Anne with an E (2017–2019)

ประเภท TV Series

ประเทศ Canada

ผู้สร้าง  Moira Walley-Beckett

นักแสดงนำ Amybeth McNulty, Geraldine James และ R.H. Thomson

ความยาว 3 ภาค, 27 ตอน

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

เมื่อปี 2017 – 2019 ที่ผ่านมา Anne with an E  ซีรีส์สัญชาติแคนาดาความยาวขนาด 3 ภาค 27 ตอน สร้างจาก Anne of Green Gables วรรณกรรมคลาสสิกในดวงใจของ ลูซี โมด มอนต์โกเมอรี (Lucy Maud Montgomery) นำเสนอบทเรียนการเติบโตของเด็กสาวผมเปียสีแดงที่มาพร้อมสมองอันเฉียบแหลม ไหวพริบอันเฉียบคม ความกล้าสุดบ้าบิ่นและความเพ้อฝันแสนวิเศษ

เรื่องราวพาเราย้อนกลับไปปลายศตวรรษที่ 19 ชีวิตของแอนที่สะกดลงท้ายด้วยตัว E เด็กสาวกำพร้าวัย 13 ปีที่โหยหาความรักและการยอมรับ เธอออกเดินทางตามหาสิ่งที่เรียกว่า ‘บ้าน’ แอนเหมือนคนหลงทาง เธอพานพบกับความเจ็บช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการถูกทอดทิ้ง ทั้งการอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มักถูกรังแกอยู่เสมอ จนเธอถูกรับเลี้ยงจากผู้อุปถัมภ์ที่มีคุณสมบัติแคลนน้ำใจไมตรี แถมยังถูกกีดกันทางสังคมเพียงเพราะเธอเป็นเด็กกำพร้า

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

จนกระทั่งเธอถูกรับเลี้ยงอีกครั้งจากสองพี่น้องครอบครัวคัตเบิร์ต แห่ง Green Gables แอนได้พบมิตรภาพจากเมือง Avonlea ที่เธอย้ายเข้าไปเริ่มต้นเส้นทางบทใหม่ในวัยเพียง 13 ชีวิตของแอนเปรียบดั่งนิยายโรแมนติกแสนเศร้า แต่เธอกลับจุดเทียนแห่งความหวังด้วยจินตนาการไร้ขอบเขต ต่อเติมไฟแห่งความหวังนั้นด้วยเปลวเพลิงอันอบอุ่น 

กว่าจะกลายเป็นที่รักนั้นไม่ง่าย แอนต้องผ่านบทพิสูจน์ตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน 

เธอหกล้ม ต่อสู้ และเติบโต

Season 1 

Your Will Shall Decide Your Destiny

“I am enraptured by this glorious landscape!”

เสียงตะโกนตื่นเต้นปนดีใจของเด็กสาวดังลั่น เมื่อโชคชะตาเป็นใจให้แอนเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในเมือง Avonlea ชนบทบนเกาะห่างไกลผู้คน ที่มีทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาโอบล้อมด้วยทิวเขาและป่าสน หมู่ดอกไม้สีขาวผลิบาน ผิวน้ำทะเลสาบส่องแสงระยิบระยับ งดงามจนอยากจะหยิกตัวเองย้ำสักหลายทีว่านี่ไม่ใช่ความฝัน 

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

เธอแปลงความประทับใจตรงหน้าด้วยถ้อยคำที่พูดกับแมทธิว คัตเบิร์ต หนึ่งในสองพี่น้องผู้อุปถัมภ์เธอมาเลี้ยง ก่อนรถม้าจะแล่นสู่รั้วของไร่ Green Gables และพบความจริงจากปากของมาริลลา คัตเบิร์ต น้องสาวผู้อุปถัมภ์ว่า แท้จริงแล้วพวกเขาต้องการเด็กผู้ชายมาช่วยงานที่ไร่ ไม่ใช่เธอ ผู้เป็นเพียงเด็กผู้หญิงบอบบาง

จากความเข้าใจผิด ทำให้แอนถึงกลับทรุดลงกับพื้น ความกลัวการถูกทิ้งแล่นเข้ามาอีกครั้ง แต่แทนที่เธอจะยอมแพ้ หัวใจนักสู้ของเธอกลับเรียกร้องให้เธอลุกขึ้นมาต่อกรกับมันอีกหน ด้วยประโยคฮุกใจเราอย่าง

“Girls can do anything a boy can do and more.”

หากแต่ยุคสมัยนั้น ความทัดเทียมของผู้หญิงถูกลิดรอน หญิงสาวให้คุณค่ากับการเป็นศรีภรรยาที่ดี ไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนสูง แต่จงแต่งงานเพื่อให้สามีเลี้ยงดูและรับบทคุณแม่ทำงานบ้านเลี้ยงลูก นิยามบทบาททางสังคมของผู้หญิงถูกตีกรอบ

แต่แอนเป็นเด็กสาวที่มาก่อนกาล เธอเป็นผู้นำที่ขบถต่อกรอบความเชื่อนั้น และไม่ได้มีแบบอย่างตามฉบับผู้หญิงยุคนั้นเลยสักข้อ สาวน้อยช่างฝันคนนี้ชอบเรียนหนังสือ มีเป้าหมายชีวิตมากกว่าแต่งงาน เธอเชื่อว่าเธอทำทุกอย่างได้ไม่ต่างจากผู้ชาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้เองทำให้เธอแตกต่าง ขณะเดียวกันก็ทำให้เธอแตกแยกจากเพื่อนร่วมชั้น

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ
Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

เมื่อก้าวเท้าเข้าโรงเรียน จากเด็กหญิงที่กล้าแสดงออกกลายเป็นคนอวดฉลาดในสายตาคนอื่น ภาพลักษณ์สาวผมแดงและตัวตนของเด็กกำพร้าที่เธอไม่ได้เลือก กลับถูกตัดสินจากเพื่อนร่วมชั้นด้วยถ้อยคำดูถูก มีเพียงไดอาน่าและกิลเบิร์ต สองเพื่อนแท้ที่คอยให้กำลังใจ แต่กลับไม่มากพอที่จะทำให้แอนกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง เธอสูญเสียความเป็นตัวเอง

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ที่บ้านเพื่อนร่วมชั้น แอนใช้ความชาญฉลาดเข้าไปดับไฟอย่างไม่กลัวตาย เมื่อไฟมอดทุกคนรอดอย่างปลอดภัย นั่นจึงเป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้ชาวเมือง Avonlea เปิดใจและทำความรู้จักแอนในมุมใหม่

ครอบครัวคัตเบิร์ตเดินทางมาพบกับบทพิสูจน์ใจครั้งใหญ่ เมื่อเรือขนส่งผลิตผลในไร่อับปาง รายได้หลักของครอบครัวขาดหาย รุนแรงถึงขั้นแมทธิวคิดฆ่าตัวตาย แต่ด้วยพลังของคนข้างกายได้ร่วมกันผลักดันสถานการณ์เลวร้าย ทั้งตัดใจขายสมบัติมีค่า รับทำความสะอาดตามบ้าน เปิดบ้านให้คนนอกพัก แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะทำให้ปลดหนี้ทั้งหมด แอนจึงโน้มน้าวมาริลลาให้ยอมรับน้ำใจจากเพื่อนบ้าน 

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ
Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

“​Love isn’t charity.” 

“Sometimes, you just have to let people love you, Marilla.”

บางครั้งคุณต้องยอมรับความรักจากคนอื่นบ้าง เพราะถ้าเป็นเธอก็ทำเช่นเดียวกัน 

แอนทำให้สองพี่น้องคัตเบิร์ตตระหนักถึงความรักของมิตรภาพรอบข้างอีกครั้ง

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

Season 2 ​

Youth is the Season of Hope

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

เรื่องราวของ Anne of Green Gables เดินทางเรื่อยมาจนถึงวันที่เด็กทุกคนนั่งล้อมเป็นวงกลมเล่นเกมหมุนขวดพูดความจริง แอนพบคำตอบจากกลุ่มเพื่อนว่าเธอไม่เป็นที่รัก เพราะเธอแปลกแตกต่าง พร้อมกับโคล์ดเด็กชายหน้าหวานผู้ถักเปียให้แอน แต่กลับถูกดูแคลนจากปากของครูว่า “ดูท่าทางเธอจะชอบทำอะไรเหมือนผู้หญิง งั้นไปนั่งกับพวกผู้หญิงแล้วกัน”

คำพูดแทงใจเชื่อมสัมพันธ์สองคู่หูที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวประหลาด แอนสาวน้อยกำพร้าที่คนมองว่าไม่สวยนิยมตามเด็กสาวยุคนั้น และโคล์ด เด็กหนุ่มที่ค้นพบว่าตัวเองต่างจากคนอื่นเพียงรู้ตัวว่าชอบเพศเดียวกัน

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

“You’re unique.” แอนปลอบ

“Unique means weird.” โคล์ดโต้กลับด้วยแววตาเศร้า

แอนตอบกลับด้วยประโยคหนักแน่นว่า “I think it means singular and extraordinary.” 

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

หลายครั้งที่ผู้คนมองข้ามพรสวรรค์เพียงเพราะตัดสินจากคำครหาว่าเป็นแบบที่เขาเชื่อ ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วโคล์ดซ่อนพรสวรรค์ในการเป็นศิลปินมากฝีมือ และแอนผู้ฉลาดใช้คำมากพอจะเป็นนักเขียนระดับตำนาน 

ถึงแม้เธอจะพูดปลอบใจโคล์ดได้ขนาดนั้น แต่ส่วนลึกในใจก็ยังคิดว่าผมสีแดงช่างน่าเกลียดน่าชัง แอนไม่เคยพอใจกับสีผมของตัวเอง ถึงคราวสบโอกาส เธอตัดสินใจย้อมผมให้กลายเป็นสีดำขลับ แต่เมื่อลืมตาตื่นก็ต้องเผชิญกับความจริงอันน่าตกใจ ผมดำที่คาดไว้กลายเป็นสีเขียวประหลาด มาริลลาตัดผมเธอจนสั้น ทำให้นึกย้อนถึงประโยคที่เคยสอนเด็กสาวว่า

“More important things than beauty. You must try and remember what’s real and good.”

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

เหล่าเพื่อนซี้ แอน โคล์ด และไดอาน่า มีโอกาสได้เข้าร่วมงานเลี้ยงของป้าโจเซฟีน (ป้าของไดอาน่า) ปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยสีสันหลากหลาย แหล่งรวมบรรดาคนน่าทึ่ง แต่แปลกในสายตาผู้คนยุคนั้น ทุกคนต่างปลดปล่อยความเป็นตัวเอง แอนเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลก มิติแตกต่างที่มีที่ยืนสำหรับตัวเธอ

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ
Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

และแล้วครูมิสสเตซี่ก็มาถึง เธอคือครูหญิงล้ำยุคศตวรรษที่ 19 ผู้สวมกางเกงขี่มอเตอร์ไซค์ สอนการลงมือปฏิบัติทำจริง แทนการท่องจำจากตำราเพียงอย่างเดียว ตัวตนของครูขัดต่อสังคม พร้อมทั้งรูปแบบการสอนที่แตกต่างจากยุคเดิม ทำให้กลุ่มแม่บ้านหัวก้าวหน้าไม่เห็นด้วย  ถึงขั้นจัดการประชุมลงมติว่าเธอควรอยู่ต่อหรือไม่ แอนนำเหล่านักเรียน รวบรวมหลอดไฟที่มีทั้งหมด ต่อกระแสไฟด้วยพลังงานจากมันฝรั่ง บทเรียนที่ครูสอนเพียงไม่กี่ครั้ง  

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

พวกเธอเดินมาพร้อมกับหลอดไฟสว่างไสวกลางที่ประชุม ก่อนแอนจะพูดขึ้นว่า 

“Miss Stacy is an inspiration. We learned more from her in a week than we learned in a year.” 

“Tell me and I forget, teach me and I remember, involve me and I learn.”

ไม่เพียงเท่านั้น แอนยังจุดประกายความหวังครั้งใหม่สู่เมือง Avonlea 

“Different isn’t bad, it’s just not the same.”

Season 3 

The Better Feelings of My Heart

“It finally happened! I’m 16!”

แอนก้าวสู่ขวบปีที่ 16 เธอเป่าเทียนอธิษฐานถึงพรวันเกิดอันปรารถนามากที่สุด คือการได้พบกับครอบครัวแท้จริงของตัวเอง ถึงแม้จะหลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องราวที่บอกต่อ เธอก็ยังต้องการค้นหาคำตอบ หวังเพียงตอกย้ำว่าตนเคยเป็นที่รัก ไม่ได้ถูกทอดทิ้งจากการไม่เป็นที่ต้องการ 

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

สิ่งที่แอนปรารถนามากที่สุด กลับเป็นสิ่งที่ครอบครัวคัตเบิร์ตกลัวมากที่สุด หากแอนพบบ้านกำเนิดที่แท้จริง เธออาจทิ้งบ้านคัตเบิร์ตก็เป็นได้ หรือหากพบความจริงที่กรีดหัวใจ กังวลเหลือเกินว่าแอนจะต้องร้องไห้ 

แต่สุดท้ายแมทธิวก็ปล่อยให้เธอทำตามหัวใจปรารถนา และบอกเหตุผลชวนฉุกคิดกับมาริลลาว่า

“You’re afraid that we’ll lose her because of what she might find. But we’re losing her right now.”

แอนออกเดินทางพร้อมกับโคล์ด การผจญภัยของเธอเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เธอกลับไปยังโบสถ์ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ขณะที่กำลังหาคำตอบ แอนกลับซ้ำรอยบาดแผลลึกของตัวเอง ยิ่งตามหา ยิ่งไม่พบคำตอบ หลงเหลือเพียงความเคว้งคว้างกลางใจ ก่อนโคล์ดจะปลอบโยนเธอว่า 

“Your reality is effervescent, beautiful, and made you who you are, able to see and dream what’s possible.”

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

ข่าวลือหนาหูถึงโจซี ไพ หญิงสาวเพื่อนร่วมชั้นของแอน ชาวเมืองลือเสียหายถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เรื่องสมยอมจูบกับบิลลี่อย่างไม่หวงตัว ทั้งที่เป็นเพียงคู่หมั้น แท้จริงแล้วโจซีปฏิเสธ แต่ข่าวเรื่องเธอกลับแพร่กระจายในเชิงเสียหาย ทางกลับกันแทบไม่มีใครพูดถึงเด็กหนุ่มบิลลี่ในทางไม่ดี แอนคิดว่าเธอควรลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมในครั้งนี้ 

“Women are not made whole by man. Women are made whole the moment they enter this world.”

รุ่งเช้าหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์โรงเรียน เต็มไปด้วยเรื่องเรียกร้องสิทธิความเป็นหญิง ตั้งคำถามกับความเท่าเทียมของหญิง-ชาย โดยแอน เชอร์ลีย์ คัตเบิร์ต หากแต่ยุคสมัยนั้นเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ถูกยอมรับ และเป็นที่เกรงกลัวของผู้ใหญ่ว่าอาจนำพาให้เกิดการยั่วยุ 

การกระทำบุ่มบ่ามโดยไม่ปรึกษาใครของแอน กลับทำร้ายเพื่อนสาว โจซี ไพ อับอายจนไม่กล้าสู้หน้าชาวเมือง แอนพูดในสิ่งที่ควรพูด แต่กลับไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่ตามมา เธอขอโทษ โจซี ไพ แต่ยังเชื่อในสิ่งที่เธอควรเรียกร้อง ครูหญิงมิสสเตซีและเหล่าเพื่อนเห็นด้วยกับเธอ จึงร่วมกันหาทางออก แอนนำเหล่าผู้ศรัทธาลุกออกไปแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูด ก่อนถือป้ายแสดงเจตนารมณ์กลางที่ประชุมคณะกรรมการว่า

“Freedom of Speech is a Human Right”

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

แอนและเพื่อนเข้าสู่รั้วมหาลัยควีน แห่งเมือง Charlottetown สองพี่น้องคัตเบิร์ตตามหาเรื่องราวครอบครัวแอนที่แท้จริงจนพบ และเมือง Avonlea เริ่มเปลี่ยนแปลงสู่เมืองที่ดีขึ้น ทุกคนต่างเติบโตในเส้นทางของตัวเอง โดยเฉพาะแอนที่ผ่านทั้งวัยแรกเริ่ม 13 ปีที่ต้องการผู้คนยอมรับ ย่างเข้าอายุ 14  เรียนรู้ที่ยอมรับภาพลักษณ์ของตัวเอง เติบโตจนวัย 16 กลับมาหาตัวตนที่แท้จริง  แอนได้เข้ามากุมหัวใจชาวเมือง Avonlea ขณะเดียวกันความรักจากครอบครัวคัตเบิร์ต และมิตรแท้รอบกายได้เข้ามาโอบอุ้มหัวใจที่บอบช้ำของเธอ

“Sometimes life hides gifts into the darkest places.”

แอนควรค่าแก่การเป็นที่รัก 

แด่ทุกคนผู้ควรได้รับความรัก

Anne with an E เด็กสาวเปียแดงช่างฝันวัย 13 ผู้กล้าขบถต่อสังคมและสิทธิความเป็นหญิง, รีวิว, เรื่องย่อ

Writer

จิตาภา ทวีหันต์

ตอนนี้เป็นนักฝึกหัดเขียน ตอนหน้ายังสงสัย ชาติก่อน (คาดว่า) เป็นคนเชียงใหม่ แต่ชาตินี้อยากเป็นคนธรรมดาที่มีบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load