โลกของการทำธุรกิจในทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็พูดเรื่อง Disruption หรือการทำลายรูปแบบการทำธุรกิจเดิมๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ๆ หรือแม้แต่การสร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

แต่ถ้าผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยมากว่า 27 ปี เป็นคนออกมาพูด เราก็ว่าน่ารับฟังไม่น้อย เพราะบ้านและคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เราเป็นแบบไหน บ้านก็เป็นแบบนั้น ในทางกลับกัน บ้านเป็นแบบไหน เราก็เป็นแบบนั้น จะบอกว่า You are what you live. ก็ไม่น่าจะผิดความหมายแต่ประการใด

วันนี้เราเดินทางมาฟัง คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือกัปตันทีมของลูกทีมกว่า 2,000 ชีวิต พูดเกี่ยวกับประเด็นที่เกริ่นไว้ข้างต้น แต่ไปๆ มาๆ กว่าชั่วโมงครึ่งที่นั่งคุยกันแบบใส่ไม่อั้น เรากลับได้อีกหลายๆ เรื่องเป็นของแถมที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นอีกนิดว่า เขาเป็นกัปตันทีมแบบไหน

การพาทีมบุกเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ นั้นกัปตันทีมไหนก็ต้องทำ แต่การมองคนให้เป็นคน และปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพนั้น เป็นแนวคิดที่ฝังลึกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“แม่ผมสอนว่า ไหว้ผิด ดีกว่าผิดที่ไม่ไหว้”

นอกจากนั้น หลายๆ แนวคิดที่เขานำมาปรับใช้กับการทำงานและการบริหารองค์กร ก็มีที่มาจากความปวดหัวเรื่องคน และต้องการหาทางแก้ปัญหา เขาจึงลงทุนไปมากมายกับการฝึกอบรมและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงขั้นให้โค้ชจากต่างประเทศบินมาสอนอย่างเข้มข้น ยังไม่นับการอ่านหนังสือมากมายอย่างจริงจัง และจดข้อความสำคัญใส่สมุดเล็กๆ พกติดตัวเพื่อเอาไว้ทบทวนยามว่าง ใคร่ครวญจนตกผลึก ก่อนจะสกัดออกมาเป็นกฎเกณฑ์เพื่อแก้ปัญหาในบริษัท

อย่างที่บอกไปว่า คุณอนุพงษ์ต้องการลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมที่สร้างความฮือฮาและทำให้ชีวิตดีขึ้น หลายเรื่องเขาทำสำเร็จแล้ว บางเรื่องก็รอการพัฒนาให้เป็นรูปเป็นร่าง ในขณะที่บางเรื่อง เขาพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ล้มไปแล้ว” ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นแบบคนอารมณ์ดี

“จะไปกลัวอะไรกับความล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติมาก ล้มได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี สิ่งสำคัญคือล้มแล้วต้องเรียนรู้”

เมื่อความล้มเหลวทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วความสำเร็จล่ะ

“ความสำเร็จไม่มีจริงหรอก อย่าไปฉลองให้มันมากมายเกินไป เอางี้นะ ถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้วไม่หลงตัวเองจนเกินไป คุณต้องเข้าใจว่า มันมีอีกร้อยแปดสิ่งที่ต้องทำ”

และการพูดคุยแบบอัดแน่นไปด้วยแนวคิดเข้มข้นต่อไปนี้ ก็คือหนึ่งในร้อยแปดสิ่งที่ผู้บริหารเช่นเขายินดีทำเสมอ หากมันจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เขาเชื่อมั่นและทำจริง

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

เมื่อพูดถึงการ Disrupt ในแวดวงธุรกิจ เราจะรู้ได้ยังไงว่าแบบไหน เข้าข่าย Disrupt หรือแบบไหนเข้าข่ายแค่ปรับเพื่อหนีตายเฉยๆ

สมมติถ้าเราติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของเฟซบุ๊ก เราจะเห็นว่ามันมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอด สำหรับผมมันคือ Incremental คือทำอะไรก็ได้เพื่อจะได้มีชีวิตต่อ ไม่ทำก็ไม่รอด มันก็คือการปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ๆ คือการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหมือนเป็นการ Minor Change เท่านั้น

สำหรับผม การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมต้องให้อารมณ์เหมือนกับว่า ถ้าคุณไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเหวอไปเลย ก็ต้องฟังแล้วรู้สึกว้าว แบบไม่เคยได้ยินมาก่อน นี่มันอะไรของมันเนี่ย ทำได้ยังไง ซึ่งสิ่งที่จะตามมาและน่ากลัวที่สุดเลยก็คือ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และคุณจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน วิธีจัดการต่อสิ่งนั้นๆ ถ้าเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นมันก็อาจจะไม่ใช่การ Disrupt อย่างแท้จริง

        แต่ถามว่าการเปลี่ยนแปลงแม้จะเล็กน้อยจำเป็นไหม มันก็จำเป็น เพราะไม่เปลี่ยนอะไรเลยก็อยู่ไม่ได้ เหมือนรถรุ่นหนึ่ง จะใช้ไปยาวๆ มันก็ไม่รอด แต่สิ่งที่จะทำให้เราไปได้ไกลกว่าเดิมได้ เราก็ต้องหาทาง Disrupt จริงๆ ต้องหาทางเปลี่ยนวิธีคิด วิธีขายของ วิธีทำธุรกิจแบบเดิมๆ

 

แล้วธุรกิจใหม่ๆ ของ AP ที่เพิ่งเปิดตัวไป เข้าข่าย Disrupt ยังไง

ตัว VAARI (วาริ) สำหรับผมคือ Digital Platform ที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้กับลูกบ้านของ AP ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ๆ เพราะถ้าเทียบกับที่ผ่านมา เราจะใช้ตัวบุคคลมาช่วยให้บริการ แต่ตอนนี้เราใช้ดิจิทัลเข้ามาช่วย

       ถามว่าถึงจุดที่ Disrupt หรือยัง ตอนนี้ผมคิดว่ายัง แต่ผมหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นในท้ายที่สุด เพราะจุดมุ่งหมายที่ผมวางไว้ให้กับธุรกิจตัวนี้นั้นใหญ่มาก ผมมองไปถึงการสร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่ และสร้างสมาชิกในนั้นเพื่อช่วยกันมอบคุณภาพชีวิตให้ลูกค้า เป็นโจทย์ที่ต้องค่อยๆ เดิน

 

คุณภาพชีวิตที่ว่านั้นคืออะไร

คำถามนี้ถ้าถามผมปีนี้กับถามผมปีหน้า คำตอบไม่เหมือนกันนะ (ยิ้ม) เพราะคำตอบจะเปลี่ยนไปเพราะคน เทคโนโลยี และกระแสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เมื่อ 2 ปีก่อนผมให้ทีมงานจาก Stanford ไปวิจัยเรื่องนี้ แล้วพบว่าที่ผ่านมาอสังหาริมทรัพย์มีวิธีขายแบบเดิมๆ คือให้สถาปนิกออกแบบพื้นที่และฟีเจอร์ต่างๆ ให้หวือหวา จุดขายของบางบริษัทนี่เขาให้สถาปนิกเป็นคนคิดนะ ไม่ใช่ Developer หรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คิด ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นสถาปนิกเขาก็จะสร้างแบบที่เขาฝัน แล้วเอาแบบมาให้ดูว่านี่คือจุดขายของบริษัทนะ ซึ่งในที่สุดมันก็หนีไม่พ้นการหาทำเลที่ดี ออกแบบให้ใช่ แล้วหาการตลาดมาประกบ จากนั้นก็ขาย เท่านั้นเอง

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

ซึ่งแปลว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้แล้ว?

ใช้ได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่มันใช่เหรอ เพราะทุกคนก็ทำเหมือนๆ กันไปหมดแล้ว

ถามว่าผิดยังไงที่สถาปนิกคิดแทนที่จะเป็นทีมพัฒนา คำตอบคือ แล้วสถาปนิกรู้จักลูกค้าดีเท่ากับเราหรือเปล่า เขาได้ไปสัมผัสลูกค้าเหรอ เปล่า เขาไม่ได้คิดจากการไปนั่งคุยกับลูกค้ามากเท่าเรา สถาปนิกจะรู้ไหมว่าสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ ในความเป็นจริงเมื่อลูกค้าเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นจริงๆ ลูกค้าใช้ประโยชน์ได้ไหม

      ผมทำงานมา 27 ปี เจอความฝันมาเยอะ แต่พอไปเจอในความเป็นจริงแล้วก็งงนะว่าทำไมไม่เห็นมีลูกค้าใช้งานสิ่งที่ออกแบบมาเลย เพราะว่าพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เอาง่ายๆ ผมนี่ถามลูกน้องเลยว่า โต๊ะกินข้าวที่บ้านนี่ใช้กินข้าวมั้ย ผลคือ ไม่ใช้ โต๊ะกินข้าวในบ้านเขาเอาไว้ให้ลูกทำการบ้านกัน (หัวเราะ) เพราะพ่อแม่กลับ 3 ทุ่ม แต่ลูกกลับมาถึงก่อนแล้วนั่งทำการบ้าน เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่า แนวคิดในการออกแบบมันต้องเป็นข้อมูลที่มาจากทีมพัฒนา

พอคิดได้แบบนั้นตั้งแต่ปี 2017 เราก็ให้ Stanford มาช่วยทำวิจัย เพื่อหาคำตอบว่าโลกในอนาคตข้างหน้าของทีมพัฒนาควรจะเป็นแบบไหน ผลก็คือทีมงานเขาบอกเราว่า พวกเราเป็นทีมพัฒนาที่แปลกมาก เพราะทำบ้านขายแล้วไม่พอ ยังมีโบรกเกอร์ขายอีกต่างหาก แล้วก็มี Property Management มีรับเหมา มีทีมซ่อมแบบเป็นล่ำเป็นสันอีก เรียกว่ามีตั้งแต่ต้นยันท้าย ทุกช่วงเวลาของลูกค้าเราอยู่กับเขาหมด เขาก็เสนอว่าทำไมไม่นำเสนอเรื่องคุณภาพชีวิตให้ลูกค้า เราสนใจจึงขอให้ทางทีมวิจัยหาข้อมูลมาประกอบเพื่อดูว่าทั่วโลกเขาทำอะไรกันบ้าง ก่อนที่ทีมจะลงพื้นที่เพื่อสำรวจจริงๆ ก็เจอว่าความหมายของคุณภาพชีวิตในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย

อย่างในสหรัฐอเมริกา เขาจะมองว่าเรื่องสิทธิในการนับถือศาสนาถือเป็นคุณภาพชีวิตที่สำคัญ แต่หันมามองเมืองไทย เอ๊ะ มันก็ปกตินี่หว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรเลย เราก็นับถือศาสนาโดยเสรีอยู่แล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตเลยเกี่ยวกับวัฒนธรรมและผู้คนในประเทศนั้นๆ

      เรื่องการกีดกันสีผิวในอเมริกาเป็นเรื่องใหญ่ แต่บ้านเราไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราอยู่ร่วมกันได้ เราเลยมาหาคำตอบจากการทำสำรวจและวิจัยอย่างจริงจังในประเทศเรา เพื่อดูว่าอะไรคือคุณภาพชีวิตที่เราต้องการกันแน่

คำถามหลักๆ คือคุณให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง อีกคำถามคือ แล้วคุณพอใจกับสิ่งเหล่านั้นแล้วหรือยัง นั่นคือบทบาทของ VAARI จากนั้น Claymore ซึ่งเป็นอีกยูนิตหนึ่งก็เข้ามาเพื่อนำคำตอบที่ได้ไปออกแบบนวัตกรรม วิธีการสร้างบริษัทนี้คือ เรารับเด็กรุ่นใหม่อายุราวๆ 25 – 30 ต้นๆ มานำทีมเลย เพื่อให้เขาเป็นคนที่ติดตามเรื่องนวัตกรรมต่างๆ โดยเราทำต่างจากที่อื่นตรงที่เขามักจะนำเงินไปลงทุนกับสตาร์ทอัพนอกบริษัท ซึ่งเรามองว่าไม่ใช่ เพราะสตาร์ทอัพคือ Outside In หรือการมองปัญหาจากมุมของคนนอก แปลว่าเขาจะไม่ยึดติดอยู่กับข้อจำกัดแบบคนในบริษัท แต่การทำงานของเราจะเป็นแนว Inside Out เพราะเราเชื่อว่าหลายๆ นวัตกรรมที่ออกมามันต้องมาจากคนในที่เข้าใจบริษัทจริง ๆ

 

แต่ขณะเดียวกัน คนทำสตาร์ทอัพเขาก็เชื่อว่าเขาคิดสินค้าหรือนวัตกรรมจาก Pain Point หรือปัญหาของลูกค้า?

แต่เขารู้ Pain Point จริงหรือเปล่า เอาตรงนี้ก่อน ถ้าสังเกตเราจะพบว่าสตาร์ทอัพในประเทศไทย ไม่ค่อยไปได้ไกลมากเมื่อเทียบกับที่อื่น ซึ่งเราต้องถามนะว่า เขาทำวิจัยมากพอหรือเปล่า เขาอาจจะเข้าใจ Pain Point จริง แต่เขาอาจจะไม่มี Knowledge และ Know How ที่จะไปแก้ปัญหา ในขณะที่คนข้างในบริษัทเราอาจจะมีความรู้ ความเข้าใจ แต่มันทำไม่ได้เพราะมันติดกฎเกณฑ์ต่างๆ ไปหมด เช่น แบบนี้ผู้รับเหมาไม่ทำหรอก แบบนี้ทำไม่ได้หรอก สิ่งที่เราทำขึ้นมาคือการใช้ Alchemist Model นั่นคือ เอาคนนอกหนึ่งคนมานำทีม แล้วนำคนข้างในเข้ามาเป็นทีมพาร์ตไทม์ คือเอาพนักงานมาช่วยแค่บางส่วน เช่น ขอเวลา 30 เปอร์เซ็นต์จากงานประจำมาทำเรื่องนี้ด้วยกัน คนนำของเราเป็นคนนอก 100 เปอร์เซ็นต์ ผมจะจ้างคนประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อน คนประเภทที่คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรทำไม่ได้ แต่เขาต้องทำงานมาแล้วบ้างนะ ไม่ใช่ไม่เคยทำมาเลย ซึ่งพวกนี้มักจะอยู่บริษัท Consult เพราะเขาจะมองกว้างกว่า แล้วจากนั้นเราก็เอาระบบเดียวกับที่ Stanford มาใช้คือ Design Thinking ซึ่งผมไปเรียนมา เป็นคลาสชื่อ Leading in the disruptive world

การเรียน Design Thinking เป็นการผสมผสานกันของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คิดอย่างเป็นระบบ แต่เวลาลงมือทำจะเป็นการเน้นที่ศิลปะ ยกตัวอย่างว่า Design Thinking มันจะมี 5 ขั้นตอน คือ Empathy (ทำความเข้าใจ) Define (นิยามและตีความปัญหา) Ideate (คิดสร้างสรรค์) Prototype (สร้างต้นแบบ) Test (ทดสอบ) คือตอนเราวางโครงแรกมันเดินไปตามนี้ แต่เมื่อเราถึงขั้นทดสอบเราจะเริ่มมั่วละ เช่น ทดสอบเสร็จ เราจะวนกลับไป Empathy ใหม่ หรือไม่ก็เอ๊ะ Define ไม่ใช่เว้ย หรือวนกลับไป Ideate ให้เจ๋งกว่าเดิมดีกว่า

สรุปคือมันมี 5 ขั้นตอนก็จริง แต่เวลาที่จะหมุนกลับหรือทบทวน จะหมุนกลับไปตรงไหนก็ได้ แล้วมันก็มั่วด้วย แต่เอาจริงๆ ก็ต้องเป็นความมั่วอย่างมีระบบ คือความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ต้องไร้รูปแบบ แต่ไร้รูปแบบเกินไปคุณก็สร้างอะไรไม่ได้ เลอะเทอะไปอีก หรือถ้าจะวิจิตรบรรจงเกินไปก็สร้างสรรค์ไม่ได้อีก ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมจึงเป็นความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลปะ ซึ่งยากมาก

      เราพบว่าเมื่อถึงจุด Empathy เราพบ Pain Point ของลูกค้า แต่ไม่ใช่ Pain แบบปัญหาหนักๆ นั่นคือเป็นแค่ความต้องการที่ยังไม่บรรลุ หรือ Unmet Need เท่านั้นเอง เช่น บางทีลูกค้าก็คุ้นเคยกับการทำแบบนั้นมานาน ไม่ได้คิดว่าเป็น Pain อะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น 20 ปีที่แล้ว คุณไม่มีสมาร์ทโฟนนี่มีปัญหามั้ย ไม่มี ก็อยู่ได้สบายๆ ใช้โทรศัพท์บ้านยังได้เลย แต่ตอนนี้ลองไม่มีสมาร์ทโฟนสิ Pain มั้ย Pain มาก (หัวเราะ) หมายความว่า Unmet Need จริง ๆ มีอยู่ แต่คนต้องสังเกตและหาให้เจอ

        ในที่สุดเราก็ทำออกมาเป็นนวัตกรรมที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งเดี๋ยวเราจะเปิดตัวอีกที แต่บอกได้ว่าเราประทับใจมาก เพราะตอนเราเอาโปรดักต์ไปทดสอบกับที่ไซต์หมู่บ้านหนึ่ง แล้วเพื่อนลูกบ้านนั้นเขามาหาพอดี เขาชอบมากจนถึงขั้นโทรหานิติบุคคลหมู่บ้านตัวเองให้เอามาใช้บ้าง

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

กลับมาที่เรื่องคุณภาพชีวิตกันอีกครั้ง ตกลงแล้วคุณหาเจอไหมว่าคุณภาพชีวิตที่สำคัญที่ต้องทำเพื่อลูกบ้าน AP คืออะไร

อย่างที่ผมบอกว่าความคิดเรื่องนี้เปลี่ยนทุกปี หมายความว่าขึ้นอยู่กับประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย วันนี้ PM 2.5 เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตไปแล้วนะ แต่เมื่อปีที่แล้วเราอาจจะยังไม่รู้เลยว่า PM 2.5 คืออะไร ผมถึงบอกไงว่า คำตอบเรื่องคุณภาพชีวิตเปลี่ยนทุกปี แปลว่าคุณต้องสำรวจลูกค้าทุกปี เพื่อตอบ Unmet Need ที่เป็นความสำคัญต้นๆ ของลูกบ้านมากกว่า

        ต้องใช้คำนี้ครับว่า ความต้องการในเรื่องคุณภาพชีวิตนี่ประเด็นไม่ได้เปลี่ยนหรอก แต่ลำดับความสำคัญเปลี่ยน ซึ่งนานๆ ทีจะมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นมา เช่น PM 2.5 แต่ถ้าเกิดพรุ่งนี้สังคมมีการปล้นกันระบาดขึ้นมากมาย เอาละ ทีนี้เรื่องความปลอดภัยจะเป็นอันดับแรกๆ สุดท้ายแล้วคำตอบจะแล้วแต่บริบททางสังคมที่เราอยู่ด้วย

แต่เอาล่ะ เมื่อ Claymore สร้างนวัตกรรมออกมาแล้ว ผมตอบไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้เป็นแค่การปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเป็น Disruption แต่วัดผลกันง่ายๆ เลยว่าเมื่อสร้างเสร็จจนฮือฮาไปแล้ว สิ่งนั้นมีมูลค่าในตัวเองมั้ย ถ้าใช่ ผมจะดันให้ออกมาเป็นบริษัทแล้วให้ทีมงานทำต่อเลย เพราะแสดงว่าหวือหวาจริง แต่ถ้าสร้างออกมาแล้วเป็นแค่ส่วนเสริมในการให้บริการลูกค้าดีขึ้น คือแค่ทำให้ดีขึ้น ผมก็ส่งเรื่องนี้กลับมาให้พัฒนาต่อไปในบริษัท

 

แล้วอีกยูนิตคือ SEAC ที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษาและพัฒนาผู้นำล่ะ ดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับอสังหาริมทรัพย์

อันนี้แหละคือคล้ายๆ กับสตาร์ทอัพของผมซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา รู้ไหมว่าอะไรที่ผมเจอทุกวันแล้วมีปัญหามาให้แก้ทุกวัน คนไง คนนี่แหละ เรียกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนมันเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากที่สุด

ผมทำ AP มา 27 ปี ผมปรับโครงสร้างใหม่มา 4 – 5 รอบ จำได้ว่าครั้งแรกที่จะปรับโครงสร้างเป็นอะไรที่ตลกที่สุด เพราะเจอด้วยตัวเองเลย คือย้อนไปตอนนั้นผมถือกระเป๋ากำลังจะออกจากออฟฟิศ แล้วเจอพนักงาน AP อยู่หน้าลิฟต์ ถามว่า พี่ครับ พี่ทำงานมานานแล้วเหรอครับ ผมก็อึ้งไป แล้วตอบว่า เอ่อ ก็นานแล้วครับ เขาถามอีก พี่อยู่ชั้นนี้เหรอครับ ผมก็ ครับ (หัวเราะ) แล้วก็ลงลิฟต์ไปด้วยกัน จากวันนั้นเอง มันเป็นสิ่งที่ปลุกความคิดผมเลยว่า เราไม่ใช่ธุรกิจภายในครอบครัวอีกต่อไป เพราะมันเริ่มมีคนที่ผมไม่รู้จักเขา และเขาไม่รู้จักผม เลยเป็นเหตุให้ต้องออกแบบโครงสร้างใหม่

แล้วพอทำไปบริษัทเริ่มใหญ่ ก็ปรับอีก เพราะว่าเมื่อคุณเป็นบริษัทใหญ่ คุณจะเป็นเป้าให้คนมาเอาคนของคุณไป แล้วเขาก็ต้องจ่ายแพงขึ้น เราก็จะคนไม่พอ แล้วเราก็ต้องไปเอาคนของคนอื่นมา (หัวเราะ) แต่เวลาไปเอาคนของคนอื่นมา เราต้องจ่ายแพงขึ้น แล้วพอเข้ามา คนเก่าที่เคยอยู่ก็มองละ นี่อยู่กับบริษัทมาตั้งนานให้แค่นี้เองเหรอ ลาออกไปชุบตัวดีกว่า เจอคำนี้เข้าไป เอาละ ผมเลยตั้ง Academy เข้ามา สู้กับการไหลออกของพนักงาน ผมลงทุนไปกับเรื่องการอบรมนี่หลายร้อยล้านนะครับ เพราะเทรนด์การทำธุรกิจมันเปลี่ยน ถ้าเราไม่ลงทุนสร้างคนขึ้นมาตั้งแต่ต้นๆ เราจะไม่มีทางสู้กับใครได้ เพราะการไปดึงตัวคนอื่นเข้ามาเราก็จะเจอปัญหาภายใน จนกระทั่งเวลานี้ก็ตาม

     ผมบอกคนของผมด้วยซ้ำไปว่า ออกไปแล้วผมไม่รับกลับนะ แล้วผมจะโปรโมตคนข้างในขึ้นมาด้วย ผมไม่เอาพวก Mid Career เข้ามาเติมเลย ทำแบบนี้สัก 2 ปี คนของเรานิ่งเลย ไม่มีการย้ายงาน ปีที่แล้วที่เราทำสำรวจพบว่า Engagement พนักงานเราเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ โตเร็วมาก

 

ปัจจัยที่สร้างให้ AP เป็นองค์กรที่ทำให้คนอยากทำงานด้วยคืออะไร

Outward Mindset หรือการคิดโดยมองถึงปัญหาในมุมของคนอื่น ไม่ได้คิดแค่จากมุมตัวเองเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ผมไปเรียนรู้มา ซึ่งบรรจุในหลักสูตรของ SEAC ด้วย

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมทำงานแล้วเครียดมาก เอาง่ายๆ สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตคือ การเมืองในองค์กร ผมลั่นปากกับลูกน้องทุกคนว่า เฮ้ย อย่านะเว้ย อย่าให้มีการเมืองในองค์กรเด็ดขาดเชียวนะ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หันไปหันมา ตัวแสบที่สุดที่ทำให้เกิดการเมืองในองค์กรคือใครรู้มั้ย

นี่ ไอ้นี่ (ชี้ตัวเอง) ทำไมน่ะเหรอ เพราะทุกคนเดินมาหาผมได้ทุกคน เช่น พี่ ผมมีปัญหาแบบนี้ๆ ผมขอทำแบบนี้ได้มั้ย เออ เราฟังแล้วเข้าใจ ก็ให้เขาไปทำ โดยไม่รู้ว่าคนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า หรืออีกแบบก็ พี่ ลูกน้องผมทำงานเหนื่อย ผมพามันไปเที่ยวได้มั้ย เอ้า เราก็เออ เอาสิ อีกฝั่งก็เอาละ นั่นมันลูกรักพี่อนุพงษ์เขา 3 ปีที่แล้วลูกรักอนุพงษ์ เปลี่ยนไปทุกปี กลายเป็นผมที่เป็นศูนย์กลางที่ทำให้น้องๆ เล่นการเมืองใส่กัน ไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

ทีนี้ บังเอิญผมไปได้หนังสือมาอ่านเล่มหนึ่ง ทำให้ผมได้ศึกษาเรื่อง Outward Mindset แล้วก็ชอบมาก เพราะมันเอามาใช้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมตะลึงคือเรื่อง Collusion เขายกตัวอย่างสามีภรรยาที่เพิ่งมีลูกด้วยกัน ภรรยาอยู่บ้านทั้งวันเพื่อเลี้ยงลูก สามีออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว วันหนึ่งสามีกลับมาตอน 4 ทุ่ม ภรรยาก็เข้านอนกับลูกละ แต่พอ 5 ทุ่มลูกร้อง เขาบอกคนเรานะ ถ้ามองคนเป็นคน เมื่อไหร่ที่คนอื่นเกิดปัญหา เราก็อยากจะช่วยคนทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครเกิดมาจิตใจหยาบช้าแบบไม่คิดถึงคนอื่นเลย แล้วยิ่งคนนั้นเป็นภรรยาเราด้วยใช่ไหม

แวบแรกเราก็จะนึกว่าเดี๋ยวจะขึ้นไปช่วยปลอบลูกละกัน ตอนนี้เหนื่อย ขอนอนพักแป๊บ แต่ในใจเริ่มคิดละว่า ทำไมเธออยู่บ้านทั้งวันไม่รู้จักลุกมาดูลูก รู้มั้ยเนี่ยทำงานทั้งวัน หาเลี้ยงครอบครัว อีก 5 นาทีลูกร้องอีก ภรรยาไม่ลุก เราก็ไม่ลุก ทีนี้แหละ สิ่งที่อยู่ในหัวจะเริ่มออกมา เราจะเริ่มด่ารุนแรงขึ้นๆ แล้วถ้าภรรยาได้ยินสิ่งที่คุณพูดออกมา ตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะสวนมาว่า เธอรู้มั้ยว่าเลี้ยงลูกทั้งวันมันเหนื่อยขนาดไหน แล้วก็ยาวเลย เพราะแต่ละคนเริ่มสาดความจริงในมุมของตัวเองออกมา แล้วจากนั้นเอง คุณจะเริ่มมองคนเป็นวัตถุ ไม่ได้มองคนเป็นคน ผมชอบเรื่องนี้มาก แล้วบังเอิญรู้ว่าบริษัทของเราคือ SEAC ได้ใบอนุญาตให้อบรมเรื่อง Outward Mindset ในเมืองไทยด้วย ผมก็เลยติดต่อขอเรียนกับอาจารย์ที่สอนโดยตรง เขาเป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน Arbinger ซึ่งตอนนั้นแกก็บินมาโค้ชผม 5 วันที่เมืองไทย หลังจากนั้น ก็ยังมี Skype เพื่อเรียนกับแกที่ยูทาห์อีก ผมนำหลักการ Outward Mindset มาใช้เพราะคิดว่าเราทำงานแล้วเราต้องมีความสุข

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

แล้วมันเอามาแก้ปัญหาการเมืองในออฟฟิศได้อย่างเป็นรูปธรรมยังไง

คือสมัยก่อน อย่างที่เล่าว่าลูกน้องสามารถเดินเข้ามาหาและมาขออะไรผมก็ได้ ขอนั่นขอนี่แล้วก็มีผลกระทบกันและกัน แต่ตอนหลังเมื่อผมถูกฝึกมาแล้ว ผมก็เริ่มตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นว่า โอเค คุณจะมาขออะไรพี่ก็ได้นะ แต่หน้าที่พี่วันนี้ กับบริษัทที่มีคนอยู่ 2,000 คน เราต้องมีกฎเกณฑ์ในการทำงาน ดังนั้น คุณจะเดินมาขอพี่ คุณต้องมี 2 เรื่องแน่ๆ นั่นคือ คุณต้องขออะไรบางอย่างที่แหกกฎแหงๆ เพราะถ้าทำตามกฎได้ จะมาขอทำไม และข้อ 2 คุณจะต้องมาขออะไรสักอย่างที่ไม่มีกฎกำหนดไว้โดยตรง มันมีอยู่ 2 อย่างนี่แหละ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ดังนั้น  ถ้าคุณจะเดินมาหาผม ช่วยตอบคำถาม 3 ข้อดังต่อไปนี้ให้ผมที

หนึ่ง ถ้าผมให้สิ่งที่คุณขอ แล้วคนอื่นขอบ้าง บริษัทจะเสียหายมั้ย สอง ถ้าผมให้คุณ เพื่อนร่วมงานในสายงานเดียวกับคุณมีใครเดือดร้อนมั้ย สาม มันเป็นไปตามกลยุทธ์ขององค์กรที่ผมวางไว้หรือเปล่า นั่นคือเราต้องสร้างคุณภาพชีวิตให้ลูกค้าและคนของเรา เราต้องทำ Digital Disruption ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ คุณต้องตอบ 3 ข้อนี้ แต่พี่จะไม่อนุมัติเคสให้นะ พี่จะแก้กฎบริษัทให้แทน เพื่อทำให้มีกฎที่คุณสามารถทำได้ หรือไม่ก็สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ให้เลยเพื่อให้คนอื่นใช้ร่วมกันได้ คือหลายครั้งกฎเดิมมันอาจจะเป็นตัวบล็อกความคิดสร้างสรรค์ หรือการทำงาน ดังนั้น หน้าที่ผมมีอย่างเดียวคือการแก้ปัญหาสิ่งที่มาบล็อกการทำงาน เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นได้

เมื่อก่อนเวลาใครเดินมาขออะไรที่ดูแหกกฎหรือไม่เคยทำได้มาก่อน ผมจะรู้สึกจี๊ดขึ้นมาเลยว่านี่ไม่คิดถึงบริษัทเลยเหรอวะ ถ้าข้าให้เอ็ง คนอื่นเอาด้วย โอ้ แล้วปีนี้เท่ากับเป็นต้นทุนของบริษัทมหาศาลเลยนะ แต่พอฝึกเรื่องวิธีคิดใหม่ๆ แล้วสร้างกฎขึ้นมา ทุกคนก็รับรู้ร่วมกันว่าทำไม่ได้นะ เพราะมันมีกฎแบบนี้ ผมก็จะไม่รู้สึกหงุดหงิดที่เขาเดินมาขอด้วย เพราะการเรียนรู้หลักการ Outward Mindset ทำให้ผมเข้าใจว่า หนึ่ง จุดมุ่งหมายของเขาคืออะไร สอง คนคนนี้ต้องการอะไร และสุดท้าย คนคนนี้มีปัญหาและอุปสรรคอะไรในการทำงาน ถึงได้มาขอ เราจะทำความเข้าใจก่อนเวลามีปัญหา ผมถูกสอนว่าอย่าเพิ่งโกรธในทันที อย่าตอบปฏิเสธทันที อย่ามีปฏิกิริยาทันที แต่ไปเข้าใจใน 3 เรื่องหลักๆ นั้นก่อน เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราจะได้รู้ว่าทำไมเขาถึงมาขอเรา

 

เวลาเดินขึ้นมาที่หน้าลิฟต์ เราจะเห็นคำว่า AP Happiness อยากทราบว่าหลักการนี้คืออะไร และสะท้อนกลับไปที่การปฏิบัติให้คนภายนอกเห็นอย่างไร

คนทำงานในองค์กรอย่างมีความสุข เขาย่อมมีพลังงานที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้คนอื่นได้

ทำงานอย่างมีความสุข ไม่ได้แปลว่าทำงานไม่หนัก หรือทำงานแล้วไม่มีปัญหา แต่ผมจะบอกเด็กๆ เสมอว่า ให้เขาประเมินตัวเองว่า ตื่นมาแล้วอยากไปทำงานมั้ย เพราะบางครั้งปัญหาหรืออุปสรรคมันคือความท้าทายที่สนุกเหมือนกัน ดังนั้น คำถามว่า ตื่นมาแล้วยังอยากไปทำงานอยู่มั้ย จึงเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ให้พวกเขาฝึก Outward Mindset สัก 6 เดือน เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของคนอื่นที่เราต้องทำงานด้วย

       แรกๆ ตอนที่ฝึกอาจจะอึดอัด ผมก็เป็น แต่ให้ฝึกไปสักพักมันจะดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าเจอคนที่เคยแรงๆ ใส่เรา ก็ต้องฝึกไปก่อน แรกๆ ฝ่ายตรงข้ามอาจจะงงว่าคุณมามุกไหน แต่ทำไปเรื่อย ๆ แล้วเขาจะเปลี่ยนนิสัยไปเอง เพราะปกติคนเราเวลาไม่ชอบหน้ากัน หรือทะเลาะกับใคร สิ่งที่เราจะทำเป็นอันดับแรกคือการกวนประสาท เวลาอีกฝ่ายพูดอะไรมา เราจะแปลงเป็นแง่ร้ายก่อนเลย แล้วเราก็จะกวนประสาทกลับเวลาทะเลาะกับใคร ต้องเข้าใจนะว่าสิ่งที่คุณถามไปธรรมดา อีกฝ่ายจะคิดว่ากวนประสาทเสมอ ดังนั้น ให้อดทน แล้วคุยไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่าเขามีปัญหาอะไร เขาต้องการอะไร แล้วฝั่งตรงข้ามจะเปลี่ยนเอง ผมอยากให้พนักงานฝึกเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อองค์กร แต่องค์กรจะเป็นผลพลอยได้ถ้าคุณมีความสุขในการทำงาน

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

การที่จะสร้างนวัตกรรมหรือการทำธุรกิจในยุคนี้ ปัจจัยสำคัญคือต้องมีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และในความกล้านั้น ก็มักจะมีความกลัวอยู่บ้างเป็นธรรมชาติมนุษย์ ถามจริงๆ ว่าคุณจัดการกับความกลัวเหล่านั้นได้ยังไง

แยกเป็น 2 ประเด็น ไอ้กลัวน่ะมันกลัวอยู่แล้ว กลัวอะไรรู้มั้ย ผมกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัวแล้วเราตายเลย ผมอ่านหนังสือแล้วเจอประเด็นหนึ่งที่เขาเตือนว่า เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ความซวยของคุณคือคุณคิดว่าคุณอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมท้ายๆ ที่จะโดนเรื่องนี้มากระแทก คุณจึงนั่งอย่างสบายใจ

        ที่บอกว่าซวยเพราะว่าในขณะที่คุณกำลังสบายใจอยู่นั้น คู่แข่งของคุณเขากำลังลุกมาปรับตัวอยู่ แล้วพอคลื่นการเปลี่ยนนั้นมาถึงตัว คู่แข่งคุณซึ่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไปแล้ว แต่คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตาย ระหว่างที่คู่แข่งคุณเตรียมการสั่งสมมาเป็นปีๆ ก่อนหน้าคุณน่ะ คุณสร้างข้ามคืนไม่ได้หรอก เมื่อคุณไม่ได้เตรียม คุณก็ตาย นี่คือความกลัวที่ผมบอก

แต่เรื่องนวัตกรรมที่คุณถามว่าต้องมีความกล้าน่ะ ทฤษฎีของ Design Thinking เขาสอนไว้เลยว่า Fail fast, fail cheap, fail forward คือไม่ต้องไปกลัวมัน จะล้มก็ให้มันล้มไป แล้วขอให้ล้มหรือเจ๊งเร็วๆ ด้วย เจ๊งโดยจ่ายถูกที่สุดเท่าที่จะถูกได้ ดังนั้น ยิ่งเจ๊งเร็วเท่าไหร่ ราคาที่ต้องจ่ายยิ่งถูกเท่านั้น แต่คำสุดท้ายต่างหากที่สำคัญ นั่นคือการต้องถามตัวเองว่า คุณเรียนรู้อะไรจากการล้มนั้น เพื่อที่คุณจะลุกขึ้นมาใหม่ แล้วเอาสิ่งที่เรียนรู้มาทำให้คุณเดินต่อไปได้ นั่นแหละคือการล้มไปข้างหน้า ดังนั้น เรื่องการคิดเรื่องนวัตกรรมจึงไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ล้มก็ล้ม

ตั้งแต่ที่ผมทำทีมคิดนวัตกรรมมา ก็มีตัวที่ล้มไปเรียบร้อยแล้ว (หัวเราะ) สำหรับผมการล้มเป็นเรื่องปกติมาก แต่ไม่รู้นะ เวลาเราไปอ่านหนังสือชีวประวัติของคน ผมว่าหลายคนไม่ได้เล่าเรื่องที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Blood sweat and tears เขาไม่เล่าละเอียดหรอก แต่เบื้องหลังมันมีกันทั้งนั้นแหละ แล้วเยอะมากด้วย สำหรับผมตอนที่หนักที่สุดคือ ช่วงเศรษฐกิจปี 40 แต่เป็นความรู้สึกหนักทางใจ ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรกับชีวิต เพราะความหนักก็เจอหนักขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะเรากำลังทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นๆ

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

การไม่กลัวความล้มเหลวมันดีมั้ย คุณว่า

ดีสิ แล้วคนไม่กลัวความล้มเหลวได้ต้องมีอะไรสำคัญที่สุดรู้มั้ย ต้องมีแพสชันในการทำงาน ซึ่งจะมาจากการมีความสุขในการทำงาน ตื่นมาแล้วต้องอยากทำงาน

 

แต่เท่าที่ฟังดูเหมือนกับว่า ถ้าเราจะไม่กลัวความล้มเหลวได้จริงๆ อาจจะต้องเคยล้มมาก่อนแล้ว คุณคิดว่ามันจำเป็นมั้ย

ก็ใช่นะ ต้องเคยล้ม แล้วเรียนรู้จากการล้ม เพราะความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน สมัยก่อนที่เจอปัญหาใหญ่ๆ ครั้งแรกในชีวิตนี่เรียกว่ามือเย็น เท้าเย็น เลยนะ แต่วันนี้เจอปัญหาใหญ่กว่านั้น ผมยังนั่งหัวเราะอยู่เลย เพราะเป็นประสบการณ์และทัศนคติที่สั่งสมมาในแต่ละคน ซึ่งสอนกันไม่ได้จริงๆ ต้องเจอเยอะๆ

อนุพงษ์ อัศวโภคิน

ถ้าคุณต้องไปสอนล่ะ วิชาอะไรในมหาวิทยาลัยที่คุณอยากสอน

จริงๆ เมื่อก่อนเคยสอน แต่ตอนนี้ไม่ได้สอนแล้ว เพราะเตรียมตัวเยอะ เนื่องจากผมเป็นคนจริงจัง ถ้าเราไม่พร้อมก็ไม่อยากไป แต่ผมชอบสอน และวิชาที่ชอบสอนคือ Entrepreneurship เพราะเราเอาประสบการณ์ที่เกิดจริงมาสอน ผมมองว่าเวลาบริษัทเราเติบโต แต่ละขั้นตอนของการโต เราต้องมองทั้งข้างนอกและข้างใน จากนั้นก็เปลี่ยนมันให้เร็ว ถ้าไม่เร็ว ก็ล้ม เพราะตามการเปลี่ยนแปลงข้างนอกไม่ทัน ปรับโครงสร้างไม่ทันก็เฟล แต่ก่อนจะปรับตัวให้เร็ว ต้องคิดอย่างนี้ก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต อย่าไปฉลองความสำเร็จมากมาย เพราะความสำเร็จมันไม่มีในโลก

พอซะทีกับการหลงใหลได้ปลื้มกับการเดินไปแล้วคนชื่นชมว่า คุณเก่ง คุณประสบความสำเร็จ มีบริษัทใหญ่ กำไรเยอะ มัน Bullshit ทั้งนั้น ความเก่งของคุณมันจบแล้ว ปีนี้คุณต้องหาความเก่งใหม่ ไม่อย่างนั้นคุณไม่รอด ถ้าถามผม ผมไม่เคยฟังเสียงชื่นชมเหล่านั้นเลย ไม่สนเลยจริงๆ คือผมว่านะ ทุกคนที่บริหารบริษัทแล้วไม่ได้หลงตัวเอง คุณจะรู้ว่ามีอีกร้อยแปดสิ่งที่คุณต้องทำในบริษัทคุณ เอาแค่ว่าปีนี้จะทำธุรกิจให้โตต่อไปยังไงก็เหนื่อยแล้ว แล้วผมมีความรู้สึกว่าผมยังไม่เก่ง ถ้าเก่งจริงผมต้องมองทะลุไปถึงสิ้นปีแล้วสิ แต่นี่ไม่ใช่

โอเค แต่ถ้าจะฟัง ผมจะฟังคำติ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ยิน เพราะเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งลูกน้องก็ไม่กล้าติเราหรอก หลังๆ ผมเลยเริ่มด่าตัวเองให้ลูกน้องฟัง เช่น เวลาทำผิด สิ่งแรกที่ผมจะพูดคือ เออ โทษทีว่ะ พี่มันโง่จริงๆ เรื่องนี้ สอนหน่อยสิว่าทำยังไง แล้วก็ให้สอนเราไปเลย หรือจัดคลาสให้คนมาสอนเลย แล้วผมก็จะเรียนด้วย เพราะถ้าเราต้องสั่งให้ใครทำอะไร เราก็ต้องรู้เรื่องนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่ามันยากขนาดไหน เราจะไปบังคับให้เขาทำได้ไง ผมไม่คิดว่าการที่ผมไม่รู้จะทำให้ลูกน้องดูถูกนะ เพราะผมสอนทุกคนเสมอว่า ทุกคนเก่งหมดแหละ แต่คนเราเก่งในบางเรื่อง และไม่เก่งในบางเรื่องทั้งนั้น ลูกน้องอาจจะเก่งมากกว่าผมในบางเรื่อง แต่ก็อาจจะห่วยกว่าผมในบางเรื่องเช่นกัน

วันนี้ผมเชื่อว่าลูกน้องไม่ได้สงสัยในความสามารถของผมหรอก เพราะถ้าผมห่วย ผมนำพาองค์กรมาถึงขนาดนี้ไม่ได้หรอก แต่อย่าให้เขามีความรู้สึกว่า ผมเป็นซูเปอร์แมน เราต้องให้รู้ว่าเรามีจุดอ่อนบางเรื่องและเขาต้องสอนเรา เพราะเขาจะภูมิใจในสิ่งที่เขาเก่ง และเราก็จะได้มีความรู้ด้วย

 

บ้านของผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่างคุณเป็นแบบไหน

บ้านผมเป็นบ้านธรรมดา 2 ชั้นเล็กๆ ขนาด 100 ตารางวา แค่นี้ก็พอละ ทำไมมันจะไม่พอ (หัวเราะ) พี่สาวผมเคยสอนไว้ว่า ถ้าคุณมีเท่านี้แล้วคุณคิดว่าพอ มันก็พอ แต่ถ้าคุณมีเท่านี้ แล้วคิดว่าไม่พอ มันก็ไม่พอ แล้วคำว่าไม่พอมันจะเผาเรานะ พี่สาวผมสอนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมทำงานหนักมากเหมือนทุกคนที่ทำงานเพราะอยากรวย อยากมีเงินเยอะๆ ตอนนั้นพี่สาวเดินมาเห็นความเครียดของผมแล้วก็เลยพูด ผมก็เลยได้คิด

ผมเกิดมาในครอบครัวคนจีนที่พ่อแม่สอนให้ประหยัด ผมใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้เป็นร้อยเท่านะ ไม่ได้แปลว่าไม่หาเงินเพิ่ม แต่ไม่ได้ไปหมกมุ่นกับมันเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น วิธีคิดนี้ผมก็ใช้กับการซื้อบ้าน บ้านมีไว้แค่นอน พักผ่อน ดูทีวี แล้วผมชอบดูหนัง ก็ขอเครื่องเสียงดีๆ ไว้ชุดหนึ่ง หลายคนชอบสร้างห้องเครื่องเสียง แต่ผมไม่เอา เพราะผมเป็นคนชอบกินข้าวหน้าทีวี นี่เรื่องจริง ห้องนั่งเล่นผมมีไมโครเวฟ มีตู้เย็น มีทีวี มีห้องกินข้าวก็ไม่เคยไปนั่งใช้ ก็กินข้าวหน้าทีวีเหมือนเดิม ผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง บ้านไม่ได้มีไว้รับแขกเลย อย่างทุกวันนี้งานยุ่ง ผมก็ไม่ได้ต้องให้ใครทำกับข้าวให้ แต่จะซื้ออาหารกลับไปทานเองง่ายๆ คือถ้าพูดถึงบ้าน ผมจินตนาการไม่ได้เลยว่าจะต้องซื้อเครื่องประดับบ้านแพงๆ มาวางทำไม เพราะถ้าใครเดินมาชนล้ม ผมคงเครียดตายชักเลย ไม่มีซะดีกว่ามั้ง

แต่สิ่งที่ต้องมีเลยคือห้องเก็บของเพราะไม่อยากให้ของมากองเต็มบ้าน แล้วเมื่อทำบ้านให้คนอยู่ ผมก็เลยคิดว่าบ้านนี่มันต้องสะท้อนการใช้ชีวิตของแต่ละคน ผมไม่ได้มีสังคมอะไรเยอะ บ้านผมไม่ต้องโชว์ใคร รถผมก็ไม่ต้องโชว์ ไลฟ์สไตล์ผมก็ไม่ต้องโชว์ ดังนั้น บ้านของผมมันก็สะท้อนตัวตนของผม การใช้ชีวิตของผมอย่างที่เป็น

บ้านผมไม่ได้เนี้ยบมาก เพราะผมทนอยู่กับความเนี้ยบขนาดนั้นไม่ได้ ข้าวของซื้อมาก็ใช้ให้คุ้ม พังก็ซื้อใหม่ มีของพอเท่าที่ตัวเองใช้ อยู่บ้านผมก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกนี่อีกเรื่อง

แม่ผมจะสอนเรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมาก คือเรื่องมารยาทในสังคม แม่บอกว่า ‘ไหว้ผิด ดีกว่าผิดที่ไม่ไหว้’ แล้วผมอยากให้สังคมไทยเอาคำนี้ของแกไปใช้จัง ความหมายก็คือ สมมติคุณไปเจอยามที่เปลี่ยนชุดมาเป็นชุดปกติ แต่คุณนึกว่าเขาเป็นเจ้าของกิจการแล้วคุณยกมือไหว้เขา นี่แปลว่าเข้าใจผิดนะ ทีนี้กลับกัน ถ้าคุณเดินมาเจออาเจ็กคนหนึ่งแต่งตัวมอมๆ กางเกงขาสั้น คุณมองหน้าแล้วคุณมองผ่าน แต่หารู้ไม่ว่าเขาเป็นคนที่คุณต้องทำธุรกิจด้วยต่อไป คุณจำเขาไม่ได้ แต่เขาจำคุณได้ นี่คือผิดนะที่ไม่ไหว้เขา

บอกได้เลยว่าตอนลูกผมเล็กๆ เวลาพาไปร้านอาหาร ถ้าพนักงานเสิร์ฟเอาของมาให้ที่โต๊ะ ผมบอกให้เขายกมือไหว้ขอบคุณทุกครั้งนะ เพราะค่าเงินที่เราซื้อของเขา มันไม่ได้มีความหมายเท่ากับค่าความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน เขาทำให้เรา เราต้องขอบคุณเขา นี่คือการเคารพความเป็นคน ไม่ว่าเราจะทำอะไร ผมว่านี่คือเรื่องสำคัญ

แล้วอีกอย่าง ผมไม่ชอบให้ลูกน้องมาเอาใจมากมาย เวลาไปต่างจังหวัด ผมหิ้วกระเป๋าเอง ไม่ต้องมาหิ้วให้ผม เพราะมันจะทำลายผมในอนาคต เพราะอะไร? เพราะเมื่อไหร่ที่คุณมาถือกระเป๋าให้ บอกเลยว่า 5 ครั้งแรกผมจะรู้สึกขอบคุณ แต่ 5 ครั้งต่อมา เอาละ มันจะเป็นหน้าที่คุณ แล้วถ้าครั้งที่ 15 คุณไม่ถือ ผมจะคิดแล้วว่าคุณนี่ทำไมไม่ทำตามหน้าที่เลย นี่แหละ อีโก้มาเลย ดังนั้น อย่ามาสร้างอีโก้ให้ผมในวันนี้เลย แล้วก็อยากให้ทุกคนพยายามกลับมาสำนึกกันใหม่ว่า เราก็คน ทุกคนรอบตัวเราก็คน ค่าของคนจึงเป็นเรื่องมารยาทที่มีซึ่งกันและกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ใครรวยกว่าใคร

 

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2557 ประกอบธุรกิจให้บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านตู้เติมเงิน

เมื่อ 6 ปีก่อน ชูเกียรติ รุจนพรพจี เข้ามารับช่วงต่อด้วยตำแหน่งซีอีโอ หลังจากที่ตัดสินใจเกษียณไปแล้วตอนอายุ 35 เพราะเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน (Financial Inclusion) ของสังคมได้

ถ้าเล่าประวัติคร่าว ๆ เขาเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางและที่บ้านล้มละลาย ตั้งใจเรียนจนเข้ามหาวิทยาลัยสาขาการเงินได้ หลังเรียนจบเขาได้ทำงานกับธนาคารต่างชาติอย่าง Hong Kong Bank (HSBC) และ Standard Chartered เป็นนายธนาคารมือฉมังที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มากมาย ตำแหน่งงานสุดท้ายของเขาคือ Managing Director ของ Standard Chartered ที่สิงคโปร์

มาวันนี้ SABUY มีบริษัทย่อยกว่า 30 บริษัท อาทิ บริษัท เวนดิ้ง พลัส จำกัด (VDP) บริษัท สบาย โซลูชั่นส์ จำกัด (SBS) และ บริษัท สบาย มันนี่ จำกัด (SBM) โดยแบ่งออกเป็น 5 ธุรกิจดังนี้ 

หนึ่ง Payments ธุรกิจบริการระบบชำระเงิน

สอง Merchandising ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์

สาม Solutions ธุรกิจระบบโซลูชันส์

สี่ Financial Service ธุรกิจบริการทางการเงิน

ห้า New Economy ธุรกิจเศรษฐกิจใหม่

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของชูเกียรติที่อยากสร้างระบบนิเวศการเงิน (SABUY Ecosystem) ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายหรือการรับเงิน เหมือนสโลแกนที่บอกว่า ‘ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY’ จึงตัดสินใจพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มซื้อขายบนตลาดในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ด้วยราคาหุ้นไอพีโอ 2.50 บาท และปิดตลาดด้วยราคาที่ตกลงมาเหลือ 1.87 บาท

นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนทั่วไป

แต่ผู้บริหารคนนี้ไม่ย่อท้อ มุ่งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่อให้ทั้งคนนอกและคนในเห็น จนวันนี้ (19 เมษายน พ.ศ. 2565) ผ่านมาปีกว่า ๆ ราคาต่อหุ้น SABUY อยู่ที่ 27.75 บาท และดูเหมือนจะเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นทุกที

คุณตัดสินใจเกษียณตอนอายุ 35 แล้วเดินทางไปท่องเที่ยวมาหลายปี อะไรทำให้คนที่ตัดสินใจแบบนั้นไปแล้วกลับมาทำธุรกิจ

ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 300 – 400 ล้านบาท คำนวณกับค่าใช้จ่ายรายเดือนของตัวเองก็น่าจะอยู่ไปได้ถึงอายุ 90 แบบสบาย ๆ ชีวิตผมตั้งแต่เรียนจบก็มีแต่งานอย่างเดียว ทำงานติดต่อกันมา 14 ปี หลังเกษียณตลอด 6 ปี ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยว ตอนนั้นไปกันเกือบ 20 ทริป ระหว่างนั้นก็มีรายได้จากการลงทุน จนวันหนึ่งมานั่งนึกว่าชีวิตเราผ่านมาแต่สิ่งดี ๆ ทำไมไม่หยิบยื่นแจกคนอื่นด้วย 

ช่วงที่ไม่ได้ทำงานก็มีโอกาสเจอเพื่อนร่วมงานเดิม ๆ บางคนที่คิดว่าเรายังมีประโยชน์ต่อเขาก็ยิ้มแย้มทักทาย แต่กับบางคนเขาก็ไม่ มันทำให้เราเรียนรู้เรื่องสังคมการทำงานมากขึ้น ในทางหนึ่ง เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้าเริ่มทำธุรกิจจากศูนย์ ความสามารถที่มีอยู่จะยังใช้งานได้หรือเปล่า

ก่อนหน้านั้นคุณไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเหรอ

ไม่เคยเลย จริง ๆ นี่เป็นที่ทำงานที่ 3 ของผม หลังเรียนจบเราทำงานที่ Hong Kong Bank อยู่ 7 ปี ก่อนจะย้ายไป Standard Chartered อีก 7 ปี แล้วก็หยุดทำงานไป 6 ปี

คุณเห็นโอกาสอะไรใน SABUY ถึงคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการลองทำธุรกิจ

ลักษณะงานของผมที่สองธนาคารนั้นคือ ‘คนสร้างเมือง’ เป็นการเริ่ม Business Unit ใหม่ แล้วก็ทำได้ดี เราถนัดในการสร้างเมือง สร้างดินแดน สร้างกิจการ พอเราโตมาจากคนที่ไม่มีอะไร วันหนึ่งที่เรามีแล้วก็เลยอยากแบ่งปันคนอื่น 

แล้วในปัจจุบันยิ่งเห็นชัดว่า สังคมถูกออกแบบให้เอื้อประโยชน์กับนายทุนหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า โอกาสที่เห็นกับ SABUY คือการสร้าง Financial Inclusion ที่ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเงินได้เหมือน ๆ กัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน
ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

Financial Inclusion จำเป็นแค่ไหนกับประเทศเรา

นั่นเป็นเป้าหมายของเราเลยนะ เราอยากเป็น Data Company ที่นำข้อมูลมาทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น

ช่วงที่ผมหยุดงาน 6 ปี ผมมีพอร์ตการลงทุนเกือบพันล้าน แต่เชื่อไหมครับ ผมสมัครบัตรเครดิตใหม่ไม่ได้เลยสักใบ มันทำให้เห็นว่า พอเราไม่ได้อยู่ในระบบที่เรียกว่า Payroll (เงินเดือนประจำ) เราจะมีปัญหาในการเข้าถึงเงินทุน แล้วคิดดูสิว่าคนที่อยู่ในระบบมีแค่ 3 – 4 ล้านคนเองนะ ย้อนไปดูคนที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดามีประมาณ 3.5 ล้านคนเท่านั้น

นั่นแปลว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบนี้ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ขายในตลาด เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง เจ้าของร้านโชห่วย พวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงิน มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้าง Financial Inclusion โดยใช้ดาต้าวิเคราะห์ความสามารถในการหารายได้กับความสามารถในการใช้จ่าย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา

ในวันที่ทุกคนพูดเรื่อง Cashless Society ธุรกิจที่เริ่มต้นจากตู้เติมเงินจะเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศได้อย่างไร

ถ้าผมเริ่มต้นเหมือนธุรกิจ Fintech ทั่วไป ก็ต้องไประดมทุนจำนวนมหาศาลมาก่อน ระดมทุนเสร็จต้องทำขาดทุนก่อน วิธีขาดทุนก็คือการไปซื้อ User ซึ่งในฐานะอดีตนายธนาคาร ผมว่าวิธีนี้ง่ายเกินไป เลยทำตรงกันข้าม โดยการเริ่มต้นจากการสะสมข้อมูลและ User และธุรกิจของเราต้องไม่ขาดทุน

วันนี้พิสูจน์แล้วว่า SABUY ทำสำเร็จ ลองสังเกตธุรกิจที่มีคนใช้งานเยอะแต่ขาดทุน ถ้าระดมทุนใหม่ไม่ได้ก็ต้องปิดตัวลง เราจึงเห็นหลาย ๆ สตาร์ทอัพถอนตัวออกจากประเทศไทย เพราะเขามีเงินจำกัด และขาดทุนได้ในขอบเขตที่ตั้งไว้ 

ผมโตมากับระบบธนาคารเลย Conservative กว่า กองทัพต้องเดินด้วยเสบียง เสบียงของเราคือกำไร ยิ่งเราแข็งแรง แม้จะเดินได้ช้ากว่า แต่เรารู้ว่าเรารอด 

แพลตฟอร์มตู้เติมเงินคือการเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่ฐานพีระมิด สร้าง User แล้วค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นไป ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ขณะที่ก็ทำกำไรไปด้วยในเวลาเดียวกัน ถ้าพูดถึงการแข่งขันธุรกิจออนไลน์ มีเป็นร้อยนะ แต่ออฟไลน์อย่างตู้เติมเงินมีเจ้าใหญ่ ๆ อยู่ 2 เจ้า

อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่าคนที่อยู่ในระบบ Payroll และรับเงินผ่าน Electric Payment มีแค่ 3.5 ล้านคน นั่นหมายถึง ‘เงินสด’ ก็ยังเป็นตลาดที่ใหญ่มาก อย่างประเทศจีนที่เรามองว่ามีตลาด E-commerce ที่ใหญ่ที่สุด ยังมียอดขายออนไลน์แค่ 17 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 83 เปอร์เซ็นต์ คือออฟไลน์ทั้งสิ้น

ทำไม Alibaba หรือ Amazon ถึงต้องเข้าซื้อห้างต่าง ๆ เพราะเขารู้ว่าตลาดออนไลน์มันโตมากไปกว่านี้ไม่ได้ เขาต้องเจาะกลุ่มออฟไลน์ สิ่งที่เราทำกลับกันคือสร้างฐานออฟไลน์ให้ใหญ่ก่อน แล้วค่อยขยับเป็นออนไลน์

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

เคยมี Success Case อื่น ๆ ที่ทำโมเดลนี้สำเร็จมาแล้วบ้างไหม

ขอยกตัวอย่าง Samsung กับ Huawei สองแบรนด์นี้ก็เริ่มมาจากพีระมิดข้างล่าง อย่าง Samsung เข้ามาตอนที่ Nokia หรือ Ericsson กำลังฮิต คนก็หัวเราะ ใช้ทำไม Samsung ซึ่งข้อดีก็คือทุกคนยอมรับว่าถ่ายภาพแล้วสวย ปรากฏวันหนึ่ง Huawei ไปเอากล้อง Leica มาใส่ในโทรศัพท์

หรืออย่างกรณีศึกษาในไทย Pruksa Property เริ่มจากสร้างบ้านแถวชานเมืองหลังละ 7 แสน จนวันนี้ขายคอนโดราคาเป็น 10 ล้านได้ เพราะรากฐานของบริษัทแข็งแรง มีฐานลูกค้าที่แข็งแรง

วันที่เข้าตลาดทุน การเดินทางสายตรงข้าม ส่งผลต่อความเข้าใจของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน

มีแต่คนไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เขาบอกว่าเป็น Fake Business

วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์วันแรกก็โดนเลย ราคาเราต่ำกว่า IPO ผมเลยเรียกประชุมพนักงานแล้วบอกว่า เราเป็นของจริง คุณค่าของเราต้องทำด้วยตัวเอง อย่าให้คนอื่นมากำหนด ผมไม่ได้บอกให้คุณต้องเชื่อ เพราะหน้าที่ของผมคือการพิสูจน์ให้เห็นว่ามันถูกต้อง

วันนี้หุ้นของ SABUY ขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นซีอีโอ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท กับพนักงาน 20 – 30 คน วันนี้มูลค่าบริษัทอยู่ระหว่าง 33,000 – 45,000 ล้านบาท ตอนเข้าตลาดฯ มูลค่าของเราอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โตขึ้นมาสิบกว่าเท่า เพราะคนเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราอยากสร้าง Diversity ให้มีความหลากหลายทางธุรกิจ ในขณะที่สร้าง Inclusion ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

จะพูดได้ไหมว่าธุรกิจคุณสร้างขึ้นเพื่อช่วยคนตัวเล็ก

เราทำผ่าน 3 ภารกิจหลัก

หนึ่ง Solution เราใช้ดาต้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ทุกวันนี้คิดว่ามีคนอยู่ในระบบเว็บไซต์หางานออนไลน์กี่คน แต่วันนี้ผมมีจุดร้านสะดวกส่งอยู่ 12,000 จุดทั่วประเทศ ถ้า 12,000 จุดนี้ คุณสามารถยื่นบัตรประชาชนหรือบัตรแรงงานต่างด้าวทิ้งไว้เพื่อหางาน คุณอยากทำอะไร ถนัดอะไร ต้องการเรตเงินเดือนเท่าไหร่ ก็ให้ข้อมูลไว้ นายจ้างที่ตอนแรกไม่รู้จะหาแรงงานที่ไหนก็เข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ ส่วนลูกจ้างก็มีโอกาสเข้าถึงอาชีพ เข้าถึงเงินทุน เข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงโอกาส

ดาต้าที่เรามีช่วยคนได้ บางคนที่ทำงานทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาควรทำงานนี้หรือเปล่า เขาเหมาะกับงานนี้ไหม เขาคิดอย่างเดียวว่าฉันอึด ฉันทำเป็นแต่แบบนี้ ดาต้าจะทำให้เราเข้าใจตัวเอง สมมติ วันนี้เขาขายอาหารตามสั่ง แต่เขาทำอาหารไม่อร่อย เขาอาจจะเหมาะกับการขายของมากกว่า นั่นคือ Diversity เป็นระบบนิเวศของช่องทางทำธุรกิจ พอเขามีทั้ง Diversity และ Inclusion เขาก็มีโอกาสที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รายได้มากขึ้น 

สอง Sales เราให้ความสำคัญกับการเข้าถึงราคาที่เป็นธรรม ต้นทุนที่มาถึง User ต้องต่ำกว่า พอต่ำแล้วจะเกิดการแข่งขันด้านสินค้าและบริการ ราคามาตรฐานก็จะเกิดขึ้นในระบบนิเวศของเรา คนซื้อซื้อได้ถูก คนขายก็ขายได้เยอะเพราะมีจำนวนคนซื้อมาก 

สาม Financial เราอยากให้บริการเข้าถึงเงินทุน คนที่ไม่มีสลิปเงินเดือนจำเป็นต้องไปกู้นอกระบบ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาก็มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเรามีข้อมูลการหารายได้และการใช้จ่ายของเขาก็รู้ถึงความสามารถในการใช้หนี้ จะทำให้เกิดหนี้เสียน้อยมาก

ถ้าแยกเป็นส่วน ๆ อย่าง Solution, Merchandising และ Financial ก็พอจะนึกออกว่าใครคือคู่แข่ง แต่พอรวมกันทั้งหมด คู่แข่งของธุรกิจคุณจริง ๆ แล้วคือใคร

คือระบอบ คือระบบของการกินรวบ สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อทุกคน คนตัวเล็ก คนตัวกลาง และคนตัวใหญ่ ดังนั้นระบอบที่เป็นแบบผูกขาด (Monopoly) จะไม่ชอบวิธีนี้ เพราะเราเข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว

ถ้าดู Core Business ของเรา เรื่องแรกคือเทคโนโลยีง่าย ๆ ที่ให้คนเข้าถึงได้ นำมาใช้อำนวยความสะดวก มีเว็บ 2.0 หรือ E-commerce และกำลังจะก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 ที่เป็น Blockchain

เรื่องที่สอง Payment ทั้งสกุลเงินไทย เงินดิจิทัล เป็นบริษัทการเงินที่ทำได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เจ้าอื่นดูสลิปเงินเดือน ดูโฉนดที่ดิน แต่เราดูดาต้าถึงความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการใช้จ่าย

สามคือช่องทางในการเข้าถึงคน เรามีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีการซื้อธุรกิจเครือข่าย (Multi-level Marketing : MLM) และตอนนี้ผมกำลังศึกษาเรื่อง TV Shopping เจ้าสัวทุกรายในประเทศไทยซื้อช่องทางให้ตัวเองผูกขาด แต่เราเปิดช่องทางเยอะขึ้น ใหญ่ขึ้น ใครก็ตามที่โดนรังแกจากระบบผูกขาดจะมาอยู่กับเรา

ต่อมาคือ Financial การกระจายทรัพยากร กองทัพเดินด้วยการลงทุนและการกู้เงิน ทำยังไงให้คนเข้าถึงแหล่งทุน ทำยังไงให้คนที่ลงทุนใน Cryptocurrency วันนี้เข้าใจสิ่งที่เขากำลังลงทุนอยู่

สุดท้ายคือ Cloud Data หรือ Data Center เราพูดเรื่องนี้เยอะมาก สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้เราเห็นความเสี่ยงของประเทศไทย Cloud ของประเทศเรามี 2 ค่าย ค่ายอเมริกาคือ AWS, Amazon, Microsoft ส่วนค่ายจีนมี Huawei Cloud, Tencent, Alibaba Cloud ถ้าสองค่ายอายัติข้อมูลเราทั้งหมด เราจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าผมทำ Southeast Asia Cloud ล่ะ 

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

สไตล์การบริหารของอดีต Banker ที่ต้องเข้ามาบริหารธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วเหมือนสตาร์ทอัพเป็นยังไง

ตอนสร้างธุรกิจตู้เติมเงิน เราเน้นแนวลูกทุ่ง เพราะถ้าไปแบบทางการ ลูกค้าไม่เข้าใจเรา เหมือนให้นักแต่งเพลง Kamikaze ไปทำเพลงแนวค่ายเบเกอรี่ แนวทางการบริหารของผมเลยต้อง Tailor Made กับธุรกิจที่ทำ ถ้าเป็นธุรกิจที่กลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงาน เราต้องได้ใจเขา วิธีได้ใจก็คือเราต้องเดินร่วมกับเขา ทำงานกับเขา เสียเหงื่อไปกับเขา ทำให้เห็นว่าทุกปัญหานั้นแก้ไขได้ อย่ากลัวปัญหา เพราะหลาย ๆ ธุรกิจเติบโตช้าหรือไม่เกิดขึ้นเพราะเห็นปัญหาขึ้นมาก่อน

เรามองผลลัพธ์ เพราะรู้ดีว่าระหว่างทางต้องเจอปัญหามากมาย อย่าหลอกตัวเอง แก้ไปเถอะ พอแก้ไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ติดตัวมากับทีมเราคือความสามารถในการแก้ปัญหา ทำให้เราทำได้เร็วกว่าคนอื่น 

คนที่แก้ปัญหาได้เก่งที่สุดคือคนที่เจอมาเยอะที่สุด

แล้ว SABUY เจอมาเยอะแค่ไหน

เยอะครับ (หัวเราะ)

คุณซื้อใจลูกน้องอย่างไร

การ Motivate คน ต้องทำให้เขารู้สึกว่า เราเชื่อมั่นและเข้าใจเขา ถ้าเป็นแบบนั้นทุกคนจะสู้เต็มที่ ขณะเดียวกันเราก็สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าวิ่งออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ลองทำเรื่องที่ไม่ถนัด ผมมีเคล็ดลับในการเลือกคนอยู่ 2 ข้อ

อย่างแรก คนที่จะเข้าทำงานที่นี่ เราไม่ดูวุฒิการศึกษา นอกจากเก่ง คุณต้องอึดและพร้อมแก้ปัญหา ที่เหลือก็รอดแล้ว ในสามก๊ก คนที่ฉลาดที่สุดอาจไม่ใช่สุมาอี้ ขงเบ้งฉลาดกว่า เพราะคนที่ฉลาดและอดทนคือคนที่ชนะยาวที่สุด 

วันนี้ความรู้ถูกแข่งด้วย Google และข้อมูลมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่บนนั้นไม่เคยสอนใครให้อดทน ไม่เคยสอนใครให้ยืดหยุ่น 

อย่างที่สอง จ้างคนเก่งและคนที่ใช่ คนที่ใช่ก็จะนำพาคนที่ใช่มาอีก

อย่างสุดท้าย การทำการสื่อสารเยอะเพื่อให้คนข้างนอกเข้าใจเรา แม้วันนี้เขาอาจจะไม่เข้ามาทำงานกับเรา แต่ 2 – 3 ปีข้างหน้า เขาอาจจะเห็นสิ่งที่เราพูดเมื่อ 2 ปีก่อน มันอาจสร้างความประทับใจให้เขา ไม่ว่าจะในฐานะพาร์ตเนอร์ธุรกิจหรือบุคลากรเก่ง ๆ 

หาคนเก่งอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะหาคนที่ใช่เจอได้อย่างไร

เราดูที่ Commitment และความตั้งใจของเขา

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

พนักงานที่อายุน้อยที่สุดของสบายคือ 17 ปี

ทีมที่ทำเว็บ 3.0 รวมไปถึง Blockchain จะเป็นเด็ก ๆ ผมให้เขาใส่ไอเดียได้เต็มที่ ส่วนเรื่องการดำเนินงาน เรื่องการเงิน การบัญชี เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง

เราต้องทำหลังบ้านให้ดีเพื่อให้เขาวิ่งได้เต็มที่ สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือให้สปอตไลต์เขา แล้วเดี๋ยวจะได้เด็ก ๆ อีกกลุ่มเข้ามาร่วมงาน แต่อย่าคิดว่าเขาโตขึ้นเก่งขึ้นแล้วจะต้องอยู่กับเรานะ มีเข้ามาก็มีออกไป ผมไม่เคยคิดจะครอบครองทาเลนต์เหล่านี้ เขาอยู่เพราะเขารู้สึกอยากอยู่ ผมก็ต้องทำ Environment ให้น่าอยู่ แต่วันหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่แล้ว Environment นี้ก็ต้องดึงดูดคนอื่นเข้ามาได้ด้วย

แล้วพนักงานที่อายุมากที่สุดล่ะ

60 กว่า และผมจะให้ทำไปจนถึง 75 เลยถ้าเขายังสนุกอยู่ ถ้าบริษัทเรายังมอบสิ่งดี ๆ ให้เขาอยู่

ธุรกิจที่เติบโตเร็วอย่างก้าวกระโดด ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร

มันมีปัญหาเข้ามาเรื่อย ๆ เช่น Operation ไม่ทัน แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว ยกตัวอย่างธุรกิจ Call Center เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเดินไปแล้วพนักงานรับโทรศัพท์ทันตลอด แสดงว่าผมมีคนเยอะเกินไป ส่วนใหญ่งานจึงเข้ามามากกว่าคน เชื่อไหมถ้าที่นี่งานน้อยกว่าคนเมื่อไหร่ ผู้บริหารคงหงอยตาย อาจจะมีหลายคนลาออก เพราะคนที่นี่ชอบทำงาน

นั่นเป็นอีกสิ่งที่ทีมบริหารต้องเอาใจใส่ เราพยายามหาตัวตนของพนักงานแต่ละคนให้เจอ จริง ๆ มันเริ่มเห็นตั้งแต่วันแรกเลยนะ เราพอดูออกว่าจะดึงอะไรในตัวคนคนนี้ออกมา เวลาสัมภาษณ์งานผมมักถามผู้สมัคร 2 คำถามคือ หนึ่ง มองตัวเองยังไงในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า และสอง คุณมีอะไรจะถามผมไหม มันแสดงให้เห็นถึงสกิลล์การคิดวิเคราะห์ของเขา เขาอ่านเรายังไง ในเวลาเดียวกันเขาต้องรู้ตัวเองในอนาคตอันใกล้ อยากพัฒนาไปด้านไหน Motivation ของเขาคืออะไร และถ้าคนนั้นเป็นคนเก่ง ผมมักจะหักดิบด้วยการบอกว่า ‘คุณนี่ก็แปลกนะ ผมเห็นค่าคุณเยอะกว่าที่คุณเห็นค่าตัวเองอีก แปลว่าคุณยืนอยู่ผิดที่แล้ว’ แล้วก็รับเข้าทำงานเลย

ถ้าเราไม่ใช่คนบ้างานจะทำงานที่นี่ได้ไหม

ได้สิ ทุกงานมันมี Work-life Balance อยู่แล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้มีระบบตอกบัตร คุณ Work from Anywhere ได้ และเราเชื่อเรื่อง Work Smart แต่ถ้าวันไหนคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าที่นี่เมื่อไหร่ คุณจะอยู่ไม่ได้เอง

วันนี้มูลค่าของ SABUY แตะ 45,000 ล้านบาท นั่นถือว่าเป็นความสำเร็จแล้วหรือไม่

ผมไม่ได้มองว่านี่จะเป็นมรดกของลูกหลาน แต่เป็นของมหาชน 

วันนี้ผมใช้สโลแกนว่า ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY แต่ในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะใช้คำว่า เกิดยันตาย ชีวิตติด SABUY วันไหนที่คนคิดถึงเราแบบนั้นถึงจะสำเร็จ

คุณเกษียณรอบแรกตอนอายุ 35 ณ วันนี้ วางแผนเกษียณครั้งที่สองแล้วหรือยัง

จริง ๆ ตั้งใจจะเป็นซีอีโอที่นี่อีก 7 ปี แล้วหลังจากนั้นค่อยขึ้นไปเป็นประธานบริหาร จากที่เคยทำงานเต็ม ๆ ทั้งสัปดาห์อาจจะเหลือสัปดาห์ละ 3 วัน วันละครึ่งวันพอ ผมไม่ได้อยากเลิกทำหรอก แต่ต้องให้โอกาสคนที่ต่อสู้ร่วมกับเรามา อาจจะหาคนที่เหมือนผมไม่ได้ แต่งานของผมแบ่งให้คน 5 คนได้ เขาก็ควรได้โอกาสนั้น

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

Questions answered by CEO, SABUY

1. คุณเป็นแฟนฟุตบอลทีม…

Manchester United ชอบมาตั้งแต่ยุค 80 ที่ลิเวอร์พูลครองแชมป์ตลอด แต่แมนยูสำหรับผมคือนักสู้ แล้วผมก็มีเลือดนักสู้ ชอบเชียร์มวยรองบ่อน แมตช์วัน Boxing Day ในปี 1985 ที่ชนะ 3 – 1 ประทับใจมาก ช่วงนั้นเขามีนักเตะอายุเยอะ ๆ ด้วย เรารู้สึกว่าทีมนี้มีความไม่เพอเฟกต์อยู่ มันใกล้ตัวเรา แต่พอต้องสู้กับคนเก่ง ๆ ก็สู้ตาย

2. บทเรียนจากฟุตบอลที่มาใช้ในการทำธุรกิจคือ…

สำหรับผม ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ มันคือการฝึก รอโอกาส และเวลาที่ใช่ เราจะอยู่ในวันที่ตัวเองล้มเหลว แล้ววันที่สำเร็จจะโคตรมีความสุข กีฬามีแพ้มีชนะ แต่ถ้าคุณจะชนะแล้วยืนระยะยาวได้ ต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ

3. ถ้าได้เขียนหนังสือหนึ่งเล่มจะเกี่ยวกับ…

เรื่องการทำงานและครอบครัว ถ้าสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องครอบครัวหมดเลย แต่มันไม่ใช่ข้ออ้าง ความสำเร็จด้านการงานไม่ได้บอกว่าความเป็นคนของคุณสูงขึ้น อย่าโทษความสำเร็จว่าทำให้เราเปลี่ยนไป

4. บนโต๊ะทำงานคุณต้องมี…

มีนามบัตรและกระดาษโน้ตวางเกลื่อนไปหมด (หัวเราะ) อยากหาอะไรก็อยู่บนโต๊ะ 

5. ละครเวทีที่ชอบที่สุดคือ…

สี่แผ่นดิน มันสอนหลายเรื่อง เช่น ความกตัญญู การดูแลพ่อแม่ คุณค่าของคนที่บางคนตีค่าคนจากเงินในบัญชีที่เขามี การให้โอกาส ความเมตตา และสุดท้ายคือการไม่ลืมตัว

6. คุณสมบัติหนึ่งข้อในตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูกชาย-ลูกสาวคือ…

ความกตัญญู ผมมักขอให้เขารู้คุณคน เพราะสิ่งนี้จะเป็นโล่ที่ทำให้พวกเขามีแต่คนรัก มีแต่คนสนับสนุน สิ่งนั้นมีค่ากว่าเงินในบัญชีของผมเสียอีก

7. เสาร์-อาทิตย์ไปเจอคุณได้ที่…

ตามร้านอาหาร ตามห้าง เสาร์-อาทิตย์เป็นวันที่ผมอยู่กับครอบครัว แล้วก็ไปเจอกันที่บ้านแม่ ผมไปเยี่ยมแม่ทุกอาทิตย์

8. นักธุรกิจ 1 คนที่อยากดื่มกาแฟด้วยคือ…

Steve Jobs ผมชอบคนกล้าคิดต่าง เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำใช่ ไม่มีถอยหลังกลับ ไม่มีคิดซ้ำสอง เขาสร้างบริษัทด้วยตัวเอง ถูกให้ออกแล้วก็กลับมาใหม่ คนสำเร็จล้มเหลวก็กลับมาสำเร็จได้ ผมชอบสไตล์คนนี้มากกว่า Jack Ma แจ็คพูดเก่ง แต่พูดเรื่องการเมือง นักธุรกิจเขาไม่พูดเรื่องการเมืองกันหรอก ถ้าพูดเรื่องการเมืองแปลว่าภัยมาถึงตัวแล้ว

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load