อิตาเลียนเป็นชาติที่รักสัตว์ หากคุณไปอิตาลี ภาพที่คุณจะได้เห็นจนชินตาคือ ผู้คนเดินจูงหมาไปที่ต่าง ๆ แมวอยู่ตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น โคลอสเซียม และถึงกับมีปฏิทินแมวตามมุมต่าง ๆ ของโบราณสถานออกมาขายทุกปีอีกด้วย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.gruppolozzi.it

หากนั่นยังยืนยันความรักสัตว์ของคนอิตาเลียนได้ไม่ดีพอ มาดูความรักจากทางภาครัฐกันบ้าง ในปี 2016 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม เรียกร้องให้ทางจ่ายค่าแรงในช่วง 2 วันที่เธอลาไปดูแลน้องหมา โดยอ้างเอากฎหมายข้อที่ว่า คนที่ละทิ้งสัตว์ให้ทรมานร้ายแรง จะโดนจำคุก 1 ปี และโดนปรับราว 4 แสนบาท ผลคือ เธอชนะคดีฉลุย

เดินไปตามซอกเล็กซอยน้อยในอิตาลี คุณอาจจะได้ยินเสียงซิญญอราส่งเสียงร้อง “มิ…….โช….” ด้วยเสียงสูงแหลมโหยหวน ปล่อยให้หางเสียงจางหายไปอย่างมีชั้นเชิง แล้วน้องแมวที่หลบอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ก็จะออกมารับของสังเวยจากทาสผู้ซื่อสัตย์ของเธอ

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : redarmyscreaming.tumblr.com

จำนวนแมวในอิตาลีนั้นมีมากกว่าจำนวนหมา แต่ถ้าดูตามสถิติการเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน จะพบว่า มีจำนวนหมามากกว่าแมว จำนวนแมวที่อยู่นอกสำมะโนประชากรนั้น ก็อยู่ตามโบราณสถานอย่างที่เล่าไป เหมือนลิงที่พระปรางค์สามยอด เพียงแต่เป็นเวอร์ชันที่ไม่ขโมยของและเข้าทึ้งหัวเราเท่านั้นเอง 

แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เมื่อมีแมวจรจัด พระเจ้าก็ต้องสร้างให้มีหญิงให้อาหารแมวมาด้วย ที่โคลอสเซียมนี้ถึงกับมีสมาคมผู้ดูแลแมว อันมีสมาชิกอยู่ราว 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิง แต่ก็มีที่เป็นชายด้วยเช่นกัน และพบว่าแมวที่ยั้วเยี้ยอยู่ตามโคลอสเซียมนี้มีชื่อด้วยนะ เนื่องจากมีผู้เจอหญิงให้อาหารแมวคนหนึ่ง เรียกชื่อแมวแต่ละตัวไม่ซ้ำกันเลย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : redarmyscreaming.tumblr.com

การที่คนให้อาหารแมวเป็นหญิงเสียส่วนใหญ่นั้น ก็พ้องกันกับข้อมูลเชิงสถิติจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่บอกว่า เด็กหญิงมักชอบแมว เด็กชายมักชอบหมา อันที่จริง ผลวิจัยดังกล่าวยังบอกอีกว่า รองจากหมาแมว เด็กอิตาเลียนชอบม้า เสือ นก สิงโต และโลมา

เด็กส่วนใหญ่ (81.7 เปอร์เซ็นต์) มีหรือเคยมีสัตว์เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมากับแมวนั่นล่ะ แต่ก็พบว่ามีสัตว์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เต่า (14.5 เปอร์เซ็นต์) แฮมสเตอร์ (10.6 เปอร์เซ็นต์) กระต่าย (4.8 เปอร์เซ็นต์) มีแค่ 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่ไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

การสำรวจไม่ได้ถามแค่ ‘มี’ แต่ถามว่า อยาก ‘เป็น’ อะไรด้วย ผลออกมาว่า 1 ใน 5 อยากเป็นนก 1 ใน 10 อยากเป็นหมา ตามมาด้วยสิงโต แมว โลมา เสือชีตาห์ ม้า

เด็กผู้ชายมักจะอยากเป็นสัตว์ที่โชว์ความแข็งแรงหรือวิ่งเร็ว เช่น สิงโตหรือเสือชีตาห์ เด็กผู้หญิงมักอยากเป็นสัตว์สวย ๆ งาม ๆ อย่างผีเสื้อ

และสัตว์ที่เด็กเกลียดกลัวที่สุดก็คือ งู

แต่สัตว์ก็มีมากมายหลายประเภท และความรู้สึกของคนอิตาเลียนก็มิได้มีแค่ความ ‘รัก’ อย่างเดียวเท่านั้น เราเข้าใจว่าคนอิตาเลียนคิดอย่างไรต่อสัตว์ได้หลายวิธี

ทำแบบเด็กอักษรฯ วิธีหนึ่งคงไม่พ้นการศึกษาผ่านสำนวนในภาษา การอุปมาอุปไมย เริ่มจากที่คล้ายของไทยก่อน ข้อมูลที่ได้ต่อจากนี้รวบรวมมาจากพจนานุกรมที่บ้าน

หมาจิ้งจอก เปรียบกับความเจ้าเล่ห์ แต่เรื่องนี้ แมว ก็เข้ารอบด้วย

เต่า เปรียบกับความเชื่องช้า หอยทาก ก็เช่นกัน

งู เปรียบกับคนที่ร้ายกาจ มีพิษสง คดในข้องอในกระดูก

เสือ เปรียบกับความดุ

เพราะฉะนั้น ในแง่นี้จึงอาจกล่าวได้ว่า คนอิตาเลียนกับคนไทยมีทัศนคติต่อสัตว์เหล่านี้คล้าย ๆ กัน

แต่ก็มีบางสำนวนที่คนไทยเปรียบกับอย่างอื่น หรือไม่ก็ไม่คิดจะเปรียบเลย แต่คนอิตาเลียนเปรียบคุณลักษณะต่าง ๆ กับสัตว์เหล่านี้

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.europlan.it

เงียบเป็น ปลา

แดงเป็น กุ้ง

โง่เหมือน ห่าน

ตาบอดเหมือน ตัวตุ่น

หยิ่งยะโสเหมือน นกยูง

ขี้กลัวเหมือน กระต่าย อันนี้น่าจะมาจากนิทานอีสปเรื่อง กระต่ายตื่นตูม

อ่อนติ๋มหงิมเป็น แกะ

ดื้อเป็น ลา

เก็บเนื้อเก็บตัวเหมือน หมี

น่าเกลียดเหมือน ลิง/คางคก

กล้าหาญเหมือน สิงโต

ปราดเปรียวเหมือน ละมั่ง

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : pixels.com/profiles/shawn-obrien

ปราดเปรียวเหมือน ละมั่ง

บางสำนวนก็ฟังแปลกหู เพราะคนไทยเราจะไม่มีวันเปรียบ เปรียบทำไม เช่น

ล่อนจ้อนเป็น หนอน (อ้อ อันนี้คนไทยโบราณจะเปรียบเป็นเปรต)

สุขภาพแข็งแรงดีเหมือน ปลา อันนี้คืออะไร ที่อิตาลีปลาไม่ป่วยเหรอ

น่าเบื่อเหมือน เห็บหมัด ยุง ตัวต่อ 2 อันแรกเข้าใจได้ว่าน่ารำคาญ แต่ตัวต่อนี่ออกไปทางน่ากลัวนะ

ร้องเพลงเพี้ยนเหมือน กบ

ตัวพองเป็น กบ เขาไม่ได้หมายถึงอ้วน แต่หมายถึงจองหองพองขน ลำพองตนจนตัวป่องเป็นอึ่งอ่าง อะไรทำนองนั้น

มาถึงคำถามคาใจใครบางคน แล้วตอนด่ากันล่ะ บ้านเรามองสัตว์บางประเภทว่าเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาด่าให้คนฟังรู้สึกเจ็บ ๆ แสบ ๆ แล้วอิตาเลียนล่ะ เขาเอาสารพัดสัตว์บกมาด่ากันแบบเราไหม

เริ่มจาก ไอ้ สัตว์ เขาไม่ด่ากันพร่ำเพรื่อ แต่จะหมายถึง ความป่าเถื่อน รุนแรง ไร้การศึกษา

ไอ้ เหี้ย ด่าไปอิตาเลียนหลายคนคงยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ มิพักพูดถึงว่า มันมีคุณสมบัติอันใดหรือที่เราจะต้องมารู้สึกเจ็บแค้นเคืองโกรธกับการได้รับการอวยยศเช่นนี้

ไอ้หน้าหมา ไม่ว่าจะไอ้หน้าหมา หรืออีหน้าอวัยวะอื่น ก็ไม่มีใครด่าทั้งสิ้น ถ้าด่าไป อิตาเลียนอาจยืนปรบมือให้แก่ความคิดสร้างสรรค์ของเราก็เป็นได้

งั้นด่าว่าหมาก็ไม่หยาบคายอย่างนั้นสิ

จริงอยู่ หมา มักเปรียบกับความซื่อสัตย์ ความโดดเดี่ยว แต่ก็ยังเปรียบกับความไม่ได้เรื่องด้วย

มุมมองคนอิตาลีที่มีต่อหมาแมวและสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงคำด่าว่า 'ไอ้สัตว์' แปลว่าอะไร
ภาพ : www.dailypaws.com

เพราะฉะนั้น ถ้าบอกเพื่อนว่า เธอเหมือนหมาเลย ด้วยหวังใจว่าเขาจะเข้าใจว่าเราชมว่าเขาซื่อสัตย์ อาจจะเป็นการหวังสูงไปนิด ยังไงเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ

แล้ว หมู ในตำนานล่ะ มีคนบอกว่า หมู หยาบมากกกกกก ฟังไม่ได้ (เอามือปิดหูดิ้นเร่า ๆ )

หมูถูกเปรียบกับความสกปรก อันรวมไปถึงความสกปรกในจิตใจด้วย มันจึงไปในทางความหื่น ลามก

แต่ก็ถ้ามีคนบอกว่า แหม เธอนี่เหมือน กระต่าย เลยนะ ก็อย่าได้คิดว่าเขาชมว่าเราปราดเปรียวแสนซน เพราะสำหรับคนอิตาเลียนแล้ว นอกจากเขาจะมองกระต่ายว่า ‘ขี้กลัว’ แล้ว เขาอาจจะหมายถึงว่าเราเซ็กส์จัด เพราะกระต่ายได้ชื่อว่ามีลูกเร็วมาก เหมือนวัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากประกอบกิจกรรมอันสุนทรี

ควาย ล่ะ เปรียบเทียบกันไหม

มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่า โง่ เขามักเปรียบกับการกินแบบไม่บันยะบันยังมากกว่า ตรงข้ามกับการกินน้อย เขาจะเทียบกับ นก บางทีก็เป็น นกคีรีบูน ด้วยนะ

คราวนี้มาดูสุภาษิต คำพังเพย บ้าง ว่าเขาเอาสัตว์มาสั่งมาสอนอะไรลูกหลานเขาบ้าง

Can che abbaia non morde.

หมาเห่ามักไม่กัด อันนี้เหมือนของไทย แต่อย่าไปจริงจังมากนะ มันเป็นความเปรียบ หมาเห่าอุ่นเครื่องก่อนกัดก็มีถม อันที่จริงมันมีนัยยะหมายรวมไปถึงว่า คนที่ร้าย ๆ กับเราเนี่ย มักจะไม่พูดพล่ามหรอก

Meglio un giorno da leone che cento da pecora.

อยู่อย่างสิงโตวันเดียว ดีกว่าอยู่อย่างแกะ 100 วัน

หลายคนอาจจะคิดแบบไทย ๆ ว่า เปรียบการอยู่อย่างมีเกียรติกับอยู่อย่างกระจอก แต่ถ้าไปดูคุณลักษณะของสัตว์ทั้งสองที่อิตาเลียนมักใช้เปรียบดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จะเห็นว่าเกียรติที่ว่า (ถ้าจะเปรียบ) ไม่ได้หมายถึงเงินทองหรือยศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ แต่คือความกล้าหาญ และกระจอกนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือสถานภาพทางสังคม แต่คือความขี้ขลาด ไม่สู้เพื่อความถูกต้องมากกว่า

ภาพ : www.thelocal.it

Il lupo perde il pelo, ma non il vizio.

หมาป่าผลัดขน แต่ไม่ผลัดสันดาน

อันนี้เป็นสุภาษิตที่ไม่ให้โอกาสคนเลย มันมีความหมายว่า คนชั่ว ต่อให้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไร เขาว่ากันว่านะ สันดอนน่ะขุดได้ แต่สันดานน่ะสิ (เดินกอดอก ก้าวออกมา 2 ก้าว ยิ้มเยาะมุมปาก แค่นหัวเราะเบา ๆ มองกล้อง ตาวาวโรจน์) ขุดไม่ได้!

Chi pecora si fa, il lupo se lo mangia.

“อ่อนแอก็แพ้ไป” เวอร์ชันอิตาเลียน แปลตรงตัวว่า ใครทำตัวเป็นแกะ หมาป่าก็จะกิน อันนี้น่าจะเป็นอันเดียวที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า ทำไมอิตาเลียนเวลามีปัญหาจึงต้องเล่นใหญ่ เพราะถ้าหงอก็จะถูกข่มทันที

ภาพ : www.telegraph.co.uk

จะเห็นว่าสัตว์ที่เป็นตัวโกง ตัวร้าย สำหรับคนอิตาเลียนคือ หมาป่า ถ้าให้คาดเดา ก็คงจะเป็นเพราะว่ามันเป็นอุปสรรคหลักของปศุสัตว์ อันเป็นอาชีพหลักของสังคมเกษตรกรรมในอิตาลีสมัยก่อน หมาป่ากับแกะถูกนำมาเปรียบของผู้ล่าอันชั่วร้ายกับเหยื่ออันน่าสงสารอยู่ตลอดเวลา

แต่ในขณะที่หมาป่าดูเป็นตัวโกง แต่ก็หมาป่าอีกเช่นกันที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม เพราะในตำนาน นางเป็นผู้ให้นมโรมูลุสกับเรมุส ผู้ให้กำเนิดกรุงโรม ผิดตรงที่หมาป่าตัวนี้เป็นนางหมาป่า

ภาพ : commons.wikimedia.org

แล้วนักภาษาศาสตร์เชิงประวัติก็เสนอความเห็นแบบไม่อิงตำนานว่า ผู้ให้นมแต่เด็กทั้งสองเนี่ย อาจจะไม่ใช่หมาป่าหรอก แต่เป็นคนนี่ละ

เพราะคำว่า นางหมาป่า ในภาษาอิตาเลียนโบราณ เป็นสแลงหมายถึง หญิงโสเภณี

ข้อมูลอ้างอิง

– Il Ragazzini 2021, Zanichelli

– Maria Balì, Giovanna Rizzo, Nuovo Espresso 2, Alma Edizioni

 – www.bbc.com/thai/international-41599355

agricommerciogardencenter.edagricole.it

www.the-colosseum.net/ita/around/gatti_it.html

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เมื่อสบโอกาส ฉันก็รีบบินไปอิตาลีโดยทันที เพราะอนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้ออกอีกครั้งเมื่อไหร่

เวลาไปอิตาลี มักมีคนคิดว่าไปเที่ยว จริง ๆ คือหวังเพียงไปนอนนาน ๆ ตื่นมาพร้อมเสียงระฆังหง่างเหง่งจากโบสถ์ในเมือง เสไสอยู่ในผ้าห่มสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา อ้อยอิ่งไปกินคัปปุชชีโนในชั่วโมงสุดท้ายของช่วงเช้า ก่อนบาริสต้าจะเหล่ตามองแม้ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เดินทอดหุ่ยไปเรื่อย ๆ ในเมือง เข้าร้านหนังสือ แวะเดินตลาดก่อนจะกลับมาทำอาหารกิน จะปาสต้าหรือมาม่าก็แล้วแต่ความอยาก ก่อนจะนอนกลางวันอีกรอบ แล้วลงมาเดินเมืองยามเย็น

ใช่ ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยวมืออาชีพ เพียงแต่เป็นคนที่ชอบไปและชอบอยู่ในอิตาลี ต้องเป็นครั้งเป็นคราวด้วยนะ ถ้าจะให้อยู่ยาว ส่งขันหมากมา

ระหว่างไปอิตาลีก็มีพันธกิจติดตัวแต่พองาม หนึ่งในนั้นคือการเขียนคอลัมน์นี้ ใจคิดตลอดเวลาว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น ก็ได้พบกับลูกศิษย์ลูกหา หลายคนถามว่ามาอิตาลีครั้งแรกคือช่วงไหน ก็ตอบว่า ช่วงปี 1991 – 1992 ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างนั่งอาบแดดอุ่นอยู่ ก็สะดุ้งนึกขึ้นได้ว่า นี่มัน 30 ปีพอดิบพอดีเลยนี่นา

เท่านั้นเอง ภาพแต่ละภาพก็ชิงผุดขึ้นมาในสมองว่า วันนี้เวลาในปีนั้นเราทำอะไรอยู่หรือ แต่ด้วยความที่มันก็นานเหลือเกิน ประกอบกับก็ได้กลับไปอยู่เนือง ๆ จึงมักแยกไม่ค่อยออกว่า ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นในครั้งแรกที่ไป หรือครั้งต่อ ๆ มาที่แวะไปเยือน คงเหลือแต่ความคิดว่า ตอนนั้นกับตอนนี้มีอะไรแตกต่างหรือเหมือนกันบ้าง

หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็คงอยู่และเปลี่ยนไป พยายามกลั่นกรองให้อยู่ในประเด็น แล้วก็คิดว่า สิ่งที่กล่าวถึงได้โดยไม่เหมือนคนแก่ขี้เพ้อ คือ เรื่องการเดินทางสัญจร เพราะอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปอิตาลีด้วยตัวเอง… เป็นครั้งแรก

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ภาพ : easymilano.com

การเดินทางด้วยทางสาธารณะในอิตาลี

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนไปอิตาลี ในสมัยนั้นการขอวีซ่ายังต้องขอจากสถานทูตอิตาลี ณ ถนนนางลิ้นจี่ ว่ากันว่ายากเย็นพองาม แต่ด้วยความที่ครั้งแรกนั้นไปด้วยทุนรัฐบาลอิตาลี วีซ่าเลยไม่ยากนัก แต่พูดถึงความลำบากแล้ว ต้องไม่ลืมว่า วีซ่าในขณะนั้นยังไม่มีเชงเก้น ความลำบากในการอยู่ประเทศหนึ่งแล้วออกไปอีกประเทศหนึ่งจึงยังมีอยู่มาก จริงอยู่ถึงมีวีซ่าอิตาลีอาจจะเข้าฝรั่งเศสได้ แต่ก็ต้องขอ Re-entry Visa เพื่อจะกลับมาอิตาลีอีกครั้ง ใครไม่รู้ว่าต้องทำก่อนไป ก็จะเกิดปัญหาร้อยแปด

หรือในกรณีหนึ่งคือ ในสมัยนั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังไม่ได้เข้าเชงเก้นด้วย เพื่อนที่อยู่ฝรั่งเศสจะมาเยี่ยม ขนาดบอกคนขายตั๋วแล้วว่า ไม่ขอเอาขบวนที่แล่นตัดผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คนขายตั๋วก็อุตส่าห์ขายตั๋วมาจนได้ ร้อนถึงสองเขือเพื่อนหลับใหลลืมตื่น ต้องถูกปลุกแล้วอัญเชิญลงที่ชายแดนสวิตฯ จากนั้นสองนางก็ต้องต่อรถไฟเลาะชายแดนมา กว่าจะถึงโบโลญญาได้ สิริรวมคือ 24 ชั่วโมง บินไปกลับกรุงเทพฯ-ปารีส ได้เลยทีเดียว

ตั๋วเครื่องบินสมัยนั้นก็ยังเป็นกระดาษและมีชั้นซ้อนกันอย่างงุนงง กระดาษแต่ละชั้นหรือก็บางราวกับผ้าซับมันปากในร้านสุกี้ ไม่มีการบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ต้องรักษาพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินไว้ให้จงดี จะมาจะไปก็ต้อง Confirm Flight ล่วงหน้า หาไม่ ก็อาจจะเจอตั๋วล้นเที่ยวบินจนต้องกลับบ้านมาหงอย ๆ ได้

ปัจจุบันสะดวกอย่างไร คงไม่ต้องพูดถึงแล้วมั้ง

ผ่านเรื่องเครื่องบินไป สมมติว่ามาถึงอิตาลีแล้ว

สมมติว่าเป็นโรม

สนามบินนานาชาติของโรมมีชื่อเป็นทางการว่า Leonardo da Vinci แต่มีชื่อเรียกเล่นอย่างลำลองว่า ฟิวมิชีโน (Fiumicino) แปลว่า แม่น้ำน้อย อันเป็นชื่อย่านที่ตั้งของสนามบินแห่งนั้น

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
สนามบิน Leonardo da Vinci
ภาพ : lemiapp.com

อันย่านฟิวมิชีโนนั้นเล่า ก็ให้ห่างจากตัวเมืองโรมพอชั่วเคี้ยวหมากจืด การเดินทางมายังตัวเมืองหรือสถานีแตร์มีนี (Termini) นั้น ต้องเดินทางด้วยรถไฟ 2 ขบวนด้วยกัน นั่นคือนั่งรถไฟบนดินจากสนามบินมาลงที่สถานี Ostiense จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปที่ขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Piramide เพื่อไปยังจุดหมาย ประดักประเดิดพอสมควร ไม่สิ มากทีเดียวกับกระเป๋าเดินทางใบเขื่องของเรา

จากนั้นไม่นานไม่กี่ปี ก็เพิ่งมีคนคิดได้ว่าทำไมเราไม่ทำทางรถไฟตรงจากสนามบินไปแตร์มีนีเลย ปัจจุบันเหรอ นอกจากจะมีรถไฟสายตรงแล้ว ก็ยังมีรถบัสที่ตัดราคากันฉุบฉับ อย่าว่าแต่เข้าเมืองเลย ข้ามเมืองก็ไม่เป็นปัญหา ในการนี้ ขอแนะนำให้หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตให้ได้มากที่สุด เพราะไป ๆ มา ๆ การสัญจรที่สะดวกที่สุดคือรถบัส ซึ่งมิได้พุ่งทะยานเข้าสู่ตัวเมืองเท่านั้น หากแต่ยังมีเส้นทางออกไปยังเมืองอื่นโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้ามาในเมืองของสนามบินด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะไปตูริน แล้วลงเครื่องที่มิลาน รถบัสจากสนามบินมิลานไปยังใจกลางเมืองตูรินก็มีให้บริการ สนนราคา 22 ยูโรเท่านั้นเอง คุณไม่จำเป็นต้องเข้ามาใจกลางมิลานแล้วนั่งรถไฟต่อไปที่ตูริน เพราะหากดูแผนที่ คุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันย้อนไปย้อนมา

สมมติว่ามาถึงในเมืองแล้ว

การสัญจรในเมืองนั้น หลัก ๆ ก็คือรถเมล์ มีไม่กี่เมืองเท่านั้นที่มีรถไฟใต้ดินเช่นโรมและเนเปิ้ลส์ วิธีขึ้นรถเมล์แต่ก่อนนั้นแทบจะมีอยู่วิธีเดียว กล่าวคือ ต้องไปซื้อตั๋วจากร้านขายบุหรี่ (หรือแผงขายหนังสือ แล้วแต่ที่) เพื่อเอามาตอกที่เครื่องบนรถ ขึ้นรถโดยมีตั๋วแต่ไม่ตอกก็ถือเป็นการทุจริต และหากจับได้ก็จะต้องโดนปรับจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากตั๋วที่ยังไม่ได้ตอก ย่อมใช้ได้ตลอดชั่วนาตาปี และนายตรวจนั้นไม่ได้มาคนเดียว แต่แยกกันยืนขวางประตูทางลงไว้ราวกับทวารบาล อ้อ และหากเครื่องตอกนั้นใช้การไม่ได้ เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่จะต้องใช้ปากกาเขียนหลังตั๋วว่า ได้ขึ้นเมื่อวันที่และเวลาเท่าไหร่ ส่วนปากกาจะมาจากไหนได้นั้น นายตรวจไม่รับรู้

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
รถเมล์ในโรม
ภาพ : roman-vacations.com

ใครที่เคยไปอิตาลีแล้วบอกว่า คนอิตาเลียนไม่เห็นตอกกันเลย งั้นฉันไม่ตอกบ้าง

เพื่อนของฉันเคยคิดอย่างนั้น ปรากฏว่าเมื่อนายตรวจขึ้นมา ไฟทุกดวงก็พุ่งลงจับที่ตัวเธอแต่เพียงผู้เดียว ด้วยว่าทุกคนในรถล้วนยื่นตั๋วเดือนให้นายตรวจดู อันเป็นตั๋วที่ตอกแค่ครั้งแรกที่ใช้ พวกเขาย่อมไม่จำเป็นต้องตอกทุกครั้งที่ขึ้น

อนึ่ง ตั๋วรถเมล์ในอิตาลีมักเป็นตั๋วเวลา กล่าวคือ นับจากการตอกตั๋วแล้วจะมีอายุไปอีก 75 – 90 นาที แล้วแต่เมือง หากคุณไปปลายทาง ทำธุระ และกลับมาภายในเวลานับจากการตอกตั๋วแล้ว คุณก็ไม่ต้องตอกตั๋วใบใหม่

ขอแอบสรุปให้สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวในเมืองใหญ่ ๆ ว่า อย่าซื้อตั๋วธรรมดา (Biglietto Ordinario) ซื้อตั๋ววัน (Biglietto Giornaliero) ไปเถอะ แพงหน่อยแต่คุ้ม หลงได้ไม่ยั้ง แต่อย่าลืมตอกตั๋วในครั้งแรกที่ใช้ล่ะ

ตัวอย่างตั๋วรถเมล์แบบต่าง ๆ
ภาพ : www.tper.it

ปัจจุบันนี้ อาจมีช่องทางในการซื้อตั๋วได้มากกว่าเดิม โดยทั่วไปการซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถถือเป็นช่องทางที่ยังคงปลอดภัยกว่าเสมอ ด้วยว่าแม้บางเมืองจะมีเครื่องสแกนบัตร แต่ก็ใช่ว่าทุกคันจะมีเครื่อง หรือใช้กับบัตรที่เรามีอยู่ได้ หรือถ้าจะใช้ คุณอาจต้องโหลดแอปฯ กันเอิกเกริก โรมมิ่งที่เราซื้อไป ก็อาจจะโหลดแอปฯ อิตาเลียนไม่ได้ก็ประสบมาแล้ว คงมีแต่เมืองเล็ก ๆ บางเมือง ที่ซื้อตั๋วบนรถเมล์ได้ แต่เอาจริง ๆ ก็ลุ้นระทึกเหมือนกันนะ เพราะถ้าคุณขึ้นไปถามเขาว่าซื้อตั๋วที่นี่ได้ไหม หากเขาตอบว่าต้องไปซื้อมาก่อน ที่ตรงโน้นนนน คุณก็คือพลาดรถเที่ยวนั้นไป และหากเคราะห์ร้ายอย่างถึงที่สุด เที่ยวต่อไป อาจไม่แค่ชั่วเคี้ยวหมากจืด

อย่างไรก็ตาม บางเมืองก็แอบมีนวัตกรรมเท่ ๆ เช่น เมืองโบโลญญา ต้องเกริ่นก่อนว่า ราคาตั๋วธรรมดาของเมืองนี้คือ 1.5 ยูโร และตั๋ววันคือ 6 ยูโร และคุณแค่ตอกบัตรครั้งแรกเท่านั้นพอ หากเป็นตั๋วธรรมดาก็ขึ้นได้ 90 นาที (มั้ง) แต่หากเป็นตั๋ววัน ก็จะนับไป 24 ชั่วโมง

กล่องตี๊ดหรือเครื่องสแกนของโบโลญญานี้ ให้คุณใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่คุณมีอยู่ ตี๊ด ได้ แต่มันจะไม่หักเงินคุณในทันที แต่จะไปหักเงินเอาตอนตี 2 เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า มันจะรวมการตี๊ดของคุณในทุกครั้งที่ขึ้น (ไม่ใช่ครั้งแรกอีกแล้ว) และคำนวณว่าทั้งหมดเป็นราคาเท่าไหร่ ทั้งนี้จะไม่ให้เกิน 6 ยูโร อันเป็นราคาของตั๋ววันเป็นอันขาด ฉันประทับใจมาก ถ้าพกทองคำเปลวไป ฉันคงติดไปที่เครื่องแล้ว

ภาพ : www.aep-italia.it

กระนั้น ก็แอบโป๊ะเล็กน้อย นั่นก็คือ บางคันก็ไม่มีที่ตี๊ด ยามนั้น ตั๋วกระดาษที่ร้านขายบุหรี่ก็ต้องถูกงัดมาใช้

มาพูดถึงการสัญจรระหว่างเมืองกันบ้าง แต่ก่อนร่อนชะไรฉันก็จะอาศัยแต่รถไฟเท่านั้น ด้วยว่าช่างสะดวกสบาย ประหยัด และยืดแข้งยืดขาได้สะดวก ยกเว้นเมืองอย่างเซียน่าเท่านั้นที่ฉันจะใช้รถทัวร์ เพราะมันเจาะเข้าไปในเมือง ในขณะที่สถานีรถไฟอยู่ออกไปนอกเมือง ต้องต่อรถเมล์เข้ามาอีก ถ้ามาในช่วงดึก ไม่สะดวกเอาเสียเลย

ภาพ : www.breakinglatest.news

ปัจจุบัน (ซึ่งสมัย 30 ปีก่อนไม่มี) รถไฟของอิตาลีมีอีกยี่ห้อ คือ Italo นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก เพราะมีโปรโมชันดี นอกจากมีชั้นหนึ่ง ชั้นสองให้เลือก ซึ่งรถไฟของรัฐ (ขอเรียกว่า TRENITALIA ตามชื่อเว็บ) มีอยู่แล้ว ยังมีตู้ที่มีหนังฉาย ตู้ประชุม เลือกที่นั่งให้มีโต๊ะได้ ฯลฯ และในบางครั้งการยกระดับจากชั้นสองไปชั้นหนึ่งก็เพิ่มเงินอีกไม่เท่าไหร่เอง (เช่น อย่างที่ฉันเจอมาคือเพิ่มอีก 4 ยูโรเท่านั้น) ราคาก็เร้าใจมาก ที่ว่าเร้าใจเพราะยิ่งจองนานราคายิ่งดี ตอนแรกไม่รู้ มองราคาก็ว้าวถูกจัง อีกวันมาเปิด อ้าว ขึ้นราคา อีกวัน อ้าวขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ‘อิตาโล’ จึงเหมาะมากกับผู้ที่มองการณ์ไกล และยืนหยัดมั่นคงในแผนการ ข้อด้อยของอิตาโลคือ มีเส้นทางไม่หลากหลายเท่าของ TRENITALIA เท่านั้น

ภาพ : www.latitudeslife.com

เรื่องของรถไฟ สิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อ 30 ปีก่อนก็คือ สมัยนั้นมีแต่ตั๋วกระดาษ ปัจจุบันหลายคนก็ยังนิยมใช้ตั๋วกระดาษ สิ่งสำคัญสำหรับตั๋วกระดาษก็คือ ก่อนจะขึ้นรถ คุณต้องเอาตั๋วกระดาษนี้ไปตอกที่เครื่องเสียก่อน ปัจจุบันนี้เครื่องดังกล่าวก็ยังพบได้โดยทั่วไป ซึ่งพิธีกรรมนี้ ผู้ที่ซื้อตั๋วออนไลน์ในยุคปัจจุบันไม่ต้องทำ เพราะในตั๋วระบุวัน-เวลาเดินทางชัดเจนอยู่แล้ว ในขณะที่ตั๋วกระดาษนั้น ตราบใดที่ยังไม่ตอก คุณก็ใช้ได้ในขบวนถัดไป แต่ต้องเป็นรถไฟประเภทเดียวกันนะ ยากตรงนี้

การตอกตั๋วรถไฟก่อนขึ้น
ภาพ : www.moduli.it

นอกจากรถไฟจะแข่งกันเองแล้ว ยังมีคู่แข่งเป็นรถทัวร์อีกด้วย อ้าว ไม่ได้มีมานานแล้วหรือ ใช่ รถทัวร์น่ะมีมานานแล้ว แต่ผู้คนก็ไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะราคาที่ต่างกันไม่มากพอที่จะทำให้คนยอมมาเลือกหลังขดหลังแข็งอยู่บนรถเป็นเวลานาน ๆ แต่ตอนนี้ รถบัสสีเขียวตองอ่อน พะยี่ห้อว่า Flixbus ได้มีราคาที่ยั่วยวนชวนหลังแข็งมาก จากราคารถไฟหลักสิบกว่า ‘ฝลิกซ์บุส’ (เรียกแบบอิตาเลียน) มีหลายราคาให้เลือกตามแต่เวลารถ ไม่ถึงสิบก็มีถม

ภาพ : www.isic.fi

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับฝลิกซ์บุส แม่หมอขอเตือนว่า ก่อนจะผลีผลามจองไป กรุณาเช็กก่อนว่า สถานีรถที่ฝลิกซ์บุสจะจอดนั้น อยู่ตรงไหนของเมือง พลาดท่าเสียทีไปอาจจะไปเคว้งคว้างอยู่กลางทุ่ง รถราไม่มีต้องเรียกแท็กซี่ กลายเป็นแพงกว่าไปเสียฉิบ ตัวอย่างเช่น ป้ายฝลิกซ์บุสของฟลอเรนซ์นั้น อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 25 นาที โชคดีที่ฟลอเรนซ์มีรถรางเชื่อมต่อป้ายนี้ที่สะดวกมาก ส่วนถ้าหากจะมาเซียน่า ฝลิกซ์บุสมีป้ายจอดแตกออกไปถึง 3 ป้าย แล้วแต่คัน เวลาเลือกต้องคลิกดูแผนที่ให้ดี

อ้อ แล้วถ้าเดินทางผ่านช่วงราว ๆ บ่ายโมง คนขับรถก็อาจจอดรับประทานอาหารกลางวันเอาเสียดื้อ ๆ เราก็จะได้สัมผัสกับ ‘คุณสาหร่าย’ ในเวอร์ชันอิตาเลียน ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ

ตอนแรกว่าจะจบแค่นี้ แต่ไม่พูดถึงแท็กซี่ก็ดูจะขาด ๆ หาย ๆ ไป ขอเตือนว่า แท็กซี่ไม่ใช่ของถูก นอกจากนี้ เขาคิดค่ากระเป๋าเดินทางคุณด้วยนะ คุณมีมากี่ใบเขาก็กดเพิ่มไปตามนั้น กับหากคุณเดินทางในยามวิกาลมาก ๆ เขาก็จะกดปุ่มเพิ่มอีก

ภาพ : www.quora.com

ส่วนเรื่องเรือ ไม่ขอกล่าวถึง เพราะนอกจากจะมีแค่ที่เวนิสแล้ว เมืองนี้ยังมีเรื่อง (ที่ร่ำ ๆ ว่าจะ) เปลี่ยนแปลงชนิดเดือนต่อเดือน ตามไม่ค่อยทันเหมือนกัน

มีเรื่องมาแชร์แค่นี้ หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับผู้ที่คิดจะไปอิตาลีเป็นครั้งแรกในยามเปิดประเทศ ขออวยพรให้เดินทางปลอดภัยและมีความสุข กลับมาแล้ว ส่งรูปมาอวดด้วยล่ะ

แหล่งอ้างอิง

www.autobusweb.com/bologna-tper-biglietto-contactless-autobus

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load