เกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันและความเป็นผู้นำขององค์กร
  4. ทริปการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตคุณ: ทริปไปบวชที่อินเดียเมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว เริ่มต้นบวชที่พุทธคยา เดินทางไปสังเวชนียสถานแล้วสึกที่เมืองสาวัตถี การบวชครั้งนั้นทำให้เรามั่นใจในสิ่งที่เคยคิด ทั้งเรื่องพระธรรมคำสอนและเข้าใจความเป็นไปของชีวิต
  5. กิจกรรมนอกเวลางานที่ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาไปทำให้ได้คือ: ต้องหาเวลาไปกินข้าวกับคุณแม่และครอบครัว
  6. นอกจากเรื่องพลังงาน คุณยังมีความสนใจอื่นๆ: สนใจเรื่องความสามารถในการแข่งขัน
  7. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย: เป็นประธานชมรมวิชาการ สมัยเรียนปี 4 ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ
  8. Hidden Place ที่ ปตท. : ชั้นดาดฟ้าของตึก ปตท.สผ. อากาศร้อนไปหน่อยแต่สวยดี เหมาะกับการนั่งประชุม
  9. ความสนใจของคุณตอนอายุ 25 และ 35 : ตอน 25 นอกจากงานและเทนนิสแล้ว เพิ่งแต่งงานมีลูกคนแรก เลยสนใจเรื่องลูก ส่วนตอน 35 กำลังขึ้นเป็นผู้บริหาร ตอนนั้นสนใจเรื่องการลงทุนต่างประเทศ
  10. คุณไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนไหนได้บ้าง: นิยายกำลังภายใน

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

Save

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load