แอนติกาเป็นประเทศที่ผมแทบไม่รู้จักเลยว่าเป็นอย่างไร แต่พอมีโอกาสรู้จักในเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งวัน ผมพบว่าที่นี่เป็นเกาะที่มีเสน่ห์มาก ๆ ชาวแอนติกันเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะตลอดเวลา ทะเลใสหาดทรายสวยมีอยู่มากมาย จริตแบบอังกฤษที่มาพร้อมกับความโป๊งชึ่งแบบแคริบเบียน ตลอดจนสับปะรดดำรสหวานฉ่ำ รวมทั้งเมืองสีลูกกวาดที่กำกับด้วยจังหวะเพลงแร็ปและเร็กเก้ไปทุกที่

ความสดใสแสบซ่าทั้งหมดนี้ ที่นี่ที่เดียว… อั่นตี๊ก้าาา

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย
ภาพ : www.guideconsultants.com

แอนติกา (Antigua) เป็นประเทศเกาะเล็ก ๆ ในทะเลแคริบเบียนที่ชาวเกาะพากันออกเสียงเรียกชื่อประเทศของเขาอย่างคึกคักซาบซ่าว่า “อั่น-ตี๊-ก้า” ถ้าจะให้ได้อรรถรสแบบชาวเกาะแท้ ๆ อย่าลืมลากเสียงยาวตรงคำว่า “ก้าาา” เหมือนเวลาผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลออกมาแนะนำตัวด้วยชุดประจำชาติสุดอลังการ พร้อมยกแขนผายมือขึ้นเหนือศีรษะด้วยนะครับ

อั่นตี๊ก้าาา… ใช่ครับ แบบนั้นเลย เก่งมากครับ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

เช้าตรู่อันสดใส เรือยักษ์กำลังแล่นช้า ๆ เข้าเทียบท่าหลังจากรอนแรมในทะเลมาหลายวัน ผมรีบวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงาม แดดยามสายกำลังสาดแสงอ่อน ๆ ฉาบเมืองทั้งเมืองที่ดูเล็กราวกับเมืองตุ๊กตายามเมื่อมองลงมาจากด้านบน เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองในแถบแคริบเบียนคืออาคารบ้านเรือนสีสันสุดแสบที่เรียงตัวกันแน่นขนัด แต่ละนาทีที่แสงแดดเริ่มแรงขึ้น เมืองสีลูกกวาดก็จะค่อย ๆ ดูสว่างสดใส และเรามักได้ยินเสียงดนตรีเร็กเก้หรือแร็ปลอยมาตามลมจากที่ไหนสักแห่ง จนเราต้องแอบขยับขาและโยกตัวตามเบา ๆ

เมืองเซนต์ จอห์นส (St.John’s – ต้องมี ’s นะครับ) เมืองหลวงของแอนติกาต้อนรับผมด้วยความตื่นตาตื่นใจ จนผมอยากสาวเท้าก้าวลงไปสำรวจ ผมและผู้โดยสารทุกคนมีเวลาที่นี่อย่างจำกัดจำเขี่ยเพียงหนึ่งวันเต็มเท่านั้น 

เราทุกคนต้องทำเวลาเป็นซินเดอเรลล่า รีบกลับมาขึ้นเรือยักษ์ให้ทันภายใน 17.00 น.

ดังนั้นผมต้องหารถฟักทองและสารถีคู่ใจที่จะพาผมท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงและว่องไว ในราคายุติธรรม

ท่าเรือเฮอริเทจ เควย์ (Heritage Quay) เต็มไปด้วยพี่ ๆ คนขับรถแท็กซี่ที่ยืนออกันอยู่หนาแน่น ทุกคนพากันส่งเสียงเรียกผู้โดยสารที่กำลังเดินงง ๆ ลงมาจากเรือยักษ์กันให้แซ่ด ต่างคนต่างเสนอโปรแกรมเที่ยวรอบเกาะแบบเหมาทั้งคนและรถในอัตรา 100 เหรียญสหรัฐต่อครึ่งวัน แล้วทันใดนั้น…. 

“ไปกับ Your sis ไหม? เดี๋ยว Your sis จะพาเธอเที่ยวเอง Your sis จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง รับรองว่าเธอจะประทับใจ Your sis คนนี้แน่ ๆ ” เมื่อหันไปผมก็พบกับหญิงสาวผิวสีร่างป้อม ๆ ดูน่ารักแบบคุณตุ๊กกี้ ตลกหญิงชื่อดัง

คำว่า Your sis ย่อมาจาก Your sister ซึ่งเป็นสรรพนามที่เธอใช้เรียกตัวเอง เกิดมาผมไม่เคยได้ยินใครเรียกตัวเองว่า Your sis ทุกคำแบบนี้ และโดยท่าทางของเธอนั้น ผมคิดว่าไม่มีคำแปลไหนเหมาะสมไปกว่าคำว่า ‘เจ๊’

“เจ๊ชื่อลินดานะ Nice to meet you!” เจ๊ลินดายื่นมือให้จับ 

“ผมโอ๊คครับ” ผมทักตอบ “เจ๊คิดเท่าไหร่ครับ ถ้าครึ่งวัน ร้อยเหรียญนี่ไม่ต้องมาพูดกันเลยนะ” ผมรีบดักทางเธอไว้ก่อน

“90 เหรียญ นี่เจ๊ลดสุด ๆ แล้วนะ ทั้งเกาะนี้ไม่มีใครถูกกว่าเจ๊อีกแล้ว” เจ๊ลินดายื่นข้อเสนอ พร้อมหัวเราะร่วน

ผมโบกมือเตรียมเดินหนี แต่. “เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว ให้เจ๊เท่าไหร่ล่ะ บอกมาก่อนเซ่ บอกมา บอกมา” เจ๊ตื๊อ 

“50 เหรียญขาดตัวครับ” ผมยืนยันราคาตามที่พนักงานบนเรือแนะนำ

“โอเค โอเค ก็ได้ งั้นไปกับเจ๊นะ Welcome to อั่นตี๊ก้าาา” ว่าแล้วเจ๊ลินดาก็โผเข้ามากอดผม ผมชักติดใจเสียงก้องกังวาลกลั้วหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีของเจ๊เสียแล้ว

เจ๊พาผมเดินไปยังลานจอดรถ พร้อมเอามือแหวกทางและปัดป้องผมจากพี่ ๆ คนขับแท็กซี่รายอื่น ๆ ราวกับตั่วเจ้ที่กำลังทำท่าว่า “น้องข้าใครอย่าแตะ” อีกไม่นานรถยนต์คันมอมสีเทาหม่นของเจ๊ก็พาผมออกจากบริเวณท่าเรือ

ชาวแอนติกัน (Antiguan) ทั้งชายและหญิงล้วนมีผิวคล้ำแบบชาวแอฟริกัน บรรพบุรุษของพวกเขาเดินทางมาจากแอฟริกาตะวันตกในช่วง Transatlantic Slave Trade ระหว่างคริสตศตวรรษที่ 16 – 19 ทรงผมของพวกเขามักจะเป็นทรงเดรดล็อก (Dreadlock) ไม่ก็หยิกฟู หรือเต็มไปด้วยเปียที่ถักจนขอดติดหนังศีรษะ พวกผู้ชายมักเดินท่อม ๆ โย่ว ๆ เหมือนถูกกำกับไว้ด้วยจังหวะแร็ปและเร็กเก้ เราลัดเลาะผ่านอาคารบ้านเรือนสีสดในเซนต์ จอห์นส ก่อนมุ่งสู่ถนนใหญ่บ่ายหน้าออกจากเมือง

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

“สเปนมาพบแอนติกาก่อนนะ เพราะ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส มาเจอเกาะนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1493 และตั้งชื่อเกาะนี้ว่า Santa Maria la Antigua” เจ๊ลินดาเริ่มบรรยายประวัติของประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ “แต่สเปนไม่ได้ประกาศยึดเราเป็นอาณานิคมนะ ทำไมก็ไม่รู้ สงสัยว่าเราเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ แห้งแล้ง และไม่สลักสำคัญอะไรสำหรับจักรวรรดิสเปน” เจ๊อธิบาย

“แต่อังกฤษไม่ปล่อยผ่านจ้า มาถึงก็รีบเข้ามาปกครองที่นี่ทันที เพราะพิจารณาแล้วว่าแอนติกามีทำเลดี เหมาะที่จะตั้งศูนย์บัญชาการกองเรือในทะเลแคริบเบียน ความที่ประเทศเรามีมุมสงบหลบพายุเฮอริเคนได้ แอนติกาจึงกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ. 1632 จนเราได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1981 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ” เจ๊บรรยายคล่องแคล่วราวกับเป็นไกด์ “ก็เจ๊เป็นไกด์จริง ๆ นะ เจ๊มีใบประกาศนียบัตรรับรองด้วย แต่เจ๊ชอบขับแท็กซี่พาคนเที่ยวแล้วอธิบายแบบนี้มากกว่า” เจ๊เฉลย การมาพบเจ๊ผู้มีความรู้นั้นนับว่าเป็นโชคมหาศาล

เส้นทางพาเราวนขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ แลเห็นทะเลอยู่ลิบ ๆ ลมโกรกผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าซ่า อ้า สบายจริง ๆ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย
วิวจากบน Shirley Heights

รถของเราแล่นขึ้นเนินเขาจนถึง Shirley Heights อันเป็นจุดชมวิว English Harbour ภาพด้านหน้าคือทะเลแคริบเบียนสีน้ำเงินสวยใต้ฟ้าใส รอบ ๆ ตัวมีป้อมปราการก่ออิฐแบบโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ เจ๊บอกว่านี่เป็นหนึ่งในจุดชมวิวทะเลแคริบเบียนที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบที่สุด และในอดีตที่นี่คือจุดสอดแนมเรือของศัตรูและโจรสลัดที่มีอยู่ชุกชุมในทะเลแคริบเบียน ส่วนชื่อ Shirley นั้นตั้งตาม Sir Thomas Shirley ข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่เข้ามาปกครองเกาะนี้ในช่วงแรก ๆ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

ไม่ไกลจากที่เรายืนอยู่มีดอกไม้สีเหลืองเป็นพุ่มสูงทรงสง่า ดอกนั้นคือดอกอากาเว่ คารัตโต้ (Akave Karatto) ซึ่งถือเป็นดอกไม้ประจำชาติแอนติกา ชาวเกาะจะเรียกอย่างภูมิใจว่า ‘อากาเว่ แอนติกา’ (Akave Antigua) 

เจ๊บอกว่าหากดอกไม้ชนิดนี้ออกดอกดกในปีไหน ปีนั้นพายุลูกใหญ่ ๆ เข้าถล่มเกาะแน่ ๆ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย
ดอกอากาเว่ คารัตโต้ ดอกไม้ประจำชาติของ Antigua

“นอกจากดูที่ดอกไม้แล้ว ชาวแอนติกันยังสังเกตจากหางแพะกับหางแกะด้วยนะ อันนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมา หากช่วงไหนเห็นหางแกะชี้ลงล่าง ส่วนหางแพะชี้ขึ้นบน ก็แปลว่าพายุกำลังมาเช่นกัน” เจ๊อธิบาย

“แล้ววันนี้แพะกับแกะที่บ้านเจ๊หางมันชี้ลงหรือชี้ขึ้นยังไงบ้างครับ” ผมถาม 

แต่เจ๊กลับตอบผมด้วยการหยิกแก้มพร้อมเสียงหัวเราะร่วนตามสไตล์

จาก Shirley Heights เจ๊พาผมวิ่งลัดเลาะไปตาม English Harbour ให้มีโอกาสชมทัศนียภาพที่สวยงาม ด้านหนึ่งเป็นเนินเขาเขียวชอุ่ม อีกด้านหนึ่งเห็นท้องทะเลเขียวครามกว้างใหญ่เต็มไปด้วย
เรือยอร์ชหรูกางใบสีขาวลอยฟ่อง แอนติกาเป็นเวทีแข่งขันเรือใบระดับโลกที่มีเรือกว่า 200 ลำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกมาร่วมแข่งขันทุกปีในช่วงเดือนเมษายน

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

รถเริ่มลงเขาเข้าสู่บริเวณ English Harbour เพื่อไปยัง Nelson’s Dockyard แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ

“นายพลเนลสัน แม่ทัพเรือคนสำคัญของอังกฤษที่เคยมาปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้บัญชาการกองเรือในแคริบเบียน และ Nelson’s Dockyard ก็คือศูนย์บัญชาการ และเป็นที่จอดพักกองเรือ ซ่อมเรือ ก่อนออกลาดตระเวนสู้ศึกต่อไป” เจ๊เล่าประวัติให้เราฟังคร่าว ๆ เป็นการอุ่นเครื่อง เพราะเมื่อไปถึงแล้ว เจ๊จะปล่อยให้ผมเข้าไปเดินสำรวจด้วยตัวเอง

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

Nelson’s Dockyard ทำให้ผมต้องร้องโอ้โหอีกครั้ง นี่มันเมืองอังกฤษชัด ๆ อาคารส่วนมากเป็นอาคารก่ออิฐสีน้ำตาลแบบจอร์เจียนที่สูงเพียงชั้นหรือสองชั้น มีตู้โทรศัพท์สาธารณะสีแดงที่ดูเป็นอังกรี๊ดอังกฤษเช่นเดียวกับบรรยากาศรอบ ๆ ตัว นายพลเนลสันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ 3 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1784 – 1787 ผมคิดว่าท่านคงรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนยังไงยังงั้น จะมีสิ่งแปลกปลอมไม่กี่อย่าง เช่น ดงมะพร้าว พุ่มดอกไม้เมืองร้อนสีสด ๆ อย่างชบา ยี่โถ และเฟื่องฟ้า ที่คอยย้ำเตือนว่าที่นี่คือแคริบเบียน

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

การซ่อมเรือไม้ลำใหญ่ ๆ ในสมัยก่อนนั้นใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ ดูไม่ซับซ้อน เพียงแค่เชือกป่านเส้นใหญ่ ๆ ผูกลำเรือแล้วโยงเข้ากับกว้านไม้เพื่อค่อย ๆ ลากเรือขึ้นมาบนบก แล้วจึงทำการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ทั้งขัด ปะ และยาเรือเพื่อกำจัดรอยรั่ว จากนั้นก็ลงน้ำมันกันความชื้นและไอเกลือ ก่อนปล่อยกลับสู่ทะเลอีกครั้ง Nelson’s Dockyard รวบรวมเรื่องราวในอดีตไว้ได้อย่างครบครัน ตัวกว้านไม้โบราณก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ พร้อมกับโรงซ่อมที่ตั้งอยู่ริมทะเลให้ไปยืนดูและจินตนาการถึงเหตุการณ์ในอดีต

กว้านที่ใช้สำหรับดึงเรือขึ้นฝั่งในสมัยก่อน

ช่วงเที่ยง ผมเลือกนั่งริมทะเลที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งซึ่งบรรยากาศอังกฤษมาก ๆ จนต้องหยิกตัวเองหลายครั้ง และแน่นอนว่ามื้อนั้นผมเลือกสั่ง Fish’n Chips มาฉลอง และเมื่ออิ่มอาหารผมก็รีบกลับมารายงานตัวกับเจ๊ และโดดขึ้นรถคันมอมคันเดิม และบอกลา English Harbour มุ่งหน้ากลับเซนต์ จอห์นส

บ้านแบบอังกฤษ ที่ Nelson’s Dockyard

ขากลับ เจ๊พาผมไปที่โบสถ์สวยที่ก่อด้วยอิฐและหินสีเขียวชื่อว่าโบสถ์เซนต์ บาร์นาบาส (St. Barnabas Anglican Church) โบสถ์แองกลิคันหลังนี้เป็นโบสถ์เก่าแก่และสำคัญโบสถ์หนึ่งของประเทศ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1824 ผมไม่เคยเห็นโบสถ์ที่สร้างด้วยหินปูนสีเขียวเช่นนี้มาก่อน ขณะที่ผมเดินสำรวจศาสนศิลป์ภายในโบสถ์ก็เป็นเวลาที่เจ๊ปลีกตัวไปนั่งสวดมนต์เพียงลำพัง นี่เป็นเวลา 10 นาทีที่ผมเห็นว่าเจ๊สงบเสงี่ยมมาก ๆ และเป็นช่วงเดียวที่ผมไม่ได้ยินเสียงหัวเราะร่วนของเจ๊

St-Barnabas Anglican Church 
ภาพ : www.stedroyphotography.com

หลังจากนั้น เจ๊พาผมไปแวะว่ายน้ำที่ชายหาดอีก 2 – 3 แห่ง แอนติกามีพื้นที่เพียง 108 ตารางไมล์ แต่อวดชาวโลกว่ามีชายหาดถึง 365 แห่งให้ว่ายน้ำได้โดยไม่ซ้ำหาดกันเลยตลอดทั้งปี ทะเลสวยใสพร้อมทรายขาวเนื้อละเอียดนุ่มราวกับเดินบนพรม ทำให้นักท่องเที่ยวต่างกรีดร้องก้องหาดกันมานักต่อนัก

ตอนบ่ายแก่ ๆ เจ๊ลินดาพาผมกลับมาถึงเซนต์ จอห์นส ทิ้งซีกหนึ่งของเกาะที่แสนจะอังกรี๊ดอังกฤษ กลับมาสู่อีกซีกหนึ่งซึ่งแสนสดใสซาบซ่าตามแบบฉบับแคริบเบียน

“เจ๊ส่งตรงนี้นะ เดินเล่นในเมืองให้สนุกนะจ๊ะ วันนี้ Your sis สนุกมาก ๆ เลย Your sis ดีใจที่ได้พาเธอเที่ยวอั่นตี๊ก้าาา ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แล้วเจ๊ที่ไม่ได้มีเชื้อจีนก็กล่าวอำลา ก่อนขับรถออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ผมคงจะคิดถึงไปอีกนาน

บ้านเรือนในเซนต์ จอห์นส ประเคนมาทั้งเหลืองตัดชมพูแปร๋น ส้มแปร๊ด แดงปรี๊ด เขียวจี๊ดจ๊าด ฯลฯ แบบไม่เกรงใจใคร ร้านรวงยังเปิดกันคึกคักในยามบ่ายใต้แดดจ้า ไม่ว่าจะร้านชำ ร้านทำผม ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึกสารพัด ผมแวะเข้าไปดูภาพเขียนในสตูดิโอ 2 – 3 แห่งแล้วก็พบภาพเขียนที่ลงสีสด ๆ อีกมากมาย จนผมสงสัยว่าชาวเกาะคงจะลืมไปแล้วว่าโลกใบนี้ก็มีสีขาวด้วยเหมือนกัน เสียงดนตรีเร็กเก้และแร็ปเร้าใจยังลอยแว่วมาจากบ้านผู้คน รถราบนท้องถนน และร้านรวงต่าง ๆ ให้ชาวแอนติกันได้เดินโย่ว ๆ โยกตัวไปตามจังหวะ พวกเขาดูอารมณ์ดีกันเสียจริง

ก่อนกลับขึ้นเรือผมมีภารกิจสำคัญที่ต้องตามหาสับปะรดดำให้สำเร็จ สับปะรดดำหรือ Black Pineapple นี้มีจารึกอยู่ในเอกสารนำเที่ยวประเทศแอนติกาทุกเล่มและทุกสำนัก ไม่ว่าเล่มไหนก็ต่างฟันธงว่าหวานฉ่ำและอร่อยยิ่งนัก ถือว่าเป็นตัวแม่แห่งวงการสับปะรดทั้งปวง

ภาพ : www.heatheronhertravels.com

ผมตัดสินใจเดินลัดเลาะบ้านสีสดมุ่งตรงสู่ตลาดที่ค่อนข้างว่างวายในเวลาบ่ายแก่ ๆ และแล้วผมก็เจอสับปะรดกองหนึ่งบนแผงของคุณพี่คนขายผลไม้ที่ยังเปิดอยู่เพียงไม่กี่แผง หน้าตาก็เหมือนสับปะรดทั่วไป เหลือง ๆ เขียว ๆ อย่างที่เห็นจนชินตา แล้วสีดำอยู่ไหนเหรอ ? 

อันนี้คือสับปะรดดำสุดไฮโซแห่งแอนติกาใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ช่วยปอกให้ผมสักลูกด้วยครับ” ผมลองสั่ง ขณะที่สายตามองปราดบนแผงที่มีแต่สับปะรดแบบที่คุ้นเคย แล้วตกลงว่ามันใช่สับปะรดดำจริง ๆ หรือเปล่า

คุณพี่คนขายพยักหน้าหนักแน่น ปากบอกสั้น ๆ ว่า “10 เหรียญ”

  “ลดลงหน่อยสิครับพี่ นี่มันแพงไปนะครับ” ผมต่อรอง ท่าทางขึงขัง

“เฮ่ยยย ใคร ๆ เขาก็กินกันราคานี้ ลูกเท่านี้ก็สิบเหรียญกันทั้งนั้น” พี่คนขายตอบ การเจรจาดำเนินต่อไปจนกระทั่ง

“สัก 5 เหรียญก็พอ แล้วผมจะขอถ่ายคลิปหล่อ ๆ ของพี่ไปอวดชาวโลกนะครับ นะ นะ”

“ก็ได้ ก็ได้ งั้น 5 เหรียญ กำลังจะปิดแผงกลับบ้านพอดี” คราวนี้พี่ชายตอบแบบอารมณ์ดี พร้อมสาธิตการปอกสับปะรดอย่างเท่สุด ๆ เวลานี้ใคร ๆ ก็อยากเป็นดาราหน้าเฟซบุ๊กฟีดกันทั้งนั้น

ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ได้ครอบครองสับปะรดราคาแพงที่สุดในชีวิต มันแพงเสียจนผมรู้สึกหวานฉ่ำตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรส เอกสารนำเที่ยวช่วยไขข้อข้องใจให้ผมในเวลาต่อมาว่า สับปะรดดำนั้นก็คือสับปะรดที่ชาวอาราวัก (Arawak) นำมาจากทวีปอเมริกาใต้เพื่อปลูกบนเกาะแอนติกาเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ดินภูเขาไฟและภูมิอากาศร้อนแห้งของที่นี่ได้ปรับเปลี่ยนรสชาติให้หวานฉ่ำยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ แล้วที่เรียกกันว่า Black Pineapple ก็เพราะปอกทานได้ทั้ง ๆ ที่เปลือกยังสีเขียวอยู่ โดยไม่ต้องรอให้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเสียก่อน

ผมเดินแทะสับปะรดขึ้นเนินไปชมวิหารเซนต์ จอห์นส วิหารคริสต์นิกายแองกลิคันที่ตั้งตระหง่านเป็นประธานของเมือง น่าเสียดายที่เขาปิดซ่อมแซม ผมจึงได้แต่เพียงยืนดูอยู่ภายนอกจนใกล้ 17.00 น. อีกไม่นานเวลาของผมในประเทศนี้ก็จะหมดลงแล้ว ซินเดอเรลล่าอย่างผมจึงต้องรีบจ้ำกลับไปลงเรือยักษ์ พร้อมส่งสายตาอำลาบ้านไม้สีแสบของเซนต์ จอห์นส

มหาวิหารเซ็นต์ จอห์น

เย็นนั้น ผมกลับขึ้นมายืนบนดาดฟ้าอีกครั้ง ขณะที่เรือยักษ์กำลังถอนสมอ เพื่ออำลาแอนติกาพาผมไปยังดินแดนใหม่ในทะเลแคริบเบียน

แอนติกาเป็นประเทศที่ผมแทบไม่รู้จักเลยว่าเป็นอย่างไร แต่พอมีโอกาสได้รู้จักในเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งวัน ผมก็พบว่าเป็นเกาะที่มีเสน่ห์มาก ๆ ชาวแอนติกันเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะได้ตลอดเวลา ทะเลใสหาดทรายสวยมีอยู่มากมาย จริตแบบอังกฤษที่มาพร้อมกับความโป๊งชึ่งแบบแคริบเบียน ตลอดจนสับปะรดดำรสหวานฉ่ำ รวมทั้งเมืองสีลูกกวาดที่กำกับด้วยจังหวะเพลงแร็ปและเร็กเก้ไปทุกที่

ความสดใสแสบซ่าทั้งหมดนี้ ที่นี่ที่เดียว… อั่นตี๊ก้าาา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load