อิตาเลียนเป็นชาติที่รักสัตว์ หากคุณไปอิตาลี ภาพที่คุณจะได้เห็นจนชินตาคือ ผู้คนเดินจูงหมาไปที่ต่าง ๆ แมวอยู่ตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น โคลอสเซียม และถึงกับมีปฏิทินแมวตามมุมต่าง ๆ ของโบราณสถานออกมาขายทุกปีอีกด้วย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.gruppolozzi.it

หากนั่นยังยืนยันความรักสัตว์ของคนอิตาเลียนได้ไม่ดีพอ มาดูความรักจากทางภาครัฐกันบ้าง ในปี 2016 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม เรียกร้องให้ทางจ่ายค่าแรงในช่วง 2 วันที่เธอลาไปดูแลน้องหมา โดยอ้างเอากฎหมายข้อที่ว่า คนที่ละทิ้งสัตว์ให้ทรมานร้ายแรง จะโดนจำคุก 1 ปี และโดนปรับราว 4 แสนบาท ผลคือ เธอชนะคดีฉลุย

เดินไปตามซอกเล็กซอยน้อยในอิตาลี คุณอาจจะได้ยินเสียงซิญญอราส่งเสียงร้อง “มิ…….โช….” ด้วยเสียงสูงแหลมโหยหวน ปล่อยให้หางเสียงจางหายไปอย่างมีชั้นเชิง แล้วน้องแมวที่หลบอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ก็จะออกมารับของสังเวยจากทาสผู้ซื่อสัตย์ของเธอ

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : redarmyscreaming.tumblr.com

จำนวนแมวในอิตาลีนั้นมีมากกว่าจำนวนหมา แต่ถ้าดูตามสถิติการเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน จะพบว่า มีจำนวนหมามากกว่าแมว จำนวนแมวที่อยู่นอกสำมะโนประชากรนั้น ก็อยู่ตามโบราณสถานอย่างที่เล่าไป เหมือนลิงที่พระปรางค์สามยอด เพียงแต่เป็นเวอร์ชันที่ไม่ขโมยของและเข้าทึ้งหัวเราเท่านั้นเอง 

แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เมื่อมีแมวจรจัด พระเจ้าก็ต้องสร้างให้มีหญิงให้อาหารแมวมาด้วย ที่โคลอสเซียมนี้ถึงกับมีสมาคมผู้ดูแลแมว อันมีสมาชิกอยู่ราว 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิง แต่ก็มีที่เป็นชายด้วยเช่นกัน และพบว่าแมวที่ยั้วเยี้ยอยู่ตามโคลอสเซียมนี้มีชื่อด้วยนะ เนื่องจากมีผู้เจอหญิงให้อาหารแมวคนหนึ่ง เรียกชื่อแมวแต่ละตัวไม่ซ้ำกันเลย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : redarmyscreaming.tumblr.com

การที่คนให้อาหารแมวเป็นหญิงเสียส่วนใหญ่นั้น ก็พ้องกันกับข้อมูลเชิงสถิติจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่บอกว่า เด็กหญิงมักชอบแมว เด็กชายมักชอบหมา อันที่จริง ผลวิจัยดังกล่าวยังบอกอีกว่า รองจากหมาแมว เด็กอิตาเลียนชอบม้า เสือ นก สิงโต และโลมา

เด็กส่วนใหญ่ (81.7 เปอร์เซ็นต์) มีหรือเคยมีสัตว์เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมากับแมวนั่นล่ะ แต่ก็พบว่ามีสัตว์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เต่า (14.5 เปอร์เซ็นต์) แฮมสเตอร์ (10.6 เปอร์เซ็นต์) กระต่าย (4.8 เปอร์เซ็นต์) มีแค่ 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่ไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

การสำรวจไม่ได้ถามแค่ ‘มี’ แต่ถามว่า อยาก ‘เป็น’ อะไรด้วย ผลออกมาว่า 1 ใน 5 อยากเป็นนก 1 ใน 10 อยากเป็นหมา ตามมาด้วยสิงโต แมว โลมา เสือชีตาห์ ม้า

เด็กผู้ชายมักจะอยากเป็นสัตว์ที่โชว์ความแข็งแรงหรือวิ่งเร็ว เช่น สิงโตหรือเสือชีตาห์ เด็กผู้หญิงมักอยากเป็นสัตว์สวย ๆ งาม ๆ อย่างผีเสื้อ

และสัตว์ที่เด็กเกลียดกลัวที่สุดก็คือ งู

แต่สัตว์ก็มีมากมายหลายประเภท และความรู้สึกของคนอิตาเลียนก็มิได้มีแค่ความ ‘รัก’ อย่างเดียวเท่านั้น เราเข้าใจว่าคนอิตาเลียนคิดอย่างไรต่อสัตว์ได้หลายวิธี

ทำแบบเด็กอักษรฯ วิธีหนึ่งคงไม่พ้นการศึกษาผ่านสำนวนในภาษา การอุปมาอุปไมย เริ่มจากที่คล้ายของไทยก่อน ข้อมูลที่ได้ต่อจากนี้รวบรวมมาจากพจนานุกรมที่บ้าน

หมาจิ้งจอก เปรียบกับความเจ้าเล่ห์ แต่เรื่องนี้ แมว ก็เข้ารอบด้วย

เต่า เปรียบกับความเชื่องช้า หอยทาก ก็เช่นกัน

งู เปรียบกับคนที่ร้ายกาจ มีพิษสง คดในข้องอในกระดูก

เสือ เปรียบกับความดุ

เพราะฉะนั้น ในแง่นี้จึงอาจกล่าวได้ว่า คนอิตาเลียนกับคนไทยมีทัศนคติต่อสัตว์เหล่านี้คล้าย ๆ กัน

แต่ก็มีบางสำนวนที่คนไทยเปรียบกับอย่างอื่น หรือไม่ก็ไม่คิดจะเปรียบเลย แต่คนอิตาเลียนเปรียบคุณลักษณะต่าง ๆ กับสัตว์เหล่านี้

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.europlan.it

เงียบเป็น ปลา

แดงเป็น กุ้ง

โง่เหมือน ห่าน

ตาบอดเหมือน ตัวตุ่น

หยิ่งยะโสเหมือน นกยูง

ขี้กลัวเหมือน กระต่าย อันนี้น่าจะมาจากนิทานอีสปเรื่อง กระต่ายตื่นตูม

อ่อนติ๋มหงิมเป็น แกะ

ดื้อเป็น ลา

เก็บเนื้อเก็บตัวเหมือน หมี

น่าเกลียดเหมือน ลิง/คางคก

กล้าหาญเหมือน สิงโต

ปราดเปรียวเหมือน ละมั่ง

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : pixels.com/profiles/shawn-obrien

ปราดเปรียวเหมือน ละมั่ง

บางสำนวนก็ฟังแปลกหู เพราะคนไทยเราจะไม่มีวันเปรียบ เปรียบทำไม เช่น

ล่อนจ้อนเป็น หนอน (อ้อ อันนี้คนไทยโบราณจะเปรียบเป็นเปรต)

สุขภาพแข็งแรงดีเหมือน ปลา อันนี้คืออะไร ที่อิตาลีปลาไม่ป่วยเหรอ

น่าเบื่อเหมือน เห็บหมัด ยุง ตัวต่อ 2 อันแรกเข้าใจได้ว่าน่ารำคาญ แต่ตัวต่อนี่ออกไปทางน่ากลัวนะ

ร้องเพลงเพี้ยนเหมือน กบ

ตัวพองเป็น กบ เขาไม่ได้หมายถึงอ้วน แต่หมายถึงจองหองพองขน ลำพองตนจนตัวป่องเป็นอึ่งอ่าง อะไรทำนองนั้น

มาถึงคำถามคาใจใครบางคน แล้วตอนด่ากันล่ะ บ้านเรามองสัตว์บางประเภทว่าเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาด่าให้คนฟังรู้สึกเจ็บ ๆ แสบ ๆ แล้วอิตาเลียนล่ะ เขาเอาสารพัดสัตว์บกมาด่ากันแบบเราไหม

เริ่มจาก ไอ้ สัตว์ เขาไม่ด่ากันพร่ำเพรื่อ แต่จะหมายถึง ความป่าเถื่อน รุนแรง ไร้การศึกษา

ไอ้ เหี้ย ด่าไปอิตาเลียนหลายคนคงยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ มิพักพูดถึงว่า มันมีคุณสมบัติอันใดหรือที่เราจะต้องมารู้สึกเจ็บแค้นเคืองโกรธกับการได้รับการอวยยศเช่นนี้

ไอ้หน้าหมา ไม่ว่าจะไอ้หน้าหมา หรืออีหน้าอวัยวะอื่น ก็ไม่มีใครด่าทั้งสิ้น ถ้าด่าไป อิตาเลียนอาจยืนปรบมือให้แก่ความคิดสร้างสรรค์ของเราก็เป็นได้

งั้นด่าว่าหมาก็ไม่หยาบคายอย่างนั้นสิ

จริงอยู่ หมา มักเปรียบกับความซื่อสัตย์ ความโดดเดี่ยว แต่ก็ยังเปรียบกับความไม่ได้เรื่องด้วย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.dailypaws.com

เพราะฉะนั้น ถ้าบอกเพื่อนว่า เธอเหมือนหมาเลย ด้วยหวังใจว่าเขาจะเข้าใจว่าเราชมว่าเขาซื่อสัตย์ อาจจะเป็นการหวังสูงไปนิด ยังไงเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ

แล้ว หมู ในตำนานล่ะ มีคนบอกว่า หมู หยาบมากกกกกก ฟังไม่ได้ (เอามือปิดหูดิ้นเร่า ๆ )

หมูถูกเปรียบกับความสกปรก อันรวมไปถึงความสกปรกในจิตใจด้วย มันจึงไปในทางความหื่น ลามก

แต่ก็ถ้ามีคนบอกว่า แหม เธอนี่เหมือน กระต่าย เลยนะ ก็อย่าได้คิดว่าเขาชมว่าเราปราดเปรียวแสนซน เพราะสำหรับคนอิตาเลียนแล้ว นอกจากเขาจะมองกระต่ายว่า ‘ขี้กลัว’ แล้ว เขาอาจจะหมายถึงว่าเราเซ็กส์จัด เพราะกระต่ายได้ชื่อว่ามีลูกเร็วมาก เหมือนวัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากประกอบกิจกรรมอันสุนทรี

ควาย ล่ะ เปรียบเทียบกันไหม

มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่า โง่ เขามักเปรียบกับการกินแบบไม่บันยะบันยังมากกว่า ตรงข้ามกับการกินน้อย เขาจะเทียบกับ นก บางทีก็เป็น นกคีรีบูน ด้วยนะ

คราวนี้มาดูสุภาษิต คำพังเพย บ้าง ว่าเขาเอาสัตว์มาสั่งมาสอนอะไรลูกหลานเขาบ้าง

Can che abbaia non morde.

หมาเห่ามักไม่กัด อันนี้เหมือนของไทย แต่อย่าไปจริงจังมากนะ มันเป็นความเปรียบ หมาเห่าอุ่นเครื่องก่อนกัดก็มีถม อันที่จริงมันมีนัยยะหมายรวมไปถึงว่า คนที่ร้าย ๆ กับเราเนี่ย มักจะไม่พูดพล่ามหรอก

Meglio un giorno da leone che cento da pecora.

อยู่อย่างสิงโตวันเดียว ดีกว่าอยู่อย่างแกะ 100 วัน

หลายคนอาจจะคิดแบบไทย ๆ ว่า เปรียบการอยู่อย่างมีเกียรติกับอยู่อย่างกระจอก แต่ถ้าไปดูคุณลักษณะของสัตว์ทั้งสองที่อิตาเลียนมักใช้เปรียบดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จะเห็นว่าเกียรติที่ว่า (ถ้าจะเปรียบ) ไม่ได้หมายถึงเงินทองหรือยศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ แต่คือความกล้าหาญ และกระจอกนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือสถานภาพทางสังคม แต่คือความขี้ขลาด ไม่สู้เพื่อความถูกต้องมากกว่า

ภาพ : www.thelocal.it

Il lupo perde il pelo, ma non il vizio.

หมาป่าผลัดขน แต่ไม่ผลัดสันดาน

อันนี้เป็นสุภาษิตที่ไม่ให้โอกาสคนเลย มันมีความหมายว่า คนชั่ว ต่อให้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไร เขาว่ากันว่านะ สันดอนน่ะขุดได้ แต่สันดานน่ะสิ (เดินกอดอก ก้าวออกมา 2 ก้าว ยิ้มเยาะมุมปาก แค่นหัวเราะเบา ๆ มองกล้อง ตาวาวโรจน์) ขุดไม่ได้!

Chi pecora si fa, il lupo se lo mangia.

“อ่อนแอก็แพ้ไป” เวอร์ชันอิตาเลียน แปลตรงตัวว่า ใครทำตัวเป็นแกะ หมาป่าก็จะกิน อันนี้น่าจะเป็นอันเดียวที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า ทำไมอิตาเลียนเวลามีปัญหาจึงต้องเล่นใหญ่ เพราะถ้าหงอก็จะถูกข่มทันที

ภาพ : www.telegraph.co.uk

จะเห็นว่าสัตว์ที่เป็นตัวโกง ตัวร้าย สำหรับคนอิตาเลียนคือ หมาป่า ถ้าให้คาดเดา ก็คงจะเป็นเพราะว่ามันเป็นอุปสรรคหลักของปศุสัตว์ อันเป็นอาชีพหลักของสังคมเกษตรกรรมในอิตาลีสมัยก่อน หมาป่ากับแกะถูกนำมาเปรียบของผู้ล่าอันชั่วร้ายกับเหยื่ออันน่าสงสารอยู่ตลอดเวลา

แต่ในขณะที่หมาป่าดูเป็นตัวโกง แต่ก็หมาป่าอีกเช่นกันที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม เพราะในตำนาน นางเป็นผู้ให้นมโรมูลุสกับเรมุส ผู้ให้กำเนิดกรุงโรม ผิดตรงที่หมาป่าตัวนี้เป็นนางหมาป่า

ภาพ : commons.wikimedia.org

แล้วนักภาษาศาสตร์เชิงประวัติก็เสนอความเห็นแบบไม่อิงตำนานว่า ผู้ให้นมแต่เด็กทั้งสองเนี่ย อาจจะไม่ใช่หมาป่าหรอก แต่เป็นคนนี่ละ

เพราะคำว่า นางหมาป่า ในภาษาอิตาเลียนโบราณ เป็นสแลงหมายถึง หญิงโสเภณี

ข้อมูลอ้างอิง

– Il Ragazzini 2021, Zanichelli

– Maria Balì, Giovanna Rizzo, Nuovo Espresso 2, Alma Edizioni

 – www.bbc.com/thai/international-41599355

agricommerciogardencenter.edagricole.it

www.the-colosseum.net/ita/around/gatti_it.html

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load