วังบูรพาการแว่น เป็นร้านแว่นเก่าแก่อายุ 65 ปีที่อยู่คู่ย่านวังบูรพามาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยที่แถบนี้เป็นย่านการค้าคึกคัก ไม่ว่าใครก็ต้องมาตัดแว่นแถวนี้

หากเป็นคนรุ่นใหม่ ลองหันไปถามคนในครอบครัว อาจพบว่าสมาชิกในบ้านทั้งปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เคยตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ หากเป็นคนรุ่นก่อน หลายคนย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของวังบูรพาการแว่นมาไม่มากก็น้อย
ในวันที่ร้านแว่นมีมากมายดาษดื่นและมีสเปกแว่นให้เลือกมากมาย ดูเหมือนว่าแว่นตากลายเป็นสินค้าที่วางแน่นิ่งในตู้ให้เลือก มองร้านแว่นร้านใดก็ดูไม่แตกต่างกันนัก แค่เดินเข้าไปเลือกดีไซน์ถูกใจในร้าน วัดสายตาพอเป็นพิธี ซื้อเสร็จแล้วเดินออกมา

แต่ไม่ใช่ทุกร้านที่เป็นแบบนั้น…

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

The Cloud ได้ยินคำบอกเล่าความพิเศษของร้านแว่นเก่าแก่ที่ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่สร้างความผูกพันและใส่ใจการบริการแบบครอบครัว เรื่องเล่าของวังบูรพาการแว่นจะไขปริศนาว่า ทำไมคนรุ่นก่อนถึงผูกพันกับร้านแว่น ต้องเดินทางมาตัดแว่นที่นี่เท่านั้น ร้านที่ตัดแว่นให้คนในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นมีความพิเศษยังไง สายสัมพันธ์ในร้านแว่นเกิดขึ้นได้ยังไง

ทุกวันนี้วังบูรพาการแว่นสืบทอดกิจการจนดำเนินมาถึงทายาทรุ่นสาม แม้เป็นร้านที่ไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่เริ่มมีกลุ่มวัยรุ่นที่เลือกเปิดประตูเดินเข้าร้าน เพื่อใช้บริการตัดแว่นในร้านเก่าแก่อย่างคับคั่ง

มาฟังเรื่องราวการทำธุรกิจจากปากพ่อแม่ลูก ทายาทรุ่นสองและสามของครอบครัวกฤษณาวารุณให้หายสงสัย
บันทึกเรื่องเล่าโดยนักเขียนสายตาสั้นที่น่าจะได้แว่นใหม่หลังคุยเสร็จวันนี้

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ธุรกิจ : วังบูรพาการแว่น 
ประเภทธุรกิจ : แว่นตา
อายุ : 65 ปี
ผู้ก่อตั้ง : ซุ่นหง แซ่เบ๊
ทายาทรุ่นสอง : เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ และ สุณีย์ กฤษณาวารุณ

ทายาทรุ่นสาม : จิโรภาส กฤษณาวารุณ

ย่านวังบูรพาแต่เก่าก่อน

พ.ศ. 2498 ซุ่นหง แซ่เบ๊ อากงของครอบครัวกฤษณาวารุณเดินทางมาจากเมืองจีน สมัยนั้นย่านวังบูรพาแทบจะไม่มีอะไรมากนัก มีแต่ตึกแถวเก่า 2 ชั้นตั้งอยู่ทั้งแถบ

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสองเล่าเรื่องราวสมัยคุณพ่อของเขาให้ฟังว่า “สมัยก่อนเพิ่งมีการเริ่มทำแว่น คนใส่แว่นแทบไม่มี หาร้านไม่ค่อยได้ มีร้านแว่นอยู่ละแวกนี้ไม่กี่ร้านแถวเฉลิมกรุง สี่กั๊กพระยาสี่ เมื่อก่อนคุณพ่อเดินผ่านย่านแถวนี้ เห็นว่ามีร้านเภสัชฯ ที่คนแน่นมาก น่าจะเจริญ เหมาะแก่การทำธุรกิจ”

เมื่อเห็นว่าเป็นย่านการค้าทำเลดี ประกอบกับเห็นโอกาสที่ยังไม่ค่อยมีร้านแว่น จึงศึกษาเรียนรู้วิธีการวัดสายตา หาเงินทุนก้อนหนึ่งมาเปิดร้าน เกิดเป็นร้านแว่นวังบูรพา

“ตอนคุณพ่อเปิดร้านช่วงแรกลูกค้าไม่ค่อยมี แต่ด้วยความมุมานะ ราคาย่อมเยา คุณภาพดี ลูกค้าก็พูดปากต่อปาก จากร้านหนึ่งห้องก็ขยายเป็นสองห้อง”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์เล่าว่า ร้านมีลูกค้าต่อเนื่องจนถึงยุคที่กลายเป็นย่านแว่น มีร้านแว่นเพิ่มขึ้น 6 – 7 ร้าน คนที่อยากตัดแว่นในสมัยก่อนจะต้องแวะเวียนมาย่านนี้

การขายแว่นของร้านวังบูรพาเริ่มตั้งแต่สมัยที่คนยังไม่ได้ตื่นตัวเรื่องแว่นเหมือนในยุคนี้ มีคนสายตาสั้นเยอะ แต่ยังไม่ตื่นตัวในการมอง เป็นยุคที่การวัดสายตายังไม่มีเครื่องมืออะไรมากนัก ใช้เพียงแว่นทรงกลมสำหรับสลับใส่เลนส์ ดูว่าเลนส์ตัวไหนที่เหมาะกับค่าสายตา มีการคิดค้นไฟฉายสะท้อนแสง เอาไฟส่องดูว่าเป็นแสงทวนหรือแสงตามเพื่อวัดค่าสายตา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการส่องเรติโนที่ใช้ในเครื่องวัดสายตาปัจจุบัน เสกสรรค์โตมาโดยเห็นคุณพ่อทำแว่นตั้งแต่เด็ก ประสบความสำเร็จจนสามารถเลี้ยงลูกให้โตได้

Wangburapa Optical Standard 

สมัยก่อนในไทยยังไม่มีการสอนศาสตร์เกี่ยวกับแว่น ต้องใช้วิธีเรียนรู้เองหรือฝึกกับช่างที่มีประสบการณ์เหมือนอย่างที่อากงเรียนมา

เมื่อถึงรุ่นของเสกสรรค์ ทายาทรุ่นสอง เป็นรุ่นแรกที่ได้ไปเรียนศาสตร์การวัดสายตาจากเมืองนอกไกลถึงเยอรมนี เรียนทั้งศาสตร์ความรู้เกี่ยวกับดวงตาและแว่นตา ตั้งแต่การทำแว่น การวัดสายตา การประกอบแว่น ทำกรอบแว่น ไปจนถึงคอนแทคเลนส์และอีกมากมาย

แต่เรียนจากเมืองนอกมาแล้วก็ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะการเรียนที่ล้ำค่าที่สุด คือการเรียนจากประสบการณ์กับคุณพ่อของตัวเอง ซึ่งเป็นสเน่ห์ของวังบูรพาการแว่นมาแต่ดั้งเดิมที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ

เสกสรรค์บอกว่า “เราได้ยินลูกค้าพูดว่า ร้านเราใช้ระบบวัดสายตาแบบโบราณ ความจริงแล้วศาสตร์ที่เราใช้ไม่ได้เรียกว่าแบบโบราณ แต่เป็นระบบวัดสายตามาตรฐาน ซึ่งหมอทั่วไปในยุโรปต้องใช้การวัดแบบนี้เป็นมาตรฐานในการวัดสายตามาแต่ไหนแต่ไร”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบโบราณ เพราะติดภาพว่าการวัดสายตาแบบสมัยใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นหลักเท่านั้น
คนสายตาสั้นอย่างเราที่นั่งฟังอยู่ก็เพิ่งรู้จากร้านวังบูรพาในวันนี้ ว่าความจริงแล้วเครื่องวัดสายตาแบบออโต้ที่ใช้กันทั่วไปนั้น เป็นเพียงไกด์นำทางว่าค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ไหน แต่หากอยากได้ค่าสายตาอย่างละเอียด ต้องใช้ระบบแมนนวลเช็กอีกที

จิโรภาส กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสามเสริมว่า “เราไม่เชื่อเทคโนโลยีอย่างเดียว ตาคนเรามีความละเอียดอ่อน ค่าตาสองข้างบางทีก็ไม่เท่ากัน” การวัดสายตาให้ละเอียดจึงเป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ของคนวัดด้วย

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ส่วนเทคนิคสำคัญของการวัดสายตาของเสกสรรค์ คือ “พยายามวัดให้ได้ค่าสายตามาตรฐาน ตรงกับค่าสายตาของคนที่เราวัดให้ได้ใกล้เคียงที่สุด วัดอย่างละเอียดให้ลูกค้าพอใจที่สุด วัดให้ได้ความพึงพอใจ”
เสียงตอบรับในแง่บวกที่ได้มานั้น ทางร้านไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่มาจากลูกค้าที่ตัดแว่นกับทางร้านไป และมักบอกว่าประทับใจการวัดสายตาของที่นี่ 

รู้สึกถึงความละเอียดและพิถีพิถัน รู้สึกชอบที่ดูแลดวงตาให้แบบนี้  

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าวังบูรพาการแว่นไม่เชื่อในเทคโนโลยี สุณีย์ กฤษณาวารุณ กล่าวว่า “ทุกวันนี้มีร้านแว่นมากมายทั้ง ร้านรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ ไม่ว่าแต่ละร้านจะใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ขอเพียงลูกค้าใส่แว่นแล้วดี ไม่เกิดปัญหา” แล้วแต่ความชำนาญและความถนัดของแต่ละร้านที่ทำให้การวัดสายตาได้มาตรฐาน  

Life-Long Partner 

จากการเป็นคู่ชีวิตที่ดูแลร้านวังบูรพาร่วมกับเสกสรรค์มาค่อนชีวิต สุณีย์บอกว่า “หลายคนจะรู้สึกว่าตัดแว่นต้องใช้เงินเยอะ แต่เราไม่เชียร์ให้เสียตังค์เยอะ เราขายสินค้าในราคาปานกลางที่รับได้และได้คุณภาพ ไม่ใช่เอาของที่ไม่ดีให้ แต่ร้านเราใช้ของที่ได้มาตรฐานหมด” 

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

แว่นของวังบูรพาจึงเป็นแว่นที่คัดเลือกแบรนด์ที่คุณภาพโอเคในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป โดยใช้หลักเกณฑ์ในการเลือกแว่น คือ หนึ่ง ใส่ได้ทนทาน ไม่ใช่ซื้อไป 2 วันหัก สอง ดีไซน์ของเลนส์กับแว่นสัมพันธ์กัน คือเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ให้ไปด้วยกันได้ เช่น แนะนำลูกค้าว่าเลนส์สายตาหนา ควรใช้กรอบยังไง เลนส์ Progressive สำหรับคนสูงอายุควรใช้กรอบยังไงให้เข้ากัน 

ทางร้านยังสามารถประกอบเลนส์ เจียเลนส์เองได้ ไม่ส่งแว่นให้ที่อื่นประกอบให้ เสกสรรค์บอกว่า “เราจะไม่ส่งแว่นไปให้ที่อื่นประกอบ เพราะเราเชื่อใจตัวเองว่า เราประกอบให้ลูกค้าได้มาตรฐาน เราทำด้วยใจ รู้มุม รู้อะไรทุกอย่าง”  
สุณีย์แซวว่า “คนนี้เป็นคนที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจต้องทำเอง”  

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ดังนั้นไม่ว่าลูกค้าที่มาร้านเลือกเลนส์ เลือกกรอบทรงไหน ก็ประกอบให้ได้ การเจียเลนส์ คือการใช้เครื่องตัดกรอเลนส์เพื่อให้ได้ขนาดเลนส์เข้ากับกรอบที่ต้องการ ต้องใช้มือกรอ ลงรายละเอียดเรื่องมุมโค้ง เป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง หากมีแว่นหัก สามารถเอาเลนส์มาหากรอบใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องตัดแว่นใหม่ 
การเลือกเลนส์ที่ใช้มองโลกเป็นเรื่องสำคัญเหมือนเลือกคู่ชีวิต เพราะดวงตาทั้งสองคู่เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาให้ดีตลอดไป 

No Service Charge 

เมื่อพูดถึงงานบริการที่ผูกใจให้ลูกค้าติดใจไปซ้ำ หลายคนอาจนึกถึงร้านสปา ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร โรงแรม น้อยคนจะนึกถึงร้านแว่น

สุณีย์บอกว่า “ร้านเราขายสินค้ากึ่งบริการ ไม่อยากแค่เอาแว่นตามาวาง หรือลูกค้าแค่มาซื้อของแล้วกลับ ลูกค้าที่มาร้านเหมือนญาติ เหมือนลูกหลานของเราที่อยากดูแลดวงตาให้ เราใส่ใจรายละเอียดเหมือนดูแลดวงตาให้คนในครอบครัว”

หัวใจของวังบูรพาการแว่นจึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่การดูแลบริการทั้งก่อนและหลังขาย ก็สำคัญไม่แพ้แว่นตา บางคนไม่ได้ประทับใจสินค้า แต่ประทับใจบริการ หากมีปัญหากลับมา ทางร้านก็ดูแลให้จนถึงที่สุด ไม่ใช่ได้แว่นไปแล้วไปเลย ดังที่สุณีย์บอกว่า “แว่นที่ใส่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงกันตลอด รู้สึกผูกพันกับร้าน”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวังบูรพาการแว่นถึงมีลูกค้ารุ่นเก่าเหนียวแน่นที่มาตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ ตั้งแต่เป็นเด็กกระโดดเล่นที่โซฟาในร้าน จนโตเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว ยังยืนยันให้ลูกพามาตัดแว่นที่นี่ บางคนอยู่ต่างจังหวัดก็ยังเดินทางมา

สุณีย์เล่าว่า “เคยมีผู้ใหญ่อายุมากแล้วอยู่ไกล ให้ลูกพามาให้ ลูกบอกว่าพาไปร้านแว่นแถวบ้านก็ไม่ยอม ถ้าไม่มาก็ไม่ยอมทำแว่น”

เพราะไม่ว่าลูกค้าเยอะขนาดไหน เสกสรรค์ก็จำได้หมดว่าคนนี้บุคลิกยังไง ชอบกรอบแว่นสไตล์ไหน สีอะไร เคยมีสายตาเท่าไหร่

รุ่นลูกที่พาพ่อแม่มาตัดจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมต้องร้านนี้ เพราะ “มาที่นี่เหมือนได้ตัดแว่นกับคนรู้ใจ พาไปร้านอื่นที่ไหนก็ไม่ไป” หลายครั้งลูกหลานที่พามา ก็ประทับใจเลือกใช้บริการตัดแว่นตามไปด้วย

วังบูรพาการแว่นเป็นร้านที่มีช่างวัดสายตาที่ละเอียด พร้อมแนะการเลือกเลนส์และกรอบแว่นที่รู้ใจให้ คล้ายเวลาเข้าร้านทำผมแล้วมีช่างตัดผมคนโปรด หรือมีคุณหมอคนประจำที่เข้าใจเราอย่างดี ให้คำแนะนำด้วยใจ และฉายภาพความผูกพันในร้านแว่นของคนรุ่นก่อนที่เห็นได้ยากจากร้านแว่นในปัจจุบันที่คนมักเดินเข้าออกไปเลือกสินค้าเท่านั้น 

ความเป็นธุรกิจครอบครัวที่ทำกันเอง 3 คนทำให้ดูแลได้ทั่วถึง พอใจในร้านที่มี ไม่ขยายสาขาไปย่านอื่น มีกำลังดูแลลูกค้าได้เต็มที่

การวัดสายตาที่ละเอียด เน้นบริการ และขายแว่นที่มีคุณภาพ คือ 3 จุดหลักที่เป็นเสน่ห์ของร้านมาจนถึงทุกวันนี้

Multi-Generational Specs

จากย่านการค้าที่คึกคัก เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่า 60 ปี จิโรภาส ทายาทรุ่นสามของร้านแว่นวังบูรพาให้ความเห็นว่า “ทุกวันนี้ ย่านนี้เป็นย่านที่คนทำธุรกิจย้ายออก คนไม่ค่อยมา เราเลยรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรที่ดึงความเป็นวังบูรพา ร้านของเรากลับมา เรามีความสนใจแว่นตั้งแต่เด็ก ชอบสังเกตแว่นที่คนใส่”

Anotherspecs คือชื่อแบรนด์น้องใหม่ที่เขาก่อตั้ง โดยตั้งขายอยู่ในร้านแว่นของครอบครัวร้านเดิมนั่นเอง ชื่อแบรนด์หมายถึงอีกสเปกที่อยากให้ลอง 

แรกเริ่มเขาไม่ได้เรียนด้านธุรกิจหรือการตลาดใดๆ แต่เรียนด้านดนตรีที่ไทย จากนั้นไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย

“ที่นั่นร้านแว่นไม่ได้เยอะ ช่วงหลังเริ่มมีร้านแว่นเปิดใหม่ที่พอเปิดแล้วขายดี เราเห็นโอกาสการต่อยอดทำร้านแว่นคล้ายสมัยที่อากงเห็นโอกาสการเริ่มเปิดร้านแว่นในย่านวังบูรพา”
ความตั้งใจของเขา คืออยากให้คนรุ่นใหม่เดินเข้าร้านแว่นเก่าเพื่อสัมผัสเสน่ห์งานบริการของร้านแว่นที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอากง 

“เราเคยได้ยินคนบอกว่าบ้านเราโบราณ เชย แต่เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราจะกลับมารับช่วงต่อ อยากทำอะไรที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคยคิดว่าร้านโบราณ บางช่วงคนมองข้ามร้านแว่นเก่า แต่ก็มีกลุ่มคนที่เริ่มกลับเข้าหาร้านแว่นเก่า เพราะอยากได้ทรงแว่นเก่า ของเก่า ก็มี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เขาเริ่มผลิตแว่นในนามแบรนด์ Anotherspecs โดยใช้มาตรฐานการเลือกแว่นคุณภาพของร้านแว่นวังบูรพา ที่ขายแว่นคุณภาพดีในราคาไม่สูงมาก เลือกดีไซน์ใหม่ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่น มหาวิทยาลัย คนทำงาน ซึ่งคนมีอายุเห็นแล้วก็ยังชอบ

เขาบอกว่า “คุณพ่อดูไม่ตื่นเต้นกับแว่น ‘อินเทรนด์’ ของเรา คุณพ่อเห็นทรงแว่นมาตั้งแต่เด็ก”
เพราะไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้ ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด บางสิ่งที่คิดว่าใหม่มักมีมาก่อนแล้ว การสืบทอดธุรกิจจึงควรเอาตัวเองเข้าไปศึกษาจากคนรุ่นก่อนเยอะๆ 

เทรนด์เสื้อผ้ามักวนกลับมา กรอบแว่นเก่าที่เก็บไว้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาทันสมัยอีกครั้ง 

หนุ่มทายาทรุ่นสามกล่าวสรุปว่า “เราดูกระแสรอบตัว แต่ก็ไม่กระโจนไปหากระแสซะทีเดียว เพราะอะไรที่ไม่อยู่ในกระแส วันหนึ่งก็จะกลับมาฮิตอยู่ดี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

สเปกโดนใจวัยรุ่น   

แม้จะบอกว่าไม่เคยเรียนด้านธุรกิจหรือออกแบบ แต่เห็นได้ชัดเมื่อเข้าไปเยี่ยมอินสตาแกรมของ Anotherspecs ว่าทายาทรุ่นสามของวังบูรพาการแว่นมี Sense of Design ที่โดนใจวัยรุ่นทีเดียว 

กรอบแว่นที่ดีไซน์ไม่แปลกใหม่ในสายตาคุณพ่อ นำมาทำขายในชื่อแบรนด์ Anotherspecs ด้วยชื่อรุ่นที่จำง่ายอย่าง JAMES, GEM, SAM, RALPH, JOSH, KATO และอีกมากมาย พร้อมสีสันที่ดูคูล เช่น Crystal, Grey, Honey Black, Tortoise

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

จิโรภาสเล่าว่า “เราพยายามเลือกกรอบสีคลาสสิกที่ใส่ง่าย ส่วนเลนส์สีก็มีมานานแล้ว แค่นำมาจับคู่ให้ลูกค้าเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ได้ จะทำแว่นสายตา แว่นกันแดด แว่นกรองแสงก็ได้” การทำ Made to Order จึงคล้ายเป็นการต่อยอดจุดแข็งของร้านแว่นวังบูรพาที่เชี่ยวชาญด้านการประกอบแว่น การบริการและให้คำแนะนำการเลือกแว่นให้ตรงสไตล์ลูกค้า 

“ที่ทำมาสองสามเดือน คนที่หนักสุดคือคุณพ่อ จากที่บางวันนั่งว่าง มีงานทำประปราย ก็มีคนสั่งบริการเยอะขึ้น คุณพ่อรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเปิดร้านใหม่ๆ” 

และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์สวยงาม แต่การเลือกแว่นมีการคำนึงถึงคุณภาพและวัสดุที่ใช้เพื่อคนใส่อย่างครบถ้วน ทั้งวัสดุแบบไหนแข็งแรงและคงทนกว่า คนแพ้โลหะควรหลีกเลี่ยงกรอบแว่นแบบไหน ขาแว่นมีเหล็กข้างในไหม  บานพับแน่นขนาดไหน เขาใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้และสามารถตอบลูกค้าได้ทั้งหมด

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Word of Mouth การตลาดแบบคลาสสิก

ในส่วนของการตลาด จิโรภาสบอกว่า วิธีที่ใช้เป็นหลักคือการตลาดแบบบอกปากต่อปากเหมือนสมัยอากง  “สมัยก่อนคนติดอากงมาก เชื่อใจอากง ต้องมาตัดแว่นกับอากง”

การเป็นร้านแว่นเปิดใหม่ในย่านวังบูรพาเมื่อกว่า 60 ปีก่อน โด่งดังจนมีลูกค้าสม่ำเสมอได้ เพราะเมื่อคนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่พึงพอใจ ก็บอกกันปากต่อปาก

สำหรับคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้จะเห็นการซื้อรีวิวให้โฆษณามากมาย จนบางคนอาจขยาดและไม่เชื่อใจการรีวิวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับ Anotherspecs การบอกปากต่อปากยังคงเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะลูกค้าไม่ได้รีวิวเพราะถูกจ้าง แต่มักเต็มใจบอกต่อเพราะมาซื้อแว่นแล้วแฮปปี้จริง จึงพร้อมแนะนำเพื่อนและคนรู้จักให้มาซื้อต่อไป

มีคนบอกต่อกันมากแค่ไหน…

นับว่ามากขนาดที่ปากต่อปากจนได้มานั่งคุยสัมภาษณ์กับ The Cloud ในวันนี้นั่นไง

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ทั้งนี้การบอกต่อกันในยุคโซเชียลมีเดียอาจเปลี่ยนรูปแบบจากสมัยอากงนิดหน่อย เพราะเริ่มมีร้านออนไลน์แล้ว ในฐานะทายาทของร้านแว่นวังบูรพา ในวันที่เริ่มขายออนไลน์ จิโรภาสยังคงจุดแข็งของร้าน คือ การบริการ
“เวลาลูกค้าสั่งแว่นออนไลน์ เราจะขอรูปทุกคนแบบหน้าตรง เพื่อกะความกว้างของหน้า ความห่างของลูกตา เพื่อกะอย่างคร่าวๆ ให้ใส่แว่นได้สบายที่สุด

เมื่อได้แว่นแล้ว สามารถส่งกลับมาแก้ไขได้ ไม่ใช่ได้แล้วจบ เราอยากดูแลรายละเอียดเล็กน้อยให้มากที่สุด”

เขาอยากทำร้านออนไลน์ให้เหมือนกับมาหน้าร้านให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็ไม่อยากทิ้งหน้าร้านไปเลย เพราะแว่นเป็นสิ่งที่ต้องลองสวมใส่ และจะได้ดึงดูดลูกค้าให้มาร้านที่วังบูรพาด้วย

วัยรุ่นหลายคนเมื่อซื้อแว่นกลับไป ที่บ้านก็บอกว่าเคยตัดแว่นครั้งแรกที่ร้านวังบูรพา ทำให้ดึงลูกค้าเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานกลับมา

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงตา 

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน วังบูรพาการแว่นและ Anotherspecs จึงเป็นมากกว่าร้านขายแว่นตา เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดูแลลูกค้าเหมือนดูแลคนในครอบครัว ให้คำแนะนำด้านการดูแลดวงตาอย่างดี และอยากรักษามาตรฐานที่สะสมความเชี่ยวชาญจากชั่วโมงบินที่ยาวนานนี้ให้คงอยู่เรื่อยไป

แม้ไม่มีพอร์ตโฟลิโอสะสมดวงตาเป็นกิจจะลักษณะ แต่ทายาทรุ่นสองอย่างสุณีย์และเสกสรรค์มี Backup Memory ดวงตาของลูกค้าในความทรงจำ

พวกเขาบอกว่า “ดวงตาแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยร้อยคน ก็มีดวงตาสองร้อยแบบ บางคนตาสองข้างไม่เหมือนกัน บางคนจอประสาทตาเสื่อม บางคนมาอีกครั้งสายตาเอียงหายไป หรือขึ้นมาร้านเราก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ” จากการดูแลดวงตาให้ลูกค้าหลายร้อยคู่ในเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่พบว่าบางคนก็เพ่งโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่รู้ว่าการ ‘มองเห็น’ กับ ‘มองชัด’ นั้นไม่เหมือนกัน

บางคนมีอาการเวียนหัวที่เกิดจากสายตา บางคนที่ตาเป็นต้อก็ต้องการคำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงแสงสว่าง
ตั้งแต่รุ่นอากง เมื่อซื้อแว่นตาแล้ว วังบูรพาการแว่นจะแนะนำลูกค้าตั้งแต่การรักษาแว่น การใช้แว่น ต้องใส่สองมือ ถอดสองมือ ทำยังไงให้แว่นไม่เสียทรง การดูแลความสะอาด รักษาเลนส์ยังไง ดวงตาแบบไหนที่ไม่เหมาะกับการใส่คอนแทคเลนส์ ทุกขั้นตอนในการดูแลแว่นและดูแลลูกค้าล้วนทำเองหมด สนิทกับลูกค้ามาก

อาจจะมีบางคราวเราพบใครใหม่… 

ลูกค้าบางคนที่ตัดแว่นตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมาหน่อยก็มีบ้างที่ย้ายไปทำแว่นที่อื่น แต่เมื่อกลับมาก็เหมือนญาติที่ห่างหายแล้วมาเจอกัน ไม่เหมือนมาซื้อของแล้วหายไปเลย

ทายาทรุ่นสามของกิจการร้านแว่นทิ้งท้ายว่า “อนาคตอยากคงร้านไว้ แต่อยากแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นร้านของพ่อ  อีกครึ่งหนึ่งเป็นแนวทางที่เราชอบของ Anotherspecs เป็นร้านแว่นสำหรับให้ครอบครัวจูงลูกมาด้วยกัน คนสูงอายุเลี้ยวไปทางพ่อ ส่วนคนรุ่นลูกเลี้ยวมาทางเรา แต่ทรงแว่นที่ขายก็อยากให้ถูกใจคนทุกเจเนอเรชันได้”เป็นการทำให้คนรุ่นใหม่ดึงคนรุ่นก่อนกลับมาร้านเก่า สลับกับแต่ก่อนที่คนรุ่นพ่อแม่ เป็นกลุ่มคนที่ชวนลูกหลานมาร้าน   

เขาบอกว่า “ทุกวันนี้เมื่อกลับมาทำร้านก็แฮปปี้ เพราะครอบครัวแฮปปี้ สนุกกับการทำแว่น” เป็นโมเดลธุรกิจครอบครัวที่ทำให้บ้านอบอุ่น และเราได้อยู่กับเขาด้วย”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

วังบูรพาการแว่น เป็นร้านแว่นเก่าแก่อายุ 65 ปีที่อยู่คู่ย่านวังบูรพามาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยที่แถบนี้เป็นย่านการค้าคึกคัก ไม่ว่าใครก็ต้องมาตัดแว่นแถวนี้

หากเป็นคนรุ่นใหม่ ลองหันไปถามคนในครอบครัว อาจพบว่าสมาชิกในบ้านทั้งปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เคยตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ หากเป็นคนรุ่นก่อน หลายคนย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของวังบูรพาการแว่นมาไม่มากก็น้อย
ในวันที่ร้านแว่นมีมากมายดาษดื่นและมีสเปกแว่นให้เลือกมากมาย ดูเหมือนว่าแว่นตากลายเป็นสินค้าที่วางแน่นิ่งในตู้ให้เลือก มองร้านแว่นร้านใดก็ดูไม่แตกต่างกันนัก แค่เดินเข้าไปเลือกดีไซน์ถูกใจในร้าน วัดสายตาพอเป็นพิธี ซื้อเสร็จแล้วเดินออกมา

แต่ไม่ใช่ทุกร้านที่เป็นแบบนั้น…

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

The Cloud ได้ยินคำบอกเล่าความพิเศษของร้านแว่นเก่าแก่ที่ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่สร้างความผูกพันและใส่ใจการบริการแบบครอบครัว เรื่องเล่าของวังบูรพาการแว่นจะไขปริศนาว่า ทำไมคนรุ่นก่อนถึงผูกพันกับร้านแว่น ต้องเดินทางมาตัดแว่นที่นี่เท่านั้น ร้านที่ตัดแว่นให้คนในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นมีความพิเศษยังไง สายสัมพันธ์ในร้านแว่นเกิดขึ้นได้ยังไง

ทุกวันนี้วังบูรพาการแว่นสืบทอดกิจการจนดำเนินมาถึงทายาทรุ่นสาม แม้เป็นร้านที่ไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่เริ่มมีกลุ่มวัยรุ่นที่เลือกเปิดประตูเดินเข้าร้าน เพื่อใช้บริการตัดแว่นในร้านเก่าแก่อย่างคับคั่ง

มาฟังเรื่องราวการทำธุรกิจจากปากพ่อแม่ลูก ทายาทรุ่นสองและสามของครอบครัวกฤษณาวารุณให้หายสงสัย
บันทึกเรื่องเล่าโดยนักเขียนสายตาสั้นที่น่าจะได้แว่นใหม่หลังคุยเสร็จวันนี้

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ธุรกิจ : วังบูรพาการแว่น 
ประเภทธุรกิจ : แว่นตา
อายุ : 65 ปี
ผู้ก่อตั้ง : ซุ่นหง แซ่เบ๊
ทายาทรุ่นสอง : เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ และ สุณีย์ กฤษณาวารุณ

ทายาทรุ่นสาม : จิโรภาส กฤษณาวารุณ

ย่านวังบูรพาแต่เก่าก่อน

พ.ศ. 2498 ซุ่นหง แซ่เบ๊ อากงของครอบครัวกฤษณาวารุณเดินทางมาจากเมืองจีน สมัยนั้นย่านวังบูรพาแทบจะไม่มีอะไรมากนัก มีแต่ตึกแถวเก่า 2 ชั้นตั้งอยู่ทั้งแถบ

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสองเล่าเรื่องราวสมัยคุณพ่อของเขาให้ฟังว่า “สมัยก่อนเพิ่งมีการเริ่มทำแว่น คนใส่แว่นแทบไม่มี หาร้านไม่ค่อยได้ มีร้านแว่นอยู่ละแวกนี้ไม่กี่ร้านแถวเฉลิมกรุง สี่กั๊กพระยาสี่ เมื่อก่อนคุณพ่อเดินผ่านย่านแถวนี้ เห็นว่ามีร้านเภสัชฯ ที่คนแน่นมาก น่าจะเจริญ เหมาะแก่การทำธุรกิจ”

เมื่อเห็นว่าเป็นย่านการค้าทำเลดี ประกอบกับเห็นโอกาสที่ยังไม่ค่อยมีร้านแว่น จึงศึกษาเรียนรู้วิธีการวัดสายตา หาเงินทุนก้อนหนึ่งมาเปิดร้าน เกิดเป็นร้านแว่นวังบูรพา

“ตอนคุณพ่อเปิดร้านช่วงแรกลูกค้าไม่ค่อยมี แต่ด้วยความมุมานะ ราคาย่อมเยา คุณภาพดี ลูกค้าก็พูดปากต่อปาก จากร้านหนึ่งห้องก็ขยายเป็นสองห้อง”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์เล่าว่า ร้านมีลูกค้าต่อเนื่องจนถึงยุคที่กลายเป็นย่านแว่น มีร้านแว่นเพิ่มขึ้น 6 – 7 ร้าน คนที่อยากตัดแว่นในสมัยก่อนจะต้องแวะเวียนมาย่านนี้

การขายแว่นของร้านวังบูรพาเริ่มตั้งแต่สมัยที่คนยังไม่ได้ตื่นตัวเรื่องแว่นเหมือนในยุคนี้ มีคนสายตาสั้นเยอะ แต่ยังไม่ตื่นตัวในการมอง เป็นยุคที่การวัดสายตายังไม่มีเครื่องมืออะไรมากนัก ใช้เพียงแว่นทรงกลมสำหรับสลับใส่เลนส์ ดูว่าเลนส์ตัวไหนที่เหมาะกับค่าสายตา มีการคิดค้นไฟฉายสะท้อนแสง เอาไฟส่องดูว่าเป็นแสงทวนหรือแสงตามเพื่อวัดค่าสายตา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการส่องเรติโนที่ใช้ในเครื่องวัดสายตาปัจจุบัน เสกสรรค์โตมาโดยเห็นคุณพ่อทำแว่นตั้งแต่เด็ก ประสบความสำเร็จจนสามารถเลี้ยงลูกให้โตได้

Wangburapa Optical Standard 

สมัยก่อนในไทยยังไม่มีการสอนศาสตร์เกี่ยวกับแว่น ต้องใช้วิธีเรียนรู้เองหรือฝึกกับช่างที่มีประสบการณ์เหมือนอย่างที่อากงเรียนมา

เมื่อถึงรุ่นของเสกสรรค์ ทายาทรุ่นสอง เป็นรุ่นแรกที่ได้ไปเรียนศาสตร์การวัดสายตาจากเมืองนอกไกลถึงเยอรมนี เรียนทั้งศาสตร์ความรู้เกี่ยวกับดวงตาและแว่นตา ตั้งแต่การทำแว่น การวัดสายตา การประกอบแว่น ทำกรอบแว่น ไปจนถึงคอนแทคเลนส์และอีกมากมาย

แต่เรียนจากเมืองนอกมาแล้วก็ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะการเรียนที่ล้ำค่าที่สุด คือการเรียนจากประสบการณ์กับคุณพ่อของตัวเอง ซึ่งเป็นสเน่ห์ของวังบูรพาการแว่นมาแต่ดั้งเดิมที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ

เสกสรรค์บอกว่า “เราได้ยินลูกค้าพูดว่า ร้านเราใช้ระบบวัดสายตาแบบโบราณ ความจริงแล้วศาสตร์ที่เราใช้ไม่ได้เรียกว่าแบบโบราณ แต่เป็นระบบวัดสายตามาตรฐาน ซึ่งหมอทั่วไปในยุโรปต้องใช้การวัดแบบนี้เป็นมาตรฐานในการวัดสายตามาแต่ไหนแต่ไร”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบโบราณ เพราะติดภาพว่าการวัดสายตาแบบสมัยใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นหลักเท่านั้น
คนสายตาสั้นอย่างเราที่นั่งฟังอยู่ก็เพิ่งรู้จากร้านวังบูรพาในวันนี้ ว่าความจริงแล้วเครื่องวัดสายตาแบบออโต้ที่ใช้กันทั่วไปนั้น เป็นเพียงไกด์นำทางว่าค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ไหน แต่หากอยากได้ค่าสายตาอย่างละเอียด ต้องใช้ระบบแมนนวลเช็กอีกที

จิโรภาส กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสามเสริมว่า “เราไม่เชื่อเทคโนโลยีอย่างเดียว ตาคนเรามีความละเอียดอ่อน ค่าตาสองข้างบางทีก็ไม่เท่ากัน” การวัดสายตาให้ละเอียดจึงเป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ของคนวัดด้วย

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ส่วนเทคนิคสำคัญของการวัดสายตาของเสกสรรค์ คือ “พยายามวัดให้ได้ค่าสายตามาตรฐาน ตรงกับค่าสายตาของคนที่เราวัดให้ได้ใกล้เคียงที่สุด วัดอย่างละเอียดให้ลูกค้าพอใจที่สุด วัดให้ได้ความพึงพอใจ”
เสียงตอบรับในแง่บวกที่ได้มานั้น ทางร้านไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่มาจากลูกค้าที่ตัดแว่นกับทางร้านไป และมักบอกว่าประทับใจการวัดสายตาของที่นี่ 

รู้สึกถึงความละเอียดและพิถีพิถัน รู้สึกชอบที่ดูแลดวงตาให้แบบนี้  

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าวังบูรพาการแว่นไม่เชื่อในเทคโนโลยี สุณีย์ กฤษณาวารุณ กล่าวว่า “ทุกวันนี้มีร้านแว่นมากมายทั้ง ร้านรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ ไม่ว่าแต่ละร้านจะใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ขอเพียงลูกค้าใส่แว่นแล้วดี ไม่เกิดปัญหา” แล้วแต่ความชำนาญและความถนัดของแต่ละร้านที่ทำให้การวัดสายตาได้มาตรฐาน  

Life-Long Partner 

จากการเป็นคู่ชีวิตที่ดูแลร้านวังบูรพาร่วมกับเสกสรรค์มาค่อนชีวิต สุณีย์บอกว่า “หลายคนจะรู้สึกว่าตัดแว่นต้องใช้เงินเยอะ แต่เราไม่เชียร์ให้เสียตังค์เยอะ เราขายสินค้าในราคาปานกลางที่รับได้และได้คุณภาพ ไม่ใช่เอาของที่ไม่ดีให้ แต่ร้านเราใช้ของที่ได้มาตรฐานหมด” 

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

แว่นของวังบูรพาจึงเป็นแว่นที่คัดเลือกแบรนด์ที่คุณภาพโอเคในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป โดยใช้หลักเกณฑ์ในการเลือกแว่น คือ หนึ่ง ใส่ได้ทนทาน ไม่ใช่ซื้อไป 2 วันหัก สอง ดีไซน์ของเลนส์กับแว่นสัมพันธ์กัน คือเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ให้ไปด้วยกันได้ เช่น แนะนำลูกค้าว่าเลนส์สายตาหนา ควรใช้กรอบยังไง เลนส์ Progressive สำหรับคนสูงอายุควรใช้กรอบยังไงให้เข้ากัน 

ทางร้านยังสามารถประกอบเลนส์ เจียเลนส์เองได้ ไม่ส่งแว่นให้ที่อื่นประกอบให้ เสกสรรค์บอกว่า “เราจะไม่ส่งแว่นไปให้ที่อื่นประกอบ เพราะเราเชื่อใจตัวเองว่า เราประกอบให้ลูกค้าได้มาตรฐาน เราทำด้วยใจ รู้มุม รู้อะไรทุกอย่าง”  
สุณีย์แซวว่า “คนนี้เป็นคนที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจต้องทำเอง”  

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ดังนั้นไม่ว่าลูกค้าที่มาร้านเลือกเลนส์ เลือกกรอบทรงไหน ก็ประกอบให้ได้ การเจียเลนส์ คือการใช้เครื่องตัดกรอเลนส์เพื่อให้ได้ขนาดเลนส์เข้ากับกรอบที่ต้องการ ต้องใช้มือกรอ ลงรายละเอียดเรื่องมุมโค้ง เป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง หากมีแว่นหัก สามารถเอาเลนส์มาหากรอบใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องตัดแว่นใหม่ 
การเลือกเลนส์ที่ใช้มองโลกเป็นเรื่องสำคัญเหมือนเลือกคู่ชีวิต เพราะดวงตาทั้งสองคู่เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาให้ดีตลอดไป 

No Service Charge 

เมื่อพูดถึงงานบริการที่ผูกใจให้ลูกค้าติดใจไปซ้ำ หลายคนอาจนึกถึงร้านสปา ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร โรงแรม น้อยคนจะนึกถึงร้านแว่น

สุณีย์บอกว่า “ร้านเราขายสินค้ากึ่งบริการ ไม่อยากแค่เอาแว่นตามาวาง หรือลูกค้าแค่มาซื้อของแล้วกลับ ลูกค้าที่มาร้านเหมือนญาติ เหมือนลูกหลานของเราที่อยากดูแลดวงตาให้ เราใส่ใจรายละเอียดเหมือนดูแลดวงตาให้คนในครอบครัว”

หัวใจของวังบูรพาการแว่นจึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่การดูแลบริการทั้งก่อนและหลังขาย ก็สำคัญไม่แพ้แว่นตา บางคนไม่ได้ประทับใจสินค้า แต่ประทับใจบริการ หากมีปัญหากลับมา ทางร้านก็ดูแลให้จนถึงที่สุด ไม่ใช่ได้แว่นไปแล้วไปเลย ดังที่สุณีย์บอกว่า “แว่นที่ใส่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงกันตลอด รู้สึกผูกพันกับร้าน”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวังบูรพาการแว่นถึงมีลูกค้ารุ่นเก่าเหนียวแน่นที่มาตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ ตั้งแต่เป็นเด็กกระโดดเล่นที่โซฟาในร้าน จนโตเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว ยังยืนยันให้ลูกพามาตัดแว่นที่นี่ บางคนอยู่ต่างจังหวัดก็ยังเดินทางมา

สุณีย์เล่าว่า “เคยมีผู้ใหญ่อายุมากแล้วอยู่ไกล ให้ลูกพามาให้ ลูกบอกว่าพาไปร้านแว่นแถวบ้านก็ไม่ยอม ถ้าไม่มาก็ไม่ยอมทำแว่น”

เพราะไม่ว่าลูกค้าเยอะขนาดไหน เสกสรรค์ก็จำได้หมดว่าคนนี้บุคลิกยังไง ชอบกรอบแว่นสไตล์ไหน สีอะไร เคยมีสายตาเท่าไหร่

รุ่นลูกที่พาพ่อแม่มาตัดจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมต้องร้านนี้ เพราะ “มาที่นี่เหมือนได้ตัดแว่นกับคนรู้ใจ พาไปร้านอื่นที่ไหนก็ไม่ไป” หลายครั้งลูกหลานที่พามา ก็ประทับใจเลือกใช้บริการตัดแว่นตามไปด้วย

วังบูรพาการแว่นเป็นร้านที่มีช่างวัดสายตาที่ละเอียด พร้อมแนะการเลือกเลนส์และกรอบแว่นที่รู้ใจให้ คล้ายเวลาเข้าร้านทำผมแล้วมีช่างตัดผมคนโปรด หรือมีคุณหมอคนประจำที่เข้าใจเราอย่างดี ให้คำแนะนำด้วยใจ และฉายภาพความผูกพันในร้านแว่นของคนรุ่นก่อนที่เห็นได้ยากจากร้านแว่นในปัจจุบันที่คนมักเดินเข้าออกไปเลือกสินค้าเท่านั้น 

ความเป็นธุรกิจครอบครัวที่ทำกันเอง 3 คนทำให้ดูแลได้ทั่วถึง พอใจในร้านที่มี ไม่ขยายสาขาไปย่านอื่น มีกำลังดูแลลูกค้าได้เต็มที่

การวัดสายตาที่ละเอียด เน้นบริการ และขายแว่นที่มีคุณภาพ คือ 3 จุดหลักที่เป็นเสน่ห์ของร้านมาจนถึงทุกวันนี้

Multi-Generational Specs

จากย่านการค้าที่คึกคัก เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่า 60 ปี จิโรภาส ทายาทรุ่นสามของร้านแว่นวังบูรพาให้ความเห็นว่า “ทุกวันนี้ ย่านนี้เป็นย่านที่คนทำธุรกิจย้ายออก คนไม่ค่อยมา เราเลยรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรที่ดึงความเป็นวังบูรพา ร้านของเรากลับมา เรามีความสนใจแว่นตั้งแต่เด็ก ชอบสังเกตแว่นที่คนใส่”

Anotherspecs คือชื่อแบรนด์น้องใหม่ที่เขาก่อตั้ง โดยตั้งขายอยู่ในร้านแว่นของครอบครัวร้านเดิมนั่นเอง ชื่อแบรนด์หมายถึงอีกสเปกที่อยากให้ลอง 

แรกเริ่มเขาไม่ได้เรียนด้านธุรกิจหรือการตลาดใดๆ แต่เรียนด้านดนตรีที่ไทย จากนั้นไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย

“ที่นั่นร้านแว่นไม่ได้เยอะ ช่วงหลังเริ่มมีร้านแว่นเปิดใหม่ที่พอเปิดแล้วขายดี เราเห็นโอกาสการต่อยอดทำร้านแว่นคล้ายสมัยที่อากงเห็นโอกาสการเริ่มเปิดร้านแว่นในย่านวังบูรพา”
ความตั้งใจของเขา คืออยากให้คนรุ่นใหม่เดินเข้าร้านแว่นเก่าเพื่อสัมผัสเสน่ห์งานบริการของร้านแว่นที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอากง 

“เราเคยได้ยินคนบอกว่าบ้านเราโบราณ เชย แต่เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราจะกลับมารับช่วงต่อ อยากทำอะไรที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคยคิดว่าร้านโบราณ บางช่วงคนมองข้ามร้านแว่นเก่า แต่ก็มีกลุ่มคนที่เริ่มกลับเข้าหาร้านแว่นเก่า เพราะอยากได้ทรงแว่นเก่า ของเก่า ก็มี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เขาเริ่มผลิตแว่นในนามแบรนด์ Anotherspecs โดยใช้มาตรฐานการเลือกแว่นคุณภาพของร้านแว่นวังบูรพา ที่ขายแว่นคุณภาพดีในราคาไม่สูงมาก เลือกดีไซน์ใหม่ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่น มหาวิทยาลัย คนทำงาน ซึ่งคนมีอายุเห็นแล้วก็ยังชอบ

เขาบอกว่า “คุณพ่อดูไม่ตื่นเต้นกับแว่น ‘อินเทรนด์’ ของเรา คุณพ่อเห็นทรงแว่นมาตั้งแต่เด็ก”
เพราะไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้ ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด บางสิ่งที่คิดว่าใหม่มักมีมาก่อนแล้ว การสืบทอดธุรกิจจึงควรเอาตัวเองเข้าไปศึกษาจากคนรุ่นก่อนเยอะๆ 

เทรนด์เสื้อผ้ามักวนกลับมา กรอบแว่นเก่าที่เก็บไว้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาทันสมัยอีกครั้ง 

หนุ่มทายาทรุ่นสามกล่าวสรุปว่า “เราดูกระแสรอบตัว แต่ก็ไม่กระโจนไปหากระแสซะทีเดียว เพราะอะไรที่ไม่อยู่ในกระแส วันหนึ่งก็จะกลับมาฮิตอยู่ดี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

สเปกโดนใจวัยรุ่น   

แม้จะบอกว่าไม่เคยเรียนด้านธุรกิจหรือออกแบบ แต่เห็นได้ชัดเมื่อเข้าไปเยี่ยมอินสตาแกรมของ Anotherspecs ว่าทายาทรุ่นสามของวังบูรพาการแว่นมี Sense of Design ที่โดนใจวัยรุ่นทีเดียว 

กรอบแว่นที่ดีไซน์ไม่แปลกใหม่ในสายตาคุณพ่อ นำมาทำขายในชื่อแบรนด์ Anotherspecs ด้วยชื่อรุ่นที่จำง่ายอย่าง JAMES, GEM, SAM, RALPH, JOSH, KATO และอีกมากมาย พร้อมสีสันที่ดูคูล เช่น Crystal, Grey, Honey Black, Tortoise

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

จิโรภาสเล่าว่า “เราพยายามเลือกกรอบสีคลาสสิกที่ใส่ง่าย ส่วนเลนส์สีก็มีมานานแล้ว แค่นำมาจับคู่ให้ลูกค้าเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ได้ จะทำแว่นสายตา แว่นกันแดด แว่นกรองแสงก็ได้” การทำ Made to Order จึงคล้ายเป็นการต่อยอดจุดแข็งของร้านแว่นวังบูรพาที่เชี่ยวชาญด้านการประกอบแว่น การบริการและให้คำแนะนำการเลือกแว่นให้ตรงสไตล์ลูกค้า 

“ที่ทำมาสองสามเดือน คนที่หนักสุดคือคุณพ่อ จากที่บางวันนั่งว่าง มีงานทำประปราย ก็มีคนสั่งบริการเยอะขึ้น คุณพ่อรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเปิดร้านใหม่ๆ” 

และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์สวยงาม แต่การเลือกแว่นมีการคำนึงถึงคุณภาพและวัสดุที่ใช้เพื่อคนใส่อย่างครบถ้วน ทั้งวัสดุแบบไหนแข็งแรงและคงทนกว่า คนแพ้โลหะควรหลีกเลี่ยงกรอบแว่นแบบไหน ขาแว่นมีเหล็กข้างในไหม  บานพับแน่นขนาดไหน เขาใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้และสามารถตอบลูกค้าได้ทั้งหมด

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Word of Mouth การตลาดแบบคลาสสิก

ในส่วนของการตลาด จิโรภาสบอกว่า วิธีที่ใช้เป็นหลักคือการตลาดแบบบอกปากต่อปากเหมือนสมัยอากง  “สมัยก่อนคนติดอากงมาก เชื่อใจอากง ต้องมาตัดแว่นกับอากง”

การเป็นร้านแว่นเปิดใหม่ในย่านวังบูรพาเมื่อกว่า 60 ปีก่อน โด่งดังจนมีลูกค้าสม่ำเสมอได้ เพราะเมื่อคนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่พึงพอใจ ก็บอกกันปากต่อปาก

สำหรับคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้จะเห็นการซื้อรีวิวให้โฆษณามากมาย จนบางคนอาจขยาดและไม่เชื่อใจการรีวิวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับ Anotherspecs การบอกปากต่อปากยังคงเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะลูกค้าไม่ได้รีวิวเพราะถูกจ้าง แต่มักเต็มใจบอกต่อเพราะมาซื้อแว่นแล้วแฮปปี้จริง จึงพร้อมแนะนำเพื่อนและคนรู้จักให้มาซื้อต่อไป

มีคนบอกต่อกันมากแค่ไหน…

นับว่ามากขนาดที่ปากต่อปากจนได้มานั่งคุยสัมภาษณ์กับ The Cloud ในวันนี้นั่นไง

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ทั้งนี้การบอกต่อกันในยุคโซเชียลมีเดียอาจเปลี่ยนรูปแบบจากสมัยอากงนิดหน่อย เพราะเริ่มมีร้านออนไลน์แล้ว ในฐานะทายาทของร้านแว่นวังบูรพา ในวันที่เริ่มขายออนไลน์ จิโรภาสยังคงจุดแข็งของร้าน คือ การบริการ
“เวลาลูกค้าสั่งแว่นออนไลน์ เราจะขอรูปทุกคนแบบหน้าตรง เพื่อกะความกว้างของหน้า ความห่างของลูกตา เพื่อกะอย่างคร่าวๆ ให้ใส่แว่นได้สบายที่สุด

เมื่อได้แว่นแล้ว สามารถส่งกลับมาแก้ไขได้ ไม่ใช่ได้แล้วจบ เราอยากดูแลรายละเอียดเล็กน้อยให้มากที่สุด”

เขาอยากทำร้านออนไลน์ให้เหมือนกับมาหน้าร้านให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็ไม่อยากทิ้งหน้าร้านไปเลย เพราะแว่นเป็นสิ่งที่ต้องลองสวมใส่ และจะได้ดึงดูดลูกค้าให้มาร้านที่วังบูรพาด้วย

วัยรุ่นหลายคนเมื่อซื้อแว่นกลับไป ที่บ้านก็บอกว่าเคยตัดแว่นครั้งแรกที่ร้านวังบูรพา ทำให้ดึงลูกค้าเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานกลับมา

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงตา 

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน วังบูรพาการแว่นและ Anotherspecs จึงเป็นมากกว่าร้านขายแว่นตา เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดูแลลูกค้าเหมือนดูแลคนในครอบครัว ให้คำแนะนำด้านการดูแลดวงตาอย่างดี และอยากรักษามาตรฐานที่สะสมความเชี่ยวชาญจากชั่วโมงบินที่ยาวนานนี้ให้คงอยู่เรื่อยไป

แม้ไม่มีพอร์ตโฟลิโอสะสมดวงตาเป็นกิจจะลักษณะ แต่ทายาทรุ่นสองอย่างสุณีย์และเสกสรรค์มี Backup Memory ดวงตาของลูกค้าในความทรงจำ

พวกเขาบอกว่า “ดวงตาแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยร้อยคน ก็มีดวงตาสองร้อยแบบ บางคนตาสองข้างไม่เหมือนกัน บางคนจอประสาทตาเสื่อม บางคนมาอีกครั้งสายตาเอียงหายไป หรือขึ้นมาร้านเราก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ” จากการดูแลดวงตาให้ลูกค้าหลายร้อยคู่ในเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่พบว่าบางคนก็เพ่งโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่รู้ว่าการ ‘มองเห็น’ กับ ‘มองชัด’ นั้นไม่เหมือนกัน

บางคนมีอาการเวียนหัวที่เกิดจากสายตา บางคนที่ตาเป็นต้อก็ต้องการคำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงแสงสว่าง
ตั้งแต่รุ่นอากง เมื่อซื้อแว่นตาแล้ว วังบูรพาการแว่นจะแนะนำลูกค้าตั้งแต่การรักษาแว่น การใช้แว่น ต้องใส่สองมือ ถอดสองมือ ทำยังไงให้แว่นไม่เสียทรง การดูแลความสะอาด รักษาเลนส์ยังไง ดวงตาแบบไหนที่ไม่เหมาะกับการใส่คอนแทคเลนส์ ทุกขั้นตอนในการดูแลแว่นและดูแลลูกค้าล้วนทำเองหมด สนิทกับลูกค้ามาก

อาจจะมีบางคราวเราพบใครใหม่… 

ลูกค้าบางคนที่ตัดแว่นตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมาหน่อยก็มีบ้างที่ย้ายไปทำแว่นที่อื่น แต่เมื่อกลับมาก็เหมือนญาติที่ห่างหายแล้วมาเจอกัน ไม่เหมือนมาซื้อของแล้วหายไปเลย

ทายาทรุ่นสามของกิจการร้านแว่นทิ้งท้ายว่า “อนาคตอยากคงร้านไว้ แต่อยากแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นร้านของพ่อ  อีกครึ่งหนึ่งเป็นแนวทางที่เราชอบของ Anotherspecs เป็นร้านแว่นสำหรับให้ครอบครัวจูงลูกมาด้วยกัน คนสูงอายุเลี้ยวไปทางพ่อ ส่วนคนรุ่นลูกเลี้ยวมาทางเรา แต่ทรงแว่นที่ขายก็อยากให้ถูกใจคนทุกเจเนอเรชันได้”เป็นการทำให้คนรุ่นใหม่ดึงคนรุ่นก่อนกลับมาร้านเก่า สลับกับแต่ก่อนที่คนรุ่นพ่อแม่ เป็นกลุ่มคนที่ชวนลูกหลานมาร้าน   

เขาบอกว่า “ทุกวันนี้เมื่อกลับมาทำร้านก็แฮปปี้ เพราะครอบครัวแฮปปี้ สนุกกับการทำแว่น” เป็นโมเดลธุรกิจครอบครัวที่ทำให้บ้านอบอุ่น และเราได้อยู่กับเขาด้วย”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load