วังบูรพาการแว่น เป็นร้านแว่นเก่าแก่อายุ 65 ปีที่อยู่คู่ย่านวังบูรพามาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยที่แถบนี้เป็นย่านการค้าคึกคัก ไม่ว่าใครก็ต้องมาตัดแว่นแถวนี้

หากเป็นคนรุ่นใหม่ ลองหันไปถามคนในครอบครัว อาจพบว่าสมาชิกในบ้านทั้งปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เคยตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ หากเป็นคนรุ่นก่อน หลายคนย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของวังบูรพาการแว่นมาไม่มากก็น้อย
ในวันที่ร้านแว่นมีมากมายดาษดื่นและมีสเปกแว่นให้เลือกมากมาย ดูเหมือนว่าแว่นตากลายเป็นสินค้าที่วางแน่นิ่งในตู้ให้เลือก มองร้านแว่นร้านใดก็ดูไม่แตกต่างกันนัก แค่เดินเข้าไปเลือกดีไซน์ถูกใจในร้าน วัดสายตาพอเป็นพิธี ซื้อเสร็จแล้วเดินออกมา

แต่ไม่ใช่ทุกร้านที่เป็นแบบนั้น…

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

The Cloud ได้ยินคำบอกเล่าความพิเศษของร้านแว่นเก่าแก่ที่ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่สร้างความผูกพันและใส่ใจการบริการแบบครอบครัว เรื่องเล่าของวังบูรพาการแว่นจะไขปริศนาว่า ทำไมคนรุ่นก่อนถึงผูกพันกับร้านแว่น ต้องเดินทางมาตัดแว่นที่นี่เท่านั้น ร้านที่ตัดแว่นให้คนในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นมีความพิเศษยังไง สายสัมพันธ์ในร้านแว่นเกิดขึ้นได้ยังไง

ทุกวันนี้วังบูรพาการแว่นสืบทอดกิจการจนดำเนินมาถึงทายาทรุ่นสาม แม้เป็นร้านที่ไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่เริ่มมีกลุ่มวัยรุ่นที่เลือกเปิดประตูเดินเข้าร้าน เพื่อใช้บริการตัดแว่นในร้านเก่าแก่อย่างคับคั่ง

มาฟังเรื่องราวการทำธุรกิจจากปากพ่อแม่ลูก ทายาทรุ่นสองและสามของครอบครัวกฤษณาวารุณให้หายสงสัย
บันทึกเรื่องเล่าโดยนักเขียนสายตาสั้นที่น่าจะได้แว่นใหม่หลังคุยเสร็จวันนี้

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ธุรกิจ : วังบูรพาการแว่น 
ประเภทธุรกิจ : แว่นตา
อายุ : 65 ปี
ผู้ก่อตั้ง : ซุ่นหง แซ่เบ๊
ทายาทรุ่นสอง : เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ และ สุณีย์ กฤษณาวารุณ

ทายาทรุ่นสาม : จิโรภาส กฤษณาวารุณ

ย่านวังบูรพาแต่เก่าก่อน

พ.ศ. 2498 ซุ่นหง แซ่เบ๊ อากงของครอบครัวกฤษณาวารุณเดินทางมาจากเมืองจีน สมัยนั้นย่านวังบูรพาแทบจะไม่มีอะไรมากนัก มีแต่ตึกแถวเก่า 2 ชั้นตั้งอยู่ทั้งแถบ

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสองเล่าเรื่องราวสมัยคุณพ่อของเขาให้ฟังว่า “สมัยก่อนเพิ่งมีการเริ่มทำแว่น คนใส่แว่นแทบไม่มี หาร้านไม่ค่อยได้ มีร้านแว่นอยู่ละแวกนี้ไม่กี่ร้านแถวเฉลิมกรุง สี่กั๊กพระยาสี่ เมื่อก่อนคุณพ่อเดินผ่านย่านแถวนี้ เห็นว่ามีร้านเภสัชฯ ที่คนแน่นมาก น่าจะเจริญ เหมาะแก่การทำธุรกิจ”

เมื่อเห็นว่าเป็นย่านการค้าทำเลดี ประกอบกับเห็นโอกาสที่ยังไม่ค่อยมีร้านแว่น จึงศึกษาเรียนรู้วิธีการวัดสายตา หาเงินทุนก้อนหนึ่งมาเปิดร้าน เกิดเป็นร้านแว่นวังบูรพา

“ตอนคุณพ่อเปิดร้านช่วงแรกลูกค้าไม่ค่อยมี แต่ด้วยความมุมานะ ราคาย่อมเยา คุณภาพดี ลูกค้าก็พูดปากต่อปาก จากร้านหนึ่งห้องก็ขยายเป็นสองห้อง”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์เล่าว่า ร้านมีลูกค้าต่อเนื่องจนถึงยุคที่กลายเป็นย่านแว่น มีร้านแว่นเพิ่มขึ้น 6 – 7 ร้าน คนที่อยากตัดแว่นในสมัยก่อนจะต้องแวะเวียนมาย่านนี้

การขายแว่นของร้านวังบูรพาเริ่มตั้งแต่สมัยที่คนยังไม่ได้ตื่นตัวเรื่องแว่นเหมือนในยุคนี้ มีคนสายตาสั้นเยอะ แต่ยังไม่ตื่นตัวในการมอง เป็นยุคที่การวัดสายตายังไม่มีเครื่องมืออะไรมากนัก ใช้เพียงแว่นทรงกลมสำหรับสลับใส่เลนส์ ดูว่าเลนส์ตัวไหนที่เหมาะกับค่าสายตา มีการคิดค้นไฟฉายสะท้อนแสง เอาไฟส่องดูว่าเป็นแสงทวนหรือแสงตามเพื่อวัดค่าสายตา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการส่องเรติโนที่ใช้ในเครื่องวัดสายตาปัจจุบัน เสกสรรค์โตมาโดยเห็นคุณพ่อทำแว่นตั้งแต่เด็ก ประสบความสำเร็จจนสามารถเลี้ยงลูกให้โตได้

Wangburapa Optical Standard 

สมัยก่อนในไทยยังไม่มีการสอนศาสตร์เกี่ยวกับแว่น ต้องใช้วิธีเรียนรู้เองหรือฝึกกับช่างที่มีประสบการณ์เหมือนอย่างที่อากงเรียนมา

เมื่อถึงรุ่นของเสกสรรค์ ทายาทรุ่นสอง เป็นรุ่นแรกที่ได้ไปเรียนศาสตร์การวัดสายตาจากเมืองนอกไกลถึงเยอรมนี เรียนทั้งศาสตร์ความรู้เกี่ยวกับดวงตาและแว่นตา ตั้งแต่การทำแว่น การวัดสายตา การประกอบแว่น ทำกรอบแว่น ไปจนถึงคอนแทคเลนส์และอีกมากมาย

แต่เรียนจากเมืองนอกมาแล้วก็ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะการเรียนที่ล้ำค่าที่สุด คือการเรียนจากประสบการณ์กับคุณพ่อของตัวเอง ซึ่งเป็นสเน่ห์ของวังบูรพาการแว่นมาแต่ดั้งเดิมที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ

เสกสรรค์บอกว่า “เราได้ยินลูกค้าพูดว่า ร้านเราใช้ระบบวัดสายตาแบบโบราณ ความจริงแล้วศาสตร์ที่เราใช้ไม่ได้เรียกว่าแบบโบราณ แต่เป็นระบบวัดสายตามาตรฐาน ซึ่งหมอทั่วไปในยุโรปต้องใช้การวัดแบบนี้เป็นมาตรฐานในการวัดสายตามาแต่ไหนแต่ไร”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบโบราณ เพราะติดภาพว่าการวัดสายตาแบบสมัยใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นหลักเท่านั้น
คนสายตาสั้นอย่างเราที่นั่งฟังอยู่ก็เพิ่งรู้จากร้านวังบูรพาในวันนี้ ว่าความจริงแล้วเครื่องวัดสายตาแบบออโต้ที่ใช้กันทั่วไปนั้น เป็นเพียงไกด์นำทางว่าค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ไหน แต่หากอยากได้ค่าสายตาอย่างละเอียด ต้องใช้ระบบแมนนวลเช็กอีกที

จิโรภาส กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสามเสริมว่า “เราไม่เชื่อเทคโนโลยีอย่างเดียว ตาคนเรามีความละเอียดอ่อน ค่าตาสองข้างบางทีก็ไม่เท่ากัน” การวัดสายตาให้ละเอียดจึงเป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ของคนวัดด้วย

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ส่วนเทคนิคสำคัญของการวัดสายตาของเสกสรรค์ คือ “พยายามวัดให้ได้ค่าสายตามาตรฐาน ตรงกับค่าสายตาของคนที่เราวัดให้ได้ใกล้เคียงที่สุด วัดอย่างละเอียดให้ลูกค้าพอใจที่สุด วัดให้ได้ความพึงพอใจ”
เสียงตอบรับในแง่บวกที่ได้มานั้น ทางร้านไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่มาจากลูกค้าที่ตัดแว่นกับทางร้านไป และมักบอกว่าประทับใจการวัดสายตาของที่นี่ 

รู้สึกถึงความละเอียดและพิถีพิถัน รู้สึกชอบที่ดูแลดวงตาให้แบบนี้  

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าวังบูรพาการแว่นไม่เชื่อในเทคโนโลยี สุณีย์ กฤษณาวารุณ กล่าวว่า “ทุกวันนี้มีร้านแว่นมากมายทั้ง ร้านรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ ไม่ว่าแต่ละร้านจะใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ขอเพียงลูกค้าใส่แว่นแล้วดี ไม่เกิดปัญหา” แล้วแต่ความชำนาญและความถนัดของแต่ละร้านที่ทำให้การวัดสายตาได้มาตรฐาน  

Life-Long Partner 

จากการเป็นคู่ชีวิตที่ดูแลร้านวังบูรพาร่วมกับเสกสรรค์มาค่อนชีวิต สุณีย์บอกว่า “หลายคนจะรู้สึกว่าตัดแว่นต้องใช้เงินเยอะ แต่เราไม่เชียร์ให้เสียตังค์เยอะ เราขายสินค้าในราคาปานกลางที่รับได้และได้คุณภาพ ไม่ใช่เอาของที่ไม่ดีให้ แต่ร้านเราใช้ของที่ได้มาตรฐานหมด” 

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

แว่นของวังบูรพาจึงเป็นแว่นที่คัดเลือกแบรนด์ที่คุณภาพโอเคในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป โดยใช้หลักเกณฑ์ในการเลือกแว่น คือ หนึ่ง ใส่ได้ทนทาน ไม่ใช่ซื้อไป 2 วันหัก สอง ดีไซน์ของเลนส์กับแว่นสัมพันธ์กัน คือเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ให้ไปด้วยกันได้ เช่น แนะนำลูกค้าว่าเลนส์สายตาหนา ควรใช้กรอบยังไง เลนส์ Progressive สำหรับคนสูงอายุควรใช้กรอบยังไงให้เข้ากัน 

ทางร้านยังสามารถประกอบเลนส์ เจียเลนส์เองได้ ไม่ส่งแว่นให้ที่อื่นประกอบให้ เสกสรรค์บอกว่า “เราจะไม่ส่งแว่นไปให้ที่อื่นประกอบ เพราะเราเชื่อใจตัวเองว่า เราประกอบให้ลูกค้าได้มาตรฐาน เราทำด้วยใจ รู้มุม รู้อะไรทุกอย่าง”  
สุณีย์แซวว่า “คนนี้เป็นคนที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจต้องทำเอง”  

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ดังนั้นไม่ว่าลูกค้าที่มาร้านเลือกเลนส์ เลือกกรอบทรงไหน ก็ประกอบให้ได้ การเจียเลนส์ คือการใช้เครื่องตัดกรอเลนส์เพื่อให้ได้ขนาดเลนส์เข้ากับกรอบที่ต้องการ ต้องใช้มือกรอ ลงรายละเอียดเรื่องมุมโค้ง เป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง หากมีแว่นหัก สามารถเอาเลนส์มาหากรอบใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องตัดแว่นใหม่ 
การเลือกเลนส์ที่ใช้มองโลกเป็นเรื่องสำคัญเหมือนเลือกคู่ชีวิต เพราะดวงตาทั้งสองคู่เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาให้ดีตลอดไป 

No Service Charge 

เมื่อพูดถึงงานบริการที่ผูกใจให้ลูกค้าติดใจไปซ้ำ หลายคนอาจนึกถึงร้านสปา ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร โรงแรม น้อยคนจะนึกถึงร้านแว่น

สุณีย์บอกว่า “ร้านเราขายสินค้ากึ่งบริการ ไม่อยากแค่เอาแว่นตามาวาง หรือลูกค้าแค่มาซื้อของแล้วกลับ ลูกค้าที่มาร้านเหมือนญาติ เหมือนลูกหลานของเราที่อยากดูแลดวงตาให้ เราใส่ใจรายละเอียดเหมือนดูแลดวงตาให้คนในครอบครัว”

หัวใจของวังบูรพาการแว่นจึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่การดูแลบริการทั้งก่อนและหลังขาย ก็สำคัญไม่แพ้แว่นตา บางคนไม่ได้ประทับใจสินค้า แต่ประทับใจบริการ หากมีปัญหากลับมา ทางร้านก็ดูแลให้จนถึงที่สุด ไม่ใช่ได้แว่นไปแล้วไปเลย ดังที่สุณีย์บอกว่า “แว่นที่ใส่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงกันตลอด รู้สึกผูกพันกับร้าน”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวังบูรพาการแว่นถึงมีลูกค้ารุ่นเก่าเหนียวแน่นที่มาตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ ตั้งแต่เป็นเด็กกระโดดเล่นที่โซฟาในร้าน จนโตเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว ยังยืนยันให้ลูกพามาตัดแว่นที่นี่ บางคนอยู่ต่างจังหวัดก็ยังเดินทางมา

สุณีย์เล่าว่า “เคยมีผู้ใหญ่อายุมากแล้วอยู่ไกล ให้ลูกพามาให้ ลูกบอกว่าพาไปร้านแว่นแถวบ้านก็ไม่ยอม ถ้าไม่มาก็ไม่ยอมทำแว่น”

เพราะไม่ว่าลูกค้าเยอะขนาดไหน เสกสรรค์ก็จำได้หมดว่าคนนี้บุคลิกยังไง ชอบกรอบแว่นสไตล์ไหน สีอะไร เคยมีสายตาเท่าไหร่

รุ่นลูกที่พาพ่อแม่มาตัดจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมต้องร้านนี้ เพราะ “มาที่นี่เหมือนได้ตัดแว่นกับคนรู้ใจ พาไปร้านอื่นที่ไหนก็ไม่ไป” หลายครั้งลูกหลานที่พามา ก็ประทับใจเลือกใช้บริการตัดแว่นตามไปด้วย

วังบูรพาการแว่นเป็นร้านที่มีช่างวัดสายตาที่ละเอียด พร้อมแนะการเลือกเลนส์และกรอบแว่นที่รู้ใจให้ คล้ายเวลาเข้าร้านทำผมแล้วมีช่างตัดผมคนโปรด หรือมีคุณหมอคนประจำที่เข้าใจเราอย่างดี ให้คำแนะนำด้วยใจ และฉายภาพความผูกพันในร้านแว่นของคนรุ่นก่อนที่เห็นได้ยากจากร้านแว่นในปัจจุบันที่คนมักเดินเข้าออกไปเลือกสินค้าเท่านั้น 

ความเป็นธุรกิจครอบครัวที่ทำกันเอง 3 คนทำให้ดูแลได้ทั่วถึง พอใจในร้านที่มี ไม่ขยายสาขาไปย่านอื่น มีกำลังดูแลลูกค้าได้เต็มที่

การวัดสายตาที่ละเอียด เน้นบริการ และขายแว่นที่มีคุณภาพ คือ 3 จุดหลักที่เป็นเสน่ห์ของร้านมาจนถึงทุกวันนี้

Multi-Generational Specs

จากย่านการค้าที่คึกคัก เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่า 60 ปี จิโรภาส ทายาทรุ่นสามของร้านแว่นวังบูรพาให้ความเห็นว่า “ทุกวันนี้ ย่านนี้เป็นย่านที่คนทำธุรกิจย้ายออก คนไม่ค่อยมา เราเลยรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรที่ดึงความเป็นวังบูรพา ร้านของเรากลับมา เรามีความสนใจแว่นตั้งแต่เด็ก ชอบสังเกตแว่นที่คนใส่”

Anotherspecs คือชื่อแบรนด์น้องใหม่ที่เขาก่อตั้ง โดยตั้งขายอยู่ในร้านแว่นของครอบครัวร้านเดิมนั่นเอง ชื่อแบรนด์หมายถึงอีกสเปกที่อยากให้ลอง 

แรกเริ่มเขาไม่ได้เรียนด้านธุรกิจหรือการตลาดใดๆ แต่เรียนด้านดนตรีที่ไทย จากนั้นไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย

“ที่นั่นร้านแว่นไม่ได้เยอะ ช่วงหลังเริ่มมีร้านแว่นเปิดใหม่ที่พอเปิดแล้วขายดี เราเห็นโอกาสการต่อยอดทำร้านแว่นคล้ายสมัยที่อากงเห็นโอกาสการเริ่มเปิดร้านแว่นในย่านวังบูรพา”
ความตั้งใจของเขา คืออยากให้คนรุ่นใหม่เดินเข้าร้านแว่นเก่าเพื่อสัมผัสเสน่ห์งานบริการของร้านแว่นที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอากง 

“เราเคยได้ยินคนบอกว่าบ้านเราโบราณ เชย แต่เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราจะกลับมารับช่วงต่อ อยากทำอะไรที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคยคิดว่าร้านโบราณ บางช่วงคนมองข้ามร้านแว่นเก่า แต่ก็มีกลุ่มคนที่เริ่มกลับเข้าหาร้านแว่นเก่า เพราะอยากได้ทรงแว่นเก่า ของเก่า ก็มี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เขาเริ่มผลิตแว่นในนามแบรนด์ Anotherspecs โดยใช้มาตรฐานการเลือกแว่นคุณภาพของร้านแว่นวังบูรพา ที่ขายแว่นคุณภาพดีในราคาไม่สูงมาก เลือกดีไซน์ใหม่ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่น มหาวิทยาลัย คนทำงาน ซึ่งคนมีอายุเห็นแล้วก็ยังชอบ

เขาบอกว่า “คุณพ่อดูไม่ตื่นเต้นกับแว่น ‘อินเทรนด์’ ของเรา คุณพ่อเห็นทรงแว่นมาตั้งแต่เด็ก”
เพราะไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้ ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด บางสิ่งที่คิดว่าใหม่มักมีมาก่อนแล้ว การสืบทอดธุรกิจจึงควรเอาตัวเองเข้าไปศึกษาจากคนรุ่นก่อนเยอะๆ 

เทรนด์เสื้อผ้ามักวนกลับมา กรอบแว่นเก่าที่เก็บไว้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาทันสมัยอีกครั้ง 

หนุ่มทายาทรุ่นสามกล่าวสรุปว่า “เราดูกระแสรอบตัว แต่ก็ไม่กระโจนไปหากระแสซะทีเดียว เพราะอะไรที่ไม่อยู่ในกระแส วันหนึ่งก็จะกลับมาฮิตอยู่ดี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

สเปกโดนใจวัยรุ่น   

แม้จะบอกว่าไม่เคยเรียนด้านธุรกิจหรือออกแบบ แต่เห็นได้ชัดเมื่อเข้าไปเยี่ยมอินสตาแกรมของ Anotherspecs ว่าทายาทรุ่นสามของวังบูรพาการแว่นมี Sense of Design ที่โดนใจวัยรุ่นทีเดียว 

กรอบแว่นที่ดีไซน์ไม่แปลกใหม่ในสายตาคุณพ่อ นำมาทำขายในชื่อแบรนด์ Anotherspecs ด้วยชื่อรุ่นที่จำง่ายอย่าง JAMES, GEM, SAM, RALPH, JOSH, KATO และอีกมากมาย พร้อมสีสันที่ดูคูล เช่น Crystal, Grey, Honey Black, Tortoise

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

จิโรภาสเล่าว่า “เราพยายามเลือกกรอบสีคลาสสิกที่ใส่ง่าย ส่วนเลนส์สีก็มีมานานแล้ว แค่นำมาจับคู่ให้ลูกค้าเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ได้ จะทำแว่นสายตา แว่นกันแดด แว่นกรองแสงก็ได้” การทำ Made to Order จึงคล้ายเป็นการต่อยอดจุดแข็งของร้านแว่นวังบูรพาที่เชี่ยวชาญด้านการประกอบแว่น การบริการและให้คำแนะนำการเลือกแว่นให้ตรงสไตล์ลูกค้า 

“ที่ทำมาสองสามเดือน คนที่หนักสุดคือคุณพ่อ จากที่บางวันนั่งว่าง มีงานทำประปราย ก็มีคนสั่งบริการเยอะขึ้น คุณพ่อรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเปิดร้านใหม่ๆ” 

และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์สวยงาม แต่การเลือกแว่นมีการคำนึงถึงคุณภาพและวัสดุที่ใช้เพื่อคนใส่อย่างครบถ้วน ทั้งวัสดุแบบไหนแข็งแรงและคงทนกว่า คนแพ้โลหะควรหลีกเลี่ยงกรอบแว่นแบบไหน ขาแว่นมีเหล็กข้างในไหม  บานพับแน่นขนาดไหน เขาใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้และสามารถตอบลูกค้าได้ทั้งหมด

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Word of Mouth การตลาดแบบคลาสสิก

ในส่วนของการตลาด จิโรภาสบอกว่า วิธีที่ใช้เป็นหลักคือการตลาดแบบบอกปากต่อปากเหมือนสมัยอากง  “สมัยก่อนคนติดอากงมาก เชื่อใจอากง ต้องมาตัดแว่นกับอากง”

การเป็นร้านแว่นเปิดใหม่ในย่านวังบูรพาเมื่อกว่า 60 ปีก่อน โด่งดังจนมีลูกค้าสม่ำเสมอได้ เพราะเมื่อคนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่พึงพอใจ ก็บอกกันปากต่อปาก

สำหรับคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้จะเห็นการซื้อรีวิวให้โฆษณามากมาย จนบางคนอาจขยาดและไม่เชื่อใจการรีวิวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับ Anotherspecs การบอกปากต่อปากยังคงเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะลูกค้าไม่ได้รีวิวเพราะถูกจ้าง แต่มักเต็มใจบอกต่อเพราะมาซื้อแว่นแล้วแฮปปี้จริง จึงพร้อมแนะนำเพื่อนและคนรู้จักให้มาซื้อต่อไป

มีคนบอกต่อกันมากแค่ไหน…

นับว่ามากขนาดที่ปากต่อปากจนได้มานั่งคุยสัมภาษณ์กับ The Cloud ในวันนี้นั่นไง

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ทั้งนี้การบอกต่อกันในยุคโซเชียลมีเดียอาจเปลี่ยนรูปแบบจากสมัยอากงนิดหน่อย เพราะเริ่มมีร้านออนไลน์แล้ว ในฐานะทายาทของร้านแว่นวังบูรพา ในวันที่เริ่มขายออนไลน์ จิโรภาสยังคงจุดแข็งของร้าน คือ การบริการ
“เวลาลูกค้าสั่งแว่นออนไลน์ เราจะขอรูปทุกคนแบบหน้าตรง เพื่อกะความกว้างของหน้า ความห่างของลูกตา เพื่อกะอย่างคร่าวๆ ให้ใส่แว่นได้สบายที่สุด

เมื่อได้แว่นแล้ว สามารถส่งกลับมาแก้ไขได้ ไม่ใช่ได้แล้วจบ เราอยากดูแลรายละเอียดเล็กน้อยให้มากที่สุด”

เขาอยากทำร้านออนไลน์ให้เหมือนกับมาหน้าร้านให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็ไม่อยากทิ้งหน้าร้านไปเลย เพราะแว่นเป็นสิ่งที่ต้องลองสวมใส่ และจะได้ดึงดูดลูกค้าให้มาร้านที่วังบูรพาด้วย

วัยรุ่นหลายคนเมื่อซื้อแว่นกลับไป ที่บ้านก็บอกว่าเคยตัดแว่นครั้งแรกที่ร้านวังบูรพา ทำให้ดึงลูกค้าเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานกลับมา

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงตา 

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน วังบูรพาการแว่นและ Anotherspecs จึงเป็นมากกว่าร้านขายแว่นตา เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดูแลลูกค้าเหมือนดูแลคนในครอบครัว ให้คำแนะนำด้านการดูแลดวงตาอย่างดี และอยากรักษามาตรฐานที่สะสมความเชี่ยวชาญจากชั่วโมงบินที่ยาวนานนี้ให้คงอยู่เรื่อยไป

แม้ไม่มีพอร์ตโฟลิโอสะสมดวงตาเป็นกิจจะลักษณะ แต่ทายาทรุ่นสองอย่างสุณีย์และเสกสรรค์มี Backup Memory ดวงตาของลูกค้าในความทรงจำ

พวกเขาบอกว่า “ดวงตาแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยร้อยคน ก็มีดวงตาสองร้อยแบบ บางคนตาสองข้างไม่เหมือนกัน บางคนจอประสาทตาเสื่อม บางคนมาอีกครั้งสายตาเอียงหายไป หรือขึ้นมาร้านเราก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ” จากการดูแลดวงตาให้ลูกค้าหลายร้อยคู่ในเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่พบว่าบางคนก็เพ่งโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่รู้ว่าการ ‘มองเห็น’ กับ ‘มองชัด’ นั้นไม่เหมือนกัน

บางคนมีอาการเวียนหัวที่เกิดจากสายตา บางคนที่ตาเป็นต้อก็ต้องการคำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงแสงสว่าง
ตั้งแต่รุ่นอากง เมื่อซื้อแว่นตาแล้ว วังบูรพาการแว่นจะแนะนำลูกค้าตั้งแต่การรักษาแว่น การใช้แว่น ต้องใส่สองมือ ถอดสองมือ ทำยังไงให้แว่นไม่เสียทรง การดูแลความสะอาด รักษาเลนส์ยังไง ดวงตาแบบไหนที่ไม่เหมาะกับการใส่คอนแทคเลนส์ ทุกขั้นตอนในการดูแลแว่นและดูแลลูกค้าล้วนทำเองหมด สนิทกับลูกค้ามาก

อาจจะมีบางคราวเราพบใครใหม่… 

ลูกค้าบางคนที่ตัดแว่นตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมาหน่อยก็มีบ้างที่ย้ายไปทำแว่นที่อื่น แต่เมื่อกลับมาก็เหมือนญาติที่ห่างหายแล้วมาเจอกัน ไม่เหมือนมาซื้อของแล้วหายไปเลย

ทายาทรุ่นสามของกิจการร้านแว่นทิ้งท้ายว่า “อนาคตอยากคงร้านไว้ แต่อยากแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นร้านของพ่อ  อีกครึ่งหนึ่งเป็นแนวทางที่เราชอบของ Anotherspecs เป็นร้านแว่นสำหรับให้ครอบครัวจูงลูกมาด้วยกัน คนสูงอายุเลี้ยวไปทางพ่อ ส่วนคนรุ่นลูกเลี้ยวมาทางเรา แต่ทรงแว่นที่ขายก็อยากให้ถูกใจคนทุกเจเนอเรชันได้”เป็นการทำให้คนรุ่นใหม่ดึงคนรุ่นก่อนกลับมาร้านเก่า สลับกับแต่ก่อนที่คนรุ่นพ่อแม่ เป็นกลุ่มคนที่ชวนลูกหลานมาร้าน   

เขาบอกว่า “ทุกวันนี้เมื่อกลับมาทำร้านก็แฮปปี้ เพราะครอบครัวแฮปปี้ สนุกกับการทำแว่น” เป็นโมเดลธุรกิจครอบครัวที่ทำให้บ้านอบอุ่น และเราได้อยู่กับเขาด้วย”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“บ้านน้อยหน่าเป็นร้านบาร์เบอร์”

อยู่ๆ เราก็หลุดเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องโปรดอย่าง แฟนฉัน (พ.ศ. 2546) มีฉากร้านตัดผมชาย มีเด็กหญิงที่ชื่อน้อยหน่า มีบรรยากาศและเสียงเพลงเก่าๆ จะต่างก็เพียงแต่ช่างใหญ่ของร้านตัดผมชายร้านนี้ไม่ใช่คุณพ่อศิลปินหนุ่มใหญ่ แต่เป็นแม่ติ๋ว – สุวรรณดา กายะ หญิงสาวผู้เปลี่ยนใจจากกรรไกรและโรลม้วนผมทันทีที่ได้ลองปัตตาเลี่ยนเมื่อ 37 ปีก่อน ก่อนจะมีร้านเป็นของตัวเองชื่อ “ติ๋วบาร์เบอร์” ที่สยามสแควร์ในยุคที่สยามสแควร์มีร้านตัดผมชายเรียงรายอยู่ถึง 30 ร้าน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน อดีตแสนเท่ยังคงมีให้เราเห็นและหลงเหลืออยู่บ้างตามเสื้อผ้าหน้าผมของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาอดีตอันโก้เก๋ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาเร็วไปเร็วเหมือนใจใครหรือเปล่า

ความตั้งใจเดิมเราแค่อยากชวนผู้รับช่วงต่อร้านติ๋วบาร์เบอร์ มาผู้คุยในฐานะลูกเขยเบอร์แรกของคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง ผู้รับช่วงต่อและแปลงเปลี่ยนร้านของแม่ยายให้กลับมาเป็นที่นิยมและอยู่รอดได้ในยุคสมัย แต่เนื้อความด้านล่างนี้กลับไม่มีศัพท์แสงแสดงไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์หนุ่มวินเทจสักนิด

ความกิ๊บเก๋และบรรยากาศเก่าๆ ของบาร์เบอร์ที่แท้จริงเมื่อ 23 ปีก่อนต่างหากที่ หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ ผู้เป็นลูกเขย และ น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ ผู้เป็นลูกสาว ตั้งใจเก็บรักษาและถ่ายทอดมันออกมาผ่านทำเลเดิมอย่างร้านที่สยามสแควร์และสาขาเอกมัยอันเป็นที่นัดหมายของเราในวันนี้ นอกจากจะเปลี่ยนความคิดที่เคยมีกับร้านตัดผมชายไปตลอดกาลแล้ว เรายังสนุกกับการจินตนาการตามถึงบาร์เบอร์ที่มากกว่าการเป็นบาร์เบอร์

ในที่สุด เราก็ได้รู้จักชายหนุ่มผู้แต่งงานกับน้อยหน่าในหนังเรื่อง แฟนฉัน เสียที แถมหลายปีผ่านไป น้อยหน่าและสามียังคงสานต่อกิจการที่บ้านและทำให้บรรยากาศของบาร์เบอร์กลับมาอีกครั้ง

 
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
ธุรกิจ: Tew’s Barber Shop (พ.ศ. 2537)
ประเภทธุรกิจ: ร้านตัดผมชาย
อายุ: 23 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: สุวรรณดา กายะ
ทายาทรุ่นที่สอง: หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ (ลูกเขย)น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ (ลูกสาว)

ในความทรงจำสีจาง…จาง

คงจะเป็นการอยู่นอกเหนือประเด็นเกินไป หากผู้เขียนจะสอบถามเรื่องราวความรักและย้อนกลับไปสืบจุดเริ่มต้นของคนทั้งคู่ เราจึงทราบที่มาสั้นๆ ก่อนรับช่วงเปลี่ยนแปลงติ๋วบาร์เบอร์ว่า คุณน้อยหน่าเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณหนอนเป็นอดีตช่างภาพจาก บางกอกโพสต์ และก่อนจะเข้าสู่สาระเป็นทางการ เราขอแอบเอามือจิกหมอนเขินความคู่ของคนคู่นี้สักหน่อย ชื่อหนอนกับน้อยหน่า ไม่เพียงเสียงที่พ้องกัน ความหมายถึงความอยู่เคียงคู่กันก็เหนียวแน่นไม่แพ้

“จำได้ว่าลูกค้าที่ร้านเป็นผู้ใหญ่หมดเลย เราเองยังเด็กมากๆ จึงไม่ค่อยมาอยู่หน้าร้าน เวลาลูกค้ามาถึงจะได้รับเชิญเข้าห้องและรับการบริการอยู่ในนั้นจนเสร็จ” น้อยหน่าเล่าถึงความทรงจำหลังจากเจี๊ยบตัดหนังยางน้อยหน่าในฉากจบของหนัง ไม่สิ น้อยหน่าคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับน้อยหน่า นักเรียนชั้นประถมสี่ หัวหน้าทีมนำเต้นเพลง รักคือฝันไป ในงานวันเด็กของโรงเรียน

สำหรับ ‘ห้อง’ ที่น้อยหน่าคนนี้พูดถึง เราขออธิบายด้วยการฉายภาพไดอะแกรมสามมิติล้ำๆ ผ่านตัวหนังสือให้คุณนึกภาพตามว่าเป็นห้องบริการตัดผมระดับ VIP ที่มอบความเป็นส่วนตัว บริการทุกอย่างทุกๆ ขั้นตอน ทุกระดับ ประทับใจโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งมีรูปแบบมาจากห้องตัดผมในโรงแรมดุสิตธานี

“สมัยก่อนร้านบาร์เบอร์ทั้ง 30 ร้านในสยามสแควร์จะให้บริการตัดผมแบบห้อง VIP ทั้งหมด ไม่ได้เป็นโต๊ะเรียงแบบที่เห็นในร้านตัดผมชายปัจจุบัน โดยทุกร้านในสมัยนั้นจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือมีโซฟา และช่างนั่งอยู่ตรงโซฟา พอลูกค้าเข้าร้านมาช่างก็จะเดินเข้าไปตัดผม ถ้าเป็นคนรุ่นเราที่อายุ 30 – 40 ก็จะไม่ค่อยทันแล้ว สมัยนี้มีร้านแบบนี้ตอนนี้ให้เห็นอยู่ร้านเดียวในสยาม” หนอนเล่าถึงบรรยากาศร้านตัดผมชายในยุคเฟื่องฟูให้เราฟังด้วยตาเป็นประกาย

เมื่อเราถามถึงบรรยากาศสมัยก่อนทั้งหมด ทั้งหนอนและน้อยหน่าบอกให้เราอดใจรอเพื่อถามจากแม่ติ๋ว ซึ่งเราก็ขอยืนยันอีกเสียงว่าสนุกจนน่านำไปทำหนังสารคดีส่งประกวดเมืองคานส์ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว เราอนุญาตให้ scroll down ลงไปอ่านบทสัมภาษณ์แม่ติ๋วด้านล่างก่อนได้ตามอัธยาศัย โดยที่ไม่ลืมเลื่อนกลับขึ้นมาที่จุดเดิมตรงนี้

หนึ่งในตัวอย่างบรรยากาศที่หนอนเล่าไปยิ้มไปก็คือ “สมัยก่อนจะมีลูกค้าประจำคนหนึ่ง บ้านอยู่ไกลมาก แต่มาที่ร้านสาขาสยามทุกวัน มาสระผมและหลับไป จะว่าไปเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นนั้นที่ต้องมาสยามเป็นกิจวัตร มาซื้อของ เข้าร้านทำผมเพื่อผ่อนคลาย แล้วจบด้วยมื้อเย็นที่ร้านสีฟ้า ที่น่ารักคือไม่เพียงใจดี หมั่นซื้อข้าวและน้ำดื่มมาฝากช่างที่ร้านอยู่เสมอ คนขับของลูกค้าท่านนี้ยังสนิทสนมกับคนที่ร้านราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ระดับบรรจุเข้าเป็นพนักงานเพราะจะมาที่ร้านเวลา 11 โมงก่อนจะกลับไปตอน 4 โมงเย็น”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

จนกระทั้งในช่วง พ.ศ. 2547 – 2548 การเข้ามาของซาลอนที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างจากบาร์เบอร์ออกไป ติ๋วบาร์เบอร์ในยุคของแม่จึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มช่างตัดผมสำหรับผู้หญิงเข้ามา แต่นั่นทำให้ลูกค้าเก่าๆ ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใหญ่ไม่กล้าเข้า เพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างที่เคย

ซาลอน คือร้านทำผมทั้งหญิงและชาย “เหมือนเราเป็นเพลงลูกทุ่ง แล้วซาลอนเป็นเพลงสตริง” พ่อกับแม่ที่นั่งฟังสัมภาษณ์อยู่ข้างๆ รีบเสริม

บาร์เบอร์จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เชยไม่ทันสมัย

“เมื่อก่อนบาร์เบอร์ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือมากนัก ขณะที่ซาลอนมีเครื่องมือจากญี่ปุ่น หม้ออบ เครื่องดัดลอน ยืดผม ทำสี ทำทรีตเมนต์ ประกอบการแต่งร้านที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเก้าอี้เก๋ๆ มีเตียงสระผม ดูทันสมัย และยังมีสถานีช่างคนนี้รับผิดชอบการตัด คนนั้นรับผิดชอบการสระผม มีคนบริการมากมาย ดูสะดวกสบายไปหมดทุกสิ่ง มีสมาคมแบ่งปันความรู้การเกล้าผม ทำสี ทำไฮไลต์ แต่บาร์เบอร์มีอย่างมากก็แค่รองทรงสูง กลาง และต่ำ

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

“เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่ร้านต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยเพราะเด็กสมัยใหม่ไม่เคยชินเขาก็ไม่กล้าเข้าร้านบาร์เบอร์ ความตั้งใจเราอยากให้มีลูกค้าทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยทำงาน” น้อยหน่าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการเริ่มปรับโฉมร้านติ๋วบาร์เบอร์ใหม่

“ตอนนั้นกระแสบาร์เบอร์ก็ยังไม่ค่อยมี เราก็คิดออกแบบว่าจะทำร้านอย่างไรให้บาร์เบอร์กลับมา”

“ก่อนหน้านี้ผมเองตัดผมกับที่ร้านมาตลอด เราสัมผัสถึงความพิเศษของการบริการที่เราอยากรักษาให้สิ่งนี้อยู่ต่อไปและอยากให้คนอื่นๆ ได้มาสัมผัส จึงบอกแม่ว่าขอเก็บบริการทั้งหมดที่เคยมีเอาไว้ จะปรับก็เพียงรูปร่างหน้าตาของร้าน โดยเพิ่มตัวตนความเป็นบาร์เบอร์ลงไปและสร้างแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“เรื่องการทำร้านใหม่ สิ่งที่แม่ขออันดับแรกๆ คือ ต้องมีห้องบริการแบบส่วนตัว ตอนแรกก็คิดว่าจะมีดีไหมเพราะค่อนข้างกินพื้นที่ร้าน แต่มาวันนี้เราพบว่าการมีอยู่ของห้องส่วนตัวทำให้ร้านเราแตกต่างจากที่อื่นๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่ร้านของแม่ เราไม่ได้จัดขึ้นมาใหม่” หนอนผู้ทำหน้าที่ดูแลควบคุมการปรับโฉมเล่าไอเดียเริ่มต้น

ซึ่งช่วงแรกของการเปิดร้านหลังการรีโนเวต หนอนเล่าว่ามีทั้งลูกค้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะคนยังไม่คุ้นกับร้านตัดผมสไตล์บาร์เบอร์ “5 ปีก่อนคนไม่ได้ฮิตทรงวินเทจแบบตอนนี้ แล้วเราก็เชียร์ให้เขาตัดแบบนั้น ในขณะที่เทรนด์ผมยุคนั้นคือญี่ปุ่นๆ เกาหลีๆ ซอยผม ทำสีผม พอเราไปไถผมเขาด้วยปัตตาเลี่ยนก็จะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ” โชคดีว่าผ่านไป 1 ปีเทรนด์ทรงผมวินเทจก็กลับมาฮิตในหมู่หนุ่มๆ พอดี

“เรื่องทรงผมมันเป็นเทรนด์มาและไป ร้านจึงต้องคุยกันอยู่เสมอ เป็นตัวเองบ้าง ปรับให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของลูกค้าบ้าง พยายามมีทรงผมหลากหลายมากขึ้นโดยคุยกับช่างให้เข้าใจ ช่างที่ตัดผมตั้งแต่สมัยแม่ทำร้านยังอยู่กับเรา 1 คน นอกนั้นเป็นช่างรุ่นใหม่จากหลากหลายเส้นทางมาก บางคนจบสถาปัตย์ฯ มา จบวิศวะฯ จบดุริยางค์ฯ ก็มี” และเนื่องจากทักษะและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่างของทางร้านจึงต้องผ่านช่วงเวลาฝึก 2 – 3 เดือนเพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญอย่างการบริการ

จากที่เคยคิดว่าร้านตัดผมผู้ชายให้บริการตัดผม โกนหนวด จัดเซ็ตให้เข้าทรงและจบไป ติ๋วบาร์เบอร์ทำให้เราเรียนรู้บริการบาร์เบอร์ดั้งเดิม ผ่านขั้นตอน 1 – 10 ของการบริการ ที่มีตั้งแต่เสิร์ฟน้ำดื่มดับกระหาย ถ้าลูกค้ามาร้อนๆ ช่างจะเช็ดและเป่าไดร์ให้ก่อนพูดคุยเรื่องทรงผมสักพัก และเตรียมตัวตัดผม กันทรงเก็บทรงให้เรียบร้อย พูดคุยกับลูกค้าอย่างเหมาะสม

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ว

ติ๋วบาร์เบอร์ พ.ศ. 2555

“ถ้าเทียบกับสเกลของร้านสมัยก่อน แม่มีช่างผม 30 คน ช่างเล็บ 5 – 6 คน ขณะที่ร้านเรามีช่าง 10 คนใน 2 สาขา เทียบกับลูกค้าของแม่จึงมีเยอะกว่า ช่างตัดผมแข่งกันวิ่งรอกลงเวลา แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ช่างตัดผมน้อยลง แต่ลูกค้าที่เข้ามาตัดผมยังมีเยอะเท่าเดิม ถึงแม้จะมีช่างไม่เยอะแต่เราก็คุมคุณภาพการบริการให้ดีงามเหมือนร้านสมัยแม่” น้อยหน่า ทายาทผู้ดูแลติ๋วบาร์เบอร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สาม (ในท้อง) เทียบให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างร้าน 2 ยุค

“งานตัดผมเป็นงานฝีมือจริงๆ ช่างแต่ละคนก็จะมีวิธีการที่จะสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งบาร์เบอร์จะแตกต่างกับซาลอนตรงที่ช่างจะจบงานทั้งหมดคนเดียวตั้งแต่ สระ-ตัด-เซ็ต จึงต้องกำหนดเวลาการให้บริการต่อลูกค้า 1 ท่าน” หนอนเสริม และด้วยความไม่เคยชินของลูกค้าเรื่องระบบจองคิว ทำให้ติ๋วบาร์เบอร์ถูกเข้าใจว่าเป็นร้านตัดผมฮิปๆ หยิ่งๆ อยู่เสมอ

“แรกๆ ยังเป็นระบบ walk-in อยู่ ก่อนจะมีเปิดจองเพื่อจัดระบบคิว flow ในร้าน และความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ในช่วงแรกคนก็อาจจะยังไม่ชินที่ต้องจองคิว ซึ่งจริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ร้านติ๋วบาร์เบอร์ แต่เป็นร้านตามตลาดในต่างจังหวัดที่มีช่างตัดคนเดียว ลูกค้าก็โทรจองถามช่างว่าว่างอยู่ไหม ต้องนัดช่างเหมือนกัน”

เราถามถึงจุดเด่นของติ๋วบาร์เบอร์ที่มีมากกว่าการตัดผม แต่แทนที่จะได้รับคำตอบหรูหรา หนอนกลับเลือกจะเล่าจุดที่ตัวเองไม่เก่ง “เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องเคมีมากอย่างเรื่องย้อมผมและดัดผม เราพอทำได้แต่เป็นในสไตล์ old-school จริงๆ เน้นเราตัดผมเป็นส่วนใหญ่”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ก่อนจะเล่าความดีงามของเก้าอี้ไฟฟ้าที่มีมาตั้งแต่ยุคของแม่ว่า “เก้าอี้ที่ร้านมีมาตั้งแต่รุ่นแม่ เป็นเก้าอี้ไฟฟ้า ปรับเอนนอนสระผมในห้องนั้นเลย ลูกค้าที่ไม่ชินพอตัดผมเสร็จเขาก็พยายามลุกออกจากเก้าอี้ เราก็ถาม ‘พี่จะไปไหนครับ สระผมตรงนี้เลย’ พอสระเสร็จช่างก็จะเอาผ้ามาปิดตา มีอโรม่านิดๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย”

สมัยก่อนติ๋วบาร์เบอร์มีบริการขัดรองเท้าหนัง ขัดเข็มขัด แต่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยติ๋วบาร์เบอร์จึงเปลี่ยนบริการเสริมมาเป็นบริการล้างแว่นตาแทน

รวมไปเรื่องจัดแต่งทรงผม “ช่วงเริ่มต้นปรับรูปแบบ เราใส่ Pomade ให้ลูกค้า ลูกค้าบอก ‘ขอล้างออก’ (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว คนเข้าใจมากขึ้น ลูกค้าชาวต่างชาติก็มีมากขึ้น อย่างชาวสิงคโปร์จะจองตัดกับเราตลอด” จากนั้นหนอนจึงก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในชื่อ bad taste ซึ่งมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรออริจินัล ช่วยให้ผมอยู่ทรงสวยงาม และสูตรธรรมชาติ ทำให้ผมดูมี volume เซ็ตเหมือนไม่เซ็ต

หลังจากรับช่วงต่อติ๋วบาร์เบอร์อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนก็เจอหัวใจของแบรนด์ติ๋วบาร์เบอร์ที่ทำให้ทั้งคู่อยากเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้

“หนึ่งคือ เรื่องการบริการ สองคือ เรื่องทำเลร้านที่สยามซึ่งเราอยากรักษาไว้ เดิมทีก่อนร้านเป็นของแม่ คนเช่าเดิมก็ทำร้านตัดผมมาก่อน สามคือ สไตล์และทรงผม ของเราจะออกแนวเรียบร้อยแต่ยังให้ความเป็นผู้ชายอยู่ ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน”

สิ่งที่พิสูจน์ผลของการรับช่วงต่อในสายตาของทั้งคู่ก็คือ การที่ลูกค้ายอมรับระบบจองและโทรมาจองอยู่เรื่อย รวมไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและคนในร้านที่กลายมาเป็นเพื่อน

“เราเห็นสิ่งที่แม่ทำมาตลอด เราผูกพัน เราอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไปสัมผัสและเข้าใจการบริการของบาร์เบอร์ว่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้แม่เป็นห่วงเรื่องการปรับรูปแบบร้าน กลัวว่าเราจะปรับจนไม่เหลืออะไรเลย (หัวเราะ) กลัวลูกค้าเดิมไม่เข้า รวมถึงเรื่องความเข้าใจเรื่องทฤษฎีและเทรนด์ทรงผมซึ่งช่างตัดผมเก่าๆ จะไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเราตัดผมไม่เป็น” น้อยหน่าทิ้งท้ายความตั้งใจค่อยๆ รอการพิสูจน์

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ขณะที่หนอนเชื่อเรื่องการทำให้เห็นว่าจะพิสูจน์สิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อและตั้งใจทำ ไปพร้อมๆ กับการใส่รายละเอียดเรื่องการบริการและไอเดียอื่นๆ เพื่อให้ทันกับยุคสมัยและความต้องการของคนยุคใหม่ แม้ต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของช่างรุ่นเก่า

“แต่ถึงกระนั้นการทำธุรกิจกับที่บ้านสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อแม่ ลูกเขย สะใภ้ ก่อนมารับช่วงเราก็ต้องคุยกับแม่เยอะว่าแม่ทำอะไรมาบ้าง สิ่งที่เราควรจะทำคืออะไร แล้วประยุกต์ในทิศทางของเรา ระหวางนั้นจะเห็นว่าเกิดการพูดคุยกันอยู่เสมอ”

คุยกันจบเราก็นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ได้พูดคุยเรื่องทรงผมของคุณผู้ชายจนเกิดความเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่าง ความตั้งใจบันทึกบรรยากาศให้คงอยู่และปรับเปลี่ยนคุณค่าที่มากกว่าตัวเงินนี้ให้อยู่รอดต่อไปต่างหากที่เรารัก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าตั้งแต่ต้นจนจบบทสนทนา เราไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมเจี๊ยบถึงไม่ได้ครองรักกับน้อยหน่า แม้น้อยหน่าคนนี้จะคนละคนกับน้อยหน่าคนนั้นก็ตาม

ติ๋วบาร์เบอร์ (พ.ศ. 2537)

ออกตัวสักนิดว่าล้อมกรอบของทายาทรุ่นสองตอนนี้จะยาวกว่าที่เคย แม่เริ่มจากการเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (พ.ศ. 2523) และอยากลองตัดผมผู้ชายดูบ้าง จึงไปเรียนวิชาบาร์เบอร์เพื่อเติม ก่อนจะติดใจความเรียบง่ายของการตัดผมผู้ชาย “ทั้งวิธีการตัดผมที่มีแค่ทรงสั้น กลาง และยาว และนิสัยสบายๆ ของลูกค้าผู้ชาย ถ้าเป็นทรงผมผู้หญิงลูกจะว่าเดี๋ยวสั้นไปยาวไปบ้างล่ะ เอียงบ้างล่ะ” แม่ติ๋วเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นความหลงใหลในปัตตาเลี่ยน

ราวกับแม่ติ๋วจะอ่านสีหน้าที่แสดงคำถามถึงเรื่องการอัพเดตเทรนด์ทรงผมใหม่ๆ ในสมัยก่อนของเราออก แม่ติ๋วรีบเล่าให้ฟังว่า “สมัยนั้นต้องหมั่นไปเรียนวิชาในโรงเรียนสอนทำผมและชมรมช่างตัดผมชายอยู่เรื่อยๆ มีแข่งขันตัดผมเหมือนมีเพื่อนคอยอัพเดตเทรนด์กัน”

บาร์เบอร์ในยุคนั้นถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชาย เพราะทั้งมอบประสบการณ์ผ่อนคลาย และเป็นแหล่งรวมตัวและพบปะกลุ่มเพื่อนก่อนเดินเที่ยวกินข้าวกันที่สยามสแควร์ “สมัยก่อนลูกค้าผู้ใหญ่บางคนเขาจะมีเครื่องดื่มติดตัวมาเอง แล้วบอกขอนั่งดื่มรอเพื่อนในร้านของเรา บ้างก็ดื่มไปด้วยตัดผมไปด้วย อันที่จริงผู้ใหญ่เขาไม่เที่ยวผับบาร์กันเท่าไหร่” ถือว่าเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างที่สุด “เมื่อก่อนยังไม่มีระบบจอง ลูกค้ามาถ้าช่างว่างก็จะตัดเลย ถ้าช่างไม่ว่างก็มาใหม่วันหลัง ลูกค้าสมัยก่อนเขามาสยามทุกวัน มากินข้าว มาซื้อเสื้อผ้า แหล่งศูนย์รวมผู้คนเพราะยังไม่มีห้างสรรพสินค้า”

แล้วอะไรคือนิยามของความติ๋วบาร์เบอร์ เราถาม และสิ่งนั้นก็คือ การมอบความสบายใจและความเป็นกันเอง การบริการที่มากกว่าการบริการ และความเป็นส่วนตัวที่ติ๋วบาร์เบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง “ลูกค้าบางคนมาถึงก็หลับเลย พักผ่อนของจริง” แม่ติ๋วหัวเราะก่อนจะทิ้งท้ายความรู้สึกที่มีต่อ ติ๋วบาร์เบอร์ ในยุค พ.ศ. 2560

“เราไม่ค่อยห่วงอะไรนะ เขาเห็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load