สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่อง ขออนุญาตแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อย ข้าพเจ้า รองศาสตราจารย์ พรรณเพ็ญ ฉายปรีชา เรียนจบปริญญาตรี ศิลปบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2507

หลังจากนั้นทำงานเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในอยู่ 6 – 7 ปี ก็มีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วง พ.ศ. 2515 – 2516 (ค.ศ. 1971 – 1973) ในสาขาวิชา Graphic Art และสาขาวิชา Industrial Art ที่ Texas A&M University เมืองคิงส์วิลล์ รัฐเท็กซัส

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว ก็ไปหาประสบการณ์ทำงานเป็น Interior Designer อยู่ที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย และเป็นอาจารย์สอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนเกษียณอายุราชการ

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นนักออกแบบอิสระ ออกแบบตกแต่งภายในและจัดสวน

แรกรู้จักกับ Bolo Tie

ตอนนี้มาเข้าเรื่อง Bolo Tie ว่าไปรู้จักกับมันได้อย่างไร เมื่อไหร่ ทำไมมีความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตยาวนานมาจนปัจจุบันนี้

คงต้องย้อนไปตั้งแต่ ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) วันที่ข้าพเจ้าต้องเข้าเรียนวิชาบังคับของมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน แต่ไม่ได้นับคะแนนเข้าไปในหลักสูตรปริญญาโท แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่จบ

นั่นคือวิชา Government เป็นวิชาที่ต้องเรียนรู้กฎหมายและประวัติศาสตร์ของรัฐเท็กซัส

พวกเรานั่งรออาจารย์ผู้สอนในห้องเรียน ทันทีที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้อง ข้าพเจ้านึกไปถึงภาพยนตร์คาวบอย ที่ในตอนนั้นกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วไป คอหนังจำนวนไม่น้อยชื่นชอบ รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองด้วย ท่านแต่งกายไม่เหมือนอาจารย์รายวิชาอื่น ๆ ที่เราเรียน สวมกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อเชิ้ต ที่คอเสื้อเชิ้ตมีหัวหรือแป้นเป็นรูปเกือกม้า รูดติดคอเสื้อด้วยเส้นหนังถึง 2 เส้น ปลายเส้นหุ้มด้วยโลหะสีเงิน ใส่หมวกและใส่รองเท้าบูต

ท่านคือ Dr.Hoop เป็นผู้สอนวิชา Government ให้พวกเรา ดูเท่และสมาร์ทมาก ข้าพเจ้าพบกับท่านทุกอาทิตย์จนเรียนจบเทอม ภาพจำต่าง ๆ ก็ฝังอยู่ในหัว แต่ไม่เคยคิดจะเอามาใช้แต่อย่างใด เพราะตอนนั้นเราต้องสนใจกับการเรียนมากกว่า ยังต้องปรับตัวอีกเยอะแยะ

ข้าพเจ้ามีเวลาพักตอนหยุดเทอมสั้น ๆ ก็เดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไปเห็นสิ่งที่ Dr.Hoop ใช้ผูกคอเสื้อ มีรูปแบบถูกใจก็ซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเรียกอะไร เพราะเห็นก็ซื้อมา ไม่ได้คิดจะถาม คิดแค่ว่าเหมือนที่อาจารย์ใช้ และข้าพเจ้ามารู้จักชื่อของมันว่าคือ ‘Bolo Tie’ จาก Glenda Dawson รูมเมตชาวอเมริกันของข้าพเจ้า ในช่วงเวลา 2 ปีกว่าที่อยู่อเมริกา ข้าพเจ้าก็มีเก็บไว้ดู 6 – 7 เส้น

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก
Bolo Tie ชุดแรกที่มี

เริ่มต้นใช้เส้นแรก

ปลาย ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ข้าพเจ้าเดินทางกลับเมืองไทยและเป็นอาจารย์สอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ข้าพเจ้าก็ลืมเรื่อง Bolo Tie ไปแล้ว เพราะต้องมีสมาธิกับหน้าที่ใหม่ จนกระทั่ง ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) ข้าพเจ้าเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ และพบกับเจ้า Bolo Tie ในร้านขายของที่ระลึก แต่ที่นี่ดูแปลกตา ไม่เหมือนของอเมริกา เขาใช้เปลือกหอยเป็นหัว ใช้สัญลักษณ์ของประเทศคือ ‘นกกีวี’ บรรจุลงไปตรงกลาง สายเป็นเชือกถัก ปลายสายเป็นโลหะ ข้าพเจ้าเห็นแล้วถูกใจ เลยซื้อกลับมา 1 เส้น หลังจากท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ทั่วเกาะเหนือ-เกาะใต้ ก็เดินทางกลับมาทำหน้าที่อาจารย์ต่อ

ปกติข้าพเจ้าเป็นคนชอบแต่งตัวสบาย ๆ ใส่เสื้อเชิ้ตเป็นส่วนใหญ่ นุ่งกระโปรง A Line และคาดเข็มขัด วันนั้นข้าพเจ้านึกถึง Bolo Tie ที่ซื้อจากนิวซีแลนด์ จึงหยิบมาลองผูกดู พิจารณาตัวเองในกระจก รู้สึกว่าดูเรียบร้อยและทะมัดทะแมงขึ้น เลยผูกไปมหาวิทยาลัย นับเป็นเส้นแรกที่ข้าพเจ้าใช้

วันนั้นทั้งวัน ข้าพเจ้ารู้สึกทำอะไรได้คล่องตัว จะก้ม จะเงย ไม่ต้องระมัดระวังตัว เพราะกลายเป็นว่าเจ้าเครื่องประดับผูกคอเส้นนี้ ทำหน้าที่พิทักษ์ความไม่เรียบร้อยตอนเผลอตัวก้ม ๆ เงย ๆ ได้ด้วย

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก
Bolo Tie เส้นแรกที่ใช้

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าไปค้น Bolo Tie ที่ซื้อจากอเมริกา 6 – 7 เส้นนั้นมาร่วมใช้ด้วย คราวนี้ผูกไปทุกวันเมื่อใส่เสื้อเชิ้ต จนเป็นที่สังเกตของเพื่อน ๆ อาจารย์และเจ้าหน้าที่ในคณะ ก็มาชื่นชมถามไถ่ว่า ผูกอะไรมาน่ะ ดูเท่และน่ารักดีนะ คราวนี้ข้าพเจ้าบอกชื่อได้เต็มปากว่ามันคือ Bolo Tie

เวลาผ่านไป ข้าพเจ้าก็เริ่มมีเพิ่มขึ้น จากที่พบและซื้อเอง จากเพื่อน ๆ อาจารย์ และญาติมิตรที่รักทั้งหลาย ไปไหนมาไหนก็ซื้อมาฝาก เครื่องประดับชนิดนี้เริ่มสร้างตัวตนให้ข้าพเจ้าโดยไม่รู้ตัว

ข้าพเจ้าใช้เพราะสบายใจ คล่องตัว และคุ้นชิน เหมือนนาฬิกาหรือมือถือ ไม่เคยคิดว่าเป็นค่านิยมหรือแฟชั่นใด ๆ ทั้งสิ้น คนอื่นมองว่าเป็นสไตล์การแต่งกายของอาจารย์พรรณเพ็ญไปแล้ว วันไหนไม่ได้ผูกไป จะมีคนทักว่าลืมอะไรหรือเปล่า เหมือนเห็นข้าพเจ้า ก็ต้องเห็น Bolo Tie

วันหนึ่งมีการประชุมสภาคณาจารย์ที่หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย คณาจารย์ทั้งหมดแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปร่วมประชุม ข้าพเจ้าไปถึงก็เดินเข้าไปนั่งในแถวที่ยังว่างอยู่ แถวหน้าข้าพเจ้ามีทั้งอาจารย์และเจ้าหน้าที่ ผู้เข้าร่วมประชุมก็ทยอยกันเดินเข้ามา

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกลุ่มคนแถวหน้าพูดดังจนได้ยินชัดเจน เขาพูดว่า “ดูนั่นสิ ๆ” แล้วชี้ไปยังเพื่อนเขาที่กำลังเดินเข้ามาทางด้านหน้าหอประชุม “วันนี้แต่งตัวสไตล์อาจารย์พรรณเพ็ญเลย”

ข้าพเจ้าได้ยินก็ขำ ๆ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอาจารย์พรรณเพ็ญนั่งอยู่ข้างหลังพวกท่านนั่นแหละ

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

ข้าพเจ้าคิดว่าตอนนั้นคงมีเพื่อน ๆ คณาจารย์ ตลอดจนญาติพี่น้องหลายคนที่มองภาพแบบนี้เหมือนกัน เพราะตอนนั้น Bolo Tie ทยอยเดินทางเข้ามาในคลังของข้าพเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นับร้อยเส้น จากซื้อเองบ้าง จากน้ำใจของญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายที่ซื้อมาฝากจากการเดินทางไปทุกหนทุกแห่งบ้าง จนมีคำพูดที่มักพูดกันว่า ไปไหนมาไหนซื้อของฝากอาจารย์พรรณเพ็ญง่ายนิดเดียว แค่ Bolo Tie ก็ถูกใจแล้ว ไม่ต้องคิดเยอะ

แต่มีเรื่องเน้นย้ำถึงผู้คนที่มองข้าพเจ้า มีเพื่อนอาจารย์ 2 ท่าน เดินทางไปฝรั่งเศส พอกลับมา ทั้งสองก็ซื้อ Bolo Tie มาฝาก แต่มีท่านหนึ่งซื้อมา 3 เส้น แล้วให้ข้าพเจ้า 2 เส้น บอกอีกเส้นจะเอาไปฝากอาจารย์ผู้หญิงอีก 1 ท่าน 2 วันผ่านไป เพื่อนอาจารย์ท่านนั้นก็กลับมาหาข้าพเจ้า แล้วส่ง Bolo Tie เส้นนั้นมาให้ข้าพเจ้า ว่าเขามาคิดดูแล้ว ไม่น่าจะมีใครผูกได้เหมาะกับบุคลิกเท่าเรา

เป็นที่สังเกตและจดจำ

คนทั่วไปมีความคิดเห็นต่อข้าพเจ้าแบบนี้ก็ดูปกติ แต่คนที่ความจำเสื่อมแล้ว และคนที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ยังจำหรือรู้จักข้าพเจ้าได้ด้วยเครื่องแต่งกายชนิดนี้ ครั้งหนึ่งมีเพื่อนอาจารย์ป่วยหนักอยู่ที่จังหวัดเชียงราย อาการป่วยครั้งนี้กระทบกระเทือนจนความจำแทบเลือนหายไปเกือบหมด พูดคุยไม่ได้เหมือนก่อน ข้าพเจ้าและเพื่อนอาจารย์อีก 2 คน บินขึ้นไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลจังหวัดเชียงราย

ทันทีที่เขาเห็นพวกเรา แววตามีแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พูดกับพวกเราไม่ได้ เพื่อนข้าพเจ้าคนแรกก็เข้าไปทักทาย และถามว่าจำได้หรือเปล่า อาจารย์ที่ป่วยก็พยักหน้าว่าจำได้ พวกเราก็ลุ้นว่า ถ้าจำได้ก็ต้องบอกชื่อได้สิ จากนั้นประมาณ 2 นาที ก็พูดชื่อเพื่อนอาจารย์ท่านแรกออกมาได้ ต่อไปก็อาจารย์ท่านที่ 2 คราวนี้ใช้เวลา 3 นาที ก็พูดชื่อออกมาได้

คราวนี้ถึงตาข้าพเจ้าบ้าง ก็ลุ้นว่าจำได้ไหม เขาพยักหน้าตอบรับทุกที แต่พูดชื่อออกมาไม่ได้ ได้แต่ชี้ที่เครื่องประดับตรงคอเสื้อของข้าพเจ้า 2 – 3 ครั้ง พวกเราก็แน่ใจว่าจำข้าพเจ้าได้ ภรรยาท่านก็เลยเอ่ยชื่อข้าพเจ้าว่า …ใช่ไหม? เท่านั้นแหละ ท่านก็พูดโพล่งชื่อข้าพเจ้าออกมาได้

นี่ก็คืออิทธิพลจาก Bolo Tie ของข้าพเจ้า ที่แม้กระทั่งผู้ป่วยความจำเสื่อมยังจำได้

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

ขอแถมอีกนิดหนึ่งในเรื่องตัวตน เมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าพเจ้านั่งทานข้าวในร้านอาหารที่สยามสแควร์คนเดียว ระหว่างกำลังก้มหน้าตักอาหาร ก็รู้สึกว่ามีคนมองอยู่ พอเงยหน้ามาก็พบหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารไม่ไกลจากข้าพเจ้านัก พอสบตากัน ผู้หญิงคนนั้นก็ยกมือไหว้ข้าพเจ้า

“อาจารย์พรรณเพ็ญใช่ไหมคะ” เธอถาม

ตอนนั้นก็งง ๆ และนึกว่าอาจเป็นลูกศิษย์จากสถาบันไหนสักแห่ง แต่คงไม่ใช่มหาวิทยาลัยศิลปากรเพราะไม่คุ้นหน้า เธอเดินมานั่งที่โต๊ะข้าพเจ้าแล้วถามว่า

“อาจารย์เขียนหนังสือเรื่องการจัดสวนใช่ไหมคะ” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ใช่” แล้วย้อนถามไปว่า “ทำไมรู้จักล่ะ” เธอบอกว่า “ในหนังสือมีรูปอาจารย์” ข้าพเจ้าก็ถามกลับไปว่า “รูปเล็กนิดเดียว แล้วพอมาเจอตัวจริงทำไมถึงรู้ว่าใช่”

“เพราะในรูปอาจารย์ก็แต่งตัวแบบนี้ คงจะมีไม่กี่คนที่ผูก Bolo Tie หนูเห็นอาจารย์แล้วมั่นใจว่าต้องใช่ก็เลยทัก แต่ถ้าไม่ใช่ก็เตรียมหน้าแตกเหมือนกัน” เธอตอบ จากนั้นก็แนะนำตัว

“เป็นสถาปนิก จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระหว่างที่ออกมาทำงาน หนูได้ใช้หนังสือการจัดสวนของอาจารย์มาช่วยในการทำงานเยอะเลย ดีใจมากที่วันนี้ได้มาพบกับอาจารย์”

นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของเครื่องแต่งกายคู่ใจที่ช่วยแสดงตัวตนของข้าพเจ้า

ตอนนี้ข้าพเจ้าก็มีร่วม 100 เส้นแล้ว

กลับไปอเมริกาอีกครั้ง

หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับมาเมืองไทยได้ 18 ปี ก็กลับไปอเมริกาอีกครั้ง เพื่อหาข้อมูลเขียนหนังสือเกี่ยวกับการแต่งสวน คิดว่าจะอยู่ประมาณ 1 เดือน จึงแวะพักไปเรื่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปและเยี่ยมเยือนเพื่อน ๆ บ้าง เริ่มจากนิวยอร์ก มาฮิวสตัน เท็กซัส และไปยัง California Valley จุดสุดท้ายคือเมืองอนาไฮม์ ตามคำขอของ Prof.Schick และ Mrs.Majories ว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสกลับไปที่อเมริกาอีก ขอให้พวกเขาเป็นเจ้าภาพดูแลข้าพเจ้าบ้าง เพราะในช่วงที่ท่านทั้งสองได้ทุนไปสอบที่คณะมัณฑนศิลป์ 1 เทอม ข้าพเจ้าก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยดูแลท่านด้วยเหมือนกัน ท่านประทับใจ จึงขอให้มาหาท่านทั้งสองด้วย

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

ท่านทั้งสองพร้อมด้วยลูกชาย Robert มารอรับข้าพเจ้าที่สถานีรถประจำทาง มื้อเย็น Mrs.Majories บอกว่าจะทำแฮมเบอร์เกอร์ให้ทาน ข้าพเจ้านึกว่าต้องทานแฮมเบอร์เกอร์อีกแล้วเหรอ แต่ไม่คาดคิดว่าแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้ทาน จะอร่อยที่สุดในชีวิตที่เคยทานมาเลย เป็นฝีมือบ้าน ๆ ที่สุดยอดจริง ๆ

ข้าพเจ้าพักอยู่ที่นี่ 4 – 5 วัน ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย ข้าพเจ้ามีความสุข สนุกสนานมาก และประทับใจมาก จนวันรุ่งขึ้นที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทย Mrs.Majories ก็ถามข้าพเจ้าว่า

“พรุ่งนี้จะกลับแล้ว จะไปซื้ออะไรบ้างไหม” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ไม่รู้จะซื้ออะไรหรอก เพราะก็ซื้อมาเยอะแล้ว แต่ถ้าสนใจก็มีอีกอย่างคือ Bolo Tie” เธอจึงพาไปที่ร้าน Western Wear ที่นั่นข้าพเจ้าเห็น มันวางอยู่ในตู้ประมาณ 30 เส้น ข้าพเจ้าค่อย ๆ เลือกลงมาได้ทั้งหมด 8 เส้น แต่ราคาก็ไม่เบานัก จึงตัดใจซื้อไว้เพียง 4 เส้น เดินดูอะไรต่ออีกเล็กน้อย แล้วก็กลับบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเช้า ข้าพเจ้านั่งรอญาติผู้น้องมารับ Prof.Schick ก็นำ Bolo Tie เส้นหนึ่งมามอบให้เป็นที่ระลึก เป็นของคุณพ่อที่ให้ท่านมา และเห็นข้าพเจ้าชอบใช้ก็เลยนำมามอบให้ วัสดุที่ใช้เป็นลูกปัดอย่างที่ชนเผ่าอินเดียนแดงชอบใช้กัน

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ของขวัญชิ้นพิเศษจาก Prof.Schick

ข้าพเจ้ารับมาด้วยความเต็มใจ และ Mrs.Majories ก็นำกล่องของขวัญมาให้อีกกล่อง ข้าพเจ้าขอบคุณและบอกเธอว่า ขอเปิดดูเลยได้ไหม เธอพยักหน้า แต่พอเปิดดู ความซาบซึ้งใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ เพราะของขวัญในกล่องก็คือ Bolo Tie อีก 4 เส้นที่ตัดใจไม่ซื้อมาเมื่อวานนี้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความจริงใจ ความละเอียดอ่อน และน้ำใจที่เธอมีต่อข้าพเจ้า

ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่ไม่อาจลืมได้เลย

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
4 เส้นที่ข้าพเจ้าซื้อไว้เอง (ซ้าย) 4 เส้นที่ข้าพเจ้าตัดใจไม่ซื้อ (ขวา)

กลับจากอเมริกาคราวนั้น ข้าพเจ้ายังเดินทางกลับไปอีกเป็นระยะ ๆ ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เครื่องแต่งกายคู่ใจก็มีเพิ่มในคลังกว่า 100 เส้นแล้ว แต่คนที่ทำให้ข้าพเจ้ามีมากถึง 200 กว่าเส้น คือเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อยู่ในก๊วนเดียวกันสมัยเรียนอยู่ที่อเมริกา หลังจากที่เขาจบปริญญาโท ก็ตั้งบริษัททำธุรกิจอยู่ที่นั่น มาถึงบัดนี้ก็ร่วม 50 ปีแล้ว เมื่ออยู่ไกลบ้าน เขาก็บินกลับมาเมืองไทยปีละ 2 – 3 ครั้ง ทุกครั้งที่บินกลับมาก็จะซื้อมาฝาก ครั้งละ 10 เส้นบ้าง 15 เส้นบ้าง บางครั้งร่วม 20 เส้น จนข้าพเจ้าต้องขอให้มาเยี่ยมทักทายเฉย ๆ ไม่ต้องซื้อมาฝากแล้ว แค่นี้ก็เยอะจนต้องซื้อตู้แขวนอีก 2 – 3 ตู้เสียแล้ว

เพื่อนข้าพเจ้าบอกว่า เขาเองก็ชอบเหมือนกัน แต่ไม่เคยคิดจะใช้ พอเห็นเพื่อนชอบใช้ก็เลยอยากซื้อมาฝาก เป็นความสุขและสนุกดี โดยเฉพาะบางครั้งก็ประมูลมา และบางส่วนก็เป็นของออริจินัลด้วย

Bolo Tie ในมุมของนักออกแบบ

ข้าพเจ้ามาพิจารณา Bolo Tie กว่า 200 เส้นที่มีรูปแบบที่แตกต่าง แทบไม่เหมือนกันเลย ถึงแม้มีแนวความคิดจากสิ่งเดียวกัน แต่พอลงรายละเอียดในการออกแบบก็แตกต่างกันไป

ข้าพเจ้าจึงลองแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ และคงไม่พูดถึงความเป็นมาของเครื่องประดับชนิดนี้ เพราะท่านอาจหาดูได้จากวิกิพีเดีย แต่ขอมองและวิเคราะห์ในฐานะนักออกแบบ

กลุ่มแรกและกลุ่มที่ 2 เกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกัน ในกลุ่มแรกมาจากอารยธรรมและวัฒนธรรมของชนเผ่า วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ และสิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญกับชีวิต มักเป็นคน สัตว์ อาวุธ การแต่งกาย และสัญลักษณ์สำคัญ วัตถุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ก็เป็นของในพื้นถิ่น ในกลุ่มนี้ของข้าพเจ้าอาจมีบางเส้นที่เป็นออริจินัลของเผ่า Navajo, Hopi หรือ Zuni ก็เป็นได้

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ดีไซน์แบบออริจินัล

ในกลุ่มที่ 2 ยังคงมีแนวคิดการออกแบบที่เกี่ยวข้องกัน แต่วิถีชีวิตก็แตกต่าง ก้าวหน้ามากขึ้น แสดงถึงความเก่งและความสามารถของผู้คนยุคนั้น เช่น รูปคาวบอยขี่ม้าโลดโผน ภาพสัญลักษณ์ หรือเครื่องแต่งกาย เช่น หมวก รองเท้าบูต เป็นต้น

ใน 2 กลุ่มนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าดูมีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณมากกว่าอีก 2 กลุ่ม เพราะ 2 กลุ่มหลังนอกจากมีแนวความคิดที่เอาสัญลักษณ์สำคัญและความโดดเด่นของสถานที่มาใช้แล้ว ก็เป็นการออกแบบเป็นศิลปะสมัยใหม่ที่ดูสดใส สวยงามตามความนิยมเป็นหลัก

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ดีไซน์แบบประยุกต์ให้สมัยใหม่ขึ้น
บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ความนิยม Bolo Tie ในชาติต่าง ๆ

สุดท้าย สำหรับความรักและความผูกพันที่มีต่อเครื่องประดับชนิดนี้มาตลอด 50 ปี จนถึงวันนี้ มันคือเครื่องแต่งกายชิ้นเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ใช้สอย มีคุณค่ามากมาย เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงชีวิตของข้าพเจ้า หลายคนอาจคิดว่า ข้าพเจ้าเป็น ‘นักสะสม Bolo Tie’ แต่ที่เป็นความจริงยิ่งกว่านั้น คือ ข้าพเจ้าสะสม ‘ความรัก ความมีน้ำใจ และความเอื้ออาทร’ ที่ญาติสนิทมิตรสหายมอบให้ข้าพเจ้า มากกว่าที่จะประเมินค่าได้

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
Bolo Tie เส้นโปรด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรรณเพ็ญ ฉายปรีชา

นักออกแบบตกแต่งภายในและจัดสวน ผู้มี Bolo Tie เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load