วังบูรพาการแว่น เป็นร้านแว่นเก่าแก่อายุ 65 ปีที่อยู่คู่ย่านวังบูรพามาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยที่แถบนี้เป็นย่านการค้าคึกคัก ไม่ว่าใครก็ต้องมาตัดแว่นแถวนี้

หากเป็นคนรุ่นใหม่ ลองหันไปถามคนในครอบครัว อาจพบว่าสมาชิกในบ้านทั้งปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เคยตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ หากเป็นคนรุ่นก่อน หลายคนย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของวังบูรพาการแว่นมาไม่มากก็น้อย
ในวันที่ร้านแว่นมีมากมายดาษดื่นและมีสเปกแว่นให้เลือกมากมาย ดูเหมือนว่าแว่นตากลายเป็นสินค้าที่วางแน่นิ่งในตู้ให้เลือก มองร้านแว่นร้านใดก็ดูไม่แตกต่างกันนัก แค่เดินเข้าไปเลือกดีไซน์ถูกใจในร้าน วัดสายตาพอเป็นพิธี ซื้อเสร็จแล้วเดินออกมา

แต่ไม่ใช่ทุกร้านที่เป็นแบบนั้น…

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

The Cloud ได้ยินคำบอกเล่าความพิเศษของร้านแว่นเก่าแก่ที่ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่สร้างความผูกพันและใส่ใจการบริการแบบครอบครัว เรื่องเล่าของวังบูรพาการแว่นจะไขปริศนาว่า ทำไมคนรุ่นก่อนถึงผูกพันกับร้านแว่น ต้องเดินทางมาตัดแว่นที่นี่เท่านั้น ร้านที่ตัดแว่นให้คนในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นมีความพิเศษยังไง สายสัมพันธ์ในร้านแว่นเกิดขึ้นได้ยังไง

ทุกวันนี้วังบูรพาการแว่นสืบทอดกิจการจนดำเนินมาถึงทายาทรุ่นสาม แม้เป็นร้านที่ไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่เริ่มมีกลุ่มวัยรุ่นที่เลือกเปิดประตูเดินเข้าร้าน เพื่อใช้บริการตัดแว่นในร้านเก่าแก่อย่างคับคั่ง

มาฟังเรื่องราวการทำธุรกิจจากปากพ่อแม่ลูก ทายาทรุ่นสองและสามของครอบครัวกฤษณาวารุณให้หายสงสัย
บันทึกเรื่องเล่าโดยนักเขียนสายตาสั้นที่น่าจะได้แว่นใหม่หลังคุยเสร็จวันนี้

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ธุรกิจ : วังบูรพาการแว่น 
ประเภทธุรกิจ : แว่นตา
อายุ : 65 ปี
ผู้ก่อตั้ง : ซุ่นหง แซ่เบ๊
ทายาทรุ่นสอง : เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ และ สุณีย์ กฤษณาวารุณ

ทายาทรุ่นสาม : จิโรภาส กฤษณาวารุณ

ย่านวังบูรพาแต่เก่าก่อน

พ.ศ. 2498 ซุ่นหง แซ่เบ๊ อากงของครอบครัวกฤษณาวารุณเดินทางมาจากเมืองจีน สมัยนั้นย่านวังบูรพาแทบจะไม่มีอะไรมากนัก มีแต่ตึกแถวเก่า 2 ชั้นตั้งอยู่ทั้งแถบ

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์ กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสองเล่าเรื่องราวสมัยคุณพ่อของเขาให้ฟังว่า “สมัยก่อนเพิ่งมีการเริ่มทำแว่น คนใส่แว่นแทบไม่มี หาร้านไม่ค่อยได้ มีร้านแว่นอยู่ละแวกนี้ไม่กี่ร้านแถวเฉลิมกรุง สี่กั๊กพระยาสี่ เมื่อก่อนคุณพ่อเดินผ่านย่านแถวนี้ เห็นว่ามีร้านเภสัชฯ ที่คนแน่นมาก น่าจะเจริญ เหมาะแก่การทำธุรกิจ”

เมื่อเห็นว่าเป็นย่านการค้าทำเลดี ประกอบกับเห็นโอกาสที่ยังไม่ค่อยมีร้านแว่น จึงศึกษาเรียนรู้วิธีการวัดสายตา หาเงินทุนก้อนหนึ่งมาเปิดร้าน เกิดเป็นร้านแว่นวังบูรพา

“ตอนคุณพ่อเปิดร้านช่วงแรกลูกค้าไม่ค่อยมี แต่ด้วยความมุมานะ ราคาย่อมเยา คุณภาพดี ลูกค้าก็พูดปากต่อปาก จากร้านหนึ่งห้องก็ขยายเป็นสองห้อง”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เสกสรรค์เล่าว่า ร้านมีลูกค้าต่อเนื่องจนถึงยุคที่กลายเป็นย่านแว่น มีร้านแว่นเพิ่มขึ้น 6 – 7 ร้าน คนที่อยากตัดแว่นในสมัยก่อนจะต้องแวะเวียนมาย่านนี้

การขายแว่นของร้านวังบูรพาเริ่มตั้งแต่สมัยที่คนยังไม่ได้ตื่นตัวเรื่องแว่นเหมือนในยุคนี้ มีคนสายตาสั้นเยอะ แต่ยังไม่ตื่นตัวในการมอง เป็นยุคที่การวัดสายตายังไม่มีเครื่องมืออะไรมากนัก ใช้เพียงแว่นทรงกลมสำหรับสลับใส่เลนส์ ดูว่าเลนส์ตัวไหนที่เหมาะกับค่าสายตา มีการคิดค้นไฟฉายสะท้อนแสง เอาไฟส่องดูว่าเป็นแสงทวนหรือแสงตามเพื่อวัดค่าสายตา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการส่องเรติโนที่ใช้ในเครื่องวัดสายตาปัจจุบัน เสกสรรค์โตมาโดยเห็นคุณพ่อทำแว่นตั้งแต่เด็ก ประสบความสำเร็จจนสามารถเลี้ยงลูกให้โตได้

Wangburapa Optical Standard 

สมัยก่อนในไทยยังไม่มีการสอนศาสตร์เกี่ยวกับแว่น ต้องใช้วิธีเรียนรู้เองหรือฝึกกับช่างที่มีประสบการณ์เหมือนอย่างที่อากงเรียนมา

เมื่อถึงรุ่นของเสกสรรค์ ทายาทรุ่นสอง เป็นรุ่นแรกที่ได้ไปเรียนศาสตร์การวัดสายตาจากเมืองนอกไกลถึงเยอรมนี เรียนทั้งศาสตร์ความรู้เกี่ยวกับดวงตาและแว่นตา ตั้งแต่การทำแว่น การวัดสายตา การประกอบแว่น ทำกรอบแว่น ไปจนถึงคอนแทคเลนส์และอีกมากมาย

แต่เรียนจากเมืองนอกมาแล้วก็ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะการเรียนที่ล้ำค่าที่สุด คือการเรียนจากประสบการณ์กับคุณพ่อของตัวเอง ซึ่งเป็นสเน่ห์ของวังบูรพาการแว่นมาแต่ดั้งเดิมที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ

เสกสรรค์บอกว่า “เราได้ยินลูกค้าพูดว่า ร้านเราใช้ระบบวัดสายตาแบบโบราณ ความจริงแล้วศาสตร์ที่เราใช้ไม่ได้เรียกว่าแบบโบราณ แต่เป็นระบบวัดสายตามาตรฐาน ซึ่งหมอทั่วไปในยุโรปต้องใช้การวัดแบบนี้เป็นมาตรฐานในการวัดสายตามาแต่ไหนแต่ไร”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบโบราณ เพราะติดภาพว่าการวัดสายตาแบบสมัยใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นหลักเท่านั้น
คนสายตาสั้นอย่างเราที่นั่งฟังอยู่ก็เพิ่งรู้จากร้านวังบูรพาในวันนี้ ว่าความจริงแล้วเครื่องวัดสายตาแบบออโต้ที่ใช้กันทั่วไปนั้น เป็นเพียงไกด์นำทางว่าค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ไหน แต่หากอยากได้ค่าสายตาอย่างละเอียด ต้องใช้ระบบแมนนวลเช็กอีกที

จิโรภาส กฤษณาวารุณ ทายาทรุ่นสามเสริมว่า “เราไม่เชื่อเทคโนโลยีอย่างเดียว ตาคนเรามีความละเอียดอ่อน ค่าตาสองข้างบางทีก็ไม่เท่ากัน” การวัดสายตาให้ละเอียดจึงเป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ของคนวัดด้วย

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ส่วนเทคนิคสำคัญของการวัดสายตาของเสกสรรค์ คือ “พยายามวัดให้ได้ค่าสายตามาตรฐาน ตรงกับค่าสายตาของคนที่เราวัดให้ได้ใกล้เคียงที่สุด วัดอย่างละเอียดให้ลูกค้าพอใจที่สุด วัดให้ได้ความพึงพอใจ”
เสียงตอบรับในแง่บวกที่ได้มานั้น ทางร้านไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่มาจากลูกค้าที่ตัดแว่นกับทางร้านไป และมักบอกว่าประทับใจการวัดสายตาของที่นี่ 

รู้สึกถึงความละเอียดและพิถีพิถัน รู้สึกชอบที่ดูแลดวงตาให้แบบนี้  

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าวังบูรพาการแว่นไม่เชื่อในเทคโนโลยี สุณีย์ กฤษณาวารุณ กล่าวว่า “ทุกวันนี้มีร้านแว่นมากมายทั้ง ร้านรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ ไม่ว่าแต่ละร้านจะใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ขอเพียงลูกค้าใส่แว่นแล้วดี ไม่เกิดปัญหา” แล้วแต่ความชำนาญและความถนัดของแต่ละร้านที่ทำให้การวัดสายตาได้มาตรฐาน  

Life-Long Partner 

จากการเป็นคู่ชีวิตที่ดูแลร้านวังบูรพาร่วมกับเสกสรรค์มาค่อนชีวิต สุณีย์บอกว่า “หลายคนจะรู้สึกว่าตัดแว่นต้องใช้เงินเยอะ แต่เราไม่เชียร์ให้เสียตังค์เยอะ เราขายสินค้าในราคาปานกลางที่รับได้และได้คุณภาพ ไม่ใช่เอาของที่ไม่ดีให้ แต่ร้านเราใช้ของที่ได้มาตรฐานหมด” 

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

แว่นของวังบูรพาจึงเป็นแว่นที่คัดเลือกแบรนด์ที่คุณภาพโอเคในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป โดยใช้หลักเกณฑ์ในการเลือกแว่น คือ หนึ่ง ใส่ได้ทนทาน ไม่ใช่ซื้อไป 2 วันหัก สอง ดีไซน์ของเลนส์กับแว่นสัมพันธ์กัน คือเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ให้ไปด้วยกันได้ เช่น แนะนำลูกค้าว่าเลนส์สายตาหนา ควรใช้กรอบยังไง เลนส์ Progressive สำหรับคนสูงอายุควรใช้กรอบยังไงให้เข้ากัน 

ทางร้านยังสามารถประกอบเลนส์ เจียเลนส์เองได้ ไม่ส่งแว่นให้ที่อื่นประกอบให้ เสกสรรค์บอกว่า “เราจะไม่ส่งแว่นไปให้ที่อื่นประกอบ เพราะเราเชื่อใจตัวเองว่า เราประกอบให้ลูกค้าได้มาตรฐาน เราทำด้วยใจ รู้มุม รู้อะไรทุกอย่าง”  
สุณีย์แซวว่า “คนนี้เป็นคนที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจต้องทำเอง”  

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ดังนั้นไม่ว่าลูกค้าที่มาร้านเลือกเลนส์ เลือกกรอบทรงไหน ก็ประกอบให้ได้ การเจียเลนส์ คือการใช้เครื่องตัดกรอเลนส์เพื่อให้ได้ขนาดเลนส์เข้ากับกรอบที่ต้องการ ต้องใช้มือกรอ ลงรายละเอียดเรื่องมุมโค้ง เป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง หากมีแว่นหัก สามารถเอาเลนส์มาหากรอบใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องตัดแว่นใหม่ 
การเลือกเลนส์ที่ใช้มองโลกเป็นเรื่องสำคัญเหมือนเลือกคู่ชีวิต เพราะดวงตาทั้งสองคู่เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาให้ดีตลอดไป 

No Service Charge 

เมื่อพูดถึงงานบริการที่ผูกใจให้ลูกค้าติดใจไปซ้ำ หลายคนอาจนึกถึงร้านสปา ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร โรงแรม น้อยคนจะนึกถึงร้านแว่น

สุณีย์บอกว่า “ร้านเราขายสินค้ากึ่งบริการ ไม่อยากแค่เอาแว่นตามาวาง หรือลูกค้าแค่มาซื้อของแล้วกลับ ลูกค้าที่มาร้านเหมือนญาติ เหมือนลูกหลานของเราที่อยากดูแลดวงตาให้ เราใส่ใจรายละเอียดเหมือนดูแลดวงตาให้คนในครอบครัว”

หัวใจของวังบูรพาการแว่นจึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่การดูแลบริการทั้งก่อนและหลังขาย ก็สำคัญไม่แพ้แว่นตา บางคนไม่ได้ประทับใจสินค้า แต่ประทับใจบริการ หากมีปัญหากลับมา ทางร้านก็ดูแลให้จนถึงที่สุด ไม่ใช่ได้แว่นไปแล้วไปเลย ดังที่สุณีย์บอกว่า “แว่นที่ใส่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงกันตลอด รู้สึกผูกพันกับร้าน”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวังบูรพาการแว่นถึงมีลูกค้ารุ่นเก่าเหนียวแน่นที่มาตัดแว่นครั้งแรกที่นี่ ตั้งแต่เป็นเด็กกระโดดเล่นที่โซฟาในร้าน จนโตเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว ยังยืนยันให้ลูกพามาตัดแว่นที่นี่ บางคนอยู่ต่างจังหวัดก็ยังเดินทางมา

สุณีย์เล่าว่า “เคยมีผู้ใหญ่อายุมากแล้วอยู่ไกล ให้ลูกพามาให้ ลูกบอกว่าพาไปร้านแว่นแถวบ้านก็ไม่ยอม ถ้าไม่มาก็ไม่ยอมทำแว่น”

เพราะไม่ว่าลูกค้าเยอะขนาดไหน เสกสรรค์ก็จำได้หมดว่าคนนี้บุคลิกยังไง ชอบกรอบแว่นสไตล์ไหน สีอะไร เคยมีสายตาเท่าไหร่

รุ่นลูกที่พาพ่อแม่มาตัดจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมต้องร้านนี้ เพราะ “มาที่นี่เหมือนได้ตัดแว่นกับคนรู้ใจ พาไปร้านอื่นที่ไหนก็ไม่ไป” หลายครั้งลูกหลานที่พามา ก็ประทับใจเลือกใช้บริการตัดแว่นตามไปด้วย

วังบูรพาการแว่นเป็นร้านที่มีช่างวัดสายตาที่ละเอียด พร้อมแนะการเลือกเลนส์และกรอบแว่นที่รู้ใจให้ คล้ายเวลาเข้าร้านทำผมแล้วมีช่างตัดผมคนโปรด หรือมีคุณหมอคนประจำที่เข้าใจเราอย่างดี ให้คำแนะนำด้วยใจ และฉายภาพความผูกพันในร้านแว่นของคนรุ่นก่อนที่เห็นได้ยากจากร้านแว่นในปัจจุบันที่คนมักเดินเข้าออกไปเลือกสินค้าเท่านั้น 

ความเป็นธุรกิจครอบครัวที่ทำกันเอง 3 คนทำให้ดูแลได้ทั่วถึง พอใจในร้านที่มี ไม่ขยายสาขาไปย่านอื่น มีกำลังดูแลลูกค้าได้เต็มที่

การวัดสายตาที่ละเอียด เน้นบริการ และขายแว่นที่มีคุณภาพ คือ 3 จุดหลักที่เป็นเสน่ห์ของร้านมาจนถึงทุกวันนี้

Multi-Generational Specs

จากย่านการค้าที่คึกคัก เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่า 60 ปี จิโรภาส ทายาทรุ่นสามของร้านแว่นวังบูรพาให้ความเห็นว่า “ทุกวันนี้ ย่านนี้เป็นย่านที่คนทำธุรกิจย้ายออก คนไม่ค่อยมา เราเลยรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรที่ดึงความเป็นวังบูรพา ร้านของเรากลับมา เรามีความสนใจแว่นตั้งแต่เด็ก ชอบสังเกตแว่นที่คนใส่”

Anotherspecs คือชื่อแบรนด์น้องใหม่ที่เขาก่อตั้ง โดยตั้งขายอยู่ในร้านแว่นของครอบครัวร้านเดิมนั่นเอง ชื่อแบรนด์หมายถึงอีกสเปกที่อยากให้ลอง 

แรกเริ่มเขาไม่ได้เรียนด้านธุรกิจหรือการตลาดใดๆ แต่เรียนด้านดนตรีที่ไทย จากนั้นไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย

“ที่นั่นร้านแว่นไม่ได้เยอะ ช่วงหลังเริ่มมีร้านแว่นเปิดใหม่ที่พอเปิดแล้วขายดี เราเห็นโอกาสการต่อยอดทำร้านแว่นคล้ายสมัยที่อากงเห็นโอกาสการเริ่มเปิดร้านแว่นในย่านวังบูรพา”
ความตั้งใจของเขา คืออยากให้คนรุ่นใหม่เดินเข้าร้านแว่นเก่าเพื่อสัมผัสเสน่ห์งานบริการของร้านแว่นที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอากง 

“เราเคยได้ยินคนบอกว่าบ้านเราโบราณ เชย แต่เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราจะกลับมารับช่วงต่อ อยากทำอะไรที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคยคิดว่าร้านโบราณ บางช่วงคนมองข้ามร้านแว่นเก่า แต่ก็มีกลุ่มคนที่เริ่มกลับเข้าหาร้านแว่นเก่า เพราะอยากได้ทรงแว่นเก่า ของเก่า ก็มี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

เขาเริ่มผลิตแว่นในนามแบรนด์ Anotherspecs โดยใช้มาตรฐานการเลือกแว่นคุณภาพของร้านแว่นวังบูรพา ที่ขายแว่นคุณภาพดีในราคาไม่สูงมาก เลือกดีไซน์ใหม่ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่น มหาวิทยาลัย คนทำงาน ซึ่งคนมีอายุเห็นแล้วก็ยังชอบ

เขาบอกว่า “คุณพ่อดูไม่ตื่นเต้นกับแว่น ‘อินเทรนด์’ ของเรา คุณพ่อเห็นทรงแว่นมาตั้งแต่เด็ก”
เพราะไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้ ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด บางสิ่งที่คิดว่าใหม่มักมีมาก่อนแล้ว การสืบทอดธุรกิจจึงควรเอาตัวเองเข้าไปศึกษาจากคนรุ่นก่อนเยอะๆ 

เทรนด์เสื้อผ้ามักวนกลับมา กรอบแว่นเก่าที่เก็บไว้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาทันสมัยอีกครั้ง 

หนุ่มทายาทรุ่นสามกล่าวสรุปว่า “เราดูกระแสรอบตัว แต่ก็ไม่กระโจนไปหากระแสซะทีเดียว เพราะอะไรที่ไม่อยู่ในกระแส วันหนึ่งก็จะกลับมาฮิตอยู่ดี”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

สเปกโดนใจวัยรุ่น   

แม้จะบอกว่าไม่เคยเรียนด้านธุรกิจหรือออกแบบ แต่เห็นได้ชัดเมื่อเข้าไปเยี่ยมอินสตาแกรมของ Anotherspecs ว่าทายาทรุ่นสามของวังบูรพาการแว่นมี Sense of Design ที่โดนใจวัยรุ่นทีเดียว 

กรอบแว่นที่ดีไซน์ไม่แปลกใหม่ในสายตาคุณพ่อ นำมาทำขายในชื่อแบรนด์ Anotherspecs ด้วยชื่อรุ่นที่จำง่ายอย่าง JAMES, GEM, SAM, RALPH, JOSH, KATO และอีกมากมาย พร้อมสีสันที่ดูคูล เช่น Crystal, Grey, Honey Black, Tortoise

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

จิโรภาสเล่าว่า “เราพยายามเลือกกรอบสีคลาสสิกที่ใส่ง่าย ส่วนเลนส์สีก็มีมานานแล้ว แค่นำมาจับคู่ให้ลูกค้าเลือกกรอบแว่นกับเลนส์ได้ จะทำแว่นสายตา แว่นกันแดด แว่นกรองแสงก็ได้” การทำ Made to Order จึงคล้ายเป็นการต่อยอดจุดแข็งของร้านแว่นวังบูรพาที่เชี่ยวชาญด้านการประกอบแว่น การบริการและให้คำแนะนำการเลือกแว่นให้ตรงสไตล์ลูกค้า 

“ที่ทำมาสองสามเดือน คนที่หนักสุดคือคุณพ่อ จากที่บางวันนั่งว่าง มีงานทำประปราย ก็มีคนสั่งบริการเยอะขึ้น คุณพ่อรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเปิดร้านใหม่ๆ” 

และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์สวยงาม แต่การเลือกแว่นมีการคำนึงถึงคุณภาพและวัสดุที่ใช้เพื่อคนใส่อย่างครบถ้วน ทั้งวัสดุแบบไหนแข็งแรงและคงทนกว่า คนแพ้โลหะควรหลีกเลี่ยงกรอบแว่นแบบไหน ขาแว่นมีเหล็กข้างในไหม  บานพับแน่นขนาดไหน เขาใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้และสามารถตอบลูกค้าได้ทั้งหมด

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Word of Mouth การตลาดแบบคลาสสิก

ในส่วนของการตลาด จิโรภาสบอกว่า วิธีที่ใช้เป็นหลักคือการตลาดแบบบอกปากต่อปากเหมือนสมัยอากง  “สมัยก่อนคนติดอากงมาก เชื่อใจอากง ต้องมาตัดแว่นกับอากง”

การเป็นร้านแว่นเปิดใหม่ในย่านวังบูรพาเมื่อกว่า 60 ปีก่อน โด่งดังจนมีลูกค้าสม่ำเสมอได้ เพราะเมื่อคนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่พึงพอใจ ก็บอกกันปากต่อปาก

สำหรับคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้จะเห็นการซื้อรีวิวให้โฆษณามากมาย จนบางคนอาจขยาดและไม่เชื่อใจการรีวิวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับ Anotherspecs การบอกปากต่อปากยังคงเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะลูกค้าไม่ได้รีวิวเพราะถูกจ้าง แต่มักเต็มใจบอกต่อเพราะมาซื้อแว่นแล้วแฮปปี้จริง จึงพร้อมแนะนำเพื่อนและคนรู้จักให้มาซื้อต่อไป

มีคนบอกต่อกันมากแค่ไหน…

นับว่ามากขนาดที่ปากต่อปากจนได้มานั่งคุยสัมภาษณ์กับ The Cloud ในวันนี้นั่นไง

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง
Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

ทั้งนี้การบอกต่อกันในยุคโซเชียลมีเดียอาจเปลี่ยนรูปแบบจากสมัยอากงนิดหน่อย เพราะเริ่มมีร้านออนไลน์แล้ว ในฐานะทายาทของร้านแว่นวังบูรพา ในวันที่เริ่มขายออนไลน์ จิโรภาสยังคงจุดแข็งของร้าน คือ การบริการ
“เวลาลูกค้าสั่งแว่นออนไลน์ เราจะขอรูปทุกคนแบบหน้าตรง เพื่อกะความกว้างของหน้า ความห่างของลูกตา เพื่อกะอย่างคร่าวๆ ให้ใส่แว่นได้สบายที่สุด

เมื่อได้แว่นแล้ว สามารถส่งกลับมาแก้ไขได้ ไม่ใช่ได้แล้วจบ เราอยากดูแลรายละเอียดเล็กน้อยให้มากที่สุด”

เขาอยากทำร้านออนไลน์ให้เหมือนกับมาหน้าร้านให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็ไม่อยากทิ้งหน้าร้านไปเลย เพราะแว่นเป็นสิ่งที่ต้องลองสวมใส่ และจะได้ดึงดูดลูกค้าให้มาร้านที่วังบูรพาด้วย

วัยรุ่นหลายคนเมื่อซื้อแว่นกลับไป ที่บ้านก็บอกว่าเคยตัดแว่นครั้งแรกที่ร้านวังบูรพา ทำให้ดึงลูกค้าเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานกลับมา

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงตา 

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน วังบูรพาการแว่นและ Anotherspecs จึงเป็นมากกว่าร้านขายแว่นตา เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดูแลลูกค้าเหมือนดูแลคนในครอบครัว ให้คำแนะนำด้านการดูแลดวงตาอย่างดี และอยากรักษามาตรฐานที่สะสมความเชี่ยวชาญจากชั่วโมงบินที่ยาวนานนี้ให้คงอยู่เรื่อยไป

แม้ไม่มีพอร์ตโฟลิโอสะสมดวงตาเป็นกิจจะลักษณะ แต่ทายาทรุ่นสองอย่างสุณีย์และเสกสรรค์มี Backup Memory ดวงตาของลูกค้าในความทรงจำ

พวกเขาบอกว่า “ดวงตาแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยร้อยคน ก็มีดวงตาสองร้อยแบบ บางคนตาสองข้างไม่เหมือนกัน บางคนจอประสาทตาเสื่อม บางคนมาอีกครั้งสายตาเอียงหายไป หรือขึ้นมาร้านเราก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ” จากการดูแลดวงตาให้ลูกค้าหลายร้อยคู่ในเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่พบว่าบางคนก็เพ่งโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่รู้ว่าการ ‘มองเห็น’ กับ ‘มองชัด’ นั้นไม่เหมือนกัน

บางคนมีอาการเวียนหัวที่เกิดจากสายตา บางคนที่ตาเป็นต้อก็ต้องการคำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงแสงสว่าง
ตั้งแต่รุ่นอากง เมื่อซื้อแว่นตาแล้ว วังบูรพาการแว่นจะแนะนำลูกค้าตั้งแต่การรักษาแว่น การใช้แว่น ต้องใส่สองมือ ถอดสองมือ ทำยังไงให้แว่นไม่เสียทรง การดูแลความสะอาด รักษาเลนส์ยังไง ดวงตาแบบไหนที่ไม่เหมาะกับการใส่คอนแทคเลนส์ ทุกขั้นตอนในการดูแลแว่นและดูแลลูกค้าล้วนทำเองหมด สนิทกับลูกค้ามาก

อาจจะมีบางคราวเราพบใครใหม่… 

ลูกค้าบางคนที่ตัดแว่นตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมาหน่อยก็มีบ้างที่ย้ายไปทำแว่นที่อื่น แต่เมื่อกลับมาก็เหมือนญาติที่ห่างหายแล้วมาเจอกัน ไม่เหมือนมาซื้อของแล้วหายไปเลย

ทายาทรุ่นสามของกิจการร้านแว่นทิ้งท้ายว่า “อนาคตอยากคงร้านไว้ แต่อยากแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นร้านของพ่อ  อีกครึ่งหนึ่งเป็นแนวทางที่เราชอบของ Anotherspecs เป็นร้านแว่นสำหรับให้ครอบครัวจูงลูกมาด้วยกัน คนสูงอายุเลี้ยวไปทางพ่อ ส่วนคนรุ่นลูกเลี้ยวมาทางเรา แต่ทรงแว่นที่ขายก็อยากให้ถูกใจคนทุกเจเนอเรชันได้”เป็นการทำให้คนรุ่นใหม่ดึงคนรุ่นก่อนกลับมาร้านเก่า สลับกับแต่ก่อนที่คนรุ่นพ่อแม่ เป็นกลุ่มคนที่ชวนลูกหลานมาร้าน   

เขาบอกว่า “ทุกวันนี้เมื่อกลับมาทำร้านก็แฮปปี้ เพราะครอบครัวแฮปปี้ สนุกกับการทำแว่น” เป็นโมเดลธุรกิจครอบครัวที่ทำให้บ้านอบอุ่น และเราได้อยู่กับเขาด้วย”

Anotherspecs ทายาท วังบูรพาการแว่น ที่พาธุรกิจ 65 ปีก่อนกลับมาด้วยดีไซน์เท่กับการตลาดยุคอากง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ส.สะพานมอญ

ประเภทธุรกิจ : โรงเรียน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2490

ผู้ก่อตั้ง : สวง ยังเจริญ และ พิศพงศ์ ยังเจริญ

ทายาทรุ่นสอง : ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง และ สันติสุข ทาบทอง

ทายาทรุ่นสาม : พิศริยาภรณ์ ทาบทอง

พ.ศ. 2490 คือปีที่โรงเรียนก่อตั้ง

พ.ศ. 2590 คือปีที่โรงเรียนจะมีอายุครบรอบ 100 ปี

พ.ศ. 2565 คือปีที่โรงเรียนอายุครบรอบ 75 ปี และเป็นปีที่ The Cloud ได้พูดคุยถึงเรื่องราวของโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบศตวรรษซึ่งผ่านมรสุมมามากมาย จนกลายเป็นโรงเรียนสอนขับรถที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักอย่าง ‘ส.สะพานมอญ’ ในทุกวันนี้

สนามฝึกซ้อมขับรถยนต์พื้นที่ 4 ไร่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยรถจี๊ปคันเก่าและต้นไม้น้อยใหญ่ โลโก้และรูปถ่ายเก่าแก่ของอดีตลูกศิษย์ในภาพสีขาวดำ คงสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่คราคร่ำไปด้วยนักเรียนและผู้มาเยือนไม่มากก็น้อย 

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

หลังจากเลื่อนนัดกันมาหลายครั้ง เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 3 เดือนถัดมาจากนัดครั้งแรก เราได้มานั่งอยู่ตรงข้าม ครูแต่ม-ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสองและครูใหญ่ประจำโรงเรียน พร้อม อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ว่าที่ทายาทรุ่นสาม เพื่อทำความรู้จักกับ ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปีที่ใส่ใจคุณภาพของลูกศิษย์และคุณครู อีกทั้งรักษามาตรฐานการสอนมาตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง

พันธกิจของโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่สร้างคนขับรถเก่ง แต่ต้องเป็นคนขับรถดี

มาหาคำตอบกันว่า เหตุใดโรงเรียนสอนขับรถขนาดเล็กใจกลางกรุงแห่งนี้ ถึงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เกือบร้อยปี และเป็นที่พูดถึงจากทั้งนักเรียนวัยคุณปู่และวัยรุ่น จนมีลูกศิษย์ไปแล้วมากกว่า 86 รุ่น

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

สวง สะพานมอญ 

ขณะนั่งสนทนากับทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของ ส.สะพานมอญ ภายใต้บรรยากาศแสนร่มรื่นของโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งเปรียบเสมือนสวนหย่อมขนาดย่อมใจกลางกรุง ครูใหญ่เริ่มเล่าประวัติของโรงเรียนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เรื่องราวของโรงเรียนแห่งนี้เริ่มต้นจาก คุณพ่อสวง และ คุณแม่พิศพงศ์ ยังเจริญ ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และเปิดปั๊มน้ำมันเชลล์บริเวณถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นปั๊มที่ขายดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ เวลานั้น เนื่องจากเป็นถนนสายหลักสายแรกของจังหวัด

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

และด้วยความที่คุณพ่อเคยช่วยคุณลุงทำโรงเรียนสอนขับรถ พอมีความรู้เรื่องรถติดตัวมา จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ โดยการนำชื่อคุณพ่อ ‘สวง’ มาใส่กับชื่อสถานที่ของโรงเรียน และคิดค่าเล่าเรียนเพียง 15 บาทแบบไม่จำกัดครั้ง

แรกเริ่มเดิมทีมีนักเรียนแค่คนเดียว แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะหลักร้อยคน จนกระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยของสถานีบริการเชื้อเพลิง ครอบครัวนี้จึงต้องเลิกกิจการปั๊มเชลล์ซึ่งอยู่ริมถนน คงเหลือแต่โรงเรียนสอนขับรถ

ทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่ดีทำให้เป็นที่นิยมของผู้เรียน เพราะอยู่ใกล้สนามหลวง พาหุรัด ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ก็เป็นศูนย์กลางเมืองอย่าง Central World

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

ประกอบกับเพลงโฆษณาโรงเรียน ที่คุณแม่พิศพงศ์เกิดไอเดียอยากทำขึ้น หลังจากเห็นความสำเร็จของเพลง ถ่านไฟฉายตรากบ จึงไปจ้างนักแต่งเพลง คุณนคร มงคลายน ในราคา 10,000 บาท จนได้เพลงที่มีประโยคคุ้นหูอย่าง ถ้าอยากขับรถ ต้องเรียนเสียก่อน ส.สะพานมอญ สอนให้ได้ผล” ซึ่งเผยแพร่ทางวิทยุไปทั่ว ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งกรุงเทพฯ

การเรียนของ ส.สะพานมอญ สมัยก่อน เมื่อมีนักเรียนมาสมัคร จะให้ฝึกออกถนนจริงทันที โดยฝึกขับบริเวณถนนเจริญกรุงและพระราชวังสราญรมย์ 

“ออกถนนจริงกันไปเลย บางทีไปถึงเมืองนนท์ ตอนนั้นคุณแม่กะเกณฑ์ว่ารอบ 9 โมงเช้า นักเรียนมากี่คน กระจายไปตามรถจี๊ป มากสุดนั่งไป 5 คน บรรทุกกันไป น้อง ก ขับเสร็จหมดเวลาก็ไปนั่งข้างหลัง ให้น้อง ข มานั่งขับ จนกระทั่งน้อง ค น้อง ง กลับมา 11 โมงถึงเที่ยง คนที่นั่งก็รอดูเพื่อนขับ ใจหายใจคว่ำ เรียนรู้ไปด้วยว่าเพื่อนคนนี้ทำไม่ดียังไง เอามาปรับปรุงตัว สนุกดีนะ บางครั้งก็ซอกแซกในสวนเพราะคดเคี้ยวดี ส่วนเมืองนนท์เนี่ย ทำให้นักเรียนเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมีความชำนาญ” ครูใหญ่กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

นอกเหนือจากการสอนขับรถ โรงเรียนยังได้เปิดแผนกเครื่องยนต์ ได้แก่ หลักสูตรช่างยนต์และไฟฟ้า แต่ก็ปิดตัวลงเนื่องจากทางรัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมาทั่วประเทศ ณ เวลานั้น

สานต่อ สะพานมอญ 

แรกเริ่มเดิมที ครูใหญ่ไม่เคยคิดจะสานต่อกิจการโรงเรียนสอนขับรถ แต่มีเหตุผล 2 ประการ ทำให้เธอหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง

ครูใหญ่เล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครูใหญ่เป็นน้องเล็กสุด ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนราชินี ต่อมาเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังเรียนจบก็ไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตที่ศาลสนามหลวง เข้าทำงานที่สำนักงานทนายความในละแวกเดียวกับโรงเรียนสอนขับรถ พอเลิกเรียนหรือเลิกงานก็กลับมาช่วยคุณแม่ ชีวิตของท่านอยู่ใกล้ ส.สะพานมอญ ตั้งแต่ยังเด็กจนมีความผูกพัน

แม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้บังคับให้สืบทอดธุรกิจ แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือ คำสั่งเสียจากคุณพ่อ ตอนที่ท่านป่วยหนัก ท่านบอกลูกสาวคนนี้ว่า ให้ทำโรงเรียนต่อไป

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

โลกเปลี่ยน รถเปลี่ยน โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยน

การกลับมาในครั้งนั้น ทำให้พบว่าโรงเรียนเสื่อมโทรมไปมาก บางวันแทบไม่มีคนมาเรียนเลย 

“แต่คุณแม่ครูก็ยังนั่งทำงานด้วยความรัก ถึงแม้บางวันไม่มีนักเรียนมาสมัครเลย คุณแม่ก็ยังนั่งรับโทรศัพท์ ท่านรักโรงเรียนมาก และยังนั่งทำงานจนอายุเกือบ 90” 

สิ่งแรกที่ครูใหญ่ทำ คือสำรวจโรงเรียนอย่างถี่ถ้วนว่าทำไมความนิยมถึงลดลง ขณะนั้นมีโรงเรียนสอนขับรถคู่แข่งเปิดมากมาย หลายโรงเรียนราคาถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง บางโรงเรียนมีข้อตกลงกับกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการสอบใบขับขี่ จึงตอบโจทย์ผู้เรียนมากกว่า

โจทย์ใหญ่ของทายาทคนนี้คือ ต้องพื้นฟูโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปี ให้กลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้งหนึ่ง

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบกกำลังมองหาโรงเรียนสอนขับรถที่มีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอเข้าสู่ระบบ สามารถสอบใบขับขี่แทนกรมการขนส่งทางบกได้ และยังมีเป้าหมายลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขสถิติเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ส.สะพานมอญ ซึ่งตั้งใจสร้างคนขับรถที่ดี จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วม

“หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกมอบอำนาจให้เราสอบใบขับขี่ได้ ครูพอใจและมีความสุขที่สุดเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนมุ่งหมายในการมาเรียนขับรถ คือได้ใบขับขี่ ในเมื่อเราทำหน้าที่นี้แทนได้ มันจะมีอะไรดีไปกว่านี้” 

พื้นที่เดิมแถวเจริญกรุงคับแคบเกินไป คุณแม่จึงมาซื้อที่ดินใหม่ขนาด 4 ไร่ ใกล้วัดบุปผารามวรวิหาร โดยมีครูใหญ่เป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จนเกิดเป็นสนามซ้อมขับรถที่มีคุณภาพ ออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อช่วยให้การฝึกมีประสิทธิภาพและเป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน

“ถ้าหัดตรงนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ สะพานอยู่ตรงไหนดี อยู่รอบนอกไม่ดี เพราะนักเรียนหัดทุกรอบต้องใช้ความเร็ว คนขับไม่เป็นทำยังไง ถ้าต้องวนเลี้ยวแล้วชนกันก็ไม่เอา” ครูใหญ่กล่าว

ทั้งการนำโรงเรียนเข้าสู่ระบบและการสร้างสนามใหม่ ช่วยดึงดูดให้ผู้เรียนจำนวนมากกลับมาเรียนกับ ส.สะพานมอญ อีกครั้ง จากที่เคยเงียบเหงาก็กลับมามีชีวิตชีวา มีนักเรียนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเสมอ 

“มันเหมือนกับบอกว่า เฮ้ย ส.สะพานมอญ ยังอยู่นะ” ครูใหญ่ยิ้มกว้าง

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี
ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

ครูใหญ่เปลี่ยนแปลงโรงเรียนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการสอนที่ได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และการย้ายที่ตั้งเพื่อให้ทันต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ และให้อยู่รอดในช่วงเวลาที่มีโรงเรียนสอนขับรถหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

แต่ยังมีบางสิ่งที่คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ประการแรกคือ การให้ฝึกขับรถจี๊ป ถึงแม้ปัจจุบัน ส.สะพานมอญ จะนำรถเก๋งรุ่นใหม่มาให้นักเรียนฝึก แต่ทางโรงเรียนยังคงเอกลักษณ์รถวัยคุณปู่เอาไว้ โดยนักเรียนใหม่ต้องฝึกขับรถชนิดนี้ เพื่อเรียนรู้การใช้เกียร์และคลัตช์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากรถจี๊ปขับง่าย ทนทาน มองเห็นทัศนะรอบข้างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของ ส.สะพานมอญ 

ประการที่สอง คือความซื่อสัตย์และจริงใจ ครูใหญ่มักพูดเสมอว่าต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ความดีเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนอยู่ได้ เหมือนการมาเรียน 10 ชั่วโมงเพื่อได้ใบขับขี่ ไม่ได้ทำให้ขับชำนาญ ทางโรงเรียนต้องพูดกับผู้เรียนตรง ๆ ต้องมีการฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ทั้งครูใหญ่ยังคอยชี้แนะนักเรียนเสมอว่ายังบกพร่องในจุดใด ความดีเหล่านี้ทำให้โรงเรียนเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากจากอดีตนักเรียนสู่นักเรียนใหม่ ๆ

และประการที่สาม คือพันธกิจที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแรกว่า จะไม่สร้างแค่คนขับรถเป็น แต่ต้องสร้างพลเมืองที่ดีและมีความรับผิดชอบบนท้องถนน

เคล็ดลับครองใจมือใหม่หัดขับ

“ส.สะพานมอญ เป็นที่ที่ค่าเรียนแพงที่สุด”

ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันค่าเรียนขับรถมีหลายระดับราคา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาท บางโรงเรียนลดราคาต่ำกว่านั้นเพื่อการแข่งขันที่มีมากขึ้นในท้องตลาด แต่ ส.สะพานมอญ มีค่าเรียนแพงที่สุดที่ 6,500 บาท และไม่เคยคิดจะลดราคา

ครูใหญ่ให้เหตุผลว่า ค่าดูแลสถานที่ ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าจ้างครูฝึก เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี การลดราคาจะทำให้มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนที่พยายามรักษามาตั้งแต่อดีตลดลงได้

การเอาใจใส่ผู้เรียนเป็นหลักการบริหารโรงเรียนข้อแรก เป็นเหตุผลที่โรงเรียนได้รับความไว้วางใจเสมอมา โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา

“เราเลือกครูฝึกที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุดจากการเรียน ถ้าเป็นครูมีอายุมากนิดหนึ่ง เขาก็จะชอบนักเรียนหัวอ่อน ไม่ชอบนักเรียนดื้อ ถ้าครูที่วัยรุ่น ก็จะรับนักเรียนที่วัยรุ่นเหมือนกัน เคมีจะเข้ากัน

“ในกรณีที่นักเรียนเข้ากับครูฝึกไม่ได้ เราจะให้เปลี่ยนครู เพราะอยากให้ทั้งผู้เรียนและครูสบายใจกับการเรียนการสอน หรือกรณีที่ต้องฝึกถึงตอนเย็น เราจะอยู่ด้วยตลอด ไม่ปล่อยให้นักเรียนอยู่ลำพังกับครูฝึก จะเย็นแค่ไหนก็ต้องอยู่ จะกลับก็กลับพร้อมกัน”

นั่นคือภาคปฏิบัติ 

ส่วนภาคทฤษฎี ด้วยความที่ครูใหญ่เรียนจบด้านกฎหมาย จึงเป็นคนสอนหลักการ วิธีการสอนก็ไม่ใช่แค่เพียงท่องจำ แต่ต้องยกกรณีศึกษามาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ขับขี่ที่ดี

“เรามองนักเรียนเป็นผ้าขาวสะอาด เขาไม่รู้หรอกว่าความทุกข์ยากในการต่อสู้คดีบนชั้นศาลเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องพูดให้เขาฟัง ให้เขาเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎจราจร”

ในทุกการเรียน ครูใหญ่จะติดตามผลว่านักเรียนแต่ละคนยังไม่แข็งแรงในเรื่องใด ควรไปฝึกเพิ่มในจุดไหน พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้เพิ่มเติม 

“การทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับการขับรถ ข้อสอบถามมาว่า ถ้าระหว่างขับรถเกิดยางระเบิดต้องทำยังไง เวลานั้นเราไม่มีเวลามาคิดนะ ต้องคิดในเครื่องก่อนนี่แหละ” 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังสอนความรู้อื่น ๆ อย่างเรื่องเครื่องยนต์กลไกพื้นฐาน การดูแลเบื้องต้น เช่น ระบบหม้อน้ำ แบตเตอรี่ และยางรถยนต์ เป็นต้น เป็นการย้ำเตือนว่านักเรียนทุกคนต้องรู้กฎหมายและการดูแลความปลอดภัยขั้นแรก เพราะในสถานการณ์จริงจะทำให้นักเรียนเป็นนักขับขี่ที่ดี มีทัศนคติที่ดีบนท้องถนน เพื่อสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยต่อไป

“เราคือโรงเรียนที่ให้มากกว่าใบขับขี่ แต่คุณจะได้อย่างอื่นกลับไป เช่น การเป็นผู้ขับขี่ที่ดี”

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

สาม สะพานมอญ

ส.สะพานมอญ ดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเกิดการระบาดโควิด-19 และทายาทรุ่นสามได้เข้ามาช่วยสานต่อ

อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสาม สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษและไปค้นหาตัวเองจากการทำงานอาชีพอื่น กระทั่งช่วงโรคระบาด คุณอาร์ทได้หันกลับมามองว่า ส.สะพานมอญ พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ โรงเรียนสอนขับรถแห่งนี้จึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

  ในช่วงโควิด-19 อาร์ททิสได้ทดลองสอนนักเรียนผ่าน Zoom และรับสมัครนักเรียนทางออนไลน์ ทำให้นักเรียนสมัครและเรียนได้ทันที

“แต่ออนไซต์จะดีกว่าค่ะ มาตรการอบรมคือครูจะเรียกถาม ถ้าใครหลับนะ ครูจะเรียกเลย” ครูใหญ่ซึ่งเป็นผู้สอน เสริมขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษขึ้นมา เพราะพบว่ามีชาวต่างชาติในประเทศไทยจำนวนมากต้องการสอบใบขับขี่ ทางโรงเรียนนำครูฝึกที่มีศักยภาพไปอบรมภาษาอังกฤษเพื่อฝึกสอนภาคปฏิบัติ ส่วนการสอนภาคทฤษฎีจะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษจากกรมการขนส่งทางบกมาให้ 

เรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู

การบริหารโรงเรียนที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งยังคงดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอุปสรรค แต่ทั้งครูใหญ่และอาร์ททิสกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การบริหารที่ยากที่สุดคือ การสอนภาคปฏิบัติและตัวครูผู้สอน 

อาร์ททิสพูดให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า “การปฏิบัติยากที่สุด เพราะครูฝึกต้องมีศักยภาพ ต้องมีวุฒิที่จะสอนนักเรียนได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สอนได้ เพราะฉะนั้น ทรัพยากรบุคคลจึงหายากที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะโรงเรียนเรา แต่เป็นทุกโรงเรียน เพราะถ้าไม่มีครูฝึก ก็ไม่มีทางทำโรงเรียนได้”

ครูฝึกสอนขับรถต้องเชี่ยวชาญในการขับรถ เพราะนักเรียนที่มาเรียนคือมือใหม่ที่ขับรถไม่เป็น ครูจึงต้องชำนาญและช่วยนักเรียนได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ 

ครูฝึกต้องผ่านการอบรมใบอนุญาตและต่ออายุอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการสอบที่ยากมาก มีทั้งข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ครูฝึกสอนขับรถดี ๆ หาไม่ได้ง่าย ๆ โรงเรียนจึงต้องดูแลครูฝึกให้ดีที่สุด

“เรามีครูฝึกก็ต้องรักษาเขาไว้ ต้องดูแลเขาดี ๆ ให้พอใจที่จะทำงานกับเรา” ครูใหญ่กล่าวให้พวกเราฟัง

“เราให้ครูฝึกทำงาน 8 โมงถึงบ่ายโมง 3 ครึ่ง หากใครขยันจะปล่อยให้ถึง 5 โมงครึ่ง ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่ให้ครูฝึกทำงานน้อยมาก เพราะทางโรงเรียนจ่ายเงินเดือนเป็นรายเดือน ขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ ให้เงินวัดจากชั่วโมงทำงาน บางคนทำ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม 

“มีครูคนหนึ่งเคยปั่นชั่วโมงจนร่างกายพังพินาศ ไม่ไหว พอมาอยู่กับเราแม้ได้เงินน้อยกว่า แต่ชั่วโมงการทำงานเหมาะสมขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้น” ครูใหญ่เล่าให้ฟัง

ครูใหญ่ อาร์ททิส และ ส.สะพานมอญ ตั้งใจดูแลครูฝึกอย่างดี มีสวัสดิการอาหารกลางวัน ครูฝึกจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก ที่สำคัญ เป็นโรงเรียนที่ให้เกียรติครู เพราะอาชีพนี้มีความเสี่ยงสูง

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน
โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

เดินช้า แต่เดินไปข้างหน้าเสมอ

ถึงแม้ตอนนี้ทายาทรุ่นสองยังคงสนุกกับการทำงาน แต่ทายาทรุ่นสามก็เริ่มวางอนาคตในแบบของตัวเองเอาไว้แล้ว

อาร์ททิสตั้งใจจะเพิ่มหลักสูตรการขับขี่รถจักรยานยนต์และรถบรรทุก แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องสถานที่ เนื่องจากสนามฝึกขับรถบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 มีขนาดคับแคบไป และหาซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่พักอาศัย 

“ก่อนหน้านี้เราเปิดสอนขับขี่จักรยานยนต์ที่นี่ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เคร่งครัดเรื่องเนื้อที่ใหญ่อะไรมาก” ครูใหญ่เอ่ย พร้อมเล่าว่าจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ก่อนหน้านี้จึงไม่อยากสอน แต่ภายหลังกลายเป็นความจำเป็นของทักษะอาชีพ เพราะความนิยมของเดลิเวอรี่ ทำให้อาชีพไรเดอร์เป็นที่นิยม มีผู้สนใจสมัครเรียนมาก เนื่องจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เด็กวัยนั้นยังไม่รู้กฎจราจรดีนัก ความคิดของครูใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนแล้วช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ก็คงดีไม่น้อย

Business Lesson

ครูใหญ่นิยามบทเรียนที่ได้รับจากการเข้ามาบริหาร ส.สะพานมอญ ไว้ว่า

“ส.สะพานมอญทำให้ครูมีกินมีใช้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่ได้มาก็ส่งเสียลูกเรียนต่างประเทศ มีความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้กระเบียดกระเสียรอะไร ก็หล่อหลอมให้ครูเป็นคนที่มีความใจกว้าง”

“บางทีเรามองในเชิงธุรกิจเกินไป คุณภาพจะลดลง เพราะฉะนั้น ต้องมองว่าธุรกิจไม่ได้มีแต่เรื่องเงิน คุณภาพของบริการต้องควบคู่ไปด้วย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องไปด้วยกัน” ทายาทรุ่นสามตอบอย่างภาคภูมิใจ

ส.สะพานมอญ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนับตั้งแต่วันแรก

จากเด็กผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับ ส.สะพานมอญ ตลอดช่วงชีวิต และได้ออกไปเดินทางตามเส้นทางตัวเอง สู่การกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวอีกครั้งในวัย 50 ปี

นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของโรงเรียนอายุเกือบ 100 ปี

โรงเรียนแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโต แม้จะผ่านมา 75 ปี จากยุคที่ใช้รถจี๊ปจนถึงยุครถเก๋ง ส.สะพานมอญ พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานให้กับนักเรียนเสมอ

ในอนาคต รถที่ใช้ในโรงเรียนอาจเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทุกวัน แต่การรักษาไว้ซึ่งความดี ความซื่อสัตย์ การบริหารอย่างจริงใจ เป็นสิ่งที่ทายาททั้งสองจะไม่ยอมเปลี่ยน

ธุรกิจที่ดีไม่ควรนึกถึงผลกำไรมากเกินไป 

นี่คือบทเรียนสำคัญของครูใหญ่ เพราะการได้เห็นนักเรียนอยากมาสมัครเรียน มีความสุขกับการเรียน และจบออกไปเป็นผู้ขับขี่ที่ดี คือความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะทายาทธุรกิจนี้

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load