แอนติกาเป็นประเทศที่ผมแทบไม่รู้จักเลยว่าเป็นอย่างไร แต่พอมีโอกาสรู้จักในเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งวัน ผมพบว่าที่นี่เป็นเกาะที่มีเสน่ห์มาก ๆ ชาวแอนติกันเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะตลอดเวลา ทะเลใสหาดทรายสวยมีอยู่มากมาย จริตแบบอังกฤษที่มาพร้อมกับความโป๊งชึ่งแบบแคริบเบียน ตลอดจนสับปะรดดำรสหวานฉ่ำ รวมทั้งเมืองสีลูกกวาดที่กำกับด้วยจังหวะเพลงแร็ปและเร็กเก้ไปทุกที่

ความสดใสแสบซ่าทั้งหมดนี้ ที่นี่ที่เดียว… อั่นตี๊ก้าาา

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย
ภาพ : www.guideconsultants.com

แอนติกา (Antigua) เป็นประเทศเกาะเล็ก ๆ ในทะเลแคริบเบียนที่ชาวเกาะพากันออกเสียงเรียกชื่อประเทศของเขาอย่างคึกคักซาบซ่าว่า “อั่น-ตี๊-ก้า” ถ้าจะให้ได้อรรถรสแบบชาวเกาะแท้ ๆ อย่าลืมลากเสียงยาวตรงคำว่า “ก้าาา” เหมือนเวลาผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลออกมาแนะนำตัวด้วยชุดประจำชาติสุดอลังการ พร้อมยกแขนผายมือขึ้นเหนือศีรษะด้วยนะครับ

อั่นตี๊ก้าาา… ใช่ครับ แบบนั้นเลย เก่งมากครับ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

เช้าตรู่อันสดใส เรือยักษ์กำลังแล่นช้า ๆ เข้าเทียบท่าหลังจากรอนแรมในทะเลมาหลายวัน ผมรีบวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงาม แดดยามสายกำลังสาดแสงอ่อน ๆ ฉาบเมืองทั้งเมืองที่ดูเล็กราวกับเมืองตุ๊กตายามเมื่อมองลงมาจากด้านบน เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองในแถบแคริบเบียนคืออาคารบ้านเรือนสีสันสุดแสบที่เรียงตัวกันแน่นขนัด แต่ละนาทีที่แสงแดดเริ่มแรงขึ้น เมืองสีลูกกวาดก็จะค่อย ๆ ดูสว่างสดใส และเรามักได้ยินเสียงดนตรีเร็กเก้หรือแร็ปลอยมาตามลมจากที่ไหนสักแห่ง จนเราต้องแอบขยับขาและโยกตัวตามเบา ๆ

เมืองเซนต์ จอห์นส (St.John’s – ต้องมี ’s นะครับ) เมืองหลวงของแอนติกาต้อนรับผมด้วยความตื่นตาตื่นใจ จนผมอยากสาวเท้าก้าวลงไปสำรวจ ผมและผู้โดยสารทุกคนมีเวลาที่นี่อย่างจำกัดจำเขี่ยเพียงหนึ่งวันเต็มเท่านั้น 

เราทุกคนต้องทำเวลาเป็นซินเดอเรลล่า รีบกลับมาขึ้นเรือยักษ์ให้ทันภายใน 17.00 น.

ดังนั้นผมต้องหารถฟักทองและสารถีคู่ใจที่จะพาผมท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงและว่องไว ในราคายุติธรรม

ท่าเรือเฮอริเทจ เควย์ (Heritage Quay) เต็มไปด้วยพี่ ๆ คนขับรถแท็กซี่ที่ยืนออกันอยู่หนาแน่น ทุกคนพากันส่งเสียงเรียกผู้โดยสารที่กำลังเดินงง ๆ ลงมาจากเรือยักษ์กันให้แซ่ด ต่างคนต่างเสนอโปรแกรมเที่ยวรอบเกาะแบบเหมาทั้งคนและรถในอัตรา 100 เหรียญสหรัฐต่อครึ่งวัน แล้วทันใดนั้น…. 

“ไปกับ Your sis ไหม? เดี๋ยว Your sis จะพาเธอเที่ยวเอง Your sis จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง รับรองว่าเธอจะประทับใจ Your sis คนนี้แน่ ๆ ” เมื่อหันไปผมก็พบกับหญิงสาวผิวสีร่างป้อม ๆ ดูน่ารักแบบคุณตุ๊กกี้ ตลกหญิงชื่อดัง

คำว่า Your sis ย่อมาจาก Your sister ซึ่งเป็นสรรพนามที่เธอใช้เรียกตัวเอง เกิดมาผมไม่เคยได้ยินใครเรียกตัวเองว่า Your sis ทุกคำแบบนี้ และโดยท่าทางของเธอนั้น ผมคิดว่าไม่มีคำแปลไหนเหมาะสมไปกว่าคำว่า ‘เจ๊’

“เจ๊ชื่อลินดานะ Nice to meet you!” เจ๊ลินดายื่นมือให้จับ 

“ผมโอ๊คครับ” ผมทักตอบ “เจ๊คิดเท่าไหร่ครับ ถ้าครึ่งวัน ร้อยเหรียญนี่ไม่ต้องมาพูดกันเลยนะ” ผมรีบดักทางเธอไว้ก่อน

“90 เหรียญ นี่เจ๊ลดสุด ๆ แล้วนะ ทั้งเกาะนี้ไม่มีใครถูกกว่าเจ๊อีกแล้ว” เจ๊ลินดายื่นข้อเสนอ พร้อมหัวเราะร่วน

ผมโบกมือเตรียมเดินหนี แต่. “เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว ให้เจ๊เท่าไหร่ล่ะ บอกมาก่อนเซ่ บอกมา บอกมา” เจ๊ตื๊อ 

“50 เหรียญขาดตัวครับ” ผมยืนยันราคาตามที่พนักงานบนเรือแนะนำ

“โอเค โอเค ก็ได้ งั้นไปกับเจ๊นะ Welcome to อั่นตี๊ก้าาา” ว่าแล้วเจ๊ลินดาก็โผเข้ามากอดผม ผมชักติดใจเสียงก้องกังวาลกลั้วหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีของเจ๊เสียแล้ว

เจ๊พาผมเดินไปยังลานจอดรถ พร้อมเอามือแหวกทางและปัดป้องผมจากพี่ ๆ คนขับแท็กซี่รายอื่น ๆ ราวกับตั่วเจ้ที่กำลังทำท่าว่า “น้องข้าใครอย่าแตะ” อีกไม่นานรถยนต์คันมอมสีเทาหม่นของเจ๊ก็พาผมออกจากบริเวณท่าเรือ

ชาวแอนติกัน (Antiguan) ทั้งชายและหญิงล้วนมีผิวคล้ำแบบชาวแอฟริกัน บรรพบุรุษของพวกเขาเดินทางมาจากแอฟริกาตะวันตกในช่วง Transatlantic Slave Trade ระหว่างคริสตศตวรรษที่ 16 – 19 ทรงผมของพวกเขามักจะเป็นทรงเดรดล็อก (Dreadlock) ไม่ก็หยิกฟู หรือเต็มไปด้วยเปียที่ถักจนขอดติดหนังศีรษะ พวกผู้ชายมักเดินท่อม ๆ โย่ว ๆ เหมือนถูกกำกับไว้ด้วยจังหวะแร็ปและเร็กเก้ เราลัดเลาะผ่านอาคารบ้านเรือนสีสดในเซนต์ จอห์นส ก่อนมุ่งสู่ถนนใหญ่บ่ายหน้าออกจากเมือง

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

“สเปนมาพบแอนติกาก่อนนะ เพราะ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส มาเจอเกาะนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1493 และตั้งชื่อเกาะนี้ว่า Santa Maria la Antigua” เจ๊ลินดาเริ่มบรรยายประวัติของประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ “แต่สเปนไม่ได้ประกาศยึดเราเป็นอาณานิคมนะ ทำไมก็ไม่รู้ สงสัยว่าเราเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ แห้งแล้ง และไม่สลักสำคัญอะไรสำหรับจักรวรรดิสเปน” เจ๊อธิบาย

“แต่อังกฤษไม่ปล่อยผ่านจ้า มาถึงก็รีบเข้ามาปกครองที่นี่ทันที เพราะพิจารณาแล้วว่าแอนติกามีทำเลดี เหมาะที่จะตั้งศูนย์บัญชาการกองเรือในทะเลแคริบเบียน ความที่ประเทศเรามีมุมสงบหลบพายุเฮอริเคนได้ แอนติกาจึงกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ. 1632 จนเราได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1981 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ” เจ๊บรรยายคล่องแคล่วราวกับเป็นไกด์ “ก็เจ๊เป็นไกด์จริง ๆ นะ เจ๊มีใบประกาศนียบัตรรับรองด้วย แต่เจ๊ชอบขับแท็กซี่พาคนเที่ยวแล้วอธิบายแบบนี้มากกว่า” เจ๊เฉลย การมาพบเจ๊ผู้มีความรู้นั้นนับว่าเป็นโชคมหาศาล

เส้นทางพาเราวนขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ แลเห็นทะเลอยู่ลิบ ๆ ลมโกรกผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าซ่า อ้า สบายจริง ๆ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย
วิวจากบน Shirley Heights

รถของเราแล่นขึ้นเนินเขาจนถึง Shirley Heights อันเป็นจุดชมวิว English Harbour ภาพด้านหน้าคือทะเลแคริบเบียนสีน้ำเงินสวยใต้ฟ้าใส รอบ ๆ ตัวมีป้อมปราการก่ออิฐแบบโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ เจ๊บอกว่านี่เป็นหนึ่งในจุดชมวิวทะเลแคริบเบียนที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบที่สุด และในอดีตที่นี่คือจุดสอดแนมเรือของศัตรูและโจรสลัดที่มีอยู่ชุกชุมในทะเลแคริบเบียน ส่วนชื่อ Shirley นั้นตั้งตาม Sir Thomas Shirley ข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่เข้ามาปกครองเกาะนี้ในช่วงแรก ๆ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

ไม่ไกลจากที่เรายืนอยู่มีดอกไม้สีเหลืองเป็นพุ่มสูงทรงสง่า ดอกนั้นคือดอกอากาเว่ คารัตโต้ (Akave Karatto) ซึ่งถือเป็นดอกไม้ประจำชาติแอนติกา ชาวเกาะจะเรียกอย่างภูมิใจว่า ‘อากาเว่ แอนติกา’ (Akave Antigua) 

เจ๊บอกว่าหากดอกไม้ชนิดนี้ออกดอกดกในปีไหน ปีนั้นพายุลูกใหญ่ ๆ เข้าถล่มเกาะแน่ ๆ

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย
ดอกอากาเว่ คารัตโต้ ดอกไม้ประจำชาติของ Antigua

“นอกจากดูที่ดอกไม้แล้ว ชาวแอนติกันยังสังเกตจากหางแพะกับหางแกะด้วยนะ อันนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมา หากช่วงไหนเห็นหางแกะชี้ลงล่าง ส่วนหางแพะชี้ขึ้นบน ก็แปลว่าพายุกำลังมาเช่นกัน” เจ๊อธิบาย

“แล้ววันนี้แพะกับแกะที่บ้านเจ๊หางมันชี้ลงหรือชี้ขึ้นยังไงบ้างครับ” ผมถาม 

แต่เจ๊กลับตอบผมด้วยการหยิกแก้มพร้อมเสียงหัวเราะร่วนตามสไตล์

จาก Shirley Heights เจ๊พาผมวิ่งลัดเลาะไปตาม English Harbour ให้มีโอกาสชมทัศนียภาพที่สวยงาม ด้านหนึ่งเป็นเนินเขาเขียวชอุ่ม อีกด้านหนึ่งเห็นท้องทะเลเขียวครามกว้างใหญ่เต็มไปด้วย
เรือยอร์ชหรูกางใบสีขาวลอยฟ่อง แอนติกาเป็นเวทีแข่งขันเรือใบระดับโลกที่มีเรือกว่า 200 ลำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกมาร่วมแข่งขันทุกปีในช่วงเดือนเมษายน

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

รถเริ่มลงเขาเข้าสู่บริเวณ English Harbour เพื่อไปยัง Nelson’s Dockyard แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ

“นายพลเนลสัน แม่ทัพเรือคนสำคัญของอังกฤษที่เคยมาปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้บัญชาการกองเรือในแคริบเบียน และ Nelson’s Dockyard ก็คือศูนย์บัญชาการ และเป็นที่จอดพักกองเรือ ซ่อมเรือ ก่อนออกลาดตระเวนสู้ศึกต่อไป” เจ๊เล่าประวัติให้เราฟังคร่าว ๆ เป็นการอุ่นเครื่อง เพราะเมื่อไปถึงแล้ว เจ๊จะปล่อยให้ผมเข้าไปเดินสำรวจด้วยตัวเอง

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

Nelson’s Dockyard ทำให้ผมต้องร้องโอ้โหอีกครั้ง นี่มันเมืองอังกฤษชัด ๆ อาคารส่วนมากเป็นอาคารก่ออิฐสีน้ำตาลแบบจอร์เจียนที่สูงเพียงชั้นหรือสองชั้น มีตู้โทรศัพท์สาธารณะสีแดงที่ดูเป็นอังกรี๊ดอังกฤษเช่นเดียวกับบรรยากาศรอบ ๆ ตัว นายพลเนลสันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ 3 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1784 – 1787 ผมคิดว่าท่านคงรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนยังไงยังงั้น จะมีสิ่งแปลกปลอมไม่กี่อย่าง เช่น ดงมะพร้าว พุ่มดอกไม้เมืองร้อนสีสด ๆ อย่างชบา ยี่โถ และเฟื่องฟ้า ที่คอยย้ำเตือนว่าที่นี่คือแคริบเบียน

แอนติกา เกาะจิ๋วในทะเลแคริบเบียนที่มีชายหาดถึง 365 แห่ง บ้านสีสด และเมืองอังกฤษน้อย

การซ่อมเรือไม้ลำใหญ่ ๆ ในสมัยก่อนนั้นใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ ดูไม่ซับซ้อน เพียงแค่เชือกป่านเส้นใหญ่ ๆ ผูกลำเรือแล้วโยงเข้ากับกว้านไม้เพื่อค่อย ๆ ลากเรือขึ้นมาบนบก แล้วจึงทำการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ทั้งขัด ปะ และยาเรือเพื่อกำจัดรอยรั่ว จากนั้นก็ลงน้ำมันกันความชื้นและไอเกลือ ก่อนปล่อยกลับสู่ทะเลอีกครั้ง Nelson’s Dockyard รวบรวมเรื่องราวในอดีตไว้ได้อย่างครบครัน ตัวกว้านไม้โบราณก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ พร้อมกับโรงซ่อมที่ตั้งอยู่ริมทะเลให้ไปยืนดูและจินตนาการถึงเหตุการณ์ในอดีต

กว้านที่ใช้สำหรับดึงเรือขึ้นฝั่งในสมัยก่อน

ช่วงเที่ยง ผมเลือกนั่งริมทะเลที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งซึ่งบรรยากาศอังกฤษมาก ๆ จนต้องหยิกตัวเองหลายครั้ง และแน่นอนว่ามื้อนั้นผมเลือกสั่ง Fish’n Chips มาฉลอง และเมื่ออิ่มอาหารผมก็รีบกลับมารายงานตัวกับเจ๊ และโดดขึ้นรถคันมอมคันเดิม และบอกลา English Harbour มุ่งหน้ากลับเซนต์ จอห์นส

บ้านแบบอังกฤษ ที่ Nelson’s Dockyard

ขากลับ เจ๊พาผมไปที่โบสถ์สวยที่ก่อด้วยอิฐและหินสีเขียวชื่อว่าโบสถ์เซนต์ บาร์นาบาส (St. Barnabas Anglican Church) โบสถ์แองกลิคันหลังนี้เป็นโบสถ์เก่าแก่และสำคัญโบสถ์หนึ่งของประเทศ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1824 ผมไม่เคยเห็นโบสถ์ที่สร้างด้วยหินปูนสีเขียวเช่นนี้มาก่อน ขณะที่ผมเดินสำรวจศาสนศิลป์ภายในโบสถ์ก็เป็นเวลาที่เจ๊ปลีกตัวไปนั่งสวดมนต์เพียงลำพัง นี่เป็นเวลา 10 นาทีที่ผมเห็นว่าเจ๊สงบเสงี่ยมมาก ๆ และเป็นช่วงเดียวที่ผมไม่ได้ยินเสียงหัวเราะร่วนของเจ๊

St-Barnabas Anglican Church 
ภาพ : www.stedroyphotography.com

หลังจากนั้น เจ๊พาผมไปแวะว่ายน้ำที่ชายหาดอีก 2 – 3 แห่ง แอนติกามีพื้นที่เพียง 108 ตารางไมล์ แต่อวดชาวโลกว่ามีชายหาดถึง 365 แห่งให้ว่ายน้ำได้โดยไม่ซ้ำหาดกันเลยตลอดทั้งปี ทะเลสวยใสพร้อมทรายขาวเนื้อละเอียดนุ่มราวกับเดินบนพรม ทำให้นักท่องเที่ยวต่างกรีดร้องก้องหาดกันมานักต่อนัก

ตอนบ่ายแก่ ๆ เจ๊ลินดาพาผมกลับมาถึงเซนต์ จอห์นส ทิ้งซีกหนึ่งของเกาะที่แสนจะอังกรี๊ดอังกฤษ กลับมาสู่อีกซีกหนึ่งซึ่งแสนสดใสซาบซ่าตามแบบฉบับแคริบเบียน

“เจ๊ส่งตรงนี้นะ เดินเล่นในเมืองให้สนุกนะจ๊ะ วันนี้ Your sis สนุกมาก ๆ เลย Your sis ดีใจที่ได้พาเธอเที่ยวอั่นตี๊ก้าาา ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แล้วเจ๊ที่ไม่ได้มีเชื้อจีนก็กล่าวอำลา ก่อนขับรถออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ผมคงจะคิดถึงไปอีกนาน

บ้านเรือนในเซนต์ จอห์นส ประเคนมาทั้งเหลืองตัดชมพูแปร๋น ส้มแปร๊ด แดงปรี๊ด เขียวจี๊ดจ๊าด ฯลฯ แบบไม่เกรงใจใคร ร้านรวงยังเปิดกันคึกคักในยามบ่ายใต้แดดจ้า ไม่ว่าจะร้านชำ ร้านทำผม ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึกสารพัด ผมแวะเข้าไปดูภาพเขียนในสตูดิโอ 2 – 3 แห่งแล้วก็พบภาพเขียนที่ลงสีสด ๆ อีกมากมาย จนผมสงสัยว่าชาวเกาะคงจะลืมไปแล้วว่าโลกใบนี้ก็มีสีขาวด้วยเหมือนกัน เสียงดนตรีเร็กเก้และแร็ปเร้าใจยังลอยแว่วมาจากบ้านผู้คน รถราบนท้องถนน และร้านรวงต่าง ๆ ให้ชาวแอนติกันได้เดินโย่ว ๆ โยกตัวไปตามจังหวะ พวกเขาดูอารมณ์ดีกันเสียจริง

ก่อนกลับขึ้นเรือผมมีภารกิจสำคัญที่ต้องตามหาสับปะรดดำให้สำเร็จ สับปะรดดำหรือ Black Pineapple นี้มีจารึกอยู่ในเอกสารนำเที่ยวประเทศแอนติกาทุกเล่มและทุกสำนัก ไม่ว่าเล่มไหนก็ต่างฟันธงว่าหวานฉ่ำและอร่อยยิ่งนัก ถือว่าเป็นตัวแม่แห่งวงการสับปะรดทั้งปวง

ภาพ : www.heatheronhertravels.com

ผมตัดสินใจเดินลัดเลาะบ้านสีสดมุ่งตรงสู่ตลาดที่ค่อนข้างว่างวายในเวลาบ่ายแก่ ๆ และแล้วผมก็เจอสับปะรดกองหนึ่งบนแผงของคุณพี่คนขายผลไม้ที่ยังเปิดอยู่เพียงไม่กี่แผง หน้าตาก็เหมือนสับปะรดทั่วไป เหลือง ๆ เขียว ๆ อย่างที่เห็นจนชินตา แล้วสีดำอยู่ไหนเหรอ ? 

อันนี้คือสับปะรดดำสุดไฮโซแห่งแอนติกาใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ช่วยปอกให้ผมสักลูกด้วยครับ” ผมลองสั่ง ขณะที่สายตามองปราดบนแผงที่มีแต่สับปะรดแบบที่คุ้นเคย แล้วตกลงว่ามันใช่สับปะรดดำจริง ๆ หรือเปล่า

คุณพี่คนขายพยักหน้าหนักแน่น ปากบอกสั้น ๆ ว่า “10 เหรียญ”

  “ลดลงหน่อยสิครับพี่ นี่มันแพงไปนะครับ” ผมต่อรอง ท่าทางขึงขัง

“เฮ่ยยย ใคร ๆ เขาก็กินกันราคานี้ ลูกเท่านี้ก็สิบเหรียญกันทั้งนั้น” พี่คนขายตอบ การเจรจาดำเนินต่อไปจนกระทั่ง

“สัก 5 เหรียญก็พอ แล้วผมจะขอถ่ายคลิปหล่อ ๆ ของพี่ไปอวดชาวโลกนะครับ นะ นะ”

“ก็ได้ ก็ได้ งั้น 5 เหรียญ กำลังจะปิดแผงกลับบ้านพอดี” คราวนี้พี่ชายตอบแบบอารมณ์ดี พร้อมสาธิตการปอกสับปะรดอย่างเท่สุด ๆ เวลานี้ใคร ๆ ก็อยากเป็นดาราหน้าเฟซบุ๊กฟีดกันทั้งนั้น

ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ได้ครอบครองสับปะรดราคาแพงที่สุดในชีวิต มันแพงเสียจนผมรู้สึกหวานฉ่ำตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรส เอกสารนำเที่ยวช่วยไขข้อข้องใจให้ผมในเวลาต่อมาว่า สับปะรดดำนั้นก็คือสับปะรดที่ชาวอาราวัก (Arawak) นำมาจากทวีปอเมริกาใต้เพื่อปลูกบนเกาะแอนติกาเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ดินภูเขาไฟและภูมิอากาศร้อนแห้งของที่นี่ได้ปรับเปลี่ยนรสชาติให้หวานฉ่ำยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ แล้วที่เรียกกันว่า Black Pineapple ก็เพราะปอกทานได้ทั้ง ๆ ที่เปลือกยังสีเขียวอยู่ โดยไม่ต้องรอให้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเสียก่อน

ผมเดินแทะสับปะรดขึ้นเนินไปชมวิหารเซนต์ จอห์นส วิหารคริสต์นิกายแองกลิคันที่ตั้งตระหง่านเป็นประธานของเมือง น่าเสียดายที่เขาปิดซ่อมแซม ผมจึงได้แต่เพียงยืนดูอยู่ภายนอกจนใกล้ 17.00 น. อีกไม่นานเวลาของผมในประเทศนี้ก็จะหมดลงแล้ว ซินเดอเรลล่าอย่างผมจึงต้องรีบจ้ำกลับไปลงเรือยักษ์ พร้อมส่งสายตาอำลาบ้านไม้สีแสบของเซนต์ จอห์นส

มหาวิหารเซ็นต์ จอห์น

เย็นนั้น ผมกลับขึ้นมายืนบนดาดฟ้าอีกครั้ง ขณะที่เรือยักษ์กำลังถอนสมอ เพื่ออำลาแอนติกาพาผมไปยังดินแดนใหม่ในทะเลแคริบเบียน

แอนติกาเป็นประเทศที่ผมแทบไม่รู้จักเลยว่าเป็นอย่างไร แต่พอมีโอกาสได้รู้จักในเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งวัน ผมก็พบว่าเป็นเกาะที่มีเสน่ห์มาก ๆ ชาวแอนติกันเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะได้ตลอดเวลา ทะเลใสหาดทรายสวยมีอยู่มากมาย จริตแบบอังกฤษที่มาพร้อมกับความโป๊งชึ่งแบบแคริบเบียน ตลอดจนสับปะรดดำรสหวานฉ่ำ รวมทั้งเมืองสีลูกกวาดที่กำกับด้วยจังหวะเพลงแร็ปและเร็กเก้ไปทุกที่

ความสดใสแสบซ่าทั้งหมดนี้ ที่นี่ที่เดียว… อั่นตี๊ก้าาา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load